8.วิชาประวัติศาสตร์

 

   วิชาประวัติศาสตร์
 วิชาประวัติศาสตร์ แบ่งออกเป็น  2  ชนิด  คือ:-
   ๑.ประวัติศาสตร์ไทย
       -ประวัติศาสตร์ไทย  แบ่งออกเป็น  ๔  สมัย  คือ:
         ๑.สมัยสุโขทัย
         ๒.สมัยอยุธยา
         ๓.สมัยรัตนโกสินทร์

         ๔.สมัยกรุงธนบุรี
   ๒.ประวัติศาสตร์สากล  แบ่งออกเป็น  ๓  ชนิด  คือ:-
        ๑.ประวัติศาสตร์เอเซีย
        ๒.ประวัติศาสตร์ยุโรป
        ๓.ประวัติศาสตร์อเมริกา 

   ประวัติศาสตร์ชาติไทย
     สมัยสุโขทัย
 http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2
  http://www.sukhothai.go.th/history/hist_01.htm
  http://www.baanjomyut.com/76province/sukhothai.html
  http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/bangkok/malaiwan_c/historym1/unit03.html

        รูปภาพประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย
  https://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0
       ประวัติศาสตร์สุโขทัยจาก Youtube
https://www.youtube.com/watch?v=pQAD5PRmO7Y
https://www.youtube.com/watch?v=pDY5is1yNto

             สมัยอยุธยา
  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2
 http://allknowledges.tripod.com/ayutthaya.html
 http://www.baanjomyut.com/76province/ayutthaya.html
 http://personinhistory.exteen.com/page
 https://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C+%E0%B9%84
           ประวัตฺศาสตร์สมัยอยุธยาจาก Youtube
  https://www.youtube.com/watch?v=O-n5hAqYqZo
  http//www.youtube.com/watch?v=wC4D3V3QWYA
  http//www.baanjomyut.com/library/history_thai/
            สมัยรัตนโกสินทร์
    
http://allknowledges.tripod.com/rattanakosin.html
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%28%E0%B8%AA%E0%B8
http://www.baanjomyut.com/76province/rattanakhosin.html
         รูปภาพประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์
 https://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C+%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2+%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2+%E0%B8%A3%E0%B8%B1
        ประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์จาก Youtube
https://www.youtube.com/watch?v=cb2dEjTBKYs
               สมัยธนบุรี
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5
http://allknowledges.tripod.com/thonburi.html

http://www.baanjomyut.com/76province/thonburi.html
http://haab.catholic.or.th/history/tonburei/tonburei1/tonburei1.html
http://haab.catholic.or.th/history/tonburei/tonburei6/tonburei6.html
        รูปภาพประวัติศาสตร์สมัยธนบุรี
https://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C+%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2+%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2+%E0%B8%81%E0%B8%A3
      ประวัติศาสตร์ไทย ๔ สมัย จาก Youtube
  https://www.youtube.com/watch?v=1vxLklRRHik

