4.Pronoun

 

                 Pronoun
    -Pronoun (โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนาม”
  -สรรพนาม  แปลว่า “ชื่อที่ใช้แทนคำนาม” คือคำที่ใช้แทนคำนามไม่ว่าจะเป็น คน, สัตว์, สิ่งของ และสถานที่ดังที่ได้กล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงโดยไม่ ต้องกล่าวคำนามนั้นซ้ำอีกอันเป็นการไม่เพราะหูจึงได้นำเอาคำสรรพนามมาใช้แทน คำนามนั้น
  -คำสรรพนามที่นำมาใช้ในภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็น  10  ชนิด  คือ:-  
     1.Personal  pronoun (เพอร์ซะนัล  โพรนาวน์)       แปลว่า “สรรพนามส่วนบุคคล”
     2.Demonstrative  pronoun (เดมอนสทระทีฟว์  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามชี้เฉพาะ”
     3.Indefinite  pronoun (อินเดฟฟินิท  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะ”
     4.Possessive  pronoun (โพสเซสซีฟว์  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ”
     5.Inpersonal  pronoun (อินเพอร์ซะนัล  โพรนาวน์)    แปลว่า “สรรพนามที่ไม่เป็นส่วบุคคล”
     6.Interrogative  pronuon (อินเทอรอกกะทีฟว์  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามเกี่ยวกับการสอบถาม”
     7.Reflexive  pronoun (รีเฟลคซีฟว์  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามสะท้อนกลับ”
     8.Emphatic  pronoun (เอ็มฟาทิค  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามเกี่ยวกับการเน้น”
     9.Distributive  pronoun (ดิสทริบบิวทีฟว์  โพรนาวน์)  แปลว่า “สรรพนามเกี่ยวกับการจำแนก”
     10.Relative  pronoun (รีเลทีฟว์  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน”     
         Personal  Pronoun
   -Personal  pronoun (เพอร์ซะนัล  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามส่วนบุคคล, สรรพนามส่วนตัว, หรือ บุรุษสรรพนาม”
     -บุรุษสรรพนาม    คือคำสรรพนามที่ใช้แทนตัวผู้พูด, คนที่เราพูดด้วย, และคนที่เราพูดถึง   แบ่งออกเป็น  3  บุรุษ  คือ:-
        1.First  person (เฟิร์สท์  เพอซัน)     แปลว่า “บุรุษที่ 1”   ใช้แทนตัวผู้พูดทั้งเอกพจน์และพหูพจน์       เช่น:-
            -เอกพจน์มี  2  ตัว  คือ:-
               1. I  (ไอ)     แปลว่า “ผม, ฉัน, กู, ข้าพเจ้า”     ใช้เป็นประธาน  เช่น:-
                  -I  love  you.
                    =ผมรักคุณ.
                  -I  forget  him.
                    =ฉันลืมเขา.
                  -I  like  her.
                 =ผมชอบเธอ.
            2. me (มี)     แปลว่า “ผม, ฉัน, กู, ข้าพเจ้า”    ใช้เป็นกรรม       เช่น:-
               -She  likes  me.
                 =หล่อนชอบผม.
               -He  thinks  me.
                 =เขาคิดถึงฉัน.
               -She  remembers  me.
                 =หล่อนจำกูได้.
         -พหูพจน์มี  2  ตัว    คือ:-
            1.we (วี)     แปลว่า “เรา, พวกเรา”       ใช้เป็นประธาน       เช่น:-
               -We  like  to  eat   delicious  food.
                 =พวกเราชอบรับประทานอาหารอร่อย.
               -We  have  to  make  goodness.
                 =พวกเราต้องสร้างความดี.
               -We  have  to  pray  spell  and  worship  a  Buddha  every  day.
                 =พวกเราต้องสวดมนต์ไหว้พระทุกวัน.
            2.us (อัส)     แปลว่า “เรา, พวกเรา”       ใช้เป็นกรรม       เช่น:-
                -Maneerat  helped us out of  misery.
                  =มณีรัตน์ช่วยพวกเราให้พ้นจากความทุกข์ยาก.
                -He  made  us  happy.
                  =เขาทำให้พวกเรามีความสุข.
                -The  teacher  taught  English  us  very  good.
                  =ครูสอนภาษาอังกฤษแก่พวกเราดีมาก  
         2.Second  person (เซคันด์  เพอซัน)     แปลว่า “บุรุษที่ 2”   ใช้แทนตัวผู้ที่เราพูดด้วยมีตัวเดียวเป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์, เป็นได้ทั้งประธานและกรรม  คือ:-
            -you (ยู)     แปลว่า “คุณ, ท่าน, แก, มึง, เอง, จ้าว”
             you ทำหน้าที่เป็นเอกพจน์
               -Where  are  you  from?
                  =คุณมาจากไหน?
               -When  will  you  come  back?
                  =แกจะกลับมาเมื่อไหร่?
               -You are the people I respect a lot.
                =คุณเป็นคนที่ฉันเคารพมาก.
             you ทำหน้าที่เป็นพหูพจน์
                -Where  are  you  going?
                  =พวกคุณจะไปไหน?
                -You  are  good  men.
                  =พวกคุณเป็นคนดี.
                -Where did you learn English from?
                  =คุณเรียนรู้ภาษาอังกฤษมาจากไหน?
             you ทำหน้าที่เป็นกรรม
                -We remember you all the time.
                  =พวกเราจำคุณได้ตลอดเวลา.
                -She loved you for a long time.
                  =หล่อนรักคุณมานานแล้ว.
                -Did Mary meet you or yet ?
                  =แมรี่ได้พบคุณหรือยัง?
        3.Third  person (เธิร์ด  เพอซัน)     แปลว่า “บุรุษที่ 3”     มี  8  ตัว  คือ:-
            รูปประธาน                รูปกรรม
            -he (ฮี)                      him (ฮิม)      แปลว่า “เขา”    เป็นผู้ชาย     เป็นเอกพจน์
            -she (ชี)                    her (เฮอ)     แปลว่า “เธอ, หล่อน”     เป็นผู้หญิง    เป็นเอกพจน์
            -it (อิท)                      it (อิท)     แปลว่า “มัน”   เป็นได้ทั้งตัวผู้และตัวเมีย   เป็นเอกพจน์
            -they (เฑ)                 them (เฑม)     แปลว่า “เขาทั้งหลาย”   เป็นได้ทั้งชายและหญิง  เป็นพหูพจน์
                วิธีใช้ Personal  Pronoun
    - I      ใช้แทนตัวผู้พูด    เป็นเอกพจน์    เป็นได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง
    - we     ใช้แทนตัวผู้พูด    เป็นพหูพจน์    เป็นได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง
    - you    ใช้แทนตัวบุคคลที่เราพูดด้วย     เป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์     เป็นได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง
    -he     ใช้แทนตัวบุคคลผู้ที่เราพูดถึง     เป็นเอกพจน์      เป็นเพศชาย
    -she     ใช้แทนตัวบุคคลผู้ที่เราพูดถึง    เป็นเอกพจน์      เป็นเพศหญิง
    -it     ใช้แทนสัตว์, สิ่งของ, และเด็กอ่อนผู้ที่เราพูดถึง     เป็นเอกพจน์      เป็นได้ทั้งเพศชาย, เพศหญิง, เพศรวม, และไม่มีเพศ
    -they     ใช้แทน คน, สัตว์, และสิ่งของ     เป็นพหูพจน์      เป็นได้ทั้งเพศชาย, เพศหญิง, เพศรวม, และไม่มีเพศ
         Demonstrative  Pronoun
   -Demonstrative  pronoun (เดมอนสเทรทีฟว์  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามชี้เฉพาะ หรือ นิยมสรรพนาม”     ใช้แทนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่ง ที่กล่าวถึงมาแล้ว หรือที่เรากล่าวถึงมาแล้วข้างต้น มี  4  ตัว  คือ:-
    1.this (ฑิส)     แปลว่า “นี่, นี้, อย่างนี้, ในเวลานี้, ขณะนี้”     เป็นเอกพจน์     เป็นได้ทั้งประธาน,กรรม, และคำคุณศัพท์
       -this เป็นประธานของประโยค       เช่น:-
          -This  is  the  true.
            =นี้คือความจริง.
          -This is my desire.
            =นี้คือความปราถนาของฉัน.
          -This become my treasure.
            =สิ่งนี้กลายเป็นสมบัติของฉันแล้ว.
       -this ใช้เป็นกรรม       เช่น:-
          - I  want  this  a  lot.
            =ผมต้องการเรื่องนี้มาก.
          - She  loves  this  really.
            =หล่อนรักสิ่งนี้จริงๆ.
          - We  like  this  a  lot.
            =พวกเราชอบสิ่งนี้มาก.
       -this ใช้เป็นคำคุณศัพท์       เช่น:-
         -This man is quite good.
           =ชายคนนี้ค่อนข้างดี.
         -This woman has beautiful body.
           =ผู้หญิงคนนี้มีร่างกายสวยงาม.
         -This  story  is  thing  that  children should not know.
            =เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เด็กๆไม่ควรรู้.
 
