9.วิชาภาษาไทย

        

      วิชาภาษาไทย
  คำว่า ไทย หมาย ความว่า อิสรภาพ เสรีภาพ หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ใหญ่ ยิ่งใหญ่ เพราะการจะเป็นอิสระได้จะต้องมีกำลังที่มากกว่า แข็งแกร่งกว่า เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก คำนี้เป็นคำไทยแท้ที่เกิดจากการสร้างคำที่เรียก "การลากคำเข้าวัด" ซึ่งเป็นการลากความวิธีหนึ่ง ตามหลักคติชนวิทยา คนไทยเป็นชนชาติที่นับถือกันว่า ภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่บันทึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคล เมื่อคนไทยต้องการตั้งชื่อประเทศว่า ไท ซึ่งเป็นคำไทยแท้ จึงเติมตัว  เข้า ไปข้างท้าย เพื่อให้มีลักษณะคล้ายคำในภาษาบาลีสันสกฤตเพื่อความเป็นมงคลตามความเชื่อของ ตน ภาษาไทยจึงหมายถึงภาษาของชนชาติไทยผู้เป็นไทนั่นเอง
  -วิชาภาษาไทย แบ่งออกเป็น  ๘  ชนิด   คือ:-
     ๑.พยัญชนะ
     ๒.สระ
     ๓.วรรณยุกต์
     ๔.เครื่องหมายวรรคตอน
     ๕.ตัวเลข
     ๖.โคลงฉันท์กาพย์กลอน
     ๗.สารานุกรม
     ๘.พจนานุกรม
         พยัญชนะ
     พยัญชนะภาษาไทย มี  ๔๔  ตัว  คือ:-
       
-ก    ข    ค    ฆ    ง
      -จ    ฉ    ช    ซ    ฌ
      -ญ   ฎ    ฏ    ฐ    ฑ
      -ฒ   ณ   ด    ต    ถ
      -ท    ธ    น     บ    ป
      -ผ    ฝ   พ    ฟ    ภ
      -ม    ย    ร     ล    ว
      -ศ    ษ    ส    ห    ฬ
      -อ    ฮ

              -ขอขวด และคอคน  ไม่นิยมนำมาเขียน
             
-พยัญชนะไทยยังแบ่งออกเป็น 3 หมู่ เรียกว่า ไตรยางศ์คือ:-
        ๑.
อักษรสูงมี ๑๑ ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห       
       ๒.อักษรกลางมี ๙ ตัว ได้แก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
       ๓.อักษรต่ำมี ๒๔ ตัว ได้แก่ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ
          รายละเอียดของพยัญชนะไทยให้เปิดลิ้งก์เหล่านี้ขึ้นมาดู
  
http://www.dekgeng.com/thai/reading.html
  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
  http://www.st.ac.th/bhatips/gramma3.htm
  http://www.st.ac.th/bhatips/webthai/sarathai_p2.pdf
 
http://tutorial-thai.blogspot.com/2010/02/44.html

      รูปพยัญชนะไทยที่หลากหลาย
 
https://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&biw=1280&bih=909&noj=1&site=webhp&tbm=isch&tbo=u&source=univ&sa=X&ei=myxKVeXMD8HHuASN04GIDg&ved=0CDAQsAQ
 เรียนภาษาไทยจาก Youtubte
  https://www.youtube.com/watch?v=emr5Wb34AlA
  https://www.youtube.com/watch?v=ZKYzmoqFhJQ
 
https://www.youtube.com/watch?v=uRZi7t8XXVM
         สระไทย    

           สระในภาษาไทยมี  ๒๑  รูป   ๓๒  เสียง
         -สระไทยมี  ๒๑  รูป   คือ:- 
      
            ๑. ะ   เรียกว่า "วิสรรชนีย์"
            ๒.  ั เรียกว่า ไม้หันอากาศ หรือ ไม้ผัด
            ๓.  ็   เรียกว่า "ไม้ไต่คู้"
            ๔. า   เรียกว่า "ลากยาว"
            ๕.    ิ  เรียกว่า "พินทุอิ"
            ๖. '   เรียกว่า "ฝนทอง"
            ๗.  "  เรียกว่า "ฟันหนู"
            ๘.  ํ  เรียกว่า "นฤคหิต"
            ๙.  ุ เรียกว่า "ตีนเหยียด"
            ๑๐.  ู   เรียกว่า "ตีนคู้"
            ๑๑. เ   เรียกว่า "ไม้หน้า"
            ๑๒.ใ   เรียกว่า "ไม้ม้วน"
            ๑๓. ไ  เรียกว่า "ไม้มลาย"
            ๑๔. โ   เรียกว่า "ไม้โอ"
            ๑๕. อ   เรียกว่า "ตัว ออ"
            ๑๖. ย   เรียกว่า "ตัว ยอ"
            ๑๗.  ว   เรียกว่า "ตัว วอ"
            ๑๘.  ฤ  เรียกว่า "ตัวรึ"
            ๑๙.  ฤา   เรียกว่า "ตัวรือ"
            ๒๐.
ฦ เรียกว่า ตัว ฦ (ลึ) ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว
            ๒๑. 
ฦๅ เรียกว่า ตัว ฦๅ (ลือ) ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว
              สระในภาษาไทยมี  ๓๒  เสียง  คือ:-
 