 ทวีปเอเซีย
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2
   -ทวีปเอเซีย  แบ่งออกเป็น  ๕  ชนิด  คือ:-
      ๑.เอเซียเหนือ
      ๒.เอเซียกลาง
      ๓.เอเซียตะวันออก
      ๔.เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
      ๕.เอเซียใต้
      ๖.เอเซียตะวันตกเฉียงใต้ 
    เอเซียเหนือ 
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD
       อเซียกลาง
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87
       เอเซียตะวันออก              
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81
   เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89
       เอเซียใต้
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89
       เอเซียตะวันตกเฉียงใต้
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B9%80
       เอเซียเหนือ
  -เอเซียเหนือ มี  ๒  ประเทศ   คือ:-
    ๑.ประเทศรัสเซีย    ได้แก่ไซบีเรีย
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2
    ๒.ประเทศคาซัคสถาน
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2
          เอเซียกลาง
   เอเซียกลางมี ๑๐  ประเทศ  คือ:-
   ๑.ประเทศอุชเบกิสถาน  
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%AA
     ๒.ประเทศเติร์กเมนิสถาน 
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A1
     ๓.ประเทศทาจิกิสถาน
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%96
    ๔.ประเทศคีร์กิซสถาน
 http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99
     ๕.ประเทศคาซัดสถาน
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99
    ๖.มองโกเลีย
 http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2
     ๗.เขตตะวันตกเฉียงเหนือของจีน อันได้แก่ มองโกเลียในหนิงเซี่ยกานซูเสฉวนชิงไห่ทิเบต และ ซินเจียง
   ๘.เขตตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน
   ๙.อัฟกานิสถาน
    ๑๐.ฝั่งเหนือของปากีสถาน
    ๑๑.ดินแดนตอนเหนือของอินเดีย อันได้แก่ หรยาณา หิมาจัลประเทศ ชัมมูและกัษมีระ ปัญจาบ อุตตรขันท์ และบางส่วนของรัฐราชสถาน และ อุตตรประเทศ
         เอเซียตะวันออก
  ๑.ประเทศ  จีน ยกเว้น มณฑลชิงไห่, เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และเขตปกครองตนเองทิเบต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาจจัดให้อยู่ในเขตภูมิภาคเอเชียกลาง
  ๒.ประเทศ ญี่ปุ่น  
   ๓.ประเทศ เกาหลีเหนือ  
  ๔.ประเทศ เกาหลีใต้   
  ๕.ประเทศ ไต้หวัน  
  ๖.ประเทศ มองโกเลีย
         เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อุษาคเนย์ หรือ เอเชียอาคเนย์ เป็นอนุภูมิภาคของทวีปเอเชีย ประกอบด้วยประเทศซึ่งทิศเหนือติดจีน ทิศตะวันตกติดอินเดีย ทิศตะวันออกติดปาปัวนิวกินี และทิศใต้ติดออสเตรเลีย ภูมิภาคดังกล่าวตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นทวีปหลายแผ่นที่ยังมีการไหวสะเทือนรุนแรงและการปะทุของภูเขาไฟอยู่ ต่อเนื่อง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบ่งได้ภาคภูมิศาสตร์ได้สองภาค ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ หรืออินโดจีน ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียดนาม และมาเลเซียตะวันตก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมุทร ประกอบด้วย บรูไน มาเลเซียตะวันออก ติมอร์-เลสเต อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์
        เอเซียใต้
เอเชียใต้เป็นภูมิภาคของทวีปเอเชีย เป็นที่ตั้งของประเทศอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา เนปาล ภูฏาน และมัลดีฟส์ มีพื้นที่กว้าง 4,480,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 12% ของทวีปเอเชีย ภูมิภาคนี้ยังเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า อนุทวีปอินเดีย ประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคนี้ทั้งหมดต่างก็เป็นสมาชิกขององค์กรความร่วมมือ ในภูมิภาคเอเชียใต้ (The South Asian Association for Regional Cooperation หรือ SAARC) ในบางครั้งพื้นที่บางส่วนหรือทั้งหมดของประเทศอัฟกานิสถาน ก็ถูกจำแนกให้เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคเอเชียใต้ด้วย
อนุภูมิภาคเอเชียใต้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

เอเชียใต้เป็นภูมิภาคที่มีประชากรอยู่อาศัยหนาแน่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของ โลก มีจำนวนประชากรกว่า 1 พันล้านคนอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ ซึ่งคิดเปรียบเทียบเป็นสัดส่วนเท่ากับ 1 ใน 3 ของชาวเอเชียทั้งหมด หรือ 1 ใน 5 ของประชากรโลก อัตราความหนาแน่นของประชากรเท่ากับ 305 คนต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าอัตราความหนาแน่นโดยเฉลี่ยของประชากรโลกถึง 7 เท่า
         เอเซียตะวันตกเฉียงใต้

เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ (อังกฤษ: Southwest Asia) หรืออาจเรียกว่า เอเชียตะวันตก หรือ ตะวันออกใกล้ และตะวันออกกลาง ล้อมรอบด้วยทะเล 5 แห่งคือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทะเลดำ ทะเลแคสเปียน ทะเลอาหรับ ทะเลแดง และดินแดนในภูมิภาคนี้มีความเจริญทางอารยธรรมอย่างมากเช่น อารายธรรมลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส ภูมิภาคนี้มีพื้นที่ประมาณ 6,835,434 ตารางกิโลเมตร มีศาสนาที่สำคัญคือศาสนาอิสลาม ศาสนายูดายของอิสราเอล และมีนับถือศาสนาคริสต์ในไซปรัส ปัจจุบันภูมิภาคนี้ยังคงมีความแตกแยกกันในเรื่องเชื้อชาติและศาสนา
บางประเทศอาจถูกจัดให้อยู่ในทวีปยุโรปแทน เนื่องจากมีลักษณะทางวัฒนธรรมจากทวีปยุโรปมากกว่า ได้แก่ ตุรกี ไซปรัส อาร์มีเนีย จอร์เจีย และ
อาเซอร์ไบจาน

