7.Adjective

         

            Adjective   
      -adjective (แอ๊ดแจ็คทีฟว์)   แปลว่า “คำคุณศัพท์”   -คำคุณศัพท์  คือคำที่ใช้ขยายคำนามและคำสรรพนาม ซึ่งแบ่งการขยายออกเป็น 2 ชนิด  คือ:-      

       1.ขยายโดยตรง      

       2.ขยายโดยอ้อม                      
                 ขยายโดยตรง      
    -ถ้าคำแอ๊ดเจคทีฟว์ขยายคำนามโดยตรงต้องวางคำคุณศัพท์ตัวนั้นไว้ข้างหน้าคำนามเสมอ   เช่น:-                      
        -The  beautiful  girl  goes  to  school.           
           =เด็กหญิงสวยคนนั้นไปโรงเรียน.           
           -beautiful  เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามคือ girl  นี้เป็นการขยายโดยตรง     
    

       -My  benign  mother  loves  me  very  much.           
          =แม่ใจดีของหนูรักหนูมาก.           
          -benign  เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามคือ mother  นี้เป็นการขยายโดยตรง
        
      -Chanisa  is  a
 smart  woman.           
         =ชนิสาเป็นผู้หญิงที่ฉลาด.           
         -smart  เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามคือ woman  นี้เป็นการขยายโดยตรง
 
               ขยายโดยอ้อม       
      -ถ้าคำแอ๊ดเจคทีฟว์ขยายคำนามโดยอ้อม  ใช้ขยายได้ทั้งที่เป็นคำนามและคำสรรพนามที่อยู่ข้างหน้าของมัน               -ขยายคำนาม       เช่น:-          
            -That  girl  is  beautiful.           
              =เด็กหญิงคนนั้นสวย.           
              -beautiful   เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายคำนามคือ girl
         
            -Nuchanart  is  wise.           
               =นุชนารถเป็นผู้หญิงที่ฉลาด.           
               -wise   เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายคำนามคือ Nuchanart
       
       -ขยายคำสรรพนาม       เช่น:-          
            -He  is  good.           
              =เขาเป็นคนดี.           
              -good   เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายคำสรรพนามคือ He
         

            -She  is  genial.           
              =หล่อนใจดี.           

           -genial   เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายคำสรรพนามคือ She
  
         หน้าที่ของคำคุณศัพท์   
    -คำคุณศัพท์ (adjective) มีหน้าที่ในประโยค  6  อย่างดังนี้      
     1.ใช้ขยายคำนาม (noun)      
      2.ใช้ขยายคำสรรพนาม (pronoun)      
      3.ใช้ขยายคำคุณศัพท์ (adjective)      
      4.ใช้ขยายคำกิริยาวิเศษณ์ (adverb)      
      5.ใช้วางไว้หลังกิริยาที่แสดงถึงวามรู้สึก      
      6.ใช้วางไว้หลังคำนามและคำสรรพนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำกิริยา
   
      
         ใช้ขยายคำนาม (noun)    
    -adjective  เมื่อใช้ขยายคำนามจะมีตำแหน่งในการขยายอยู่ 2 ประการ  คือ:-           
       1.ขยายโดยตรง         
      2.ขยายโดยอ้อม
                
         ขยายโดยตรง           
     -ถ้าใช้ขยายโดยตรงจะวางคำคุณศัพท์ไว้ข้างหน้าคำนาม       เช่น:-              
        -He is a strong man.                

          =เขาเป็นคนแข็งแรง.                
          -stong เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายคำนามโดยตรงคือ man
             

      -Blind people often went astray.               
        =คนตาบอดมักจะเดินหลงทาง.
               
        -blind  เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามโดยตรงคือ people
                
      ขยายโดยอ้อม            
    -ถ้าใช้ขยายโดยอ้อมจะวางคำคุณศัพท์ไว้ข้างหลัง Verb to be       เช่น:-              
       -She is tall.                
        =เธอเป็นคนสูง.                
        -tall เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายคำสรรพนามโดยอ้อมคือ she             
 
      -Maneerat  is  really
 beautiful.                 
        =มณีรัตน์สวยจริงๆ.                 
     -beautiful  เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามโดยอ้อมคือ Maneerat
          
     
          ใช้ขยายคำสรรพนาม (pronoun)     
     -adjective  เมื่อใช้ในการขยายคำสรรพนามมักจะวางไว้ข้างหลัง verb  หรือ  verb to be   ซึ่งเป็นกิริยาของคำสรรพนามตัวนั้นเสมอ       เช่น:-         
       -You  are  kind.            
         =คุณใจดี.            
         -kind  เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายสรรพนามคือ you
        
      -I  am
 sorry.            
        =ฉันเสียใจ. หรือ  ฉันขอโทษ.            
       -sorry  เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายสรรพนามคือ I
        
      -It  is  not
 good.            
        =มันไม่ดี.            
        -good  เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายสรรพนามคือ It
        
     -You run a lot faster.            
       =คุณวิ่งเร็วมาก.            
    **ประโยคนี้ขอให้ผู้ศึกษาทั้งหลายโปรดสังเกตดูให้ดี คำคุณศัพท์คือ faster  วางไว้ข้างหลัง verb คือ run ที่ไม่ใช่ verb to be ก็ได้  และ faster  ยังมีคำคุณศัพท์คือ a lot เข้าขยาย faster  อีก ก็ยังได้            
        ใช้ขยายคำคุณศัพท์ (adjective)     
     -adjective  ใช้ขยายคำคุณศัพท์ด้วยกันก็ได้       เช่น:-        
       -You  are  real  pretty.           
         =คุณเป็นคนสวยอย่างแท้จริง.           
         -real  เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายคำคุณศัพท์ตือ pretty
       
      -Good hard work will make us strong.          
        =การทำงานหนักดีจะทำให้พวกเราแข็งแรง.         
        -good  เป็นคำแอ๊ดเจคทีฟว์ที่ใช้ขยายคำแอ๊ดเจคทีฟว์ด้วยกันคือ hard
        
      -She was
the most beautiful young in the town .            
         =เธอเป็นสาวสวยที่สุดในเมืองนี้.             
      **ประโยคนี้ขอให้ผู้ศึกษาโปรดสังเกตดูให้ดี young เป็นคำแอ๊ดเจคทีฟว์และมีคำแอ๊ดเจคทีฟว์มาขยายมันอีก 3 ตัว คือ beautiful   most   และ the  นี่ก็เป็นการแสดงให้เราเห็นว่าคำแอ๊ดเจคทีฟว์จะขยายคำแอ๊ดเจคทีฟว์ด้วยกันกี่ตัวก็ได้  
          

    ใช้ขยายคำกิริยาวิเศษณ์ (adverb)     
     -adjective  ใช้ขยายคำกิริยาวิเศษณ์ก็ได้      เช่น:-        
        -He is
 good really.          
          =เขาเป็นคนดีจริงๆ.          
          -good  เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายคำกิริยาวิเศษณ์คือ really
       
       -She speaks
a lot softly.           
         =เธอพูดเบามาก.           
         -a lot  เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายคำกิริยาวิเศษณ์คือ softy
       
      -I  shall  go
 all  over  of  the  world.          
        =ข้าพเจ้าจะไปทั่วทุกมุมโลก.          
        -all  เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายกิริยาวิเศษณ์คือ over
         
        -of  the  world  เป็น adjective phras  ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยาย adverb คือ over        
     -A  bad  person makes  self  afflicted  always.          
        =คนชั่วทำตนเองให้เดือดร้อนเสมอ          
        -afficted   เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายกิริยาวิเศษณ์คือ always
           
            ใช้วางไว้หลังกิริยาที่แสดงถึงความรู้สึก   
     -adjective  ใช้วางไว้หลังคำกริยาที่แสดงถึงความรู้สึก เช่น  feel, smell, look, taste, become, seem, get, sound, remain     
      -ถึงแม้ว่าจะวางคำคุณศัพท์ไว้หลังคำกิริยาเหล่านี้แต่ตัวของมันเองก็ทำหน้าที่ขยายประธานด้วย    เช่น:-
      
          1.feel (ฟีล)   แปลว่า “รู้สึก,สำนึก”       เช่น:-      
              -Naratep  feels  happy  in  his  success.        
                 =นรเทพรู้สึกมีความสุขในความสำเร็จของเขา.      
              -I  feel  glad  to  see  you.              
                 =ฉันรู้สึกดีใจที่ได้พบคุณ.      