  ะ   อา   อิ   อี   อึ   อื   อุ   อู   เอะ   เอ   เเอะ   เเอ   เอียะ   เอีย   เอือะ   เอือ   อัวะ   อัว   โอะโอ   เอาะ   ออ   เออะ   เออ   อำ   ใอ   ไอ   เอา   ฤ   ฤๅ   ฦ   ฦๅ
เมื่อ เวลาออกเสียงสระ เช่น อะ อา เอะ เอ เอียะ เอีย จะออกเสียงแตกต่างกัน บางตัวออกเสียงสั้น บางตัวออกเสียงยาว บางตัวเหมือนมีสระสองเสียงกล้ำกัน ดังนั้น จึงจัดแบ่งเสียงสระเป็นพวกใหญ่ ๆ ได้ 5 พวกด้วยกัน คือ:-

  • สระเสียงสั้น ได้แก่ สระที่ออกเสียงสั้น คือ อะ อิ อึ อุ เอะ แอะ โอะ เอาะ เออะ เอียะ เอือะ อัวะ ฤ ฦ อำ ไอ ใอ เอา
  • สระเสียงยาว ได้แก่ สระที่ออกเสียงยาว คือ อา อี อื อู เอ แอ โอ ออ เออ เอีย เอือ อัว ฤๅ ฦๅ
  • สระเดี่ยว ได้แก่ สระที่เปล่งเสียงออกมาเป็นเสียงเดียว ไม่มีเสียงอื่นประสมมี 18 ตัวได้แก่ อะ อา อิ อี อึ อื อุ อู เอะ เอ แอะ แอ เออะ เออ โอะ โอ เอาะ ออ
  • สระประสม คือ สระที่มีเสียงสระเดี่ยว 2 ตัวประสมกัน มี 6 ตัวได้แก่
  1. เอียะ เสียง อิ กับ อะ ประสมกัน
  2. เอีย เสียง อี กับ อา ประสมกัน
  3. เอือะ เสียง อึ กับ อะ ประสมกัน
  4. เอือ เสียง อื กับ อา ประสมกัน
  5. อัวะ เสียง อุ กับ อะ ประสมกัน
  6. อัว เสียง อู กับ อา ประสมกัน
  • สระเกิน คือ สระที่มีเสียงซ้ำกับสระเดี่ยว ต่างกันก็แต่ว่าสระเกินจะมีเสียงพยัญชนะประสมหรือสะกดอยู่ด้วย มี 8 ตัว ได้แก่
  1. ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ (รึ รือ ลึ ลือ) มีเสียงพยัญชนะ ร ล ประสมอยู่
  2. อำ มีเสียง อะ และพยัญชนะ ม สะกด
  3. ใอ ไอ มีเสียง อะ และพยัญชนะ ย สะกด (คือ อัย)
  4. เอา มีเสียง อะ และพยัญชนะ ว สะกด

บาง ตำราถือว่าภาษาไทยมี 21 เสียง ทั้งนี้ คือไม่รวมสระเกินซึ่งถือว่าเป็นหน่วยเสียงในตัวเองโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว และไม่รวมสระประสมเสียงสั้น คือ เอียะ เอือะ อัวะ เนื่องจากมีที่ใช้ในภาษาไทยน้อยมาก และส่วนใหญ่จะเป็นคำเลียนเสียงธรรมชาติซึ่งไม่ได้ใช้สื่อความหมายอื่น
      การใช้สระ