  ตะวันออกกลาง คือ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ซึ่งประกอบด้วยดินแดนรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางด้านใต้และตะวันออก ซึ่งเป็นอาณาบริเวณที่ต่อเนื่องจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกไปยังอ่าวเปอร์เซีย เอเชียตะวันออกกลางเป็นอนุภูมิภาคของแอฟริกา-ยูเรเชีย หรือให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็คือทวีปเอเชีย และบางส่วนของแอฟริกา สามวัฒนธรรมหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลางได้แก่ วัฒนธรรมเปอร์เซีย วัฒนธรรมอาหรับ และวัฒนธรรมตุรกีอิทธิพลของวัฒนธรรมทั้งสามนี้ ได้ก่อกำเนิดเชื้อชาติและภาษาที่แตกต่างกันสามกลุ่ม คือ เปอร์เซีย ตุรกี และอาหรับ
   คำว่า ตะวันออกกลาง เป็นคำจำกัดความภูมิภาคอย่างกว้าง ๆ จึงไม่มีการกำหนดขอบเขตพรมแดนของอาณาบริเวณของภูมิภาคนี้ไว้อย่างเจาะจง แต่โดยทั่วไปแล้วเป็นที่เข้าใจกันว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นจะครอบคลุมพื้นที่ประเทศต่าง ๆ ดังนี้คือ บาห์เรนอียิปต์อิหร่านตุรกีอิรักอิสราเอลจอร์แดนคูเวตเลบานอนโอมานกาตาร์ซาอุดีอาระเบียซีเรียสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เยเมน และดินแดนปาเลสไตน์ (เวสต์แบงก์และฉนวนกาซา)กลุ่มประเทศมาเกร็บ (Maghreb หรือแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งประกอบด้วยแอลจีเรีย ลิเบีย โมร็อกโก และตูนีเซีย) มักถูกเชื่อมโยงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตะวันออกกลางด้วย เนื่องจากมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเชื่อมโยงใกล้ชิดกันมาก ซึ่งก็รวมทั้งซูดาน มอริเตเนีย และโซมาเลียด้วยเช่นกัน
ขณะที่ตุรกีและไซปรัสนั้น แม้ว่าโดยสภาพทางภูมิศาสตร์แล้วจะตั้งอยู่ภายในภูมิภาค แต่ทั้ง 2 ชาติก็มักจัดให้ประเทศตนว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุโรปมากกว่า (แม้ว่ามหาวิทยาลัยเทคนิคตะวันออกกลางจะตั้งอยู่ในกรุงอังการา ประเทศตุรกีก็ตาม) ส่วนทางตะวันออกคือประเทศอัฟกานิสถานนั้น บางครั้งก็ถูกจัดโยงเข้ากับตะวันออกกลางด้วย

   นักวิชาการบางส่วนให้คำจำกัดความภูมิภาคตะวันออกกลางโดยผ่านมุมมองจาก ศูนย์กลางยุโรป (Eurocentrism) นั่นคือ ภูมิภาคนี้จะอยู่ทางตะวันออกถ้าพิจารณาจากมุมมองของยุโรปตะวันตก ขณะสำหรับชาวอินเดียนั้น ภูมิภาคตะวันออกกลางจะตั้งอยู่ทางตะวันตกของอินเดีย และตั้งอยู่ทางใต้ในมุมมองจากประเทศรัสเซีย
แท้จริงแล้วคำว่า "กลาง (Middle) " นั้น ยังนำไปสู่ความสับสนด้วยเช่นกันเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคำจำกัดความ ตัวอย่างเช่น ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 คำว่า "ตะวันออกใกล้ (Near East) " ที่ใช้กันในภาษาอังกฤษมีความหมายถึงประเทศในคาบสมุทรบอลข่านและจักรวรรดิออตโตมาน (Ottoman Empire) ในขณะที่คำว่า "ตะวันออกกลาง (Middle East) " หมายความถึงประเทศเปอร์เซีย อัฟกานิสถาน และบางครั้งก็รวมถึงเอเชียกลาง เตอร์กีสถาน และคอเคซัสเอาไว้ด้วย (ตะวันออกไกล (Far East) หมายถึงประเทศอย่างเช่นมาเลเซีย สิงคโปร์ ซึ่งตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
การล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมานในปี ค.ศ. 1918 จึงไม่มีการใช้คำว่า "ตะวันออกใกล้" กันอีก ในขณะที่คำว่า "ตะวันออกกลาง" นั้น ก็นำไปใช้หมายถึงประเทศที่เกิดขึ้นใหม่ในโลกอาหรับ แต่อย่างไรก็ตาม การใช้คำว่าตะวันออกใกล้ก็ยังใช้กันอยู่ในหมู่นักวิชาการบางสาขาที่เคร่ง ครัดหลักการ เช่น ด้านโบราณคดีและ ประวัติศาสตร์โบราณ ซึ่งยังคงอธิบายพื้นที่ที่ควรระบุเป็นตะวันออกกลาง ว่าเป็น "ตะวันออกใกล้" ทั้งนี้เนื่องจากนักวิชาการเหล่านั้นจะไม่ใช้คำว่า "ตะวันออกกลาง" ในสาขาวิชาของตน