              -She  feels  sad  for  husband’s  defeat.       
                =หล่อนรู้สึกเศร้าใจสำหรับความพ่ายแพ้ของสามี.      
        2.smell (สะเมล)   แปลว่า “ดมกลิ่น”       เช่น:-      
                  -This food smells good.        
                     =อาหารนี้มีกลิ่นดี.      
                 -Those flowers smell sweet.        
                   =ดอกไม้เหล่านั้นมีกลิ่นหอมหวน.                
       3.look (ลุค)   แปลว่า “มอง,ดู,ตรวจสอบ,ตรวจดู”      เช่น:-      
             -He looked straight ahead confidently.        
                =เขามองตรงไปข้างหน้าอย่างมันใจ.      
             -He  looks  about  her  health.        
               =เขาตรวจดูเกี่ยวกับสุขภาพของเธอ.      
            -He  looks  back  behind  to  see  his  girlfriend.        
               =เขามองย้อนกลับไปข้างหลังเพื่อจะดูแฟนสาวของเขา.    
       4.taste (เทสท์)   แปลว่า “ชิมรส,ลิ้มรส”      เช่น:-      
           -This cake tastes fantastic.        
              =เค้กนี้รสชาติดี.      
          -He had tasted outdoor life, didn't want to come home.       
             =เขาได้ลิ้มรสชีวิตนอกบ้านแล้ว,ไม่ต้องการที่จะกลับมาบ้าน.    
      5.become (บีคัม)   แปลว่า “กลายเป็น”        เช่น:-      
         -We became interested in the property last year.        
           =พวกเรากลายเป็นที่น่าสนใจในกองมรดกปีที่แล้ว.      
        -It eventually became clear that he had lied.        
          =ในที่สุดมันก็กลายเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า “เขาได้โกหก”.    
      6. seem (ซีม)   แปลว่า “ดูเหมือนว่า”       เช่น:-      
         -Now seems nice; his car seems to be running well.        
           =ตอนนี้ดูเหมือนจะดี,รถยนต์ของเขาดูเหมือนว่าจะวิ่งดี.      
         -Even minor problems seem important.        
            =ปัญหาทั้งหลายแม้เล็กน้อยก็ดูเหมือนว่าสำคัญ.    
      7.get (เกท)   แปลว่า “เอา,ได้,ได้รับ”       เช่น:-      
        -He  gets real  man to  come  to  help  him.        
          =เขาได้รับคนจริงที่จะมาช่วยเหลือเขา.      
       -You'll get a lot of benefit from a trip abroad.       
         =คุณจะได้รับผลประโยชน์จำนวนมากจากการเดินทางไปต่างประเทศ.     
     8.sound (เซาน์ดฺ) n. เสียง vi.,vt. ทำให้เกิดเสียง,ปล่อยเสียง,ได้ยิน,ประกาศ,ปรากฎ,ประกาศ, ออกเสียง,ใช้เครื่องตรวจฟังเสียง       เช่น:-      
         -He sounds a lot noise at annoying.        
           =เขาได้ยินเสียงที่น่ารำคาญมาก.      
         -It sounds great!        

           =มันฟังดูดี.     
     9.remain (รีเมน)   แปลว่า “คงเหลือ,ยังอยู่,คงอยู่,ค้าง,เหลืออยู่,พักอยู่,รอนแรม”     เช่น:-     
        -Little things remained after the fire.       
           =สิ่งเล็กๆน้อยๆยังอยู่หลังจากไฟไหม้แล้ว.      
        -One thing remains doubtful.        
           
=สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่น่าสงสัย.    

      ใช้วางไว้หลังคำนามและคำสรรพนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำกิริยา   
      -ใช้วางไว้หลังคำนามและคำสรรพนาม ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของคำกิริยา       เช่น:-       
          -ใช้วางไว้หลังคำนามที่เป็นกรรม    เช่น:-
             -I make my mom happy.     
               =ฉันทำให้แม่มีความสุข.   
           -He  helps  Evan  stupid.     
             =เขาช่วยเหลืออีแวนผู้โง่เขลา.   
          -I  love  Manisa  real real.     
             =ผมรักมนิสาจริงๆ.     
        -ใช้วางไว้หลังคำสรรพนามที่เป็นกรรม     เช่น:-
          -She drives herself crazy.     
            =เธอทำให้ตัวเองให้เป็นบ้าไปแล้ว.   
         -I  see  them  sunny.     
          =ฉันเห็นพวกเขาสบายใจ.   
         -The  teacher  likes  to teach  students  gifted.         
           =ครูคนนั้นชอบสอนนักเรียนที่มีพรสวรรค์.    
      -ตัวอย่างการเรียงลำดับความสำคัญของคำคุณศัพท์     เช่น:-
        -She  is  a  pretty  young  big  tall  chinese.       
          =หล่อนเป็นชาวจีนรูปร่างสูงใหญ่สาวสวยน่ารักคนหนึ่ง.
      
      -ประโยคนี้มีคำคุณศัพท์มาขยาย Chinese อยู่ 5 ตัว คือ a   pretty   young   big   tall
   
  
    การเรียงลำดับความสำคัญของคุณศัพท์
   ถ้าหากมีการใช้ adjective หลายๆ ตัวขยายคำนาม  จะมีรูปแบบการเรียงลำดับคำ adjective  ดังนี้
    -Article or      quality          size          age          shape          color         nationality         material          noum
     -possessive or          -                  -               -                 -                   -                     -                          -                      -
      -determiner or
      -ordinal or
      -cardinal
    -A                         lovely              -                old              -                   red                 -                          plastic            box
     =A  lovely  old  red  plastic  box    =กล่องพลาสติคสีแดงเก่าน่ารักใบหนึ่ง
    -that                       -                   small            -               round             -                   -                       wood             table
     =that  small  round  wood  table     =โต๊ะไม้กลมเล็กๆตัวนั้น       
   -two                    pretty                -               young           -                   -                  Thai                     -                  actrasses
     =two  pretty  young  Thai  actresses    =นักแสดงสาวชาวไทยที่สวยงามสองคน
    -The  first  two    modren       large               -                 -                   -                 America            -                  castles
     =The  first  two  modren  large  American  castles    = คฤหาสน์อเมริกาหลังใหญ่นำสมัยสองหลังแรก                               

       1. quality(ควอล'ลิที) n. คุณภาพ 
      2.size (ไซ)   แปลว่า “ขนาด, ปริมาตร”
      3.age (เอจ)   แปลว่า “อายุ”
      4.shape (เชพ)   แปลว่า “รูปร่าง”
      5.color (คอเลอร์)   แปลว่า “สี, สีสัน”
      6.nationality  (แนช'ชะแนล'ลิที) n. สัญชาติ
      6.material (เเมททีเรียล)   แปลว่า “วัตถุ, วัสดุ”