     2.that (แฑท)     แปลว่า “นั่น, นั้น, โน่น, เช่นนั้น, สิ่งนั้น, เวลานั้น, จำพวกนั้น”   เป็นเอกพจน์      เป็นได้ทั้งประธาน, กรรม, และคุณศัพท์
         -that      ใช้เป็นประธาน       เช่น:-
           -What  is  that?
            =นั่นอะไร?
          -That  is  mine.
            =นั่นเป็นของฉัน.
          -That  is  what  everyone  should  not  do.
            =นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ควรทำ.    
        -that     ใช้เป็นกรรม       เช่น:-
          -He  does  that  every day.
            =เขาทำสิ่งนั้นทุกวัน.
          -She  liked  that  as  a  life.
            =หล่อนชอบสิ่งนั้นเป็นชีวิตจิตใจ.
          -We  love  that  a  lot.
            =พวกเรารักสิ่งนั้นมาก.
       -that     ใช้เป็นคุณศัพท์        เช่น:-
          -That  pen  is  mine.
            =ปากกาด้ามนั้นเป็นของฉัน.
          -I  like  that  computer  really.
            =ข้าพเจ้าชอบคอมพิวเตอร์นั้นจริงๆ.
          -That  girl  is  very  beautiful  really.
            =เด็กสาวคนนั้นสวยมากจริงๆ.
      3.these (ฑีส)     แปลว่า “เหล่านี้, พวกนี้, นี้แหละ, เช่นนี้”     เป็นพหูพจน์      เป็นได้ทั้งประธาน,
กรรม, คุณศัพท์
         -these   ใช้เป็นประธาน       เช่น:-
            -These  are  mine.
               =พวกนี้เป็นของข้าพเจ้า.
            -These  are  true.
               =เหล่านี้เป็นของจริง.
            -These  make  me  difficult.
               =พวกนี้ทำให้ผมยุ่งยากลำบาก.
         -these     ใช้เป็นกรรม       เช่น:-  
           -She  makes  these  always.
              =หล่อนทำเช่นนี้เสมอ.
           -We  like  these  a  lot.
              =พวกเราชอบพวกนี้มาก.
           -They  have  these  themselves.
              =พวกเขามีของเหล่านี้เอง.
         -these    ใช้เป็นคุณศัพท์       เช่น:-
            -These  fruits  are  delicious.
               =ผลไม้เหล่านี้น่ารับประทาน.
            -These  birds   fly  very  high.
               =นกเหล่านี้บินได้สูงมาก.
            -These  planes  trucked  passengers  a  lot.
               =เครื่องบินเหล่านี้บรรทุกผู้โดยสารได้เป็นจำนวนมาก.
     4.those (โฑส)     แปลว่า “เหล่านั้น, เหล่าโน่น, จำพวกนั้น, เช่นนั้น”     เป็นพหูพจน์       เป็นได้
ทั้งประธาน, กรรม, และคุณศัพท์
        -those     ใช้เป็นประธาน       เช่น:-
           -Those  are  yours.
             =เหล่านั้นเป็นของคุณ.
           -Those  are  strong.
              =เหล่านั้นแข็งแรง.
           -Those  are  very  beautiful.
             =สิ่งเหล่านั้นสวยงามมาก.
        -those     ใช้เป็นกรรม       เช่น:-
           -He  makes  those  clear-cut.
             =เขาทำสิ่งนั้นให้ชัดเจน.
           -She  wants  those  really.
             =หล่อนต้องการของเหล่านั้นจริงๆ.

           -We  love  those  a  lot.
             =พวกเรารักสิ่งเหล่านั้นมาก.
        -those     ใช้เป็นคุณศัพท์       เช่น:-
          -Those  books  are  theirs.
             =หนังสือเหล่านั้นเป็นของพวกเขา.
          -Those  shirts  are  yours.
             =เสื้อชั้นในเหล่านั้นเป็นของคุณ.
          -Those  gifts  were  send  to  you.
            =ของขวัญเหล่านั้นถูกส่งมาถึงคุณ.