   ในบางลักษณะ ความคลุมเครือของ "ตะวันออกกลาง" ก็เป็นประโยชน์ เนื่องจากคำดังกล่าวสามารถนำไปใช้ได้ในสถานการณ์ที่สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม และการเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงไป แต่อย่างไรก็ตาม ความกำกวมของคำดังกล่าวก็สร้างความรำคาญให้แก่นักภูมิศาสตร์หลายรายซึ่ง กำลังพยายามสร้างความนิยมให้หันมาใช้คำว่า "เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ (Southwest Asia) " แทนเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ แม้ว่าที่ผ่านมาจะยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรก็ตาม
คำที่เป็นทางเลือกอื่น ๆ ยังมีอีก เช่น "เอเชียตะวันตก (West Asia) " ซึ่งเป็นคำจำกัดความของตะวันออกกลางที่ใช้กันอยู่ในอินเดียทั้งในระดับราชการและสื่อต่าง ๆ "โลกอาหรับ (Arab world) " ซึ่งใช้กันในบางเรื่องนั้นก็ไม่รวมถึงประชาชนที่ไม่ใช่เชื้อสายอาหรับที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอาไว้ด้วย และ "ตะวันออกกลาง-แอฟริกาเหนือ (Middle East-North Africa หรือ MENA) " ซึ่งบางครั้งใช้เพื่อรวมเขตพื้นที่จากโมร็อกโกไปจนถึงอิหร่าน ซึ่งเป็นคำที่นักการทูตของกลุ่มจี-8 ใช้ในการกล่าวถึง "ดินแดนตะวันออกกลางที่ยิ่งใหญ่ (Greater Middle East) " ซึ่งรวมประเทศต่าง ๆ ทั้ง ประเทศในกลุ่มสันนิบาตอาหรับ (Arab League) ซึ่งรวมเอาบรรดาชาติสมาชิกจากแอฟริกาของกลุ่มทั้งหมดไว้ด้วย

ชาวต่างชาติที่มารับราชการในประเทศไทย

   ๑.หมอบรัดเลย์

     