      7.origin (ออริจิน)   แปลว่า “ที่มา,บ่อเกิด,แหล่งที่เกิด”
    ตัวอย่างการเรียงคุณศัพท์:-
      -Pretty    white  tall  two young  Chinese       =สองหนุ่มสาวชาวจีนร่างสูงผิวขาวหน้าตาสดสวย
              ชนิดของคุณศัพท์
    -Adjective (แอ๊ดเจคทีฟว์)     แปลว่า "คุณศัพท์"      แบ่งออกเป็น  11  ชนิด  คือ:-              
     1. Descriptive Adjective (ดิสคริพทีฟว์ แอ๊ดเจคทีฟว์)   แปลว่า "คุณศัพท์บอกลักษณะ"
     2. Proper Adjective (พร็อพเพอร์ แอ๊ดเจคทีฟว์)   แปลว่า "คุณศัพท์บอกสัญชาติ"
     3. Quantitative Adjective (ควอนทิเททีฟว์ แอ๊ดเจคทีฟว์)   แปลว่า "คุณศัพท์บอกปริมาณ"
     4. Numberal Adjective (นัมเบอะรัล แอ๊ดเจคทีฟว์)   แปลว่า "คุณศัพท์บอกจำนวนแน่นอน"
     5. Demonstrative Adjective (เดมอนสเทรทีฟว์ แอ๊ดเจคทีฟว์)   แลว่า "คุณศัพท์ชี้เฉพาะ"
     6. Interrogative Adjective (อินเทอรอกกะทีฟว์ แอ๊ดเจคทีฟว์)   แปลว่า "คุณศัพท์บอกคำถาม"
     7. Possessive Adjective (โพสเซสซีฟว์ แอ๊ดเจคทีฟว์)   "คุณศัพท์บอกเจ้าของ"
     8. Distributive Adjective (ดิสทริบบิวทีฟว์ แอ๊ดเจคทีฟว์)   แปลว่า "คุณศัพท์แบ่งแยก"
     9. Emphasizing Adjective (เอ็มฟะไซซิง แอีดเจคทีฟว์)   แปลว่า "คุณศัพท์เน้นความ"
     10. Exclamatory Adjective (เอ็คซคลามมะโทรี่ แอ๊ดเจคทีฟว์)   แปลว่า "คุณศัพท์บอกอุทาน"
     11. Relative Adjective (รีเลทีฟว์ แอ๊ดเจคทีฟว์)   แปลว่า "คุณศัพท์สัมพันธ์"
     12.Comparison Adjective (คอมแพริซัน แอ๊ดเจคทีฟว์)   แปลว่า "คุณศัพท์ขั้นเปรียบเทียบ

              Descriptive  Adjectives   
      -Descriptive adjective  (ดิสคริพทีฟว์ แอ๊ดเจคทีฟว์)  คือคำคุณศัพท์ที่ใช้บอกลักษณะและคุณสมบัติต่างๆของคำนามและคำสรรพนามว่ามีลักษณะอย่างไร  เช่น:- good   bad   tall   short   fat   thin   clever   foolish   poor   rich   brave      Cowardly   pretty   ugly    โดยมีวิธีบอกลักษณะดังนี้
            Good     
         -good (กู๊ด)   แปลว่า “ดี”
           -good  บอกลักษณะของนาม       เช่น:-    
              -Good  idea  has  a  benefit  for  self  a  lot.

              =ความคิดที่ดีมีประโยชน์สำหรับตัวเองมาก.
               -good  คุณศัพท์ตัวนี้ทำหน้าที่บอกลักษณะนามคือ idea

          -good  บอกลักษณะของสรรพนาม       เช่น:-
            -She  is  good.
              =หล่อนเป็นคนดี.

              -good  คุณศัพท์ตัวนี้ทำหน้าที่บอกลักษณะสรรพนามคือ she
              Bad
         -bad (แบด)   แปลได้  12  อย่าง คือ:-
          1.เลว   =bad, infamous, evil, corrupt, poor, unspeakable
          2.เสีย   =waste, bad, defective, rancid, ulcerated, worn-out
          3.ต่ำ   =low, depressed, down, inferior, bad, shoddy
          4.ชั่ว   =evil, wicked, bad, vile, foul, immoral
          5.ไม่ดี   =evil, graceless, ill, impure, no-good, bad
          6.ชั่วร้าย   =unclean, enormous, evil, felon, felonious, bad
          7.ผิดศีลธรรม   =immoral, impure, licentious, wrongful, abandoned, bad
          8.เหม็นเน่า   =bad
          9.ไม่แม่น   =bad
         10.ป่วยเจ็บ   =bad
         11.เป็นโทษ   =bad

         12.แรง   =frenetic, impetuous, intensive, bad
         -bad  ใช้บอกลักษณะนาม       เช่น:-     
          -A  bad  person makes  self  wretched.

            =คนชั่วทำให้ตนเองให้เศร้าหมอง.
        -bad   ใช้บอกลักษณะสรรพนาม       เช่น:-
           -He  is  bad.

            =เขาเป็นคนชั่ว.
         Tall
       -tall (ทอล)   แปลว่า “สูง”       
       -tall   บอกลักษณะนาม       เช่น:-
         -A tall building is dangerous.

          =ตึกสูงเป็นอันตราย.
       -tall  บอกลักษณะสรรพนาม       เช่น:-
         -She  is  tall.
          =หล่อนสูง.
        Short
      -short (ชอร์ท)   แปลว่า “สั้น, เตี้ย”        
      -short   ใช้บอกลักษณะนาม       เช่น:-
       -The short skirt is Taiwan's.
         =กระโปรงสั้นตัวนั้นเป็นของไต้หว้น.
      -short   บอกลักษณะสรรพนาม       เช่น:-
       -It  is  very  short.
        =มันสั้นมาก.
         Fat
      -fat (แฟท)   แปลว่า “อ้วน”
       -fat   ใช้บอกลักษณะนาม       เช่น:-
        -Fat  people  tend  to  have  high  pressure.
          =คนอ้วนมีแนวโน้มที่จะมีความดันสูง.
       -fat   ใช้บอกลักษณะสรรพนาม       เช่น:-  
        -He  is  fat.
          =เขาอ้วน.
         Thin
      -thin (ธิน)   แปลว่า “ผอม, บาง”
       -thin   ใช้บอกลักษณะนาม       เช่น:-
         -Thin  peopel  have  little  force.
           =คนผอมมีแรงน้อย. 
     -thin   ใช้บอกลักษณะสรรพนาม       เช่น:-
        -She  is  thin.
          =หล่อนผอม.
         Clever  
     -clever (เคลฟเวอะ)   แปลว่า “ฉลาด”
      -clever   ใช้บอกลักษณะนาม       เช่น:-
        -Clever  people  have  good  wit.
          =คนฉลาดมีปัญญาดี.
     -clever   ใช้บอกลักษณะสรรพนาม       เช่น:-
       -They  are  clever.
         =พวกเขาฉลาด.
         Foolish              
     -foolish (ฟูลิช)     แปลว่า “โง่”
       -foolish   ใช้บอกลักษณะนาม       เช่น:-
         -Foolish  person  was  the  victim  of  a  wise  man.
           =คนโง่เป็นเหยื่อของคนฉลาด. 
       -foolish   ใช้บอกลักษณะสรรพนาม
       -They  are  foolish.
         =พวกเขาโง่.
         Poor
     -poor (พัวร์)   แปลว่า “ยากจน”
       -poor   ใช้บอกลักษณะนาม       เช่น:-
       -Poor people  often  laze.
         =คนยากจนมักจะขี้เกียจ.

       -poor   ใช้บอกลักษณะสรรพนาม       เช่น:-
         -We  are  poor.
           =พวกเรายากจน.
         Rich    
      -rich (ริช)   แปลว่า “รวย,ร่ำรวย”
       -rich   ใช้บอกลักษณะนาม       เช่น:-
         -Rich  people  often  brave  to  determine.
           =คนรวยมักกล้าที่จะตัดสินใจ.
       -rich   ใช้บอกลักษณะสรรพนาม        เช่น:-
         -He  is  rich.
           =เขาเป็นคนร่ำรวย.
             Brave
         -brave (เบรฟว์)   แปลว่า “กล้าหาญ”
           -brave  ใชบอกลักษณะนาม       เช่น:-
             -Oratai  is  a  brave  girl.
             =อรทัยเป็นเด็กหญิงกล้าหาญ.
           -brave   ใช้บอกลักษณะสรรพนาม       เช่น:-
             -She  is  brave  good.
               =หล่อนกล้าหาญดี.
         Cowardly      
     -cowardly (เคาเอิดลิ)   แปลว่า “ขี้ขลาด”
       -cowardly   ใช้บอกลักษณะนาม       เช่น:-
         -Prapai  is  a  cowardly  lady.
           =ประไพเป็นสุภาพสตรีที่ขี้ขลาด.
       -cowardly   ใช้บอกลัษณะสรรพนาม       เช่น:-
         -She  is  cowardly.
           =หล่อนขี้ขลาด.
          Pretty
     -pretty (เพรททิ)   แปลว่า “สวย (สวยแบบน่ารัก), สวยเก๋”
       -pretty   ใช้บอกลักษณะนาม       เช่น:-
          -Varichra   is  a  pretty  woman.
            =วริชราเป็นผู้หญิงที่สวยน่ารัก.
      -pretty   ใช้บอกลักษณะสรรพนาม     เช่น:-

      -She  is  really  pretty.
        =หล่อนสวยน่ารักจริงๆ.
      Ugly
     -ugly (อั๊กลี่)   แปลว่า “น่าเกลียด”
       -ugly   ใช้บอกลักษณะนาม       เช่น:-
         -Wannee  is  a  ugly  girl.
           =วรรณีเป็นเด็กหญิงขี้เหร่.
       -ugly   ใช้บอกลักษณะสรรพนาม       เช่น:-
         -She  is  ugly.
           =หล่อนขี้เหร่.      