  1. สระอะ (-ะ) เขียนไว้หลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระอะ เช่น  กะ จะ ปะ
  2. สระอา (-า) เขียนไว้หลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระอา เช่น  มา กา ตา
  3. สระอิ (-ิ) เขียนไว้บนพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระอิ เช่น  บิ สิ มิ
  4. สระอี (-ี) เขียนไว้บนพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระอี เช่น  ปี ดี มี
  5. สระอึ (-ึ) เขียนไว้บนพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระอึ เช่น  หึ สึ
  6. สระ อื (-ื) เขียนไว้บนพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระอื แต่การใช้สระอื ต้องมี อ มาประกอบด้วย เช่น  มือ ถือ ลือ
  7. สระอุ (-ุ) เขียนไว้ใต้พยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระอุ เช่น  ผุ มุ ยุ
  8. สระอู (-ู) เขียนไว้ใต้พยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระอู เช่น  ดู รู งู
  9. สระเอะ (เ-ะ) เขียนไว้ทั้งหน้าและหลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระเอะ เช่น   เละ เตะ เกะ
  10. สระเอ (เ-) เขียนไว้หน้าพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระเอ เช่น   เก เซ เข
  11. สระแอะ (แ-ะ) เขียนไว้ทั้งหน้าและหลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระแอะ เช่น และ แพะ แกะ
  12. สระแอ (แ-) เขียนไว้หน้าพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระแอ เช่น   แล แพ แก
  13. สระเอียะ (เ-ียะ) เขียนไว้ทั้งหน้า บน และหลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระเอียะ เช่น   เผียะ เพียะ เกียะ
  14. สระเอีย (เ-ีย) เขียนไว้ทั้งหน้าและหลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระเอีย เช่น  เสีย เลีย เปีย
  15. สระเอือะ (เ-ือะ) เขียนไว้ทั้งหน้า บน และหลังพยัญชนะ   เช่น   เฟือะฟะ    เลือะละ
  16. สระเอือ (เ-ือ) เขียนไว้ทั้งหน้า บน และหลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระเอือ เช่น เสือ เรือ เจือ
  17. สระอัวะ (-ัวะ) เขียนไว้บน และหลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระอัวะ เช่น      ผัวะ ยัวะ
  18. สระอัว (-ัว) เขียนไว้บน และหลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระอัว เช่น  ตัว รัว หัว
  19. สระโอะ (โ-ะ) เขียนไว้หน้า และหลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระโอะ เช่น  โปะ โละ แต่ถ้ามีตัวสะกด จะตัดสระโอะออกเหลือแต่พยัญชนะต้นกับตัวสะกด เรียกว่า สระโอะลดรูป เช่น คน รก จง
  20. สระโอ (โ-) เขียนไว้หน้าพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระโอ เช่น  โต โพ โท
  21. สระเอาะ (เ-าะ) เขียนไว้ทั้งหน้า และหลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระเอาะ เช่น เลอะ เถอะ เจอะ
  22. สระออ (-อ) เขียนไว้หลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระออ เช่น  ขอ รอ พอ
  23. สระเออะ (เ-อะ) เขียนไว้ทั้งหน้า และหลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระเออะ เช่น เลอะ เถอะ เจอะ
  24. สระเออ (เ-อ) เขียนไว้ทั้งหน้า และหลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระเออ เช่น  เจอ เธอ เรอ ถ้า มี ย สะกด จะตัด อ ออกแล้วตามด้วย ย เลย เช่น เขย เกย เฉย เรียกว่า สระเออลดรูป ถ้ามีตัวสะกดอื่น ๆ ที่ไม่ใช้ ย จะเปลี่ยน อ เป็นสระอิ เช่น เกิด เลิก เงิน เรียกว่า สระเออเปลี่ยนรูป
  25. สระอำ (-ำ) เขียนไว้บนและหลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระอำ เช่น  รำ ทำ จำ
  26. สระใอ (ใ-) เขียนไว้หน้าพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระใอ มีทั้งหมด 20 คำ ได้แก่ ใกล้ ใคร ใคร่ ใจ ใช่ ใช้ ใด ใต้ ใน ใบ้ ใฝ่ ใย สะใภ้ ใส ใส่ ให้ ใหม่ ใหล ใหญ่ หลงใหล ใหญ่
  27. สระไอ (ไ-) เขียนไว้หน้าพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระไอ เช่น  ไป ไซ ไส ใช้กับคำที่มาจากภาษาอังกฤษ เช่น ไกด์ ไมล์ สไลด์ ใช้กับคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตที่แผลงสระอิเป็นสระไอ เช่น ตรี - ไตร ใช้กับคำที่มาจากภาษาเขมร เช่น  สไบ
  28. สระเอา (เ-า) เขียนไว้หน้าและหลังพยัญชนะ เมื่อนำมาประสมกับพยัญชนะ จะออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมด้วยสระเอา เช่น  เกา เผา เรา     

      รายละเอียดของสระไทยให้เปิดลิ้งก์เหล่านี้ขึ้นมาอ่าน 
 
http://th.wikibooks.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
   http://www.trueplookpanya.com/new/knowledge_list/all-1000/
 
http://karn.tv/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9D%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%94/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0

     
เรียนรู้สระไทยจาก Youtube
  https://www.youtube.com/watch?v=oanB-xRtykQ
     วรรณยุกต์ไทย

     วรรณยุกต์  คือเครื่องหมายการออกเสียงสูงและต่ำในภาษาไทยมี  ๔  ตัว  คือ:-
       ๑.ไม้เอก  ่   อ่ 
       ๒.ไม้โท      อ้ 
       ๓.ไม้ตรี      อ๊
       ๔.ไม้จัตวา  อ๋ 