   ดร.แดน บีช แบรดเลย์
(Dr.Dan Beach Bradley)  
 ดร.แดน บีช แบรดเลย์  ชาวไทยเรียกกันว่า  หมอบรัดเลย์  หรือ  ปลัดเล  เป็นชาวนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา  เกิดเมื่อ  พ.ศ. ๒๓๔๕  หมดบรัดเลย์เดินทางเข้ามายังสยาม เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๘  โดยพักอาศัยอยู่กับมิชชันนารี ชื่อ จอห์นสัน ที่วัดเกาะ  เมื่อเข้ามาอยู่เมืองไทย  ในตอนแรกหมอบรัดเลย์เปิดโอสถศาลาขึ้นที่ข้างใต้วัดเกาะ  รับรักษาโรคให้แก่ชาวบ้านแถวนั้น  พร้อมทั้งสอนศาสนาคริสต์ให้แก่ชาวจีนที่อยู่ในเมืองไทย  ส่วนซาราห์ ภรรยาของหมอเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ
   ต่อมาหมอบรัดเลย์ย้ายไปอยู่แถวโบสถ์วัดซางตาครูส  ขยายกิจการจากรับรักษาโรคเป็นโรงพิมพ์  โดยรับพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับศาสนาคริสต์แจก  และพิมพ์ประกาศของทางราชการ  เรื่องห้ามนำฝิ่นเข้ามาในประเทศสยาม  เป็นฉบับแรก  จำนวน ๙,๐๐๐ แผ่น   เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๘๒  อีกด้วย   กิจการโรงพิมพ์นี้นับเป็นประโยชน์สำหรับคนไทยมาก  เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญซึ่งคนรุ่นหลังได้ศึกษาส่วนหนึ่งก็มาจากโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์  นอกจากนี้ท่านได้ออกหนังสือพิมพ์รายปีฉบับหนึ่ง ชื่อว่า  บางกอกคาเลนเดอร์ (Bangkok Calender)  ต่อมาได้ออกหนังสือพิมพ์รายปักษ์อีกฉบับหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ ชื่อว่า  บางกอกรีคอร์เดอร์(Bangkok Recorder)  นอกจากหนังสือพิมพ์แล้วยังได้พิมพ์หนังสือเล่มจำหน่ายอีกด้วย เช่น ไคเภ็ก  ไซ่ฮั่น  สามก๊ก  เลียดก๊ก  ห้องสิน ฯลฯ  หนังสือของหมอบรัดเลย์นั้น  เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ขุนนางและราชสำนัก  โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ที่ลงบทความแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง
   นอกจากงานด้านโรงพิมพ์ที่หมอบรัดเลย์เข้ามาบุกเบิกและพัฒนาให้วงการสิ่งพิมพ์ไทยแล้ว งานด้านการแพทย์และด้านสาธารณสุขที่ท่านทำไว้ก็มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน  หมอบรัดเลย์นับว่าเป็นหมอฝรั่งคนแรกที่ได้นำเอาหลักวิชาแพทย์สมัยใหม่เข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทย  มีการผ่าตัดและช่วยรักษาโรคต่างๆ  โดยใช้ยาแผนใหม่  ซึ่งช่วยให้คนไข้หายป่วยอย่างรวดเร็ว  ที่สำคัญที่สุด คือ การปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ
    ด้วยคุณงามความดีที่หมอบรัดเลย์มีต่อแผ่นดินไทย  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พวกมิชชันนารีและหมอบรัดเลย์เช่าที่หลังป้อมวิไชยประสิทธิ์อยู่จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าจนกระทั่งหมอบรัดเลย์ถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖  รวมอายุได้ ๗๑ ปี