              ฯลฯ
            Proper Adjective
   -Proper  adjective  (พร็อพเพอร์ แอ๊ดเจคทีฟว์)   คือคำคุณศัพท์ที่เป็นสัญชาติ   เช่น:-
English    American    Thai    Chinese   Japanes    Indian    Italian    German     French   เช่น:-
         -John employs a chinese cook.
            =จอห์นจ้างพ่อครัวชาวจีนคนหนึ่ง.
        -Do you learn French literature?
            =คุณเรียนวรรณคดีฝรั่งเศสหรือ?
        -The English language is used by every nation.
           =ภาษาอังกฤษใช้ในทุกประเทศ.
        -Thai language is the language that  has tone marks.
           =ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์.
        -Japanese characters are like Chinese characters.

           =อักขระภาษาญี่ปุ่นเหมือนอักขระภาษาจีน.
         Demonstrative  Adjective
   Demonstrative Adjective (เดมอนสะเทรทีฟว์  แอ๊ดเจคทีฟว์)   แปลว่า “นิยมคุณศัพท์ " คือ คำคุณศัพท์ที่ใช้นำหน้าคำนามคือ  คน สัตว์ สิ่งของ  พูดให้ฟังง่ายๆก็คือคุณศัพท์ที่ต้องมีคำนามตามมาข้างหลังเสมอ       เช่น:-
     -a, an, the
      -a (เอ)   แปลว่า “หนึ่ง, อันหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง, บางครั้งอาจจะไม่มีคำแปลใส่เข้ามาเพื่อให้รู้ว่าคำนามนั้นเป็นนามที่นับได้ มีรูปเป็นเอกพจน์เท่านั้น”       เช่น:-
        -A  cow  is  shearing  grasses  under  the  tree.
          =วัวตัวหนึ่งกำลังเล็มหญ้าอยู่ใต้ต้นไม้.
        -A  bag  is  on  the  table.
          =กระเป๋าใบหนึ่งอยู่บนโต๊ะ.  หรือแปลว่า “กระเป๋าอยู่บนโต๊ะ”
      -an (แอน)   แปลว่“หนึ่ง, อันหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง"   บางครั้งอาจจะไมมีคำแปลใส่เข้ามาเพื่อให้รู้ว่าคำนามนั้นเป็นนามนับได้มีรูป เป็นเอกพจน์เท่านั้น      
       -an   ใช้บอกลักษณะนาม       เช่น:-
        -An  umbrella  puts  near  pail  of  flower.
         =ร่มคันหนึ่งวางไว้ใกล้กระถางดอกไม้.  หรืออาจจะแปลว่า “ร่มชันไว้ใกล้กระถางดอกไม้”
       -an   ใช้บอกลักษณะนาม       เช่น:-
         -There  is  an  inn  at  this  village.

           -มีโรงแรมอยู่หลังหนึ่งที่หมู่บ้านนี้.  หรืออาจจะแปลว่า "มีโรงแรมที่หมู่บ้านนี้  หรือ ที่หมู่บ้านนี้มีโรงแรม"
    -the (เฑอะ)   แปลว่า "นี่,นี้,นั่น,นั้น, บางทีอาจจะไม่แปล"      ใช้นำหน้าคำนามเพื่อให้รู้ว่า the  ใช้นำหน้าคำนามได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์
       -the  ใช้นำหน้าคำนามที่เป็นเอกพจน์       เช่น:-
           -The  girl  learns  English  in  the  hall.
              =เด็กหญิงคนนั้นเรียนภษาษอังกฤษในห้องโถง.
          -The  duck bird  floats  above  the  water.
              =นกเป็ดลอยเหนือน้ำ.
      -the   ใช้นำหน้าคำนามที่เป็นพหูพจน์       เช่น:-

          -The  teachers  in  my  school  teach  English  well. 
             =ครูทั้งหลายในโรงเรียนของผมสอนภาษาอังกฤษดี.
          -The  singers  in  the  restraurant  sing  sweet.
             =นักร้องทั้งหลายในภัตตาคารนั้นร้องเพลงไพเราะ.
       the   บางครั้งอาจจะไม่มีคำแปลก็ได้       เช่น:-
          -The  boy  good  brain  learns  diligent. 

             =เด็กชายสมองดีขยันเรียน.
          -The  people  in  Thailand  most  respect  Buddhism.
             =ประชาชนในประเทศไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา.
               Quantitive  Adjective
     Quantitive Adjective (ควอนทิทีฟว์ แอ๊ดเจคทีฟว์)  แปลว่า  "คำคุณศัพท์บอกปริมาณ" หมายถึง คำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายนาม เพื่อบอกให้ทราบปริมาณของสิ่งเหล่านั้นว่า มีมากหรือน้อย (แต่ไม่บอกจำนวนแน่นอน)ได้แก่ much, many, little, some, any, enough, half, great, all, whole, sufficent, etc.
      -He ate much rice at school yesterday.
        =เขากินข้าวมากที่โรงเรียนเมื่อวานนี้.
      -Linda did not give any money to her younger brother.
        =ลินดาไม่ได้ให้เงินแก่น้องชายของหล่อน.
      -Take great care of your health.
        =เอาใจใส่ต่อสุขภาพของคุณให้มากหน่อย.
      - much, any, great ในประโยคทั้ง 3 เป็นคำคุณศัพท์บอกปริมาณ
            Numberal  Adjective
    Numberal Adjective (นัมเบอะรัล แอ๊ดเจคทีฟว์)  แปลว่า  "คำคุณศัพท์บอกจำนวนแน่นอน" หมายถึง คำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายนาม เพื่อบอกจำนวนแน่นอนของนามว่ามีเท่าไหร่ แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ:-
       
4.1 Cardinal Numberal Adjective (คาร์ดินัล นัมเบอะรัล แอ๊ดเจคทีฟว์) คือ คุณศัพท์ที่ใช้บอกจำนวนนับที่แน่นอนของนาม ได้แก่   one,  two,  three,  four,  five,  six,  seven,  eight  nine  ten etc.       เช่น:-
            -She gave me two apples and three oranges
               =หล่อนให้แอปเปิ้ลสองผล และส้มสามผลแก่ฉัน.
                -Bill wants to buy seven pens.
                    =บิลต้องการซื้อปากกาเจ็ดด้าม.
                - two, three, seven เป็นคุณศัพท์บอกจำนวนที่แน่นอนวางไว้หน้านาม
       
4.2 Ordinal Numberal Adjective (ออร์ดินัล นัมเบอะรัล แอ๊ดเจคทีฟว์)  แปลว่า "คำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามเพื่อบอกลำดับที่ของนามนั้นๆได้แก่  first,  second,  third,  fifth,  sixth,  seventh,  eighth  ninth  tenth  etc.     เช่น:-

          -Tom is the first boy to be rewarded in this school.
             =ทอมเป็นเด็กคนแรกที่จะได้รับรางวัลในโรงเรียนนี้.
                 -first   คือคุณศัพท์บอกลำดับที่ทำหน้าที่ขยายนามคือ boy
                 -to be rewarded     ทำหน้าที่เป็น adjective cause   ขยายคำนามคือ boy

         -Sam won the third prize last month and the second one last week.
            =แซมได้รับรางวัลรางวัลที่สามเดือนที่ผ่านมาและครั้งที่สองหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา.
         -I am the seventh son of my family.
           =ฉันเป็นลูกคนที่ 7 ของครอบครัว.
         