     รายละเอียดของวรรณยุกต์ให้เปิดล้งก์เหล่านี้ขึ้นมาอ่าน
    
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%8C
   http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%A0
   http://www.st.ac.th/bhatips/gramma3.htm
   http://dusithost.dusit.ac.th/~u52116940206/Intonation%20marks.html
  
https://sites.google.com/site/teacheroraya/kar-phan-wrrnyukt
      เรียนรู้วรรณยุกต์จาก Youtute
  
https://www.youtube.com/watch?v=qVZ3JteTwXc
  
https://www.youtube.com/watch?v=TSGVDud9DOQ

  
  เครื่องหมายวรรคตอน    

http://th.wikibooks.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C/%E0%B8%81
    -เครื่องหมายวรรคตอนมี  ๑๙  ตัว   คือ:-
   ๑.จุดไข่ปลา  (...)
   ๒.จุลภาค  ( , )
   ๓.ทวิภาค  ( : )
   ๔.ทับ  ( / )
   ๕.นขลิขิต  ( )
   ๖.ปรัศนีย์  ( ? )
   ๗.ไปยาลน้อย  ( ฯ )
   ๘.ไปยาลใหญ่  ( ฯ ล ฯ )
   ๙.มหัพภาค  ( . )
   ๑๐.ไม้ยมก  ( ๆ )
   ๑๑.ยติภังค์  ( - )
   ๑๒.วงเล็บปีกกา  {   }
   ๑๓.วงเล็บสี่เหลี่ยม  [   ]
   ๑๔.สัญประกาศ  (-----)
   ๑๕.อัญประกาศ  "   "
   ๑๖.อัญประกาศเดี่ยว  ่  ่
   ๑๗.อัฒภาค  ( ; )
   ๑๘.อัศเจรีย์  ( ! )
    ตัวเลขไทย

 -ตัวเลขไทยมี ๑๐  ตัว  คือ:-
  ๑   ๒   ๓   ๔   ๕   ๖   ๗   ๘   ๙   ๑๐

    โคลงฉันท์กาพย์กลอน  
   -โคลง   มี  ๑   คือ   โคลงสี่สุภาพ
    -ฉันท์   มี   ๓   คือ:-
      ๑.สาลินีฉันท์  ๑๑
      ๒.อินทรวิเชียรฉันท์  ๑๑
      ๓.วสันตดิลกฉันท์  ๑๔
    -กาพย์  มี  ๓  คือ:-
       ๑.กาพย์ยานี  ๑๑
       ๒.กาพย์สุรางคนางค์  ๒๘
       ๓.กาพย์ฉบัง  ๑๖
    -กลอน  มี  ๒  คือ:-
      ๑.กลอนสุภาพ  แบ่งออกเป็น  ๓  คือ:-
          ๑.๑กลอนสี่
          ๑.๒กลอนหก
          ๑.๓กลอนแปด
      ๒.กลอนลำนำ  แบ่งออกเป็น  ๒  คือ:-
          ๒.๑กลอนสักวา
          ๒.๒กลอนดอกสร้อย
    -ร่าย  มี  ๑  คือ  ร่ายสุภาพ

     กรุณาคลิกดูรายละเอียดที่ข้างล่างนี้
         กลอนสุภาพ     กลอนสี่    กลอนหก    กลอนแปด
       กลอนลำนำ     กลอนสักวา    กลอนดอกสร้อย
       กลอนเปล่า     กลอนเปล่า
       กาพย์     กาพย์ยานี่ ๑๑    กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘    กาพย์ฉบัง ๑๖
       โคลง     โคลงสี่สุภาพ
       ฉันท์     สาลินีฉันท์ ๑๑    อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑    วสันตดิลกฉันท์๑๔
       ร่าย     ร่ายสุภาพ
  รายละเอียดของโคลงฉันท์กาพย์กลอนและร่ายให้เปิดลิ้งก์เหล่านี้ขึ้นมาอ่าน
  
http://www.tangklon.com/
   http://www.rtc.ac.th/www_km/03/km190153.pdf
   http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%87
   http://www.watkoh.com/forum/showthread.php?2143-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98
  
http://www.baanjomyut.com/library_2/thai_poetry/04.html
 เรียนรู้รายละเอียดโคลงฉันท์กาพย์กลอนจาก Youtube
  https://www.youtube.com/watch?v=PE_mAhI23qI
        สารานุกรมไทย
 
   http://kanchanapisek.or.th/kp6/GENERAL/encyclopedia/saranugrom.htm
     http://kanchanapisek.or.th/kp6/
     http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84
     http://guru.sanook.com/encyclopedia/
     http://www.e4thai.com/e4e/index.php?option=com_content&view=article&id=1342:ebook-32&catid=64&Itemid=122
    
http://guru.sanook.com/encyclopedia/sara1/

       พจนานุกรมไทย
   http://xn--12cn0cga1azjg1mtc2h.com/
   http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1_%E0%B8%89
   http://th.wiktionary.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9E%E0%B8%88
   http://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-royal-institute
   http://th.wiktionary.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%84
http://www.e4thai.com/e4e/index.php?view=article&catid=21:dictionary&id=194:2013-01-02-16-22-14 