    Indefinite  Pronoun
     -Indefinite  pronoun (อินเดฟฟินิท  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง  หรือ อนิยมสรรพนาม”     ใช้แทนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, คนใดคนหนึ่ง, หรือหลายสิ่งหลายอย่าง  แต่ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง   เป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์
     -สรรพนามที่เป็นเอกพจน์       เช่น:-
        -one (วัน)       แปลว่า “หนึ่ง”
        -someone (ซัมวัน)     แปลว่า”บางคน, ใครบางคน”
        -somebody (ซัมบอดี้)     แปลว่า “คนนั้นคนนี้, บางคน, ใครต่อใคร, ใครก็ได้, ใครๆ”
        -something (ซัมซิง)     แปลว๋า “บางสิ่ง, บางอย่าง,
        -no one (โนวัน)     แปลว่า ”ไม่มีใคร”
        -nobody (โนบอดี้)     แปลว่า “ไม่มีใคร”
        -nothing (นัธซิง)   =ไม่มีอะไร
        -anyone (เอนนี่วัน)     แปลว่า “ใครก็ตาม, ใครๆ”
        -anybody (เอนนี่บอดี้)     แปลว่า “ใครๆ, ใครก็ตาม”
        -anything (เอนนี่ซิง)     แปลว่า “อะไรก็ตาม, ชนิดใดก็ตาม, ทุกสิ่งทุกอย่าง ”
        -everyone (เอฟเวรี่วัน)     แปลว่า “ทุกคน”
        -everybody (เอฟเวรี่บอดี้)     แปลว่า “ทุกคน”
        -everything (เอฟเวรี่ซิง)     แปลว่า “ทุกสิ่ง, ทุกอย่าง,
        -each (อีช)     แปลว่า “แต่ละ, คนละ, อันละ, เล่มละ”
        -other (อัธเธอะ)     แปลว่า “คนอื่น, สิ่งอื่น, อันอื่น”
        -another (อะนัธเธอะ)    แปลว่า “อีก, อื่น, อย่างอื่น, อีกหนึ่ง”
        -either (อีเธอะ)     แปลว่า “อย่างใดอย่างหนึ่ง”
    -สรรพนามที่เป็นพหูพจน์       เช่น:-
        -all (ออล)     แปลว่า “ทั้งหมด, ทั้งมวล”
        -both (โบธ)     แปลว่า “ทั้งสอง, ทั้งคู่”
        -many (เมนี่)     แปลว่า “จำนวนมาก”
        -few (ฟิว)      แปลว่า “จำนวนน้อย”
        -some (ซัม)     แปลว่า “บางส่วน, บางอัน, บางชิ้น, บางคน”
           สรรรพนามที่มีรูปเป็เอกพจน์
                  one
   -one (วัน)     แปลว่า “หนึ่ง”     เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งสรรพนามและคุณศัพท์      
     -one     ทำหน้าที่เป็นสรรพนาม       เช่น:-
        -One  never  knows  about  weather.
           =สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับสภาพอากาศ.
        -One  is  not  two.
           =หนึ่งไม่ใช่สอง.
        -One  of  your  brothers  has  came  to  visit  me  yesterday.
           =บรรดาพี่น้องทั้งหลายของคุณคนหนึ่งได้มาเยี่ยมฉันเมื่อวานนี้.
     -one     ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์       เช่น:-  
        -One  bird  is  mine.
          =นกตัวหนึ่งเป็นของผม.
        -One  man  in  this  room  is  a  millionaire.
          =ชายคนหนึ่งในห้องนี้เป็นเศรษฐี.
        -One  woman  on  the  plane  is  very spirited.
          =ผู้หญิงคนหนึ่งบนเครื่องบินกล้าหาญมาก.
     **คำเตือน:- ตรงนี้ขอให้ผู้ศึกษาทั้งหลายโปรดอ่านดูให้ดี
          -one  ถ้าเติม s  เข้าไปด้านหลังจะกลายเป็นสรรพนามที่เป็นพหูพจน์    เช่น:-
            -There  was  a  mother  in  the  house  and  there  were  five  young  ones.
              =มีแม่คนหนึ่งในบ้านและมีลูกเล็กๆอีกห้าคน.
            -The  people  in  this  country,ones  are  still  as  fool.
               =ประชาชนในประเทศนี้พวกเดียวที่ยังเป็นคนโง่.
              -The  people  in  this  country  กลุ่มคำเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นซ้อนขยาย  ones
          -one   ถ้าใช้ในรูปแสดงความเป็นเจ้าของ   ต้องใช้รูปดังนี้คือ: one’s        เช่น:-
               -One’s  evil  may  make  another  bad  too.
                 =ความชั่วร้ายของคนหนึ่งอาจจะทำให้คนอื่นพลอยชั่วร้ายไปค้วย.
          -one    ถ้าใช้คู่กับ  other  หรือ  another   จะมีความหมายว่า “คนหนึ่งคนใด, อันหนึ่งอันใด”  เช่น:-
            -You  have  three  chance. You  must  choose  one  or  another.
               =คุณมีโอกาส 3 ช่องทาง.คุณต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง.
          -One  night  we  went  to  dance,another  night  we  went  to  dinner.
               =คืนหนึ่งพวกเราไปเต้นรำอีกคืนหนึ่งพวกเราไปทานอาหารเย็น.           
     -someone (ซัมวัน)     แปลว่า “บางคน”     เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม        เช่น:-
         -Someone  likes  to  go  to  play  water.
          =บางคนชอบไปเล่นน้ำ.
         -I  like  someone  in  this  group.
           =ฉันชอบบางคนในกลุ่มนี้.  
     -somebody (ซัมบอดี้)     แปลว่า “ใครต่อใคร, ใครๆ”     เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม       เช่น:-
        -Somebody  blame you.
          =ใครต่อใครก็ติเตียนคุณ.
        -Somebody  loves  you.
          =ใครๆก็รักคุณ.
        -I  call  somebody  in  this  room.
          =ผมเรียกใครก็ได้ในห้องนี้.
     -something (ซัมซิง)     แปลว่า “บางสิ่ง, บางอย่าง”     เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม       เช่น:-
        -Something is good, something  is  worse.
          =บางสิ่งก็ดีบางอย่างก็แย้.
        -I  want  something  in  the  box.
          =ฉันต้องการบางอย่างในกล่องนั้น.
     -no one (โนวัน)     แปลว่า “ไม่มีใคร”      เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม   เช่น:-
        -No one  is  old  over  learn.
          =ไม่มีใครแก่เกินเรียน.
        -No one  is  else  here.
          =ไม่มีใครอื่นเลยที่นี่.
        -We  know  no one  here.
          =พวกเราไม่รู้จักใครเลยตรงนี้.
    -nobody (โนบอดี้)     แปลว่า “ไม่มีใคร”     เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม   เช่น:-
        -Nobody  will  live  endlessly.
          =ไม่มีใครจะอยู่ค้ำฟ้าได้.
        -Nobody  interests  you.
          =ไม่มีใครสนใจคุณ.
        - You have to make nobody difficult.
          =คุณต้องทำไม่ให้ใครลำบาก.
     -anyone (เอนนี่วัน)     แปลว่า “ใครๆ, ใครก็ตาม”      เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม       เช่น:-
        -Anyone  can  not  help  you.
          =ใครๆก็ไม่สามารถช่วยเหลือคุณได้.
        -We  want  anyone  can  help  us happy.
          =พวกต้องการใครก็ตามที่สามารถช่วยพวกเราให้มีความสุขได้.
     -anybody (เอนนี่บอดี้)     แปลว่า “ใครก็ได้, ใครๆ, ทุกคน”     เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม      เช่น:-
         -Anybody  has  ability  please  follow  me   this.
           =ใครก็ได้ที่มีความสามารถโปรดติดตามข้าพเจ้ามาทางนี้.
         -We  invite  anybody  in  this  room  go  to  eat  food.
            =พวกเราขอเชิญทุกคนในห้องนี้ไปรับประทานอาหาร.
     -anything (เอนนี่ซิ่ง)    แปลว่า “ทุกสิ่งทุกอย่าง”     เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม       เช่น:-
         -Anything  in  this  world  is  non-finite  thing.
           =ทุกสิ่ทุกอย่างในโลกนี้เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน.
         -I  want  anything  that  is  true  thing.
           =ข้าพเจ้าต้องการทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของจริง.
     -everyone (เอฟเวรี่วัน)     แปลว่า “ทุกคน”     เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม    เช่น:-    
        -Everyone  prepare  hard  in  today.
          =ทุกคนเตรียมพร้อมอย่างหนักในวันนี้.
        -She  favours  everyone  in  this  house.
          =หล่อนชอบใจทุกคนในบ้านหลังนี้.
     -everybody (เอฟเวรี่บอดี้)     แปลว่า “ทุกคน”      เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม  เช่น:-
        -Everybody  interests  her  a  lot.
          =ทุกคนสนใจเธอมาก.
        -I  love  everybody  in  this  world.
          =ข้าพเจ้ารักทุกคนในโลกนี้.
     -everything (เอฟเวรี่ซิง)     แปลว่า “ทุกสิ่ง, ทุกอย่าง”     เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม       เช่น:-
         -Everything  in  this  world  is  transient.
           =ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่ยังยืน.
         -I  see  everything  in  this  world  as  thing  deceive.
           =ข้าพเจ้ามองเห็นทุกอย่างในโลกนี้เป็นสิ่งที่หลอกลวง.
     -each (อีช)     แปลว่า “แต่ละ, อันละ,คนละ”     เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม  เช่น:-
        -Each in this world is alive with  deceiving themselves.
          =แต่ละคนในโลกนี้มีชีวิตอยู่ด้วยการหลอกลวงตนเอง.
        -She  likes  each  in  our  office.
          =หล่อนชอบแต่ละคนในสำนักงานของพวกเรา.
     -other (อัธเธอะ)     แปลว่า “คนอื่น, สิ่งอื่น, อันอื่น”      เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม        เช่น:-
        -Other  except  you  can  not  go  to  this  village.
           =คนอื่นนอกจากคุณไม่สามารถไปยังหมู่บ้านนี้ได้.
        -I  like  other, not  like  this.
           =ข้าพเจ้าชอบสิ่งอื่นไม่ชอบสิ่งนี้.
     -another (อะนัธเธอะ)     แปลว่า “อีก, อื่นอีก, อย่างอื่น, อีกหนึ่ง”     เป็นเอกพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและรรม       เช่น:-
        -Another  except  us  in  here  not  had.
          =คนอื่นอีกนอกพวกเราในที่ตรงนี่ไม่มีอีกแล้ว.
        -I  don’t  like  another  in  this  place.
           =ฉันไม่ชอบคนอื่นในสถานที่นี้.
     -either (อีเธอะ)     แปลว่า “อย่างใดอย่างหนึ่ง,แต่ละ, ทุก, อันละ, ชิ้นละ”     เป็นเอกพจน์   เป็นได้ทั้งประธานและกรรม       เช่น:-
        -Either is correct.
          =ทุกอย่างถูกต้อง.
        -I don't like either of the answers.
          =ฉันไม่ชอบอย่างใดอย่างหนึ่งของคำตอบนั้นเลย.
           สรรพนามที่มีรูปเป็นพหูพจน์
   -All (ออล)     แปลว่า  “ทั้งหมด, ทั้งมวล”      เป็นพหูพจน์    เป็นได้ทั้งประธานและกรรม   เช่น:-         
      -All are welcome!
       =ทั้งหมดยินดีต้อนรับ.
      -All   are  congratulation.
        =ทั้งหมดขอแสดงความยินดี.
       -All  do not stand still.
         =ทั้งหมดยังไม่หยุดนิ่ง.
       -All of this money will be yours when I die.
         =เงินนี้ทั้งหมดจะเป็นของคุณเมื่อฉันตายไปแล้ว.
       -I  love  all  in  my  house.
         =ฉันรักทั้งหมดในบ้านของฉัน.
   -both (โบธ)     แปลว่า “ทั้งสอง, ทั้งคู่”     เป็นพหูพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม    เช่น:-
       -Both  of  us  were very  tired.
         =พวกเราทั้งสองเหนื่อยมาก.
       -We both were glad to your  returning.
         =เราทั้งสองดีใจต่อการกลับมาของคุณ.
       -She  read  both  of  the  books.
         =หล่อนอ่านหนังสือทั้งสองเล่ม.
    -many (เมนี่)     แปลว่า “หลายคน, จำนวนมาก”     เป็นพหูพจน์        เป็นได้ทั้งประธานและกรรม    เช่น:-
      -Some  people  will  come, but  many  will  not.
        =บางคนจะมาแต่หลายคนจะไม่มา.
      -Many  of  his  friends  never  went  to  college.
        =เพื่อนของเขาส่วนมากไม่เคยไปที่วิทยาลัยเลย.
      -The medicine has helped many healed from disease
        =แพทย์ได้ช่วยคนหลายคนให้หายจากโรค.
      -few (ฟิว)      แปลว่า “จำนวนน้อย”     เป็นพหูพจน์        เป็นได้ทั้งประธานและกรรม      เช่น:-
        -Her stories may be entertaining, but few are true.
          =เรื่องทั้งหลายของหล่อนอาจจะบันเทิงแต่จำน้วยที่เป็นจริง.
        -She met  few of my relatives.
          =หล่อนพบญาติทั้งหลายของฉันจำนวนน้อย.
        -some (ซัม)     แปลว่า “บางส่วน, บางอัน, บางชิ้น, บางคน”     เป็นพหูพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม      เช่น:-
          -Some  love  their  parents  well.
             =บางคนรักพ่อแม่ของพวกเขาดี.
          -Some of the apples are bruised.
           =แอปเปิ้ลบางส่วนบอบช้ำ.
         -We  shall  share  some  of  the  best  food  to  you.
            =พวกเราจะแบ่งปันอาหารที่ดีที่สุดบางส่วนให้แก่พวกคุณ.
             Possessive  Pronoun     
    -Possessive  pronoun (พอสเซสซีฟว์  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ”  สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของแบ่งออกเป็น  7  ชนิด  คือ:-
      1.mine (ไมน์)     แปลว่า “ ของฉัน”
      2.yours (ยัวร์ซฺ)      แปลว่า “ของคุณ”
      3.his (ฮิส)     แปลว่า “ของเขา”
      4.hers (เฮอร์ซฺ)     แปลว่า “ของหล่อน”
      5.its (อิทซฺ)     แปลว่า “ของมัน”
      6.ours (อาวเออร์ซฺ)     แปลว่า “ของพวกเรา”
      7.theirs (แฑร์ซฺ)     แปลว่า “ของพวกเขา”
   หน้าที่ของสรรนามแสดงความเป็นเจ้าของ
  -สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของมีหน้าที่ในประโยค  3   อย่าง  คือ:-
    1.ใช้เป็น subject คือเป็นประธานของประโยค
    2.ใช้เป็น complement คือส่วนที่ขยายกิริยาทำให้ประโยคเกิดความสมบูรณ์
    3.ใช้เป็น object  คือเป็นกรรมของคำบุรพบท  of
  Possessive Pronoun ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค
   -สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค       เช่น:-
   -mine (ไมน์)     แปลว่า “ของฉัน”     เป็นเอกพจน์       ใช้เป็นประธานของประโยคก็ได้       เช่น:-
     -That  is  your  book,mine  is  this.
       =เล่มนั้นเป็นหนังสือของคุณ,ของฉันคือเล่มนี้.
  -yours (ยัร์ซฺ)     แปลว่า “ของคุณ”     เป็นเอกพจน์       ใช้เป็นประธานของประโยค       เช่น:-
     -This  pillow  is  mine, yours  is  that.
        =หมอนใบนี้เป็นของฉัน, ของคุณคือใบนั้น.

       -Yours  เป็นประธานของประโยคและเป็นพหูพจน์ก็ได้      เช่น:-

           -Yours  are  those, ours  are  these.