   -first, third, second, seventh เป็นคุณศัพท์บอกลำดับที่วางไว้หน้านาม
            4.3 Multiplicative Adjective (มัลทิพลิเคทีฟว์ แอ๊ดเจคทีฟว์)  แปลว่า "คุณศัพท์บอกจำนวนทวี, เพิ่มขึ้น, คูณ" ได้แก่ double, triple, fourfold           เช่น:-

                  -Some roses are double.
                =ดอกกุหลาบบางดอกก็มีกลีบ 2 ชั้น.
              -Buddha, Dhamma, and Sangha are triple gems.
                 =พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ คือแก้ว 3 ประการ
             -ข้อสังเกต : double, triple, เป็นคำคุณศัพท์บอกจำนวนทวีของนาม
                Demonstrative  Adjective
     -Demonstrative adjective คือ คุณศัพท์ชี้เฉพาะหรือนิยมคุณศัพท์หมายถึง คําที่ชี้เฉพาะให้กับนามใดนามหนึ่ง ได้แก่ this, that (ใช้กับนามเอกพจน์), these ,those (ใช้กับนามพหูพจน์) such, same       เช่น:-
        -I invited that man to come in.
        -ฉันได้เชิญผู้ชายคนนั้นให้เข้ามาข้างใน.
      -Jan hated such things because they made her ill.
        =แจนเกลียดสิ่งเหล่านั้นเพราะมันทําให้เธอไม่สบาย.
      -They said the same thing two or three times.
         =พวกเขาพูดถึงสิ่งเดียวกันนี้2หรือ3ครั้งแล้ว.
         
- that,such,same เป็นคุณศัพท์ชี้เฉพาะวางไว้หน้านาม

               Interrogative  Adjective
      -interrogative adjective (อินเทอรอกกะทีฟว์ แอ๊ดเจคทีฟว์)     "คุณศัพท์บอกคําถาม"   หมายถึง คุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามเพื่อให้เป็นคําถามโดยจะวางไว้ ต้นประโยคและมีนามตามหลังเสมอ ได้แก่ what, which, whose       เช่น:-
             what
         -What book is he reading in the room ?
         =เขากําลังอ่านหนังสืออะไรอยู่ในห้องนั้น.
         -What  book  is  this ? 
            =นี้คือหนังสืออะไร ?   
         -What water is in the glass ?
            =น้ำอะไรอยู่ในแก้วนั้น ?
         -What  bird  floats  above  water ?
            =นกอะไรลอยอยู่เหนือน้ำ.

         -What  fruit  is  in  the  basket ?
            =ผลไม้อะไรอยู่ในตะกร้านั้น ?
          Which         
        -Which way shall we go ?
        =
เราจะไปทางไหนกันนี่ ?
       -Which  pen  will  you  take ?
          =คุณจะเอาปากกาด้ามไหน ?
       -Which  buffalo  do  you  select ?

          =คุณเลือกควายตัวไหน ?
          Whose
      -Whose shoes are these?
       =
รองเท้านี้เป็นของใคร ?
      -Whose  dog  is  this ?
         =นี้คือสุนัขของใคร ?
      -Whose  house  is  in  the  forest ?
​         =บ้านของใครอยู่ในป่านั้น ?
 

       - what,which,whose เป็นคุณศัพท์บอกคําถามอยู่หน้าประโยค
     -Interrogative  adjective    มีวิธีใช้ดังนี้
        1.what   เมื่อใช้เป็นคุณศัพท์ต้องตามด้วยคำนามเสมอ  แปลว่า "อะไร"    ใช้ได้ทั้งกับคน   สัตว์   และสิ่งของ  เพื่อถามเกี่ยวกับการเลือก  ปริมาณหรือคุณลักษณะ จากจำนวนที่ไม่มีขอบเขตคือใช้ถามในความหมายกว้างๆ   เช่น:-
           -What  fish  is  in  the pus ?
              =ปลาอะไรอยู่ในหนองนั้น ?
              -in  the  pus     เป็น noun  phrase   ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค
              -what  ทำหน้าที่เป็น interrogative  adjective  ขยาย fish
              -fish    เป็นคำนาม  ทำหน้าที่เป็น compliment  ทำให้ประโยคเกิดความสมบูรณ์
              -is     เป็นกิริยาของประโยค

           -What  fish  is  this ?
              =นี้คือปลาอะไร ?
      2.which   ใช้ประกอบกับคำนามโดยการวางไว้หน้าคำนาม  แปลว่า "คนไหน   ตัวไหน   สิ่งไหน"   ใช้ขยายนามเกี่ยวกับการเลือกเอาจากกลุ่มหรือหมู่ใดหมู่หนึ่งที่มีจำนวนจำกัด แคบกว่า what   เช่น:-

           -Which  girls  of  the  two  is  your  fiance ?
              =บรรดาเด็กสาวสองคนนั้นคนไหนเป็นคู่หมั่นของคุณ ?
              -fiance   เป็นประธานของประโยคเพราะฉะนั้นกิริยาของประโยคจึงเป็น  is

           -Which  boys  of  the  three  is  her  son ?
              =บรรดาเด็กชายสามคนนั้นคนไหนเป็นลูกชายของเธอ ?
          -son   เป็นประธานของประโยคเพราะฉะนั้นกิริยาของประโยคจึงเป็น  is

     3.whose   ใช้ประกอบคำนามโดยวางไว้หน้าคำนามตัวที่มันขยาย  แปลว่า "ของใคร"    ใช้ถามว่าใครเป็นเจ้าของ
เช่น:- Whose  home  is  that ?
            =นั่นเป็นบ้านของใคร ?
        -Whose  daughter  are  you ?
           =คุณเป็นลูกสาวของใคร ?     

           Possessive  Adjective
    Possessive adjective  (โพสเซสซีฟว์ แอ๊ดเจคทีฟว์) คือ คุณศัพท์บอกความเป็นเจ้าของ หมายถึง คําคุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามเพื่อบอกความเป็นเจ้าของของนาม ได้แก่ my   our   your   his   her   its   และ   their       เช่น:-
     -
This is my table.
      =นี่คือโต๊ะของฉัน.
     -
Her pen is on our desk.

      =ปากกาของหล่อนอยู่บนโต๊ะของพวกเรา.
     -Your   country  needs  solidarity.
        =ประเทศของคุณต้องการความสามัคคี.
     -His  parents  work  hard  every  day.

      =พ่อแม่ของเขาทํางานหนักทุกวัน.
     -Her  mother  is  kind.
        =แม่ของเธอใจดี.
     -Its  tail  tears.
       =หางของมันขาด.  
     -Their  homes  were  burnt.
        =บ้านของพวกเขาถูกไฟไหม้.
     -ข้อสังเกต : my   our   your   his   her   its    their เป็นคุณศัพท์บอกเจ้าของวางไว้หน้านาม

                Distributive  Adjective
     Distributive adjective   (ดิสทริบบิวทีฟว์ แอ๊ดเจคทีฟว์) "คุณศัพท์ แบ่งแยก"   หมายถึง คําคุณศัพท์ที่ใช้ขยายนาม เพื่อแยกนามออกจากกันเป็น อันหนึ่ง หรือส่วนหนึ่งได้แก่ each (แต่ละ), every (ทุกๆ), either (ไม่อันใดก็อันหนึ่ง), neither (ไม่ทั้งสอง)       เช่น:-
       -T
he two men had each a gun.
        =ชายสองคนนี้มีปืนคนละกระบอก.
       -Every soldier is punctually in his place.
         =ทหารทุกคนตรงต่อเวลาในสถานที่ของเขา.
      -Either side is a narrow lane.
         =ไม่ข้างใดก็ข้างหนึ่งเป็นซอยแคบ.
      -Neither accusation is true.
        =ข้อกล่าวหาทั้งสองข้อไม่เป็นความจริง.
        -ข้อสังเกต: each   every   either   neither   เป็นคุณศัพท์แบ่งแยกมาขยายนาม

            Emphasizing  Adjective
     -Emphasizing Adjective (เอ็มฟะไซซิง แอีดเจคทีฟว์)   "คุณศัพท์ เน้นความ"      หมายถึงคุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามเพื่อเน้นความให้มีน้ำหนักขึ้น ได้แก่ own (เอง)   very (ที่แปลว่า แท้,นั้นเอง,นั้นจริงๆ)       เช่น:-
          -Linda said that she had seen it with her own eyes.

