4.วิชาพุทธศาสตร์

             

   วิชาพุทธศาสตร์

  -วิชาพุทธศาสตร์แบ่งออกเป็น  ๑๒  ชนิด   คือ:-

     ๑.พุทธประวัติ

     ๒.พระเจ้า  ๑๐  ชาติ

     ๓.พระเจ้า  ๕๐๐  ชาติ

     ๔.ประวัติพระสาวก

     ๕.พุทธธรรม

     ๖.พุทธการกธรรม

     ๗.พระไตรปิฎก

     ๘.พระวินัย

     ๙.พระสูตร

     ๑๐.พระอภิธรรม

     ๑๑.ไตรภูมิพระร่วง

     ๑๒.เรื่องของมนุษย์ในโลกและในจักรวาลอื่น

      พุทธประวัติ

       ประสูติ

 

 พระพุทธเจ้า ทรงพระนามเดิมว่า สิทธัตถะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระองค์ทรงถือกำเนิดในศากยวงค์ สกุลโคตมะ พระองค์ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ ) ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ กับกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ ( ปัจจุบันคือตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล )

  การขนานพระนาม

 พระราชกุมารได้รับการทำนายจากอสิตฤาษีหรือกาฬเทวิลดาบส มหาฤาษีผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าหิมพานต์ซึ่งเป็นที่ทรงเคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะว่า พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยมนุษย์ มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน บุคคลที่มีลักษณะดังนี้ จักต้องเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกเป็นแน่ “     

 หลังจากประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และเชิญพราหมณ์ ผู้เรียนจบไตรเพท จำนวน ๑๐๘ คน เพื่อมาทำนายพระลักษณะของพระราชกุมาร     

 พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า สิทธัตถะมีความหมายว่า ผู้มีความสำเร็จสมประสงค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำส่วนพราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที่ทรงวิทยาคุณประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้ ๘ คน เพื่อทำนายพระราชกุมาร พราหมณ์ ๗ คนแรก ต่างก็ทำนายไว้ ๒ ประการ คือ ถ้าพระราชกุมารเสด็จอยู่ครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม หรือถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้มีอายุน้อยกว่าทุกคน ได้ทำนายเพียงอย่างเดียวว่า พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต แล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต ( การเสด็จสวรรคตดังกล่าวเป็นประเพณีของผู้ที่เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า ) พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบหมายให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา เป็นผู้ถวายอภิบาลเลี้ยงดู เมื่อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญมีพระชนมายุได้ ๘ พรรษา ได้ทรงศึกษาในสำนักอาจารย์วิศวามิตร ซึ่งมีเกียรติคุณแพร่ขจรไปไกลไปยังแคว้นต่างๆ เพราะเปิดสอนศิลปวิทยาถึง ๑๘ สาขา เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหล่านี้ได้อย่างว่องไว และเชี่ยวชาญจนหมดความสามารถของพระอาจารย์

   อภิเษกสมรส

ด้วยพระราชบิดามีพระราชประสงค์มั่นคงที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงครองเพศฆราวาสเป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิผู้ทรงธรรม จึงพระราชทานความสุขเกษมสำราญ แวดล้อมด้วยความบันเทิงนานาประการแก่พระราชโอรสเพื่อผูกพระทัยให้มั่นคงในทางโลก เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชดำริว่าพระราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส จึงโปรดให้สร้างปราสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น ๓ หลัง สำหรับให้พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสำราญตามฤดูกาลทั้ง ๓ คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว แล้วตั้งชื่อปราสาทนั้นว่า รมยปราสาท สุรมยปราสาท และสุภปราสาทตามลำดับ และทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรือยโสธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะและพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงค์ ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพายโสรธาจึงประสูติพระโอรส พระองค์มีพระราชหฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงการประสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า ราหุล ชาโต, พันธนชาต , บ่วงเกิดแล้ว , เครื่องจองจำเกิดแล้ว