              =ของพวกคุณเหล่านั้น, ของพวกเราเหล่านี้.
  -his (ฮิส)     แปลว่า “ของเขา”     เป็นเอกพจน์       ใช้เป็นประธานของประโยค       เช่น:-
     -Her  pen  is  this, his  is  that.
       =ปากกาของหล่อนคือด้ามนี้, ของเขาคือด้ามนั้น.
  -hers (เฮอร์ซฺ)     แปลว่า “ของหล่อน”      เป็นเอกพจน์        ใช้เป็นประธานของประโยค    เช่น:-
     -His  cap  is  red, hers  is  white.
       =หมวกของเขาเป็นสีแดง, ของหล่อนเป็นสีขาว.
   -its (อิทซฺ)     แปลว่า “ของมัน”      เป็นเอกพจน์         ใช้เป็นประธานของประโยค       เช่น:-  
     -These  bananas  are  theirs, its  is  this.
       =กล้วยเหล่านี้เป็นของพวกเขา, ของมันคือใบนี้.
   -ours (อาวเออร์ซฺ)     แปลว่า “ของพวกเรา”     เป็นพหูพจน์        ใช้เป็นประธานของประโยค   เช่น:-   
     -Yours  car  are  this, ours  are  that.
       =รถยนต์ของพวกคุณคือคันนี้,ของพวกเราคือคันนั้น.
     -Ours are the house on the left.
       =ของพวกเราคือบ้านที่อยู่ทางด้านซ้าย.
   -theirs (แฑร์ซฺ)     แปลว่า “ของพวกเขา”      เป็นพหูพจน์        ใช้เป็นประธานของประโยค     เช่น:-
     -Ours  are  bread, theirs  are  Thai  food.
       =ของพวกเราเป็นขนมปัง, ของพวกเขาเป็นอาหารไทย.
   Possessive Pronoun ทำหน้าที่เป็น complement  
   -สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของทำหน้าที่เป็นคอมพลีเมนท์คือการขยายกิริยาทำให้ประโยคเกิดความสมบูรณ์       เช่น:-
   -mine      เป็นเอกพจน์        ใช้เป็นคอมพลีเมนท์       เช่น:-
       -The  bird  is  mine.
         =นกตัวนั้นเป็นของฉัน.
       -The  red  cover  book  is  yours.
         =หนังสือปกสีแดงเล่มนั้นเป็นของคุณ.
       -The  house  was  his.
         =บ้านหลังนั้นเป็นของเขา.
       -These  bags  were  hers.
         =ถุงทั้งหลายเหล่านี้เป็นของเธอ.
       -This  tail  was  its.
         =หางนี้เป็นของมัน.
       -Those  homes   were  ours.
         =บ้านเหล่านั้นเป็นของพวกเรา.
       -A thousand bath is theirs.
        =เงินหนึ่งหมื่นบาทเป็นของพวกเขา.
 Possessive Pronoun ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท fo
        -สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท fo       เช่น:-
        -mine     ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท fo      เช่น:-
          -She  is  a  friend  fo  mine.
            =หล่อนเป็นเพื่อนคนหนึ่งของฉัน.
        -yours    ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท fo       เช่น:-
          -He is an important person of yours.
            =เขาเป็นบุคคลที่สำคัญของคุณ.
        -his     ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท fo       เช่น:-
          -She  is  a  girlfriend  fo  his.
            =หล่อนเป็นแฟนคนหนึ่งของเขา.
        -hers     ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท fo       เช่น:-
           -Theeratep  is  a  boyfriend  fo  hers.
              =ธีรเทพเป็นแฟนคนหนึ่งของเธอ.
        -its     ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท fo       เช่น:-
         -I  am  an  owner  fo  its.
           =ข้าพเจ้าเป็นเจ้าของมัน.
       -ours     ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท fo       เช่น:-
         -These  fruits  are  food  of  ours.
            =ผลไม้เหล่านี้เป็นของพวกเรา.
       -theirs     ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท fo       เช่น:-
          -This  action  is  action  of  theirs.
            =กรรมนี้เป็นกรรมของพวกเขา.

        โครงสร้างการใช้ Possessive pronouns
possessive pronouns (พอสเซสซิฟวฺ โพรนาวสฺ) เป็นคำสรรพนามที่บ่งแสดงการเป็นเจ้าของ มีโครงสร้างแตกต่างไปจากการใช้ possessive adjective คือ possessive adjective + noun แต่สำหรับกรณีของ possessive pronouns จะมีการเอ่ยถึง noun มาก่อน ฉะนั้นจึงไม่มีการวางคำนามไว้ด้านหลัง possessive pronouns อีก ดังนั้น จึงพอสรุปโครงสร้างเป็น   noun…+ possessive pronoun
  possessive pronouns ในภาษาอังกฤษมีดังต่อไปนี้
                                                      เอกพจน์            พหูพจน์
  สรรพนามแสดงเจ้าของบุรุษที่ 1     mine                ours
  สรรพนามแสดงเจ้าของบุรุษที่ 2    yours                yours           
  สรรพนามแสดงเจ้าของบุรุษที่ 3   his,  hers           theirs  

  **หมายเหตุ:- คำว่า its จะไม่ใช้เพื่อทำหน้าที่เป็น possessive pronoun การใช้  it's
1.เนื่องจาก possessive pronouns ใช้แทนที่ได้ทั้ง possessive adjective และ noun ที่มันขยาย ฉะนั้นเมื่อใช้ possessive pronouns จึงไม่ต้องมีคำนานตามหลังอีก   เช่น:-
   -My house is there. Yours is here.                                                                          =My house is there. Your house is here.
     =บ้านของผมอยู่ที่นั่น บ้านของคุณอยู่ที่นี่.
  -Their flat is smaller than ours.
    =Their flat is smaller than our flat.
    =แฟลตของพวกเขามีขนาดเล็กกว่าแฟลตของพวกเรา.
  -I found my shirt, but Steven couldn’t find his.
   =I found my shirt, but Steven couldn’t find his shirt.
   =ผมหาเสื้อเชิ้ตของผมเจอ แต่สตีเวนหาเสื้อเชิ้ตของเขาไม่เจอ.
  -Our cat and theirs are playing in the garden.
   =Our cat and their cat are playing in the garden.
   =แมวของเราและแมวของพวกเขากำลังเล่นกันในสวน.
2.ใช้ possessive pronoun ในโครงสร้าง……noun + of  +  possessive
pronoun ซึ่งมีความหมายว่า…….of + possessive adjective + plural noun ลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่า double possessive หรือการแสดงการเป็นเจ้าของ 2 ลักษณะโครงสร้าง คือ โครงสร้างแรกแสดงด้วยการใช้คำว่า of และโครงสร้างที่สอง แสดงด้วยการใช้ possessive pronoun     เช่น:-
   -A friend of mine has invited me to his birthday party.
    =One of my friends has invited me to his birthday party.
    =เพื่อนคนหนึ่งของฉันได้เชิญฉันมางานเลี้ยงวันเกิดของเขา.
  -Susan is having lunch with some colleagues of hers.
    =Susan is having lunch with some of her colleagues.
    =ซูซานจะรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกับเพื่อนร่วมงานของเธอบางคน.
  -Can I borrow a pencil of yours?
    = Can I borrow one of your pencils?
    =ผมขอยืมดินสอของคุณแท่งหนึ่งได้ไหม?
  -All colleagues of mine were killed in the car accident.
    =All of my colleagues were killed in the car accident.
    =เพื่อนร่วมงานของผมทุกคนเสียชีวิตหมดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์.
 **ข้อควรจำ หลัง of สามารถใช้ possessive pronouns เช่น mine, yours, his, hers, ours, theirs แต่จะใช้ object pronouns ไม่ได้    เช่น:-
   -ผิด A friend of me is coming to visit me.
   -ถูก A friend of mine is coming to visit me.
   -ผิด Susan is having lunch with some colleagues of her.
   -ถูก Susan is having lunch with some colleagues of hers.
3.คุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งของ possessive pronouns ก็คือ สามารถใช้ในการตอบคำถาม “Whose?” ได้ดังตัวอย่างต่อไปนี้
   -Man:Whose coat is this?
     =เสื้อนอกตัวนี้ของใคร?
   -Woman: Mine.
    (= It’s my coat.)
    =ของดิฉันค่ะ
  -Red man:Whose book is this?
    =นี้คือหนังสือของใครหรือ?
  -Black man: It’s hers, I think.

    =ฉันคิดว่ามันเป็นของเธอ.

    = It’s her book, I think.
    =ผมคิดว่ามันเป็นหนังสือของเธอ.

       Inpersonal  Pronoun   
   -Inpersonal  pronoun (อินเพอซะนัล  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามที่ไม่เฉพาะเจาะจง เป็นคำสรรพนามที่กล่าวขึ้นมาลอยๆเกี่ยวกับ
    -เวลา
    -ระยะทาง
    -ดินฟ้าอากาศ
    -สำนวนต่างๆ
    มีตัวเดียวคือ  it   It  มีวิธีใช้อยู่  4  ชนิด  คือ:-
     1.ที่ใช้เกี่ยวกับเวลา       เช่น:-
        -It  is  time  10.oo  o’clock.
          =มันเป็นเวลา  10.00  นาฬิกา.
        -What time is it?
          =มันเป็นเวลาอะไร?
        -It  is  time  09.00  o’clock.
          =มันเป็นเวลา  09.00  นาฬิกา.
     2.ที่ใช้เกี่ยวกับระยะทาง       เช่น:-
       -It  is  short  distance.
         =มันเป็นระยะทางสั้นๆ.
       -It  is  very  far  distance  from  my  house.
          =มันเป็นระยะทางที่ไกลมากจากบ้านของฉัน.
     3.ที่ใช้เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ       เช่น:-
       -It  is  very  cold  in  this  year.
          =อากาศมันหนาวมากในปีนี้.
       -Today  it  is  very  hot.
          =วันนี้อากาศมันร้อนมาก.
       -It  rains  very  hard  today.
         =ฝนตกหนักมากในวันนี้.
     4.ที่ใช้เกี่ยวกับสำนวนต่างๆ       เช่น:-
       -It  is  a  sin  to  say  lie.
         =มันเป็นบาปที่จะพูดเท็จ.
       -Everything in this world, it is uncertain thing.
         =ทุกสิ่งในโลกนี้มันเป็นของไม่แน่นอน.
        Interrogative  Pronoun
   -Interrogative  pronoun (อินเทอรอกกะทีฟว์  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามเกี่ยวกับคำถาม”  หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ปุจฉาสรรพนาม”
   -ปุจฉาสรรพนาม     คือสรรพนามที่ใช้แทนคำนามที่เกี่ยวกับการสอบถามมีหน้าที่ 2 อย่าง  คือ:-  
     1.เป็นประธานของประโยค
     2.เป็นกรรม
    -ปุจฉาสรรพนามที่นำมาใช้มี  5  ตัว  ได้แก่
      1.who (ฮู)     แปลว่า “ใคร, ผู้ใด, ผู้ซึ่ง, ผู้ที่, ซึ่ง, ที่”
      2.whom (ฮูม)     แปลว่า “ผู้ซึ่ง, บุคคลซึ่ง, บุคคลที่”
      3.whose (ฮูซ)     แปลว่า “ของใคร"
      4.which (วิช)     แปลว่า “อันไหน, อันซึ่ง, ส่วนไหน, ที่ซึ่ง”
      5.what (วอท)     แปลว่า “อะไร, เท่าไร, ใคร, สิ่งที่, คนที่, เท่าที่”
                 who
   -who (ฮู)     แปลว่า “ใคร”     เป็นเอกพจน์และพหูพจน์        เป็นประธานได้อย่างเดียว   
     -who  เป็นเอกพจน์       เช่น:-
        -Who is in  this  house?
          =ใครอยู่ในบ้านหลังนี้?
        -Who is standing next to you in this photo?
           =ใครยืนถัดจากคุณในภาพนี้?
     -who   เป็นพหูพจน์        เช่น:-
        -Who will be prime minister next?
           =ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป?
        -Who are they to tell us what to do?
           =พวกเขาเป็นใครที่บอกพวกเราถึงสิ่งที่จะกระทำ.
        -Who do you think you're talking to?
           =คุณคิดว่าคุณกำลังพูดคุยกับใคร?
        -Who  do  you  say  to?
           =คุณพูดถึงใคร.