          =ลินดาพูดว่าหล่อนได้เห็นมันมากับตาเธอเอง.
         -He is the very man who stole my wrist watch last night.
            =เขาคือชายคนนั้นผู้ซึ่งได้ขโมยนาฬิกาข้อมือของฉันไปเมื่อคืนที่แล้ว.
         -
Jan is my own girl-friend.
            =แจนนเป็นแฟนผมเอง.
        -ข้อสังเกต : own   very    เป็นคุณศัพท์เน้นความขยายนามที่ตามหลังของมันให้มีนําหนักมากขึ้น

             EXclamatory  Adjective
     -Exclamatory Adjective (เอ็คซคลามมะโทรี่ แอ๊ดเจคทีฟว์)   "คุณศัพท์บอกอุทาน"      หมายถึง คุณศัพท์ที่ใช้ขยาย นามเพื่อให้เป็นคําอุทาน ได้แก่ what       เช่น:-
          -What a man he is !
             =เขาเป็นผู้ชายอะไรนะเนี่ย !
        -What an idea it is !
             =มันเป็นความคิดอะไรกันหนอ !
          -
What a piece of work he does !
             =อะไรเป็นชิ้นงานที่เขาจะทำ !

         -ข้อสังเกต:- what  ในประโยคที่หนึ่ง ใช้ขยายนามคือ man
                                     -what   ในประโยคที่สองใช้ขยายนามคือ idea

                                     -what   ในประโยคที่สามใข้ขยายนามคือ work
              Relative  Adjective   
     -Relative Adjective(รีเลทีฟว์ แอ๊ดเจคทีฟว์)    แปลว่า "คุณศัพท์สัมพันธ์"    หมายถึง คุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามที่ตามหลังและในขณะเดียวกันก็ยังทําหน้าที่คล้ายส้นธานเชื่อมความในประโยคของตัวเองกับประโยคข้างหน้าให้สัมพันธ์กันอีกด้วย ได้แก่
            1.what   แปลว่า " แท้ๆ  เท่าที่"    
               -what  ใน Relative  adjective  ไม่ได้แปลว่า "อะไร"  จงจำเอาไว้ให้ดี       เช่น:-
               -I  want  what  beautiful woman  as  wife.  
                  =ฉันต้องการผู้หญิงที่สวยแท้ๆเป็นภรรยา.
               -Give  me  what  money  you  have.
                  =จงให้เงินเท่าที่คุณมีแก่ฉัน.
               -He will read what book he wishes.
                  =เขาจะอ่านหนังสือเท่าที่เขาต้องการ.
           2.whichever   แปลว่า "ไม่เอา   ไม่ชอบ  ไม่สนใจ"      เช่น:-
              -I will take whichever horse you don t want.

             =ฉันจะนําเอาม้าตัวที่คุณไม่ต้องการ.
              -I  don't  speak  whichever  word  you  don't  wish  to  hear.
                 =ฉันไม่พูดคำที่คุณไม่อยากฟัง.
              -I  shall  help  whichever  woman in  this  room  before  I  will  leave.
                 = ผมจะช่วยผู้หญิงที่ไม่น่าสนใจที่อยู่ในห้องนี้ก่อนที่ผมจะจากไป.  

             ข้อสังเกต : What, Whichever เป็นคุณศัพท์สัมพันธ์ ไปขยายนามที่ตามหลัง และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เชื่อมประโยคหน้าและประโยคหลังให้กลมกลืนกันอีก ด้วย
                  Comparison  Adjective
     -Comparison  adjective (คอมแพริซัน แอ๊ดเจคทีฟว์)   แปลว่า "คุณศัพท์ขั้นเปรียบเทียบ"    การเปรียบเทียบคุณศัพท์ในไวยกรณ์อังกฤษแบ่งออกเป็น  3  ขั้น  คือ:-
          1. ขั้นธรรมดา ( positive degree ) เพื่อแสดงความเท่าเทียมกัน บอกลักษณะหรือปริมาณโดยทั่วไป     เช่น:-
             -beautiful   สวย
             -long   ยาว
             -much   มาก (ใช้กับนามนับไม่ได้)
             -little   น้อย (ใช้กับนามนับไม่่ได้)
             -few   น้อย (ใช้กับนามนับได้)
             -many   มาก (ใช้กับนามนับได้)

        2. ขั้นสูงกว่า ( comparative degree ) เพื่อเเสดงความมากน้อยกว่ากัน        เช่น:-  
            -more beautiful     สวยกว่า
            -longer      ยาวกว่า
            -more      มากกว่า
            -less      น้อยกว่า (ใช้กับนามนับไม่่ได้)
            -fewer      น้อกว่า (ใช้กับนามนับได้)

       3. ขั้นสูงสุด ( superlative degree ) เพื่อแสดงความมากที่สุด        เช่น:-
            -( the ) most beautifulสวยที่สุด
            -( the ) longestยาวที่สุด
            -( the ) mostมากที่สุด
            -( the ) leastน้อยที่สุด (ใช้กับนามนับไม่่ได้)

            -( the ) fewestน้อยที่สุด (ใช้กับนามนับได้)
            -การเปรียบเทียบในขั้นสูงสุดมักจะมี the  นำหน้า

           การใช้ Adjective ในการเปรียบเทียบ
     - เมื่อใช้ประกอบหน้านาม ( attributive use )
             -ขั้นธรรมดา: She is a beautiful girl.
             -ขั้นมากกว่า: She is a more beautiful girl than the other one.
             -ขั้นมากที่สุด: She is the most beautiful girl in our class.
      -เมื่อใช้หลัง verb to be ( predicative use ) หรือกริยาอื่นซึ่งเทียบเท่า verb to be ( เช่น become, look, seem,  etc. )
            -ขั้นธรรมดา: She is beautiful.
            -ขั้นมากกว่า: She is more beautiful than her sister.

            -ขั้นมากที่สุด: She is the most beautiful in our class.
     -การเปลี่ยนแปลงรูปของ Adjective ในการเปรียบเทียบ
   1. คำพยางค์เดียวเตืม er และ est
         ขั้นธรรมดา                       ขั้นกว่า                                         ขั้นสูงสุด            
         Positive                          Comparative                              Superlative 
       tall (ทอล) =สูง              taller (ทอลเลอะ) =สูงกว่า           tallest (ทอลเลสท์) =สูงที่สุด                     
       small (สะมอล) =เล็ก     smaller (สะมอลเลอะ) =เล็กกว่า   smallest (สะมอลเลสท์) =เล็กที่สุด
       high (ไฮ) =สูง              higher (ไฮเออ) =สูงกว่า              highest (ไฮเอสท์) =สูงที่สุด
       hard (ฮาร์ด) =หนัก      harder (ฮาร์ดเดอะ) =หนักกว่า     hardest (ฮาร์ดเดสท) =หนักที่สุด
       fast (ฟาสทฺ) =เร็ว         faster (ฟาสเทอะ) =เร็วกว่า          fastest (ฟาสเทสทฺ) =เร็วที่สุด
       slow (สโล) =ช้า           slower (สโลเวอะ) =ช้ากว่า          slowest (สโลเวสทฺ) =ช้าที่สุด
       loud (เลาดฺ) =ดัง          louder (เลาเดอะ) =ดังกว่า           loudest (เลาเดสทฺ) =ดังที่สุด
   2. คำพยางค์เดียวมีสระตัวเดียว ตัวสะกดตัวเดียว ต้องเพิ่มตัวสะกดอีกตัวหนึ่ง ก่อนเติม er และ est  เสมอ    เช่น:-
       big (บิ๊ก) =ใหญ่            bigger (บิกเกอะ) ใหญ่กว่า            biggest (บิ๊กเกสทฺ) =ใหญ่ที่สุด
      fit (ฟิท)  =เหมาะ           fitter (ฟิทเทอะ)  =เหมาะกว่า         fittest (ฟิทเทสทฺ)  =เหมาะที่สุด
      thin (ธิน)  =บาง            thinner (ธินเนอะ) =บางกว่า          thinnest (ธินเนสทฺ) =บางที่สุด
   3.ถ้ามี e ลงท้ายอยู่เเล้ว ให้เติมเฉพาะ r และ est         เช่น:-
      large (ลาร์จ) =ลาร์จ     larger (ลาร์เจอะ) =ใหญ่กว่า           largest (ลาร์เจสทฺ) =ใหญ่ที่สุด
      late (เลท) =สาย,ช้า      later (เลเทอะ) =สายกว่า,ช้ากว่า    latest (เลเทสทฺ) =สายที่สุด,ช้าที่สุด
   4.คำลงท้ายด้วย y เปลี่ยน y เป็น i แลัวจึงเติม er และ est
      happy (แฮพพี่) =สุข      happier (แฮพพิเออะ) =สุขกว่า       happiest (แฮพพิเอสทฺ) =สุขที่สุด
      pretty (เพรททิ) =สวย   prettier (เพรททิเออะ) =สวยกว่า    prettiest (เพรททิเอสทฺ) =สวยที่สุด
   5. คำ 2 พยางค์ซึ่งลงท้ายด้วย er, ow หรือ y อาจเติม more, most ข้างหน้า หรือเติม er, est ข้างท้ายก็ได้
      slender (สะเลนเดอะ)     slenderer (สะเลนเดอะเออ)              slenderest (สะเลนเดอะเรสทฺ)
       =เองบางร่างน้อย              =เอวบางร่างน้อมากกว่า                   =เอวบางร่างน้อยมากที่สุด
      slender                           more slender                                  most slender 
     shallow (เชลโล) =ตื้น     shallower (เชลโลเวอะ) =ตื้นกว่า   shallowest (เชลโลเวสทฺ)  =ตื้นที่สุด
     shallow                            more shallow                                 most shallow 
  6. คำ 2 พยางค์ซึ่งไม่ลงท้ายด้วย er, ow หรือ y โดยปกติเติม more, most ข้างหน้า
     selfish (เซลฟิช)               more selfish (มอร์เซลฟิช)              most selfish (โมซทฺ เซลฟิช)
     =เห็นแก่ตัว                        =เห็นแก่ตัวมากกว่า                             =เห็นแก่ตัวมากที่สุด
    fluent (ฟลู'เอินทฺ)              more fluent (มอร์ ฟลูเอินทฺ)             most fluent (โมสทฺ ฟลูเอินทฺ)
    =พูดคล่อง                          =พูดคล่องมากกว่า                               =พูดคล่องมากที่สุด  
    useful (ยูสฟุล)                   more useful (มอร์ ยูสฟุล)                most useful
    =มีประโยชน์                      =มีประโยชน์มากกว่า                           =มีประโยชน์มากที่สุด 