   ออกบรรพชา

   เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นผู้มีพระบารมีอันบริบูรณ์ ถึงแม้พระองค์จะทรงพรั่งพร้อมด้วยสุขสมบัติมหาศาลก็มิได้พอพระทัยในชีวิตคฤหัสถ์ พระองค์ยังทรงมีพระทัยฝักใฝ่ใคร่ครวญถึงสัจธรรมที่จะเป็นเครื่องนำทางซึ่งความพ้นทุกข์อยู่เสมอ พระองค์ได้เคยสด็จประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง ๔ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต และพอพระทัยในเพศบรรพิต มีพระทัยแน่วแน่ที่จะทรงออกผนวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นทางดับทุกข์ถาวรพ้นจากวัฏสงสารไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกทรงผนวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ พร้อมด้วยนายฉันนะ มุ่งสู่แม่น้ำอโนมานที แคว้นมัลละ รวมระยะทาง ๓๐ โยชน์ (ประมาณ ๔๘๐ กิโลเมตร ) เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำอโนมานทีแล้วทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต และทรงมอบหมายให้นายฉันนะนำเครื่องอาภรณ์และม้ากัณฐกะกลับนครกบิลพัสดุ์

   ศึกษาในสำนักดาบส

 ภายหลังที่ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้ประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละเป็นเวลา ๗ วัน จากนั้นจึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเฝ้าพระองค์ ณ เงื้อมเขาปัณฑวะ ได้ทรงเห็นพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ก็ทรงเลื่อมใส และทรงทราบว่าพระสมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษในกาม เห็นทางออกบวชว่าเป็นทางอันเกษม จะจาริกไปเพื่อบำเพ็ญเพียร และทรงยินดีในการบำเพ็ญเพียรนั้น พระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน และเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของกระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก ซึ่งพระองค์ก็ทรงถวายปฏิญญาแด่พระเจ้าพิมพิสาร

 การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้ว สมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตนฌาน ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงได้สมาบัติ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สำหรับฌานที่ ๑ คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำลังประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล ( แรกนาขวัญ ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

เมื่อสำเร็จการศึกษาจากทั้งสองสำนักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง เสด็จไปใกล้บริเวณแม่น้ำเนรัญชรา ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

    บำเพ็ญทุกรกิริยา

 ทุกข์ หมายถึง สิ่งที่ทำได้ยาก ทุกรกิริยาหมายถึงการกระทำกิจที่ทำได้ยาก ได้แก่การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ” 

 เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแทนการศึกษาเล่าเรียนในสำนักอาจารย์ ณ ทิวเขาดงคสิริ ใกล้ลุ่มแม่น้ำเนรัญชรานั้น พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือการบำเพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น การอดพระกระยาหาร การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปัสสาสะ ( ลมหายใจ ) การกดพระทนต์ การกดพระตาลุ ( เพดาน) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็นต้น พระมหาบุรุษได้ทรงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึง ๖ ปี ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์ พระองค์จึงทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุงพระวรกายให้แข็งแรง ในการคิดค้นวิธีใหม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์ คือ พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้ ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้บ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้มการบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี เป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลำพังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดำเนินทางสายกลาง คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร นั่นเอง

     ตรัสรู้

 

 พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เวลารุ่งอรุณ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ) ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี      นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร)ด้วยอาการอันสงบ นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาส แล้วพระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงวางถาดทองคำบรรจุข้าวมธุปายาสแล้วลงสรงสนานชำระล้างพระวรกาย แล้วทรงผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานว่า ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำเถิด แล้วทรงปล่อยถาดทองคำลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำลอยตัดกระแสน้ำไปจนถึงกลางแม่น้ำเนรัญชราแล้วลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่ประทับ คนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะได้ถวายหญ้าปูลาดที่ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่ มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ( ญาณเป็นเหตุระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติปางก่อนได้ )ในปฐมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่อจูตุปาตญาณ ( ญาณกำหนดรู้การตาย การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ) ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่ออาสวักขยญาณ ( ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลาย) คือทรงรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อทรงรู้เห็นอย่างนี้ จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกามสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ทรงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ทรงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป นั่นคือพระองค์ทรงบรรลุวิชชาที่ ๓ คือ อาสวักขยญาณ ในปัจฉิมยาม แห่งราตรีนั้นเอง ซึ่งก็คือการตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาอย่างยิ่งยวด พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา ขณะพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา นับแต่วันที่สด็จออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม รวมเป็นเวลา ๖ ปี พระธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ ๔ ( ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค )

    ประกาศพระศาสนาครั้งแรก

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุติสุข ณ บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ สัปดาห์ ทรงรำพึงว่า ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้เป็นการยากสำหรับคนทั่วไป จึงทรงน้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่ประกาศธรรม พระสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์จึงอาราธนาให้โปรดมนุษย์ โดยเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว ๔ เหล่า และในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่สามารถรู้ทั่วถึงธรรมได้ ยังมีอยู่ พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อมพระทัยไปในการแสดงธรรม แล้วเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ( เดือนอาสาฬหะ) เรียกว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ในขณะที่ทรงแสดงธรรม ท่านปัญญาโกณฑัณญะได้ธรรมจักษุ คือบรรลุพระโสดาบัน ได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกการบวชครั้งนี้ว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา

   ทรงปรินิพาน

  

พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพุทธกิจอยู่จนพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พระองค์เสด็จจำพรรษาสุดท้าย ณ เมืองเวสาลี ในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรงพระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนักด้วย พระองค์ได้ทรงพระดำเนินจากเวสาลีสู่เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองนั้น พระพุทธองค์ได้หันกลับไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลีซึ่งเคยเป็นที่ประทับ นับเป็นการทอดทัศนาเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเสด็จต่อไปยังเมืองปาวา เสวยพระกระยาหารเป็นครั้งสุดท้ายที่บ้านนายจุนทะ บุตรนายช่างทอง พระพุทธองค์ทรงพระประชวรหนักอย่างยิ่ง ทรงข่มอาพาธประคองพระองค์เสด็จถึงสาลวโนทยาน (ป่าสาละ)ของเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานพระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก นับเป็นสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และปุถุชน

  พระราชา ชาวเมืองกุสินารา และจากแคว้นต่างๆรวมทั้งเทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุ พระพุทธองค์ได้มีพระดำรัสครั้งสำคัญว่า โย โว อานนท ธมม จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต โส โว มมจจเยน สตถา อันแปลว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว “     และพระพุทธองค์ได้แสดงปัจฉิมโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นวาจาครั้งสุดท้าย ที่เราจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดา . ท่านทั้งหลายจงทำความรอดพ้นให้บริบูรณ์ถึงที่สุด ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 แม้เวลาล่วงมาถึงศตวรรษที่ ๒๕ แล้ว นับตั้งแต่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และเสด็จดับขันธปรินิพพานที่นอกเมืองกุสินาราในประเทสอินเดีย แต่คำสั่งสอนอันประเสริฐของพระองค์หาได้ล่วงลับไปด้วยไม่ คำสั่งสอนเหล่านั้นยังคงอยู่ เป็นเครื่องนำบุคคลให้ข้ามพ้นจากความมีชีวิต ขึ้นไปสู่ซึ่งคุณค่ายิ่งกว่าชีวิต คือการพ้นจากวัฏสงสารนั่นเอง

 หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว สาวกของพระองค์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และมิใช่พระอรหันต์ได้ช่วยบำเพ็ญกรณียกิจเผยแผ่พระพุทธวัจนะอันประเสริฐไปทั่วประเทศอินเดีย และขยายออกไปทั่วโลก เป็นที่ยอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเป็นจริง มีเหตุผลเชื่อถือได้และ เป็นศาสนาแห่งสันติภาพและเสรีภาพอย่างแท้จริง

สรุปพุทธกิจในรอบวันของพระพุทธองค์

๑. ปุพพัณเห ปิณฑะปาตัญจะ ตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาตเพื่อโปรดเวไนยสัตว์

๒.สายัณเห ธมมะเทสนา ตอนเย็นทรงแสดงธรรมโปรดมหาชนที่มาเข้าเฝ้า

๓.ปะโทเส ภิกขุโอวาทะ ตอนหัวค่ำประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งเก่าและใหม่

๔.อัฑฒะรัตเต เทวะปัญหา ตอนเที่ยงคืนทรงวิสัชชนาปัญหาให้แก่เทวดาชั้นต่างๆ

๕.ปัจจุสเสวะ คะเต กาเล ภัพพาภัพเพ วิโลกนะ ตอนใกล้รุ่งตรวจดูสัตว์โลกที่สามารถและไม่สามารถบรรลุธรรมได้ แล้วเสด็จไปโปรดถึงที่ แม้ว่าหนทางจะลำบากเพียงใดก็ตาม