       การสอนภาษาไทยแนวใหม่

          

 https://www.youtube.com/watch?v=IJcuJvg3WUw

  https://www.youtube.com/watch?v=aCOARMAmpbg

 https://www.youtube.com/watch?v=rLpt3wqMcGo

 http://slideplayer.in.th/slide/1923046/

 http://www.kruupdate.com/news/tags-%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99

การสอนภาษาไทยแนวใหม่นี้ใช้ได้ผลดีมากทำให้นักเรียนอยากเรียนรู้อย่างไม่เบื่อหน่าย  เพราะนักเรียน เรียนแล้วเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการเรียนรู้ 
   ภาษาไทยมาตรฐาน หมายถึง ภาษาที่ใช้เป็นภาษาราชการ ภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอน ในโรงเรียน ภาษาที่ใช้ในโอกาสที่เป็นทางการต่างๆ และภาษาที่สื่อสารมวลชนต่างๆ ใช้ด้วย เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของการบริหารประเทศ เราจึงคิดว่า
ภาษามาตรฐานเป็นภาษากรุงเทพฯ แต่แท้จริงแล้ว ภาษาในเมืองหลวงนี้ มีความหลากหลายมาก ตามลักษณะผู้คนที่แตกต่างกันซึ่งมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมหาศาล ภาษามาตรฐานจึงหมายถึง ภาษาที่ใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ มากกว่าที่จะเป็นภาษาของคน
กรุงเทพฯ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ลักษณะภาษาไทยมาตรฐานที่สอนในโรงเรียน เป็นลักษณะของภาษาเขียน ซึ่งมีข้อแตกต่างไปจากภาษาพูดหลายประการ เป็นธรรมชาติที่ภาษาพูดกับภาษาเขียนย่อมไม่เหมือนกัน ลักษณะสำคัญของตัวอักษรไทย
มาตรฐานมีดังต่อไปนี้
   เสียงในภาษาไทยแบ่งดดกเป็น  ๓  ชนิด   คือ:-
     ๑.เสียงสระ
     ๒.เสียงพยัญชนะ 
     ๓.เสียงวรรณยุกต์