    honest (ออนเนสทฺ)            more honest (มอร์ ออนเนสทฺ)           most honest  
    =ซื่อสัตย์                           =ซื่อสัตย์มากกว่า                                 =ซื่อสัตย์มากที่สุด

    7. คำ 3 พยางค์ขึ้นไป ต้องเติม more, most เสมอ       เช่น:-
       difficult (ดิฟฟิคัลทฺ)       more difficult (มอร์ ดิฟฟิคัลทฺ)         most difficult (โมสท์ ดิฟฟิคัลท์)
       =ยาก                             =ยากมากกว่า                                         =ยากมากที่สุด
      intelligent (อินเทลลิเจ็นท์)  more intelligent (มอร์ อินเทลลิเจ็นท์)  most intelligent (โทซท์ อินเทลลิเจ็นท์)
      =ฉลาด                            =ฉลาดมากกว่า                                       =ฉลาดมากที่สุด

      beautiful (บิวทิฟุล)          more beautiful (มอร์ บิวทิฟุล)                most beautiful (โมซท์  บิวทิฟุล)
      =สวย                               =สวยมากกว่า                                         =สวยมากที่สุด

   คำ Adjective เปรียบเทียบที่ไม่เป็นตามกฏ ( Irregular Comparison )
       ขั้นธรรมดา                         ขั้นกว่า                                            ขั้นสูงสุด
    Positive                             Comparative                                  Superlative 
     good (กู๊ด) =ดี                   better (เบทเทอะ) =ดีกว่า          best (เบสทฺ) =ดีที่สุด
     bad (แบด) =เลว                 worse (วอร์ส) =เลวกว่า            worst (วอร์สทฺ)  =เลวที่สุด
     much, many (มัช,เมนิ) =มาก   more (มอร์) =มากกว่า       most (โมซทฺ)  มากที่สุด
     little (ลิทเทิล) =น้อย          less (เลส) =น้อยกว่า              least (ลีสทฺ) =น้อยที่สุด
     far (ฟาร์) =ไกล                 farther (ฟาร์เธอะ) =ไกลมากกว่า farthest (ฟาร์เธสทฺ) =ไกลที่สุด (ระยะทาง)

     far (ฟาร์) =ไกล                   further (เฟอเธอ) =ไกลกว่า        furthest (เฟอเธสทฺ) =ไกลที่สุด (เหนือ)
          ใช้    as + adjective + as
       เมื่อต้องการแสดงความเท่าเทียมกัน
         -This  boy  is  as  big  as  that  one.
            =เด็กชายคนนี้ใหญ่เท่ากับเด็กคนหนึ่งนั้น.

         -You  are  as  tall  as  I  am.
            =คุณสูงเท่ากับฉัน.

       เมื่อต้องการเเสดงความไม่เท่าเทียมกัน
        -This boy is not as big as that one.
           =เด็กชายคนนี้ไม่ใหญ่เท่ากับเด็กชายคนหนึ่งนั้น.

        -You  are  not  as  tall  as  I  am.
           =คุณไม่สูงเท่ากับฉัน.

        -I  do  not  work  as  hard  as  you  do.
           =ฉันไม่ทำงานหนักเท่ากับคุณ.

     ใช้   not so + adjective + as แทน as.....as ก็ได้
         -This boy is not so big as that one.
            =เด็กชายคนนี้ใหญ่ไม่เท่าเด็กคนนั้น.

         -You are not so tall as I am.
            =คุณสูงไม่เท่าฉัน.

         -I do not work so hard as you do.
            =คุณทำงานไม่หนักเท่ากับฉัน. 

      *ข้อยกเว้น: ในการใช้ Adjecive บางตัวเมื่อใช้ขยายนาม
    -การ ใช้ Adjecive  ที่ใช้ขยายนามหรือประกอบคำนามตามหน้าที่ 6 ข้อนั้น หมายถึง Adjecive ทั่วไปเท่านั้น แต่ถ้าเป็นAdjective ที่จะกล่าวต่อไปนี้แล้วมีวิธีใช้ขยายนามหรือประกอบนาม ได้เพียงข้อใดข้อหนึ่งเท่านั้น คือ ประกอบหน้านาม หรือเรียงหลังกริยา จะใช้ทั้ง 2 อย่างไม่ได้ นั้น   คือ:-
     1.Adjective - Equivalent  (แอ๊ดเจคทีฟว์ เอ็คคิววาเลนท)   แปลว่า "คำที่เทียบเท่ากับคำคุณศัพท์"     คือ "คำที่ใช้เสมือนเป็นคำคุณศัพท์"   แบ่งออกเป็น  7  ชนิด   คือ 
      1.1 คำนาม (Noun) ที่นำมาใช้เป็น Adjective ขยายนามด้วยกันได้ แต่ให้วางไว้หน้าคำนามตัวที่มันไปขยายนั้นทุกครั้งเสมอ เช่น:-
          -Belford University is the place for online studies.
          =
มหาวิทยาลัยเบลฟอร์ดเป็นสถานที่สำหรับการศึกษาวิชาออนไลน์.
             -Belford   ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายคำนามคือ University

         -My younger brother wishes to study at Suan Dusit College.          
            =น้องชายของฉันประสงค์จะเรียนที่วิทยาลัยสวนดุสิต.
            -
Suan Dusit    เป็นคำนามที่นำมาใช้เป็นคุณศัพท์ขยายนามคือ college 
         -They have worked in New York City for two years.
           =พวกเขาได้ทำงานอยู่ที่เมืองนิวยอร์คเป็นเวลา 2 ปีแล้ว.
        -
New York เป็นนามที่นำมาใช้เป็นคุณศัพท์ขยายนามที่ตามหลัง คือ City

      **หมายเหตุ:- การนำเอาคำนามมาใช้เป็นคำคุณศัพท์นี้อาจจะนำเอามาขยายหลายคำก็ได้       เช่น:-
            -The 11th prime minister of Thailand Chom Phon Sarit Thanarat.