  จงเปิดลิ้งค์ข้างล่างนี้ขึ้นมาศึกษาประกอบ

     http://www.learntripitaka.com/History/Buddhist.html

    https://www.youtube.com/watch?v=Sj85JsVQ2E4

       ภาพยนต์เรื่องพุทธศาสดา

     https://www.youtube.com/watch?v=2qH46bhWq14

     พระเจ้า ๑๐ ชาติ   

   http://www.larnbuddhism.com/buddha/story.html

   https://www.youtube.com/watch?v=I3psb_g9wgg

   https://www.youtube.com/watch?v=IhlLlCzHEBk

     พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ

  http://www.dmc.tv/pages/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%

   http://video.dmc.tv/programs/jataka.html

      ประวัติพุทธสาวกทั้งหลาย

https://manboonpongsri.wordpress.com/buddhism/asdsadsda/

https://sites.google.com/site/kaanlearning/hnwy-thi-3-prawati-phuthth-sawk-sawika-laea-chadk/3-1-prawati-phuthth-sawk-phuthth-sawika

https://www.youtube.com/watch?v=Uwrh5yTrmUs    https://jiab007.wordpress.com/2012/10/10/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%%AA%E0%B8%

    พุทธธรรม

  http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/buddhadhamma_extended_edition.pdf

   https://www.youtube.com/watch?v=AuHZVXd83IQ

  พุทธการกธรรม

 http://www.dharma-gateway.com/buddha/buddha-misc/bd-misc-14.htm

  http://tammatayat.blogspot.com/2012/01/10.html

  http://www.sookjai.com/index.php?topic=148567.0

  พระไตรปิฎก

  http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/

  http://www.dhammathai.org/buddhism/tripitaka.php

  http://www.tipitaka.com/

  https://www.youtube.com/watch?v=fH8qkyXGUXo

  http://intereladsd2.blogspot.com/2009/10/blog-post.html

 พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาและฉบับมหามกุฏ

  http://etipitaka.com/read/thaimc/1/0/

  http://etipitaka.com/search/

  http://www.fungdham.com/tripitaka01.html

  พระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ

http://www.e4thai.com/e4e/index.php?

http://www.accesstoinsight.org/tipitaka/

http://www.watnyanaves.net/th/book_detail/276

   พระวินัย

http://www.tong9.com/main/index.php/menu1/menu59/menu60

http://www.vinaya.mbu.ac.th/sec3/page3.htm

  https://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B5%E0%B8%A5_227

  http://www.3pidok.com/files/download/preparmonk.pdf

 http://kraap-pra.blogspot.com/2011/09/227.html

    พระสูตร

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/

https://www.youtube.com/watch?v=B9Lp1UZ69T4

    พระอภิธรรม

http://www.thepathofpurity.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A0-%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1/

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka3/

 http://pikanasaya.blogspot.com/2014/04/blog-post_5651.html

  https://www.youtube.com/watch?v=BS1xsdNMLMA

 พระอภิธรรม  อาจารย์ บุญมี  เมธางกูร

   http://audio.palungjit.org/

       ไตรภูมิพระร่วง

  

 http://xn--72c8awaecla6c3e2b8e.blogspot.com/2015/01/blog-post_17.html

http://www.sukhothai.go.th/history/hist_09.htm

https://www.youtube.com/watch?v=kJ7Kz-0998I

    ไตรภูมิพระร่วงฉบับการ์ตูน

https://www.youtube.com/watch?v=RrcAvjERhMw&list=PLCnySjLPGA39i60yDWtBDFi6nIHWveCjA

      เรื่องของมนุษย์ในโลกและในจักรวาลอื่น

                จักรวาล

   

      -องค์ประกอบที่สำคัญของจักรวาลมี  ๑๒  อย่าง   คือ:-    

      ๑.ภูเขาพระสุเมรุ หรือ ภูเขาสิเนรุราช หรือ ภูเขาเมรุราช

      ๒.ภูเขาสัตตบริภัณฑ์

      ๓.ทวีปทั้ง  ๔

      ๔.มหาสมุทรทั้ง  ๔

      ๕.สวรรค์ ๖  ชั้น

      ๖.อสูรพิภพ 

      ๗.พรหมโลก ๒๐ ชั้น

      ๘.นรกขุมใหญ่  ๘  ขุม

      ๙.อุสุทนรก ๑๒๘ ขุม

      ๑๐.ยมโลกิกนรก  ๔๐ ขุม

      ๑๑.เขากำแพงล้อมรอบจักรวาล

      ๑๒.โลกันตนรก

      ๑๓.ดวงอาทิตย์

      ๑๔.ดวงจันทร์

      ๑๕.ดวงดาวทั้งหลาย

          จักรวาล

   - จักรวาล     คือท้องฟ้าที่เป็นวงกลมเหมือนล้อรถที่ครอบคุมตัวเราอยู่

  -จักรวาล   แปลว่า "บริเวณเขตกั้นที่เป็นวงกลมของแสงสว่างและความมืด"        แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด  คือ:-