        -Who are interested in joining the discussion.

          =ผู้ที่สนใจใรการเข้าร่วมการสนทนา.

     -who   ทำหน้าที่เป็นกรรมของกิริยา       เช่น:-
        -I didn't know who he was.
          =ผมไม่รู้ว่าเขาคือใคร.
        -I wonder who else came to sign up.
          =ผมสงสัยว่าใครมาลงทะเบียนบ้าง.
        -Follow  who  she  was.
          =จงติดตามดูว่าหล่อนเป็นใคร.
     -who   เป็นกรรมของคำบุรพบท        เช่น:-
        -Find out who they are.
          =จงควานหาว่าพวกเขาเป็นใคร.
        -Look  for  who  get  up  early.
          =จงมองหาดูว่าใครตื่นนอนแต่เช้าตรู่.
           Whom
   -whom (ฮูม)     แปลว่า “ผู้ซึ่ง, บุคคลที่, บุคคลซึ่ง, ใคร, คนไหน, ผู้ใด”    ใช้แทนบุคคล เป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์        เป็นรูปกรรมได้อย่างเดียว  คือเป็นได้ทั้กรรมของกิริยาและกรรมของคำบุรพบท    
     -whom ทำหน้าที่เป็นกรรมของกิริยา        เช่น:-
        -Whom  do  you  want  to  see?
          =คุณต้องการพบใคร?
          -whom  เป็นกรรมของกิริยาคือ see
        -Whom  do  you  mean?
           =คุณหมายถึงใคร?
           -whom  เป็นกรรมของกิริยาคือ mean
        -We don't sure whom to hire.
          =พวกเราไม่แน่ใจถึงบุคคลที่จะว่าจ้าง.
          -whom  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกิริยาคือ sure   และแปลว่า “บุคคลที่”  ไม่แปลว่า “ใคร”
        -Her brother, whom I met last year, is an attorney.
          =พี่ชายของเธอคือบุคคลที่ข้าพเจ้าได้พบเมื่อปีที่แล้วเป็นทนายความ.
          -whom  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกิริยาคือ met  และแปลว่า “บุคคลที่”   ไม่แปลว่า “ใคร”     
      -whom ทำหน้าที่เป็นของคำบุรพบท       เช่น:-
        -The  person  to  whom we  spoke  was  very  helpful.
           =บุคคลผู้ที่พวกเราพูดถึงเป็นประโยชน์มาก.
           -whom  ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบทคือ to  และแปลว่า”ผู้ที่”   ไม่แปลว่า “ใคร”
        -To  whom  are  you  speaking?
           =คุณกำลังพูดกับใคร?
           -whom  ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบทคือ to
       -To whom do you speak?
          =คุณพูดกับใคร?
          -whom ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบทคือ to
       -Do  you  want  to  look  for  whom?
          =คุณต้องการที่จะมองหาใคร?
          -whom ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบทคือ for  
       -Do  you  want  to  speak  with  whom?
         =คุณต้องการที่จะพูดคุยกับใคร์
        -whom ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบทคือ with
             whose
   -whose (ฮูส)     แปลว่า “ของใคร”     เป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์     มีหน้าที่  3  อย่าง  คือ:-
     1.เป็นประธาน
     2.เป็นกรรม
     3.เป็นอนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์  
     whose ทำหน้าที่เป็นประธาน
   -whose  ทำหน้าที่เป็นประทานของประโยค    
      -whose  ทำหน้าที่เป็นเป็นเอกพจน์       เช่น:-
        -Whose  is  this  house?
          =บ้านหลังนี้เป็นของใคร
        -Whose  is  that  bracelet?
          =กำไลนั้นเป็นของใคร?
        -Whose  was  the  shirt?
          =เสื้อชั้นในของใคร?      
      -whose  ทำหน้าที่เป็นพหูพจน์     เช่น:-
        -Whose  are  these  books?
          =หนังสือเหล่านี้เป็นของใคร?
        -Whose  are  those  bags?
          =กระเป๋าเหล่านี้เป็นของใคร?
        -Whose  are  the  fruits?
          =ผลไม้ของใคร?
       -whose   ทำหน้าที่เป็นกรรม       เช่น:-
        -It  would  be  interesting  to  know  whose  idea  it  was.
          =มันจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่จะรู้ว่ามันเป็นความคิดของใคร.
       -Let  him  know  whose  you  will  choose.
          =จงให้เขารู้ว่าคุณจะเลือกของใคร.
       -Do  you  know  whose  fault  it  is?
          =คุณรู้ว่ามันเป็นความผิดของใครหรือ?    
       -I  don't  know  whose  umbrella  this  is.
          =ข้าพเจ้าไม่รู้ว่านี้คือร่มของใคร.
        -Do  not  confuse  whose  pen  it  is.
          =อย่าสับสนว่ามันเป็นปากกาของใคร.
       -whose   ทำหน้าที่เป็น adjective  clause  ขยายนาม  แปลว่า “ที่มี”     เช่น:-
       -It  is  a  story  whose  purpose  is  to  entertain.
          =มันเป็นเรื่องที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความบันเทิง.
      -Sujitta  is  the  girl  whose  brother  is  footballer.
         =สุจิตราเป็นเด็กหญิงทีมีพี่ชายเป็นนักฟุตบอล.
      -This  is  the  boy  whose  name  is  Norachai.
        =นี้คือเด็กชายที่มีชื่อคือนรชัย.
      -That is the girl whose father is a doctor.
        =นั้นคือเด็กหญิงที่มีพ่อเป็นหมอ.     
             Which
  -which (วิช)     แปลว่า “อันไหน, อันซึ่ง, ส่วนไหน, ที่ซึ่ง”   ใช้แทนได้ทั้งคน,สัตว์,และสิ่งของ เป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์      เป็นได้ทั้งประธานและกรรม    ถ้าเป็นประโยคให้เลือกจะต้องมีคำบุรพบท of  ประกอบอยู่ข้างหลังเสมอ       เช่น:-
   ตัวอย่างประโยคที่เป็นคำถามว่าอันไหน?
    -ถาม:-Which is your pen?
             =ปากกาของคุณคือด้านไหน?
    -ตอบ:The  red  one.
             =ด้ามสีแดง.
    -ถาม:Which shirt do you like?
             =คุณชอบเสื้อชั้นในตัวไหน?
    -ตอบ:The  white  one.
             =ตัวสีขาว.
    -ถาม:Which one is your book?
             =หนังสือของคุณเล่มไหน?
    -ตอบ:The  green  cover  one.
             =เล่มที่มีปกสีเขียว.
    -ถาม:Which one is your son?
             =ลูกชายของคุณคนไหน?
    -ตอบ:The  tall  one.
             =คนสูง
          -Which  do  you  prefer, tea  or  coffee?
            =คุณชอบอย่างไหน, น้ำชาหรือกาแฟ?
          -I  prefer  coffee.
            =ผมชอบกาแฟ.  
       ตัวอย่างประโยคที่มี of  อยู่ข้างหลัง        
       -which เป็นประธานในรูปของเอกพจน์       เช่น:-
         -Which  of  those  boooks  is  yours?
           =บรรดาหนังสือเหล่านั้นเล่มไหนเป็นของคุณ?
         -Which  of  those  women  is  your  wife?
           =บรรดาผู้หญิงเหล่านั้นคนไหนเป็นภรรยาของคุณ?   
         -Which of those houses do you live in?
           =บรรดาบ้านทั้งหลายเหล่านั้นบ้านหลังไหนที่คุณอาศัยอยู่?
      -which เป็นประธานในรูปของพหูพจน์       เช่น:-
         -Which  of  these  fruits  are  yours?
           =บรรดาผลไม้ทั้งหลายเหล่านี้อันไหนเป็นของคุณ?
         -Which  of  those  people  which  you  most  like?
           =บรรดาประชาชนทั้งหลายเหล่านั้นพวกไหนที่คุณชอบมากที่สุด?
         -Which  of  tea  and  lemonade  which  you  want?
           =น้ำชาและน้ำมะนาวอันไหนซึ่งคุณต้องการ?
       -which เป็นกรรม   เป็นได้ทั้งกรรมของกิริยาและกรรมของคำบุรพบท
          -which ทำหน้าที่เป็นกรรมของกิริยา       เช่น:-
            -so  it's  hard  to  remember  which  is importance  story.
              =ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะจำซึ่งส่วนที่เป็นเรื่องสำคัญ
            -Food  you  eat  which  you  don't  like  it  will  not  digest  well.
              =อาหารที่คุณกินอันไหนที่คุณไม่ชอบมันจะไม่ย่อยดี.
            -Choose which you like best.
               =จงเลือกส่วนไหนที่คุณชอบที่สุด.
         -which ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท       เช่น:-
            -There  is  one  important  fact  of  which  you  are  unaware.
              =มีความจริงที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งคุณไม่รู้จัก.
            -It  began  to  rain  at  which  is  point  we  ran.
              =ฝนจะเริ่มตกตรงที่ซึ่งเป็นจุดที่พวกเราวิ่ง.
            -She is quality for which she is admired by so many people.
             =หล่อนเป็นคนที่มีคุณภาพซึ่งหล่อนได้รับการยกย่องจากคนนวนมาก.
             which ที่ใช้เป็นคำเชื่อมต่อ
   -which ที่ใช้เป็นคำเชื่อมต่อที่เรียกว่า “Adjective  Clause”  คืออนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์       เช่น:-
   -The  pen, which I am using, is black.
    =ปากกาที่ผมกำลังใช้มีสีดำ.
   -The  book, which  you  are  reading, is about  love.
      =หนังสือที่คุณกำลังอ่าน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก.
   -He  is  wearing  a  ring, which  is  expensive.
      =เขากำลังสวมแหวนที่มีราคาแพง.
   -The  car, which  you  bought  yesterday, is  very  cheap.
      =รถยนต์ที่คุณซื้อเมื่อวานมีราคาถูกมาก.
              What
   -what (วอท)     แปลว่า “อะไร, เท่าไหร่, ใด, สิ่งที่, คนที่, เท่าที่, ชนิดใด”
   -what  เป็นปุจฉาสรรพนาม  ใช้แทนได้ทั้งคนและสิ่งของ ในความหมายทั่วไปโดยไม่จำกัด เป็นได้ทั้งประธานและกรรมในรูปเดียวกัน  เป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์    
      -what ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค        เช่น:-
         -What  can  I  do  for  you, sir?
           =ผมสามารถทำอะไรให้คุณได้บ้างครับ.
         -What  is  your  name?
           =ชื่อของคุณคืออะไร?   หรือ  อะไรคอชื่อของคุณ?
         -What are those things on the table?
           =สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นบนโต๊ะคืออะไร?
         -What's your family like?
           =อะไรคือสิ่งที่ครอบครัวของคุณชอบ?
         -What happened?
           =อะไรเกิด?      หรือ    เกิดอะไรขึ้น?
     -what ทำหน้าที่เป็นกรรมของกิริยา       เช่น:-
         -I  want  to  know  what  she  does.
           =ผมอยากรู้สิ่งที่หล่อนกระทำ.
         -She  likes  to  do what  I  am  unforeseen.
           =หล่อนชอบทำในสิ่งที่ผมไม่คาดฝัน.
        -Maliwan  likes  to  think  what  is  impractical.
          =มะลิวัลย์ชอบคิดถึงสิ่งที่กระทำไม่ได้.
    -what ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท       เช่น:-
       -He has no income but what he gets from writing book.
          =เขาไม่มีรายได้แต่สิ่งที่เขาได้รับจากการเขียนหนังสือ.
       -I  am  pleased  to  what  she  speaks.
          =ผมรู้สึกยินดีต่อสิ่งที่หล่อนพูด.
       -He felt relaxed for what happened.
          =เขารู้สึกผ่อนคลายสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น.
     **หมายเหตุ:- ผู้ศึกษาทั้งหลายโปรดจำไว้ให้ดี Interrogative pronoun คือสรรพนามที่เป็นคำถามนี้จะต้องวางไว้ต้นประโยคและ ในประโยคคำถามต้องวางกิริยาช่วยไว้ข้างหลัง Interrogative pronoun เสมอ        เช่น:-
        -ประโยคบอกเล่า:- You  went  to  see  her.     
                                      =คุณไปพบเธอแล้ว.
        -ประโยคคำถาม:- Whom  did  you  go  to  see?      
                                    =คุณไปพบใคร?  
        -ประโยคบอกเล่า:- The  teacher  told  you  the  story.     
                                     =ครูบอกเรื่องนั้นแก่คุณ.
        -ประโยคคำถาม:- Who  told  you  the  story?     
                                   =ใครบอกเรื่องนั้นแก่คุณ?
        -ประโยคบอกเล่า:-That  book  is  mine.     
                                    =หนังสือเล่มนั้นเป็นของฉัน.
        -ประโยคคำถาม:- Whose  is  that  book?     
                                    =หนังสือเล่มนั้นเป็นของใคร?
        -ประโยคบอกเล่า:- She  is  smaller  of  the  two  persons.  
                                     =หล่อนเล็กกว่าสองคนนั้น
        -ประโยคคำถาม:- Which  is  smaller  of  the  two  persons?  
                                    =คนไหนเล็กกว่าสองคนนั้น
        -ประโยคบอกเล่า:- My  thinking  is  this.
                                    =ความคิดของฉันเป็นเช่นนี้.
        -ประโยคคำถาม: What do you think of my idea?     
                                   =คุณคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิดของฉันอย่างไร?