   ๒.พระกัลยาณไมตรี 

                                           
     (ดร.ฟรานซิส บี แซร์)  
     (Dr. Francis Bowes Sayre)
        ประวัติและผลงานที่สำคัญ
      พระยากัลยาณไมตรี  เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘   ที่มลรัฐเพนซิลวาเนีย  สหรัฐอเมริกา  สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  และได้เป็นศาสตราจารย์วิชากฎหมายของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก่อนที่จะเข้ามารับราชการในประเทศไทยในตำแหน่งที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๖ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๘
      ดร.แซร์  มีบทบาทสำคัญในการปลดเปลื้องข้องผูกพันตามสนธิสัญญาเบาว์ริงที่ไทยทำไว้กับประเทศอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ ๔  และสนธิสัญญาลักษณะเดียวกันที่ไทยทำไว้กับประเทศอื่น ๆ  ซึ่งฝ่ายไทยเสียเปรียบมากในเรื่องที่คนในบังคับต่างชาติไม่ต้องขึ้นศาลไทย  และไทยจะเก็บภาษีจากต่างประเทศเกินร้อยละ ๓ ไม่ได้  ประเทศไทยพยายามหาทางแก้ไขสนธิสัญญาเสียเปรียบนี้มาโดยตลอด  ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ มาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๖  ปรากฏว่ามีเพียง ๒ ประเทศที่ยอมแก้ไขให้โดยยังมีข้อแม้บางประการ  ได้แก่  สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ยอมแก้ไขใน พ.ศ. ๒๔๓๖ และญี่ปุ่นยอมแก้ไขใน พ.ศ. ๒๔๖๖
     เมื่อ ดร.แซร์  เข้ามาประเทศไทยแล้ว  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนประเทศไทยไปเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญากับประเทศในยุโรป  ดร.แซร์  เริ่มออกเดินทางไปปฏิบัติงานใน พ.ศ. ๒๔๖๗  การเจรจาเป็นไปอย่างยากลำบาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจากับอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งต่างก็พยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเต็มที่  แต่เนื่องจาก ดร.แซร์  เป็นผู้มีวิริยอุตสาหะ  มีความสามารถทางการทูต  และมีความตั้งใจดีต่อประเทศไทย  ประกอบกับสถานภาพส่วนตัวของ ดร.แซร์  ที่เป็นบุตรเขยของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา จึงทำให้การเจรจาประสพความสำเร็จ  ประเทศในยุโรปที่ทำสนธิสัญญากับไทย ได้แก่  ประเทศอังกฤษ  ฝรั่งเศส  เนเธอร์แลนด์ สเปน โปรตุเกส เดนมาร์ก สวีเดน อิตาลี และเบลเยี่ยม  ยินยอมแก้สนธิสัญญาให้เป็นแบบเดียวกับที่สหรัฐอเมริกายอมแก้ให้
     ดร.แซร์  ถวายบังคมลาออกจากหน้าที่กลับไปสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. ๒๔๘๖  แต่ก็ยังยินดีที่จะช่วยเหลือประเทศไทย ดังเช่นใน พ.ศ. ๒๔๖๙  หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน  ดร.แซร์ได้ถวายคำแนะนำเกี่ยวกับสถาน การณ์บ้านเมือง และแนวทางแก้ปัญหาต่าง ๆ  ตามที่ทรงถามไป  และยังได้ร่างรัฐธรรม นูญถวายให้ทรงพิจารณาด้วย
     จากคุณงามความดีที่ ดร.แซร์  มีต่อประเทศไทย  จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ และต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๑๑  รัฐบาลไทยได้ตั้งชื่อถนนข้างกระทรวงต่างประเทศ (วังสราญรมย์)  ว่าถนนกัลยาณไมตรีพระยากัลยาณไมตรีถึงแก่อนิจกรรมที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕  อายุได้ ๘๗  ปี
    เรื่องน่ารู้
   ดร.ฟรานซิส บี. แซร์  เป็นชาวตะวันตกคนที่ ๒  ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยากัลยาณไมตรีชาวตะวันตกคนแรกที่เป็นพระยากัลยาณไมตรี เป็นคนอเมริกันเช่นเดียวกับ ดร.แซร์  มีนามเดิมว่า  เจนส์ ไอเวอร์สัน เวสเตนการ์ด  (Jens Iverson Westengard)  เข้ามารับราชการในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่  ๕ - ๖  โดยใน พ.ศ. ๒๔๔๖ - ๒๔๕๑  เป็นผู้ช่วยที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน  หลังจากนั้นเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินจนถึง พ.ศ. ๒๔๕๘  จึงกราบถวายบังคมลาออกกลับไปสหรัฐอเมริกา  เวสเตนการ์ดได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔  และถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ.  ๒๔๖๑  อายุ ๔๗  ปี

   3. พระยากัลยาณไมตรี ( เจนส์ เวสเตนการ์ด )

       