      ๑.จักรวาลขนาดเล็ก มี  ๑๐๐๐  จักรวาล

      ๒.จักรวาลขนาดกลาง มี  ๑๐๐๐๐๐๐ จักรวาล

      ๓.จักรวาลขนาดใหญ่ มี แสนโกฏิจักรวาล

    ๔.มงคลจักรวาล   คือจักรวาลที่บารมีของพระพุทธเจ้าทรงแผ่ไปถึงมีมากกว่าแสนโกฏิจักรวาล ในตอนที่พระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นเทวดาและพรหมในแสนโกฏิจักรวาลก็ได้มาฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์

   -ขอบเขตของจักรวาล  จักรวาลมีขอบเขตเท่ากับแสงสว่างของพระอาทิตย์และแสงสว่างของพระจันทร์ส่องสว่างไปถึงมีประมาณเท่าใดขอบเขตของจักรวาลก็จะหยุดอยู่แค่นั้น

   -จักรวาล  มีสัณฐานกลมเหมือนกงเกวียน  มีความยาว ๑๒๐๓๔๕๐ โยชน์   และมีความกว้าง ๓๖๑๐๓๕๐ โยชน์   จักรวาลทั้งหลายจะมีความกว้างและควายาวเท่ากันหมด 

     -หลายๆโลกธาตุรวมกันเป็น ๑ จักรวาล  เช่น มนุษย์โลก, เทวโลก, พรหมโลก, ยมโลก ฯลฯ รวมกันเป็น ๑ จักรวาล

    -ในจักรวาลหนึ่งมีแผ่นดินหนา  ๒๔๐๐๐๐  โยชน์    มีน้ำรองแผ่นดินหนา ๔๘๐๐๐๐ โยชน์    และมีลมรองน้ำเอาไว้  ๙๖๐๐๐๐ โยชน์    เลยจากลมลงไปเป็นอากาศว่างเปล่าไม่สามารถจะนับได้   

         ภูเขาพระสุเมรุ

  -ภูเขาพระสุเมรุ   คือภูเขาที่เป็นแกนกลางของจักรวาล  เป็นที่ตั้งของสวรค์ชั้นดาวคึงส์  และเป็นภูเขาที่สูงทีสุดในจักรวาล

     -ภูเขาพระสุเมรุมีสันฐานเหมือนตะโพน

  -ภูเขาพระสุเมรุ  หยั่งลึกลงไปในมหาสมุทร ๘๔๐๐๐ โยชน์  และสูงจากพื้นน้ำขึ้นสูฟ้า ๘๔๐๐๐ โยชน์

   -การวัดจักรวาลในสมัยนั้นใช้ไม้วัดจักรวาลชื่อว่า "จักรวาลยัฏฐิ"  เป็นเครื่องวัด  ไม้วัดจักรวาลยัฏฐิ ๑ วา = ๒๑ ศอก ของบุรุษในสมัยปัจจุบันนี้

     ๒๑     ศอก  ของบุรุษในสมัยปัจบัน  เป็น   ๑   วา

     ๒๐     วา      เป็น    ๑    เส้น

     ๔๐๐   เส้น    เป็น   ๑   โยชน์   

      การวัดระยะของภูเขาพะสุเมรุ

   ๑๐  ศอก  ๑  คืบ  ของบุรุษในสมัยปัจจุบัน    เป็น   ๑   วา

   ๒๐  วา     เป็น    ๑   เส้น

   ๔๐๐   เส้น    เป็น     ๑      โยชน์

   ๑  โยชน์        =      ๑๖    กิโลเมตร 

  -ภูเขาพระสุเมรุถ้าวัดตรงกึ่งกลางวัดได้ ๘๔๐๐๐ โยชน์   ถ้าวัดโดยกลมรอบวัดได้ ๒๕๒๐๐๐ โยชน์