             Reflexive  Pronoun
   -Reflexive  pronoun (รีเฟลคซีฟว์  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามสะท้อนกลับ”  คือการสะท้อนกลับไปหาตัวประธาน   เป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์   ทำหน้าที่เป็นกรรมของกิริยาและเป็นคุณศัพท์
     -Reflexive pronoun  ที่มีรูปเป็เอกพจน์มี  5  ตัว  คือ:-      
       1.myself (มายเซลฟฺ)     แปลว่า “ฉันเอง, ด้วยตนเอง, เอง”
       2.yourself (ยัวร์เซลฟฺ)     แปลว่า “ตัวคุณเอง,ด้วยตนเอง, เอง”
       3.himself (ฮิมเซลฟฺ)     แปลว่า “ตัวเขาเอง, ด้วยตนเอง, เอง”
       4.herself (เฮอเซลฟฺ)     แปลว่า “ตัวเธอเอง, ด้วยเธอเอง, เอง”
       5.itself (อิทเซลฟฺ)     แปลว่า “ด้วยตนเอง, ด้วยมันเอง, เอง”
    -Reflexive  pronoun   ที่มีรูปเป็นพหูพจน์มี  3  ตัว  คือ:-
       1.ourselves (อาวเออเซลฟฺ)     แปลว่า “ด้วยตัวพวกเราเอง, ด้วยตนเอง”
       2.yourselves (ยัวร์เซลฟฺซฺ)     แปลว่า “ด้วยตัวคุณเอง”
       3.themselves (เฑมเซลฟฺซฺ)     แปลว่า “ด้วยตัวพวกเขาเอง”

        หน้าที่ของ Reflexive Pronoun
   -Reflexive pronoun  มีหน้าที่  4  อย่างในประโยค  คือ:-
       1.ใช้เป็นกรรมของกิริยา ให้วางไว้หลังกิริยา      เช่น:-
          -She cuts  herself while cooking.
            =เธอทำมีดบาดตัวเองขณะปรุงอาาหาร.
          -I see myself in a mirror.
            =ฉันมองเห็นตัวเองในกระจก.
          -She  loves  herself  more  than  others.
            =หล่อนรักตัวเองมากกว่าคนอื่น.
       2. ใช้เน้นตัวประธาน ให้วางไว้หลังตัวประธาน       เช่น:-
          -Peter himself cuts the glass once a week.
            =ปีเตอร์ตัดหญ้าเองสัปดาห์ละครั้ง     
          -We  ourselves  build  rest  home.
            =พวกเราสร้างบ้านพักด้วยตนเอง.
          -They  themselves  make  a  road  in  the  village.
            =พวกเขาทำถนนในหมู่บ้านด้วยตนเอง.
       3.ใช้เน้นตัวกรรมต้องวางไว้หลังตัวกรรมนั้นเสมอ       เช่น:-   
          -I  met  Ann  myself  yesterday.
            =ฉันได้พบแอนน์ด้วยตนเองเมื่อวานนี้.
          -She  helps  a  friend  herself  today.
             =หล่อนช่วยเหลือเพื่อนคนหนึ่งด้วยตัวเองวันนี้.
          -John  asked  Mary  himself  to  send  him  a  messenger.
             =จอห์นขอร้องแมรี่ด้วยตนเองเพื่อจะให้ส่งข่าวถึงเขา.         
       4.ใช้วางไว้หลังคำบุรพบท by เพื่อให้รู้ว่าประธานเป็นผู้กระทำเองไม่มีคนอื่นช่วยเหลือ  เช่น:-          
           -He built his house by himself.
            =เขาสร้างบ้านด้วยตนเอง.
          -They make sandwiches by themselves.
             =พวกเขาทำแซนด์วิชด้วยตนเอง.
          -Olivia Newton-John  sends  a  letter  to  her  friend  by  herself.
             =โอลิเวีย  นิวตันจอห์น ส่งจดหมายถึงเพื่อนของเธอด้วยตนเอง.
                  Emphatic  Pronoun
     -Emphatic  pronoun (เอ็มฟาทิค  โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามที่เกี่ยวกับการเน้น”   คือทำการเน้นทั้งตัวประธานและตัวกรรมให้เกิดความเด่นชัดขึ้นมา  เอ็มฟาทิค โพรนาวน์นี้มีรูปเหมือนกับ Reflexive  pronoun ทุกประการ       เช่น:-
       -myself
       -yourself, yourselves
       -ourselves
       -himself
       -herself
       -itself
       -themselves
     ประโยคตัวอย่างของเอ็มฟาทิค โพรนาวน์ ที่เน้นประธาน
    -I made it myself. Or  I myself made it.
       =ฉันทำมันด้วยตนเอง. หรือ  ฉันเองทำมัน.
    -Have you yourself seen it?   Or  Have you seen it yourself?
       =คุณเองได้เห็นมันเองหรือ?  หรือ  คุณได้เห็นมันด้วยตนเองหรือ?
    -The President himself promised to stop the war.
       =ประธานาธิบดีทำสัญญาสงบศึกด้วยตนเอง.
    -She spoke to me herself. Or  She herself spoke to me.
       =หล่อนพูดกับฉันด้วยตนเอง.  หรือ  หล่อนเองพูดกับฉัน.
    -The exam itself wasn't difficult, but exam room was horrible.
       =ข้อสอบตัวมันเองไม่ยาก, แต่ห้องสอบน่ากลัวจัง.
    -Never mind. We'll do it ourselves.
       =ไม่เป็นไร. พวกเราจะทำมันเอง
    -You yourselves asked us to do it.
       =พวกคุณเองขอร้องพวกเราที่จะทำมัน.
    -They recommend this book even though they themselves have never read it. Or They ecommend this book even though they have never read it themselves.
      =พวกเขาแนะนำหนังสือเล่มนี้ถึงแม้ว่าพวกเขายังไม่เคยอ่านมันด้วยตนเองก็ตาม.