   เมื่อศาสตราจารย์ สโตรเบล เดินทางไปรับตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของสยามในปี พ.ศ.2446 ( ค.ศ. 1903 ) นั้น ได้ชักชวนผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชากฎหมายหนุ่มวัย 32 ปีจากโรงเรียนกฎหมายฮาร์วาร์ดไปด้วยคนหนึ่ง บุคคลผู้นี้ต่อมาได้รับตำแหน่งที่สำคัญและมีเกียรติในรัฐบาลไทยสืบต่อจากสโตรเบล ภายหลังที่สโตรเบลได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว
เจนส์ ไอเวิร์สัน เวสเตนการ์ด ( Jens Inverson Westengard ) เกิดที่ชิคาโกเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2414 ( ค.ศ. 1871 ) ในครอบครัวชาวเดนมาร์คซึ่งมาตั้งถิ่นฐานในอเมริกา เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาแล้ว ได้ทำงานเป็นเสมียนพิมพ์ดีดเพื่อเก็บเงินเป็นค่าเล่าเรียนต่อไป เวสเตนการ์ดมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าศึกษากฎหมายที่ฮาร์วาร์ด ซึ่งในขณะนั้นยังเปิดโอกาสให้ผู้ไม่มีปริญญาตรีสอบเทียบความรู้เข้าศึกษาได้ ( แต่ข้อยกเว้นนี้ได้ยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ. 2438 ) จึงต้องเตรียมความพร้อมทั้งในเนวิชาความรู้และด้านการเงิน จนกระทั่งสามารถสอบเทียบเข้าโรงเรียนกฎหมายฮาร์วาร์ดได้ในปีนั้นเวสเตนการ์ดเรียนจบกฎหมายได้รับปริญญา LL.B. ในปี พ.ศ. 2441 (ค.ศ. 1898 ) โดยใช้เวลาศึกษา 3 ปี และสอบได้เป็นที่ 2 ของรุ่น ปีที่เวสเตนการ์ดสอบกฎหมายได้นั้นเป็นปีที่สโตรเบลได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์วิชากฎหมายระหว่างต่างประเทศ จากนั้นเขาก็ได้เป็นอาจารน์สอนอยู่ที่ฮาร์วาร์ดประมาณ 5 ปี โดยได้ตำแหน่งทางวิชาเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์  การที่สโตรเบลได้ชวนเวสเตนการ์ดไปรับราชการเมืองไทยด้วยกันก็เพราะตระหนักในความรู้และคุณสมบัติที่เหมาะสมอื่นๆของมิตรอ่อนอาวุโส เวสเตนการ์ดเดินทางไปรับหน้าที่ “ ผู้ช่วยที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน “ และต้องจากครอบครัว คือภริยาและบุตร
   ชายเล็กๆคนหนึ่ง ไปสู่ดินแดนโพ้นทเลแสนไกล ด้วยแรงผลักดันให้รับงานที่ท้าทายในดินแดนแห่งโลกตะวันออกที่มหัศจรรย์ บังเอิญในช่วงนั้น เวสเตนการ์ดมีปัญหาสุขภาพซึ่งแพทย์แนะนำให้ย้ายไปจากเมืองเคมบริดจ์เสียพักหนึ่ง อันอาจเป็นเหตุผลหนึ่งทื่ทำให้ นักเรียนฮาร์วาร์ดผู้นี้ตัดสินใจไปเมืองไทยกับสโตรเบล
   ในช่วง 7 ปีแรก เวสเตนการ์ดไม่เคยลาพักผ่อนเลย ยกเว้นเมื่อครั้งตามเสด็จรัชกาลที่ 6 ประพาสยุโรป 7 เดือนในปี พ.ศ. 2450 ต่อมาตอนต้นรัชกาลที่ 6 ท่านเจ้าขุนกัลยาณไมตรี เวสเตนการ์ดได้ขอลาพักยาว และใช้ส่วนหนึ่งของช่วงเวลานั้นเดินทางไปเยือนกระทรวงต่างประเทศของหลายประเทศในยุโรปและได้ขอลาออกจากราชการไทยเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2458 เพื่อไปรับตำแหน่งศาสตราจารย์วิชากฎหมายระหว่างประเทศจากกองทุนยอร์ช เบมีช ซึ่งเป็นตำแหน่งเดิมของสโตรเบล อย่างไรก็ตาม อีกไม่ถึง 3 ปีหลังจากนั้น ท่านเจ้าคุณกัลยาณไมตรี ( เวสเตนการ์ด ) ก็ถึงแก่อนิจกรรมที่เคมบริดจ์ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2461 มีอายุเพียง 47 ปี วันที่ประกอบพิธีฝังศพเวสเตนการ์ด สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสงขลานครินทรทรงเป็นผู้แทนพระองค์รัชกาลที่ 6 และผู้แทนรัฐบาลสยาม เสด็จไปทรงวางพวงมาลาคำนับศพ
   การทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับงานในหน้าที่ความรับผิดชอบของเจนส์ ไอเวอร์สัน เวสเตนการ์ด เป็นที่ประจักษ์ ทั้งในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยและในตำแน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของสยามประเทศเมื่อยังเป็นผู้ช่วยของสโตรเบล ก็ต้องทำหน้าที่แทนในยามที่สโตรเบลเจ็บป่วยหรือเดินทางไปต่างประเทศ ในระหว่างปี พ.ศ.2452-2458 เวสเตนการ์ดได้อยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเต็มตัว ซึ่งเป็นช่วงระหว่างเวลาปลายรัชกาลที่ 5 กับช่วงต้นของรัชกาลที่ 6 กล่าวกันว่าเวสเตนการ์ดมีอิทธิพลในแวดวงของราชการไทย เพราะนอกจากจะได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยในพระบามสมเด็จพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวาทั้งสองพระองค์แล้ว ก็ยังเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถ ความ