    ลักษณะเด่นของสระในภาษาไทย คือ เสียงสั้นยาวของสระ มีความสำคัญทำให้ความหมายของคำต่างกันได้ เช่น แกะ-แก่ เป็นคำที่ต่างกัน เพราะคำหนึ่งมีสระสั้น อีกคำหนึ่งมีสระ ยาว เป็นต้น ซึ่งลักษณะนี้ต่างจากภาษาอื่นๆ อีกหลายภาษาที่เรารู้จัก เช่น ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ในภาษาเหล่านี้คำๆ เดียวกัน จะออกเสียงสระของคำให้สั้นหรือยาว ความหมายของคำก็ไม่เปลี่ยนไป
    ภาษาไทยมาตรฐานมีเสียงสระเดี่ยวสั้น ๙ เสียง และเสียงสระยาว ๙ เสียงดังนี้
มีสระผสมอีก ๓ เสียง คือ เ-อีย เ-อือ และ -ว สระผสมนี้เสียงสั้นและยาวไม่มีความสำคัญเหมือนกับในสระสั้น กล่าวคือ คำที่มีสระผสมเราอาจออกเสียงให้สั้นหรือยาวก็ได้ โดยคำไม่เปลี่ยนความหมายไป แต่ในภาษาเขียนเราสามารถแสดงถึงความแตกต่างของสระสั้นและยาวได้ ดังนี้
    ๑. เ-อียะ เช่น เกี๊ยะ เปี๊ยะ เ-อีย เช่น เสีย เลี้ยง
    ๒. เ-อือะ เ-อือ เช่น เรือ เชื่อง
    ๓. -อัวะ -อัว เช่น หัว กลัว
   ลักษณะวลีและประโยคพื้นฐาน
   นักภาษาจำแนกภาษาต่างๆ ในโลกออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะรูปประโยคที่ใช้ คือ:-
    ๑. ภาษาที่เรียงบทกรรมของประโยคไว้ หลังบทกริยาของประโยค หรือเรียกว่า ภาษาแบบกริยา + กรรม ตัวอย่างเช่น
        -เขาปล่อยนก (นกเป็นบทกรรม ปล่อยเป็นบทกริยา) ภาษาไทย อังกฤษ มาเลย์ เขมร ฯลฯ เรียงประโยคแบบนี้ และจัดเป็นภาษาประเภทนี้
    ๒. ภาษาที่เรียงบทกรรมของประโยคไว้หน้าบทกริยา หรือเรียกว่า ภาษาแบบกรรม + กริยา ตัวอย่าง      เช่น:-
        -เขานกปล่อย (มีความหมายว่า เขาปล่อยนก) ภาษาญี่ปุ่น พม่า สิงหล ฯลฯ เรียง ประโยคแบบนี้ และจัดเป็นภาษาประเภทนี้ นอกจากการเรียงรูปประโยคต่างกันดังกล่าว แล้ว ภาษา ๒ ประเภทนี้ ยังมีลักษณะเฉพาะอื่นๆ ที่แตกต่างตรงข้ามกันอีกหลายประการ เป็นต้นว่า การเรียงลำดับคำเรียกชื่อกับคำบอกตำแหน่ง ชื่อ กับนามสกุล บทขยายนามกับคำนาม บทขยาย กริยากับกริยา คำปฏิเสธกับคำกริยา ฯลฯ ตัวอย่าง เช่น ภาษาสิงหลเรียงนามสกุลมาก่อนชื่อ อนุประโยคที่ขยายนามอยู่หน้าคำนาม คำปฏิเสธอยู่หลังคำกริยา
     ภาษาไทยจัดว่าเป็นภาษาแบบกริยา + กรรม และมีลักษณะสำคัญต่างๆ ดังนี้
   ๑.เรียงคำบุพบทไว้หน้าคำนาม เช่น ในบ้าน บนโต๊ะ
   ๒.คำแสดงการเปรียบเทียบ "กว่า" ตามหลังคำที่ใช้เปรียบเทียบ เช่น ใหญ่กว่า
   ๓.เรียงตำแหน่งและชื่อไว้หน้านามสกุล เช่น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
   ๔.คำแสดงความเป็นเจ้าของอยู่หลังคำนาม เช่น หนังสือของเรา
   ๕.คำขยายคำนามอยู่หลังคำนาม เช่น หนังสือเล่มใหญ่
๖. อนุประโยคอยู่หลังคำนามที่ขยาย เช่น คนที่ช่วยเราทำงาน
๗. คำปฏิเสธอยู่หน้าคำกริยา เช่น ไม่ชอบลักษณะอื่นๆ
    นอกจากลักษณะสากลดังกล่าวแล้ว ภาษาไทยยังมีลักษณะเฉพาะตัวอีก คือ ประโยคในภาษาไทยมีกริยาเรียงติดต่อกันได้ หลายคำ เรียกว่า กริยาอนุกรม และคำกริยาเหล่านี้สื่อความหมาย เรียงตามลำดับเรื่องที่เกิดขึ้นจริง   เช่น:-
     -เด็กๆ เคยคิดจะออกไปเดินเล่นแถวนั้น  ในตัวอย่างนี้มีกริยาเรียงกันหลายตัว และกริยาที่เกิดก่อนในประโยค ก็สัมพันธ์กับเรื่องที่เกิดก่อน ดังนี้ การเคย เกิดก่อนการคิด และการคิด เกิดก่อน การออกไป เป็นต้น  นอกจากนี้บางครั้งผู้กระทำกริยาก็หลายคน แต่ว่าไม่ปรากฏรูปในประโยค เช่น "ฉันบอกให้ ออกไปข้างนอก" "ฉัน" เป็นประธานของ "บอกให้" แต่ไม่ใช่ประธานของ "ออกไป" และผู้ใช้ภาษาไทยสามารถเข้าใจอย่างนี้ได้ ก็เพราะความหมายส่วนหนึ่งของประโยคอยู่ในสภาพการใช้ภาษา ผู้ที่อยู่ในการพูดจึงเข้าใจได้ต่างจากภาษาอีกหลายภาษาในตะวันตก เช่น ภาษาอังกฤษ ซึ่งโดยทั่วไปประโยคจะสื่อความหมายทั้งหมด และความหมายไม่ขึ้นกับสภาพการพูดในทำนองนี้
    ลักษณะเด่นของภาษาไทยทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นภาษาของคนกลุ่มใดก็ตาม คือ เป็นภาษาที่ใช้เสียงวรรณยุกต์แยกความหมายของคำ เสียงวรรณยุกต์ หมายถึง ระดับเสียงสูงต่ำในทำนองเดียวกับระดับเสียงในดนตรี ในภาษาไทย ระดับเสียงสูงต่ำทำให้
ความหมายของคำต่างกันได้ ซึ่งแตกต่างจากภาษาอื่นๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส มาเลเซีย และเขมร ในภาษาเหล่านี้ คำๆ หนึ่ง อาจออกเสียงสูงต่ำได้ โดยความหมายของคำไม่เปลี่ยนไป