           =นายกรัฐมนตรีคนที่ 11 ของประเทศไทยคือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ 
               -คำนามที่นำเอาใช้เป็นคุณศัพท์ในข้อนี้คือ:-
                  1.prime  minister
                  2.Thailand
                  3.Chom  Phon

     1.2 คำนามที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของ โดยมี Apostrophe (อะโพสโทรฟี่  's ) มาควบอยู่ข้างบนนั้น นำมาใช้เป็น Adjective  ขยายนามได้ และให้เรียงไว้หน้านามตัวนั้นเสมอ       เช่น:-              
            -John's  house  was  built  in  Denver  five  years  ago.
               =
บ้านของจอห์นได้สร้างไว้ที่เดนเวอร์ เมื่อ 5 ปีมาแล้ว.
               -John's
    เป็นคำนามที่ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายคำนามคือ house
           -The  teacher's  table  is  larger  than  the  table  of  students.
              =โต๊ะของครูใหญ่กว่าโต๊ะของนักเรียน.
              -teacher's    เป็นคำนามที่ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ที่นำมาใช้บยายคำนามคือ  table 

     1.3 Infinitive  with  to ( to + V.1) นำมาใช้เป็นคุณศัพท์ขยายนามหรือสรรพนามก็ได้ แต่ต้องวางไว้หลังนามหรือสรรพนามตัวที่มันขยายที่มันขยายเสมอ       เช่น:-
           -He  has  no  money  to  give  me  to  buy  a  pen.
              =เขาไม่มีเงินที่จะให้ฉันเพื่อจะซื้อปากกา.
              -to  give     เป็น infinitive  with  to   ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายนามคือ money
              -to  buy    เป็น infinitive with to  ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายสรรพนามคือ me
  

          -This book is good for you to read.
             =หนังสือเล่มนี้ดีสำหรับคุณที่จะอ่าน.
             -to  read    เป็น infinitive  with  to   ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายสรรพนามคือ you

      1.4 Participle (v. + ing)   นำมาใช้เป็นคุณศัพท์ขยายนามได้ และใช้วางไว้หน้านามที่มันไปขยายทุกครั้ง    เช่น:-
           -The standing boy is afraid of the running dog.
              =เด็กชายที่ยืนอยู่กลัวสุนัขที่วิ่งมา.
              -standing     เป็น participle   ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายนามคือ boy
              -running    เป็น  participle   ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายนามคือ dog  

     1.5 Gerund (กริยานาม คือ Verb เติม ing แล้วนำมาใช้อย่างนาม)  ใช้เป็น Adjective ขยายนามได้และวางไว้หน้านามนั้นตลอดไป        เช่น:-
             -Now she is waiting for you in the meeting room.
                =เดี๋ยวนี้หล่อนกำลังรอคุณอยู่ที่ห้องประชุม.
                -meeting   เป็น gerund   ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายนามคือ room 

     1.6 Phrase (วลีทุกชนิด) นำมาใช้เป็น Adjective ขยายนามหรือสรรพนามก็ได้   ตำแหน่งการวางวลีคุณศัพท์นั้นอยู่หน้านามก็มี อยู่หลังนามก็มี        เช่น:-
          -ใช้วางไว้หน้านาม       เช่น:-
             -In  this  room There  is only  man.  
                =ในห้องนี้มีผู้ชายเพียงคนเดียว.
                -in  this  room     เป็นนามลี  ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายนามคือ man   แต่ในประโยคนี้เอาไปวางไว้ต้นประโยคเพราะต้องการจะเน้นข้อความ
             -On  one  corner  of  the  world  people  still  there  are  adversity.
                =บนมุมหนึ่งของโลกประชาชนยังมีความทุกข์ยากลำบากอยู่.
                -On  one  corner  of  the  world     เป็นนามวลี

         -ใช้วางไว้หลังนาม       เช่น:-

              -He wants to buy  home on the corner.
                 =เขาต้องการที่จะซื้อบ้านที่อยู่มุมถนนนั้น.

             - on the corner เป็นนามวลีมาทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายนาม home ที่อยู่ข้างหน้า
              -There  is  an  office  in  upstairs  of  this  building.
                 =มีสำนักงานอยู่ห้องหนี่งในชั้นบนของอาคารหลังนี้.
                 -in  upstairs  of  this  building    เป็นนามวลีทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายนามคือ office  

                     Subordinate  clause
      -Subordinate Clause (ซับบอร์ด่ดิเนท คลอส  คืออนุประโยคย่อย) นำมาใช้เป็น Adjective ขยายนามได้ และให้วางไว้หลังนามที่ไปขยายทุกครั้ง        เช่น:-
           -This is the house that Jack built.                   

               =นี้คือบ้านที่แจ๊คสร้างเอาไว้.
               - that Jack built เป็น Subordinate Clause   ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายนามคือ  house และต้องวางไว้ข้างหลังนามเสมอ
          -
I know Mr. Clinton whom you want to see.
             =ฉันรู้จัก มิสเตอร์คลินตัน ผู้ซึ่งคุณต้องการพบ.
             -whom you want to see เป็น Subordinate Clause      ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายนามคือ  Mr.Clinton ซึ่งวางอยู่ข้างหลังนาม

            คุณศัพท์ที่มีคุณลักษณะพิเศษ
     -มี คุณศัพท์ที่มีลักษณะพิเศษในการใช้อยู่จำพวกหนึ่ง เมื่อมันเป็นคุณศัพท์ในขั้นธรรมดาคือ positive degree  มันจะเป็น adverb คือกิริยาวิเศษณ์  แต่ถ้ามันเป็น Comparative degree  และ  superlative  degree  มันจะกลับกลายเป็นคุณศัพท์   กิริยาวิเศษณ์ทั้งหลายเหล่านี้มี  5  ตัว  คือ:-
        Positive                        Comparative                     Superlative
       far (ฟาร์)                         farther (ฟาร์เธอะ)                   farthest (ฟาร์เธสทฺ)    =ไกล, ไกลกว่า, ไกลที่สุด
       far (ฟาร์)                      further (เฟอเธอะ)                   furthest (ฟาร์เธสทฺ)    =ไกล, ไกลกว่า, ไกลที่สุด
       in (อิน)                         inner (อินเนอะ)                       innermost (อินเนอะโมสทฺ)   =ใน, ในกว่า, ในที่สุด
       out (เอาทฺ)                    outer (เอาเทอะ)                      outermost (เอาเทอะโมสทฺ)   =นอก, นอกกว่า, นอกที่สุด
       out (เอาทฺ)                    utter (อัทเทอะ)                       utmost (อัทโมสทฺ)   =นอก, นอกกว่า, นอกที่สุด
       beneath (บีนีธ)             nether (เนเธอะ)                      nethermost (เนเธอะโมสทฺ)   =ข้างใต้, ข้างใต้กว่า, ข้างใต้ที่สุด
       up (อั๊พ)                        upper (อั๊พเพอะ)                    uppermost (อั๊พเพอะโมสทฺ)   =ขึ้นไป, ขึ้นไปกว่า, ขึ้นไปที่สุด
       **หมายเหตุ:-  
คำคุณศัพท์ที่ที่อยู่ในช่องของ positive เป็นได้ทั้ง adjective  และ adverb    ส่วนคำที่อยู่ในช่องของ
Comparative  และ superlative   เป็นคุณศัพท์อย่างเดียว       เช่น:-
          -My  house  is  far.
            =บ้านของฉันอยู่ไกล.
            -far  ในประประโยคนี้ขอให้ผู้ศึกษาทั้งหลายโปรดสังเกตดูให้ดีมันเป็นได้ทั้ง adjectiv  และ  adverb
         -My  house  is  farther.
            =บ้านของฉันอยู่ไกลกว่า.
            -father  ในประโยคนี้เป็น adjective  คือคุณศัพท์อย่างเดียว 
        -Your  bedroom  is  high  up.  
            =ห้องนอนของคุณอยู่สูงขึ้นไป.
            -up   ในประโยคนี้เป็น adverb  ขยาย  adverb คือ high
        -Her  bedroom  is  uppermost  high. 
           =ห้องนอนของเธออยู่สูงบนสุด.
           -uppermost   ในประโยคนี้ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ คือ adjective  ขยายกิริยาวิเศษณ์คือ high

   เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ …

Visitors: 50,233