เฉลียวฉลาด และความลึกซึ้งสุขุม และแน่นอนที่สุด คือได้อยู่ในตำแหน่งสูงต่อเนื่องกันยาวนานถึง 12 ปี  ในรัชกาลที่ 6 เวสเตนการ์ดก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระยากัลยาณไมตรี” และพระราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงในตำแหน่งที่เทียบเสนาบดี
   ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2447 เวสเตนการ์ดได้เป็นผู้แทนพระองค์เดินทางไปตรวจราชการที่มณฑลบูรพา (เขมร) ซึ่งขณะนั้นยังอยู่กับไทย และใช้เวลาหลายเดือนที่นั้นจนกระทั่งมีความรู้ความเข้าใจในสภาพและปัญหาของพื้นที่ จากพระตระบองเวสเตนการ์ดได้เขียนจดหมายถึงบ้านแสดงความวิตกกังวลในความล้าหลังของมณฑลบูรพา และเห็นว่าม้าการปกครองแบบเดิมจะเหมาะสมกับอดีต หากก็ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว คือเปลี่ยนไปสู่การปกครองโดยกฎหมาย ปัญหามีเพียงว่าเปลี่ยนแปลงอย่างไร จึงจะราบรื่นที่สุด
   เวสเตนการ์ดและสโตรเบลเห็นพ้องต้องกันว่า มีความจำเป็นจะต้องสร้างความเข้าใจอันดีอย่างถาวรระหว่างไทยกับมหาอำนาจตะวันตก และความมั่นคงของไทยก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการขจัดข้อขัดแย้งต่างๆที่ทำให้ระคายเคืองต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
   ข้อขัดแย้งเหล่านี้คือดินแดนลาวและเขมรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของไทย กับดินแดนมลายูในภาคใต้ เมื่อฝรั่งเศสเข้ามาปกครองของตน ถ้าการขัดแย้งในเรื่องดินแดนยังคงเรื้อรังต่อไป และเมื่อใดที่การเจรจาล้มเหลว การปะทะกันด้วยกำลังทหารก็จะหลีกเลี่ยงไม่พ้น และนั้นหมายถึงการเสี่ยงอันตรายต่อเอกราชของประเทศสยาม
   เวสเตนการ์ดเดินทางไปเจรจากับผู้สำเร็จราชการอินโดจีนที่ไซ่ง่อนซึ่งตามมาด้วยสิทธิสัญญาปีพ.ศ. 2450 อันยุติข้อขัดแย้งทั้งมวลระหว่างไทยกับฝรั่งเศส สนธิสัญญานี้ระบุว่า ไทยได้ยกมณฑลบูรพาให้ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับจังหวัดตราดซึ่งฝรั่งเศสได้ยึดครองไว้ตอนที่ถอนทหารออกจากจังหวัดจันทบุรีเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนหน้านั้น
   ต่อมาในปีพ.ศ.2452 เวสเตนการ์ดได้เจรจากับอังกฤษ ซึ่งไทยมอบรัฐบาลมลายูชายแดนให้อยู่ในความดูแลของอังกฤษ โดยอังกฤษยอมสละ “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” บางส่วน และให้ไทยกู้เงินจำนวน 6ล้านปอนด์ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ½ ต่อปี เพื่อก่อสร้างทางรถไฟสายใต้เชื่อมต่อกับมลายูเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เวสเตยการ์ดก็ได้เป็นกำลังสำคัญในการทำให้กรุงเทพฯเป็นที่ชุมนุมอย่างมโหฬารของบรรดาสมาชิกพระราชวงศ์ต่างๆ ในยุโรปซึ่งไม่เคยปรากฎมาก่อนในทวีปเอเชียแม้ว่าเจ้าคุณกัลยาณไมตรี (เวสเตนการ์ด) จะได้พ้นจากตำแหน่งในรัฐบาลไทย และกลับไปสอนหนังสือที่ฮาร์วาร์ดแล้ว แต่ก็ยังให้คำปรึกษาในเรื่องที่สำคัญๆ โดยผ่านสถานทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน อีกทั้งให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อความก้าวหน้าในการศึกษาของบรรดานักเรียนไทย ซึ่งท่านได้กล่าวเสมอว่าอนาคตของสยามอยู่ในกำมือของคนหนุ่มเหล่านี้
จาก : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=189932

 

 

 

 

 

        เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ …

Visitors: 20,349