   เสียงพยัญชนะในภาษาไทยมาตรฐานมี ๒๑ เสียงแต่มี ๔๔ รูป ดังอาจจัดเป็นกลุ่มตาม ตำแหน่งลิ้นในช่องปากที่เหมือนกันโดยไม่คำนึงถึงเสียงวรรณยุกต์ในชื่ออักษร ดังนี้
   ตัว "ข ฃ ค ฅ ฆ" เขียนต่างกัน แต่ ตำแหน่งลิ้นในขณะออกเสียงเหล่านี้เหมือนกัน ในทำนองเดียวกัน ตัว "ฉ ช ฌ" ก็มีตำแหน่งลิ้น เหมือนกัน และตัวอักษรในกลุ่มต่างๆ ที่มีมาก กว่าหนึ่งตัวขึ้นไป ก็มีตำแหน่งลิ้นเหมือนกับ อักษรอื่นในกลุ่มเดียวกัน ในแง่
ของการออกเสียง มีเสียงตัว "ร" เพียงเสียงเดียวที่แสดงว่า กำลังมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น กล่าวคือ การออกเสียงนี้ไม่สม่ำเสมอเหมือนเสียง พยัญชนะอื่นๆ เสียง "ร" นี้ คนจำนวนมากออกเสียงเป็นเสียง "ล" เช่น เรือ รู้ ออกเสียงเป็น เลือ ลู้ และบางครั้งมีผู้ที่
ออกเป็นเสียง "ร" บาง ครั้งก็ออกเป็นเสียง "ล" การออกเสียงไม่สม่ำเสมอในทำนองนี้ ปรากฏทั้งในสภาพการที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ กล่าวคือ แม้บางครั้งผู้ใช้ภาษาจะตระหนักถึงความเหมาะสม ที่จะ ต้องออกเสียง "ร" ให้ถูกต้อง แต่ผู้ใช้ภาษาก็ยัง
ออกเสียงเป็น "ล" ในบางครั้ง เพราะไม่สามารถควบคุมการออกเสียงได้ทุกครั้ง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการออกเสียงนี้ กำลังอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลง ในภาษาไทยถิ่นอื่นหลายถิ่น เสียง "ร" แบบนี้ได้กลายเป็นเสียงอื่นไปแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่จำเป็นว่า เสียง"ร" จะต้องกลายเป็นเสียง "ล" ในภาษาไทยมาตรฐานด้วยเช่นกัน การที่ภาษาเขียนยังมีตัว "ร" อยู่ การสอนให้ออกเสียงตามตัวเขียนในโรงเรียน และความรู้สึกว่า การออกเสียงให้ถูกต้องเหมือนภาษาเขียนเป็นสิ่งที่จำเป็น อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ยังมีการออกเสียงตัว "ร" อยู่ในภาษาไทยมาตรฐานต่อไป ในภาษาของคนไทยบางกลุ่ม การออกเสียงไม่สม่ำเสมอแบบนี้ มีอยู่ในการออกเสียงควบกล้ำด้วยเสียงพยัญชนะควบกล้ำในภาษาไทยมาตรฐานมีทั้งหมด ๑๒ เสียง ดังนี้
   ในบรรดาเสียง ๑๒ กลุ่มนี้ มีเพียง ๒ กลุ่มเท่านั้น ที่ผู้ใช้ภาษาไทยมาตรฐานออกเสียงได้สม่ำเสมอ คือ กลุ่มที่ ๓ และ ๖ ที่เหลือผู้ใช้ ภาษาบางครั้งออกเสียงควบกล้ำ "ร" เป็น "ล" หรือไม่ออกเสียงควบกล้ำเลย  ภาษาไทยมาตรฐานมีเสียงวรรณยุกต์ ๕ เสียง ซึ่งมีชื่อเรียกตามหนังสือไวยากรณ์ไทยทั่วไปว่า เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา เราอาจแบ่งเสียงทั้ง ๕ นี้ออกเป็น ๒ กลุ่ม ตามลักษณะระดับเสียงคือ:-
   ๑.เสียงคงระดับ   หมายถึง เสียงวรรณยุกต์ ที่ระดับเสียงเมื่อเริ่มต้น กับระดับเสียงเมื่อจบ ไม่ต่างกันมาก จนเป็นคนละเสียง
   ๒.เสียงเปลี่ยนระดับ  เป็นเสียงที่ระดับเสียงเมื่อเริ่มต้น กับเมื่อจบ ต่างกันมาก จนเป็นคนละเสียงสัญลักษณ์แสดงระดับเสียง
วรรณยุกต์ในภาษาไทยมาตรฐาน  สัญลักษณ์แสดงระดับเสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยมาตรฐาน

     วรรณยุกต์มี ๕ เสียง แต่ใช้ระดับเสียงเพียง ๓ ระดับเท่านั้น คือ เสียงสูง เสียงกลาง และเสียงต่ำ ลักษณะเสียงวรรณยุกต์ทั้ง ๕ มีดังนี้ คือ:-
    ๑.เสียงสามัญ   เป็นเสียงระดับกลาง โดยประมาณ ตัวอย่างคำที่มีเสียงระดับกลาง เช่น มา ไป ดูวัน ดาว กิน ปี เดือน เรือ
    ๒.เสียงเอก  เป็นเสียงที่มี ระดับต่ำ ตัวอย่าง คำที่มีเสียงระดับต่ำ เช่น ไก่ ไข่ เบื่อ หย่า ป่าน ห่าง อย่าง สิบ ปาก
   ๓.เสียงโท   เริ่มต้นเป็นเสียงระดับสูง และเลื่อนลง จบด้วยเสียงระดับต่ำ ตัวอย่างคำที่มีเสียงโท เช่น ถ้า ข้าม ให้ เสื้อ เชื่อ พ่อ
ลาภ มาก ยาก
   ๔.เสียงตรี   เป็นเสียงที่มี ระดับสูง ตัวอย่าง คำที่มีเสียงระดับสูง เช่น ช้าง น้อง รัก ไว้ คั้น ฆ้อง ซ้าย นก มุข  เสียงเปลี่ยนระดับ
  ๕.เสียงจัตวา   เริ่มต้นด้วยเสียงระดับต่ำ แล้วเลื่อนสูงขึ้นและจบด้วยเสียงระดับสูง ตัวอย่างคำที่มีเสียงจัตวา เช่น สี ฝน ของ ถาม หาย ผัน ฉาย เสือ เผา
    ลักษณะคำหรือพยางค์ในภาษาไทยมีความเกี่ยวข้องกับเสียงวรรณยุกต์ด้วยคือ คำเป็น คือคำ ที่มีเสียงเบา อาจมีเสียงวรรณยุกต์ใดๆ ก็ได้ ๑ ใน ๕ เสียงที่กล่าวมาแล้ว แต่ คำตาย มีได้เพียง ๓ เสียงเท่านั้น คือ เสียงเอก เสียงโท และเสียงตรี เสียงหนึ่งเสียงใด ซึ่งหมายความว่า คำตายไม่ใช้ เสียงวรรณยุกต์สามัญ และจัตวา แต่ในภาษาพูด ในปัจจุบัน มีผู้ออกเสียงคำตายที่ลงท้ายด้วยสระ สั้นที่มีเสียงวรรณยุกต์เอกและตรีเป็นเสียงสามัญ เช่น พยางค์แรกของคำว่า ทะเล รหัส คือ ทะ- และ ระ- ควรเป็นเสียงตรี แต่มีผู้ออกเสียงเป็น เสียงสามัญเป็นจำนวนมาก ในทำนองเดียวกัน พยางค์แรกของคำว่า กระเป๋า ตะปู สบู่ คือกระ- ตะ- ส- ควรมีเสียงวรรณยุกต์เป็นเสียงเอก แต่ก็มี ผู้ออกเสียงเป็นเสียงสามัญ ซึ่งเราอาจนับว่าเป็น ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในภาษา และกำลังเป็นที่สังเกตเห็นได้ชัดมากขึ้นทุกขณะ โดย เฉพาะในสภาวะที่ต้องใช้ภาษาราชการ เช่น การ อ่านข่าว ในปัจจุบันเรายังมีทั้งผู้ที่อ่านออกเสียงคำ ตายตามที่ควรเป็นมาแต่ดั้งเดิม คือ ออกเป็นเสียง เอกหรือเสียงตรี และผู้ที่อ่านตามเสียงภาษาพูด คือ ออกเป็นเสียงสามัญ
    ลักษณะเด่นของภาษาไทยอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นภาษาที่ใช้คำลักษณะนามเมื่อเกี่ยวข้องกับจำนวน การชี้เฉพาะ หรือการกำหนดเฉพาะต่างๆ เช่น
    ภาษาไทยอื่นๆ   ภาษาไทยอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาไทยมาตรฐาน คือ อาจเป็นภาษาของคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ แต่ไม่ ใช่ภาษาที่ใช้ในราชการ หรือภาษาในถิ่นอื่นๆ นอกเหนือจากภาคกลาง ส่วนใหญ่มีลักษณะเหมือนกับภาษาไทยมาตรฐานที่กล่าวมาแล้ว โดย
เฉพาะอย่างยิ่งลักษณะของการเรียงคำในวลีและประโยค สิ่งที่ต่างกันมากที่สุดระหว่างภาษาไทยกลุ่มต่างๆ คือ เสียงวรรณยุกต์ ภาษาหลายกลุ่มมีจำนวนเสียงวรรณยุกต์เท่ากัน แต่ลักษณะเสียงวรรณยุกต์ที่เกิดในแต่ละคำต่างกันไป ซึ่งกลายเป็นลักษณะ
เฉพาะ ถิ่น หรือเฉพาะกลุ่มไปได้ เช่น คนที่ใช้ภาษาทางภาคเหนือด้วยกัน เมื่อฟังคนพูด แล้วอาจบอกได้ว่า เป็นคนจากถิ่นใด เช่น ลำพูน ลำปาง เพราะใช้เสียงต่างกัน นอกจากนี้ภาษาในแต่ละถิ่นแต่ละภาค ยังมีคำศัพท์เฉพาะถิ่นด้วย ซึ่งนับเป็นความแตก
ต่างอีกอย่างหนึ่งระหว่างภาษากลุ่มต่างๆ ในประเทศไทย 

  https://www.pinterest.com/pin/70437472509546/?utm_campaign=category_pp&e_t=14d7e63b1fdb493e9a44aca78bed8725&utm_content=70437472509546&utm_source=31&utm_term=3&utm_medium=2012

 

 

 

 

เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

 

กรุณาใส่ข้อความ …

Visitors: 27,868