   ประโยคตัวอย่างของเอ็มฟาทิค โพรนาวน์ที่เน้นกรรม
   -I  saw  Wilawan  Sagooldee  myself  at  her  office  yesterday.
      =ข้าพเจ้าพบ วิลาวรรณ  สกุลดี ด้วยตนเองที่สำนักงานของเธอเมื่อวานนี้.
   -Do  you  tell  her  yourself?
      =คุณบอกเธอด้วยตนเองหรือ?
   -You  buy  the  food  yourselves.
      =พวกคุณซื้ออาหารนั้นเอง.
   -We  build  it  ourselves.
      =พวกเราสร้างมันเอง.
   -He  talks  with  Thanisa  himself.
      =เขาพูดกับธนิสาเอง.
   -She  goes  at  the  market  herself.
      =หล่อนไปที่ตลาดนั้นเอง.
   -It  bites  him  itself.
      =มันกัดเขาเอง.
   -They  help  her  themselves.
      =พวกเขาช่วยเหลือเธอเอง.
   -Check it out here for yourself.  (ประโยคนี้เป็นกรรมของคำบุรพบท)
      =จงตรวจสอบมันตรงนี้สำหรับคุณ.
       Distributive  Pronoun
   -distributive  pronoun (ดิสทริบบิวทีฟว์  โพรนาวน์)   แปลว่า “สรรพนามเกี่ยวกับการแจกจ่าย”
สรรพนาม นี้เป็นสรรพนามนี้ใช้แทนคนและสิ่งของที่แยกออกเป็นอย่างๆ   เป็นรูปเอกพจน์อย่างเดียว       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม  มีด้วยกัน  3  ตัว  คือ:-
     1.each (อีช)     แปลว่า “แต่ละ, คนละ, อันละ, สิ่งละ,คันละ, เล่มละ”
     2.either (อีเธอะ)     แปลว่า “คนใดคนหนึ่ง, สิ่งใดสิ่งหนึ่ง”
     3.neither (ไนเธอะ)     แปลว่า “คนใดคนหนึ่งก็ไม่ได้, สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ไม่ได้”
        Each       
      -each (อีช)     แปลว่า “แต่ละคน, แต่ละอัน, แต่ละสิ่ง, แต่ละอย่าง”     เป็นเอกพจน์ได้อย่างเดียว   ทำหน้าที่ได้  3  อย่างในประโยค  คือ:-
        1.ทำหน้าที่เป็นประธาน
        2.ทำหน้าที่เป็นกรรมของกิริยา
        3.ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท
     -each   ทำหน้าเป็นประธานของประโยค     แบ่งออกเป็น  2  ชนิด  คือ:-
        1.เป็นประธานโดยไม่ต้องมีคำบุรพบท of  ประกอบ       เช่น:-
           -Each gave according to his ability.
             =แต่ละคนให้เป็นไปตามความสามารถของเขา.
           -Each is equally sad.
             =แต่ละคนก็เศร้าใจพอๆกัน.  
           -Each  is good  all.
             =แต่ละอย่างก็ดีทั้งนั้น.
         2.เป็นประธานโดยมีคำบุรพบท  of  ประกอบ       เช่น:-
            -Each  of  us  looks  for  the  passenger  lists.
              =พวกเราแต่ละคนมองหารายชื่อผู้โดยสาร.
            -Each  of  them  loves  themselves  fear  dead.
               =พวกเขาแต่ละคนก็รักตัวกลัวตาย.
            -Each of  things  in  this  world  is not certain  all.
               =แต่ละสิ่งในโลกนี้ล้วนไม่แน่นอน.
    -each  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกิริยา       เช่น:-
         -I  will  make  each  one  achieve  a  success.
           =ผมจะทำแต่ละคนให้บรรลุความสำเร็จ.
        -She  likes  each  of  people  a  lot.
           =หล่อนชอบแต่ละคนมาก.
        -He  keeps  each  of  things  is  not  damaged.
           =เขาเก็บรักษาแต่ละสิ่งไม่ให้ได้รับความเสียหายเลย.
    -each  ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท       เช่่น:-  
        -Her  mother  gives  twenty  bath  to  each  of  us.
          =แม่ของเธอให้เงินคนละยี่สิบบาทแก่พวกเราแต่ละคน.
        -This  is  a  success  for  each  of  us.
          =นี้คือความสำเร็จสำหรับพวกเราแต่ละคน.
        -It  went  away  after  each  of  them  returns.
          =มันหนีไปแล้วหลังจากนั้นพวกเขาแต่ละคนก็กลับมา.

          Either  
    -either (อีเธอะ)     แปลว่า “อย่างใดอย่างหนึ่ง”     หมายความว่าหนึ่งในระหว่างสองให้เลือกเอาอย่างเดียว ถ้ามีความหมายให้เลือกเช่นนี้เวลาเขียนเป็นประโยคต้องมี of เข้ามาประกอบด้วย    มีรูปเป็นเอกพจน์อย่างเดียว       เป็นได้ทั้งประธาน, กรรม, และกรรมของคำบุรพบท
    -either  ทำหน้าที่เป็นประธาน       เช่น:-
          -Either  of  the  two  girls  is  beautiful.
            =บรรดาหญิงสาวทั้งสองคนนั้นคนใดคนหนึ่งสวย. หรือจะแปลอย่างนี้ก็ได้     คนใดคนหนึ่งในจำนวนหญิงสองคนนั้นสวย.
          -Either  of  the  three  persons  must  be  a  good  person.
             =คนใดคนหนึ่งในจำนวนสามนั้นคนหนึ่งต้องเป็นคนดี.  หรือจะแปลอย่างนี้ก็ได้      ทั้งสามคนนั้นจะต้องมีคนดีอยู่คนหนึ่ง.
          -Either  of  the  four  teachers  teaches English  very  well.
             =ครูทั้งสี่คนนั้นครูคนหนึ่งสอนภาษาอังกฤษดีมาก.
    -either  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกิริยา       เช่น:-
       -I  don’t  like  either  of  those  answers.
          =ฉันไม่ชอบคำใดคำหนึ่งของคำตอบเหล่านั้น.
       -She  loves  either  of  the  two  men.
         =หล่อนรักชายทั้งสองคนนั้นคนใดคนหนึ่ง.
       -He  wants  either  of  the  three  foods.
         =เขาต้องการอาหารทั้งสามอย่างนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง.
     -either  ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท        เช่่น:
       -She  has  written  to  either  of  her  parents.
         =เธอได้เขียนจดหมายถึงพ่อแม่ของเธอคนใดคนหนึ่ง.
       -She  wear  into  either  of  the  two   shirts.
         = หล่อนสวมใส่สื้อชั้นในทั้งสองตัวนั้นตัวใดตัวหนึ่ง.
       -We  look  for  either  of  those  people.
         =พวกเราค้นหาคนทั้งหลายเหล่านั้นคนใดคนหนึ่ง.  

         Neither      
    -neither (ไนเธอะ)     แปลว่า “ไม่,ไม่มีใคร, ไม่มีคนไหน,  ไม่มีคนใด, ไม่มีสิ่งใด”     เป็นเอกพจน์     ใช้ในประโยคปฏิเสธ  เป็นได้ทั้งประธาน, กรรมของกิริยา, และกรรมของคำบุรพบท
       -neither  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค       เช่น:-       
          -Neither  of  the  two  girls  is  beautiful.
            =บรรดาหญิงสาวทั้งสองคนนั้นไม่มีคนใดสวยเลย.
          -Neither  of  those  people  is  good  person.
            =บรรดาคนทั้งหลายเหล่านั้นไม่มีคนไหนดีเลย.
          -Neither  of  us  is  good.
            =บรรดาพวกเราไม่มีใครดีเลย.
       -neither  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกิริยา       เช่น:-
          -I  love  neither  of  those  people.
            =ฉันไม่รักใครเลยบรรดาคนทั้งหลายเหล่านั้น.
          -We  want  neither  of  those  cars.
            =พวกเราไม่ต้องการรถยนต์คันไหนเลยบรรดารถยนต์ทั้งหลายเหล่านั้น.
          -She  likes  neither  of  all  us.
            =หล่อนไม่ชอบใครเลยในบรรดาพวกเราทั้งหมด.
      -neither  ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบท       เช่น:-
          -I tried twice, but neither try worked.
            =ผมพยายามสองครั้งแต่ไม่มีใครพยายามทำงานเลย.
          -I  have went  home  after  neither  comes.
            =ผมได้กลับบ้านหลังจากไม่มีใครมา.
          -I got up after neither wake up.
             =ฉันลุกขึ้นหลังจากไม่มีใครตื่น.
          -The  bout  appeared  out  neither  wins.
             =การแข่งขันปรากฏผลออกมาไม่มีใครชนะ.

          Relative  Pronoun
    -Relative  pronoun (รีเลทีฟว์ โพรนาวน์)     แปลว่า “สรรพนามที่สัมพันธ์ถึงกันได้, หรือ ประพันธสรรพนาม”  ใช้แทนคน, สัตว์, และสิ่งของ   ใช้แทนได้ทั้งนามเอกพจน์และพหูพจน์     ประพันธสรรพนามที่นำมาใช้มี   7  ตัว คือ:-
     1.who
     2.whom
     3.whose
     4.which
     5.what
     6.when
     7.that    

             Who
    -who (ฮู)     แปลว่า “ผู้ซึ่ง, ผู้ที่, ซึ่ง, ที่”   who ที่นำมาใช้ในประพันธสรรพนามไม่ได้แปลว่า “ใคร”  แต่แปลว่า “ผู้ซึ่ง, ผู้ที่”       เช่น:-
        -Mr.William  is  a  teacher  who  teaches  English  to us  as  well.
           =นายวิลเลียมเป็นครูที่สอนภาษาอังกฤษให้แก่พวกเราได้เป็นอย่างดี.
        -Miss  Anny  who  is  loved  of  us  has  died.
          =นางสาวแอนนี่ผู้ซึ่งเป็นที่รักของพวกเราได้เสียชีวิตแล้ว.
        -They  who  live  in  the  house  are  our  relative.
          =พวกเขาผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นเป็นญาติของพวกเรา.
        -who  ในประโยคแรกทำหน้าที่ได้ 3 อย่าง คือ:-
           1.เป็นคำที่ใช้แทนนามคือ teacher
           2.เป็นประธานของกิริยาคือ teaches
           3.เป็น conjunction คือคำเชื่อมต่อระหว่างประโยค   คือได้ทำการเชื่อมต่อประโยค
             Mr.William  is  a  teacher.  กับประโยค   Who  teaches  English  to  us  as  well.
             เข้าด้วยกัน  who ในประโยคที่สองและที่สามก็มีหน้าที่เหมือนกัน
       **ข้อควรจำ:-
ขอให้ผู้ศึกษาทั้งหลายจำไว้ให้ดีว่า “who    whom    whose”  เป็นประพันธสรรพนามที่ใช้แทนนามเท่านั้น  จะใช้แทนสัตว์และสิ่งของไม่ได้
              Whom   
    -whom (ฮูม)     แปลว่า “ผู้ซึ่ง, ผู้ที่, ซึ่ง, ที่”        เช่น:-
       -I  like  Miss Nancy  whom  is  a  singer.
         =ผมชอบนางสาวแนนซี่ผู้ที่เป็นนักร้อง.
       -We know  Mrs.Maneerat  whom  is  Chuleewan’s  aunt.
         =พวกเรารู้จักนางมณีรัตน์ผู้ที่เป็นป้าของชุลีวรรณ.
       -I  see  people  whom  are  good  hospitable.
         =ฉันเห็นคนที่มีอัธยาศัยดี.

          Whose
     -whose (ฮูส)     แปลว่า “ผู้ซึ่ง…..ของเขา, ผู้ซึ่ง…..ของเธอ”   whose เป็นสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  เพราะฉะนั้นข้างหลัง whose จะต้องมีนามเสมอ       เช่น:-
       -Surapan  is  the  boy  whose  father  died  in  the  battlefield.
          =สุรพันธ์เป็นเด็กชายผู้ซึ่งพ่อของเขาตายในสนามรบ.
       -Naree is Chuleewan’s daughter whose husband is a famous football.
         =นารีเป็นลูกสาวของชุลีวรรณผู้ซึ่งสามีของเธอเป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง.
       -whose  ในประโยคนี้เป็นประพันธสรรพนามที่ทำหน้าที่  3  อย่าง  คือ:-
          1.เป็นคำสรรพนามที่ใช้แทนนามที่อยู่ข้างหน้าของมันคือ daughter
          2.เป็นคำสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของๆคำนามที่อยู่ข้างหลังคือ husband
          3.เป็นคำเชื่อมต่อข้อความของประโยคหน้าและประโยคหลังให้มีความสันพันธ์กัน
       -ตัวอย่างคำนามที่อยู่ข้างหลังของ whose  ที่เป็นพหูพจน์     เช่น:-
           -Thanida  is  a  beautiful  girl  whose  friends  are  good  persons.
              =ธนิดาเป็นสาวสวยผู้ซึ่งเพื่อนทั้งหลายของเธอเป็นคนดี.

            Which
    -which (วิช)     แปลว่า “ที่, ซึ่ง”  ใช้แทนสัตว์และสิ่งของ   เป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์      
เป็นได้ทั้งตัวประธานและตัวกรรม       เช่น:-
       -The  animal  which  has  wings  is  a  hen.
          =สัตว์ที่มีปีกคือแม่ไก่.
       -หน้าที่ของ which ในประโยคนี้มี  3  อย่าง  คือ:-
          1.เป็นสรรพนามที่ใช้แทนคำนามคือ animal
          2.เป็นประธานของประโยคในรูปของเอกพจน์คือ Which  has  wings.
          3.เป็นคำเชื่อมต่อข้อความของประโยคทั้งสองให้เกิดความสัมพันธ์กัน  ประโยคอื่นๆที่เขียนขึ้นมาในทำนองเดียวกันนี้ก็ให้อธิบายเหมือนกัน       เช่น:-
             -The  pen  which  I  use  regularly  is  a  red  handle.
               =ปากกาที่ข้าพเจ้าใช้เป็นประจำมีด้ามสีแดง.
             -ตัวอย่างประโยคที่เป็นพหูพจน์       เช่น:-
               -Chava  doves  are  animals  which  are  expensive.  
                  =นกเขาชวาทั้งหลายเป็นสัตว์ที่มีราคาแพง.
            -ตัวอย่างประโยคที่เป็นกรรม       เช่น:-
               -This  is  a  newspaper  which  she  brings  for  you.  
                  =นี้คือหนังสือพิมพ์ที่หล่อนนำมาให้คุณ.
               -I  have  a  Chava Dove  which  I  bought  from  Indonesia.
                 =ผมมีนกเขาชวาตัวหนึ่งที่ผมซื้อมาจากประเทศอินโดนิเสีย.

                    What
    -what (วอท)     แปลว่า “อะไร, สิ่งที่”     เป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์       เป็นได้ทั้งประธานและกรรม   ใช้แทนสิ่งของอย่างเดียว
       -what   ใช้เป็นประธาน ในรูปเอกพจน์       เช่น:-
          -What  is  this?
            =นี้คืออะไร?
          -What  happened?
            =เกิดอะไรขึ้น?
          -What  is  in  this  box.
            =อะไรอยู่ในกล่องนี้.
          -What makes you cry.
            =อะไรทำให้คุณร้องไห้.
          -What  makes  her  has  to  love  him.
            =อะไรทำให้เธอต้องรักเขา.
      **หมายเหตุ:- ประโยค ที่ 3, 4, 5  ข้างบนนี้เป็นประโยคบอกเล่าที่ใช้เป็นคำถาม  ไม่ต้องมี Question mark (?) เพราะมันเป็นรูปของประโยคบอกเล่า   ขอให้นักศึกษาโปรดจำเอาไว้ให้ดี
       -what  ใช้ทำหน้าที่เป็นกรรม       เช่น:-
          -I  know  what  you  say.
            =ฉันรู้สิ่งที่คุณพูด.
          -What  She  likes, I  will  do  it.  
            =สิ่งที่เธอชอบผมจะทำมัน.
          -Tell  me  what  makes  her  cry.
             =จงบอกสิ่งที่ทำให้เธอร้องไห้ร้องไห้แก่ผม.
             -what  ในประโยคนี้เป็นกรรมตรง  ส่วน me เป็นกรรมรอง  เวลาแปลเป็นไทยกรรมรองให้แปลทีหลังสุด
        -what   ใช้ในรูปของพหูพจน์       เช่น:-
           -What  are   these?
             =เหล่านี้คืออะไร?
        -What  are  those  things  on  the  table?
           =สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นอยู่บนโต๊ะคืออะไ?

            When
      -when (เวน)     แปลว่า “เวลาซึ่ง, เวลาที่”   ใช้แทนวันเวลา ทำหน้าที่เชื่อมประโยคทั้งสองเข้าด้วยกัน       เช่น:-
         -The spring will  start, when the snow melts.
            =ฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มขึ้นในเวลาที่หิมะละลาย.         
        -They  have  married  when  they  were   still  young.
           =พวกเขาได้แต่งงานกันในเวลาที่พวกเขายังเด็กอยู่.
        -When died he can not bring what to stick body goes .
           =เวลาที่ตายเขาไม่สามารถนำสิ่งใดติดตัวไปได้.
        -He was Prime Minister when I went abroad.
           =เขาเป็นนายกรัฐมนตรีในเวลาที่ผมไปต่างประเทศแล้ว.

          That
     -that (แฑ๊ท)     แปลว่า “คนที่, สิ่งที่, ที่, ซึ่ง”    เป็นเอกพจน์อย่างเดียว       ใช้แทนคน, สัตว์, และสิ่งของ    เป็นได้ทั้งประธานและกรรม
        -that    ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค       เช่น:-
          -That  is  mine.
            =สิ่งที่เป็นของฉัน.
          -Wanchai  is  the  boy  that  learns book quickly.
            =วันชัยเป็นเด็กชายคนที่เรียนหนังสือได้อย่างรวดเร็ว.
          -Thanida  is  the  girl  that  is  very  diligent.
             =ธนิดาเป็นเด็กหญิงที่ขยันมาก.
          -That  is  where  I  went  to  school.
            =นั่นคือสถานที่ๆฉันไปโรงเรียน.
        -that  ทำหน้าที่เป็นกรรม       เช่น:-
           -I  like  that  has  in  the  box.
             =ฉันชอบสิ่งที่มีในกล่อง.        
        -She  loves  that   does  diligent work.
            =หล่อนรักคนที่ทำงานอย่างขยันขันแข็ง.
          -We  congratulate  with  that  wins  in  this  sport.
            =พวกเราขอแสดงความยินดีกับคนที่ชนะในกีฬาชนิดนี้.
            -that  ในประโยคนี้ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุรพบทคือ with
          หลักเกณฑ์การใช้ that เป็น relative pronoun  
     -การใช้ that เป็น ประพันธสรรพนามมีหลักเกณฑ์  4  ข้อดังต่อไปนี้
        1.นามตัวนั้นจะต้องมีคุณศัพท์ขั้นสูงสุดคือ most ขยายอยู่ข้างหน้า       เช่น:-
           -Sutep  Wongkamhaeng  is  most  famous  singer  that  I  have  talked  too.
             -สุเทพ  วงศ์กำแหง เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงมากที่สุดที่ข้าพเจ้าได้พูดคุยด้วย.
       2.นามตัวนั้นมีตัวเลขลำดับที่ขยายอยู่ข้างหน้า       เช่น:-
          -China  is  the  first  country  that  I  have  traveled  to  tour.
            =ประเทศจีนเป็นประเทศแรกที่ผมได้เดินทางไปท่องเที่ยว.
          -Tevee  was  the  second  person  that  I  loved.
            =เทวีเป็นคนที่สองที่ผมรัก.
       3.นามตัวนั้นต้องมีคุณศัพท์บอกปริมาณคือ many, much, little  ขยายอยู่ข้างหน้า    เช่น:-
          -Maneewan  have  many  books  that  will  give  me.
            =มณีวรรณมีหนังสือสิบเล่มที่จะให้ฉัน.
          -There  is  little  money  that  I  will  give  you.              
           =มีเงินเล็กน้อยที่ฉันจะให้คุณ.
      4.ใช้ในกรณีที่คำสรรพนามผสมเหล่านี้คือ someone, somebody, something, somewhere,
anyone, anybody, anything, anywhere, everyone, everythig, no one, nothing  เป้นต้นอยู่ข้างหน้า       เช่น:-
        -Someone  is  in  the  room  that  has  not  came.
          =มีบางคนอยู่ในห้องนั้นที่ไม่ได้มา.
        -I  have  nothing  that  will  give  you.
           =ฉันไม่มีอะไรที่จะให้คุณ.
      5.ใช้เน้นนามตัวที่อยู่ข้างหน้าของมันให้เด่นชัดเป็นที่รู้จักและเป็นที่ชื่นชอบของผู้อื่น    เช่น:-
        -She  has  food  that  probably  eat.
          =เธอมีอาหารที่น่ากิน.
         -She  has  the  face  that  is  beautiful.
           =หล่อนมีใบหน้าที่สวยงาม.

   วิธีใช้ Pronoun จาก Youtube จงคลิกเปิดล้งค์ข้างล่างนี้ขึ้นมาฟังดู
       
https://www.youtube.com/watch?v=OI1Gc3BAP2k
        กรุณาคลิกหน้าที่ 5 ที่แถบข้างบน

   เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ …

Visitors: 50,234