    -รอบภูเขาพระสุเมรุเป็นแม่น้ำสีทันดร  รอบแม่น้ำสีทันดรขึ้นไปบนฝั่งเป็นป่าหิมพานต์ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าหิมพานต์หลายร้อยชนิดเช่น ราชสีห์  หงสา  คชปักษา  มยุระคนธรรพ์ มังกรสกุณี  นาคปักษี เป็นต้น ที่ป่าหิมพานต์ยังมีสระอโนดาต ที่มีตาน้ำอยู่ ๔ ทิศ ลักษณะของแต่ละทิศก็จะเป็นหน้าสิงห์   หน้าช้าง   หน้าม้า    หน้าวัว   ตามลำดับทิศ   ที่เป็นหน้าวัวจะเป็นน้ำที่ไหลออกมาจากสระอโนดาตลงสู่แม่น้ำสีทันดร 

   ภูเขากำแพงจักรวาล

  ภูเขากำแพงจักรวาล   คือภูเขาที่ล้อมรอบภายในจักรวาลเอาไว้ไม่ให้น้ำในจักรวาลรั่วไหลออกไปภายนอกจักรวาล  มีความหนา ๑๒๐๐๐๐ โยชน์  คือหน้าเท่ากับศิลาปฐพีที่ล้อมรอบทางด้านในของภูเขากำแพงจักรวาลเอาไว้

   ภูเขาสัตตบริภัณฑ์

  -สัตตบริภัณฑ์   แปลว่า "ภูเขาที่แวดล้อมเป็นวงกลมเป็น ๗ ชั้น"

  -ภูเขาสัตตบริภัณฑ์ แบ่งออกเป็น  ๗  ลูก  คือ:-

         ๑.ภูเขายุคันธร

         ๒.ภูเขาอิสินธร

         ๓ภูเขากรวีก

         ๔.ภูเขาสุทัสสนะ

         ๕.ภูเขาเนมินธร

         ๖.ภูเขาวินะตะกะ

         ๗.ภูเขาอัสสกัณณ์

           ภูเขายุคันธร

   -ภูเขายุคันธร  คือภูเขาที่ทรงไว้ซึ่งพระจันทร์และพระอาทิตย์ ได้แก่สถานที่ๆพระจันทร์และพระอาทิตย์สถิตย์โคจรส่องแสงสว่างให้แก่มนุษยโลก

    -มีสัณฐานเป็นคันขอบแวดล้อมภูเขาพระสุเมรุ  ลดหลั่นลงมาเป็นลำดับที่ ๑

 -ภูเขายุคันธร อยู่ห่างจากภูเขาพระสุเมรุ ๘๔๐๐๐  หยั่งลึกลงไปในแม่น้ำสีทันดร ๔๒๐๐๐ โยชน์   สูงขึ้นเหนือน้ำสู่ฟ้า ๔๒๐๐๐ โยชน์  

         ภูเขาอิสินธร

   -ภูเขาอิสินธร  คือภูเขาอันเป็นที่ตั้งวิมานของมหิสสรเทพบุตร   บางคนเข้าใจว่ามหิสสรเทพบุตรคือ พระมเหศวร หรือ พระอิศวร ไม่ใช่  พระอิศวรอยู่ที่ภูเขาไกรลาสที่ป่าหิมพานต์

  -ภูเขาอิสินธรอยู่ห่างจากภูเขายุคันธร  ๔๒๐๐๐  โยชน์    หยั่งลึกลงไปในแม่สีทันดร  ๒๑๐๐๐  โยชน์   และสูงขึ้นเหนือน้ำสู่ฟ้า  ๒๑๐๐๐  โยชน์ 

  -ภูเขาอิสินธร มีสัณฐานเป็นคันขอบล้อมรอบภูเขาพระสุเมรุลดหลั่นลงมาเป็นลำดับที่ ๒

         ภูเขากรวีก

   -ภูเขากรวีก   มีสัณฐานเป็นคันขอบล้อมรอบภูเขาพระสุเมรุเป็นลำดับที่ ๓

    -ภูเขากรวีก   อยู่ห่างภูเขาอิสินธร  ๒๑๐๐๐  โยชน์   หยั่งลึกลงไปในแม่น้ำสีทันดร  ๑๐๕๐๐ โยชน์   และสูงขึ้นเหนือน้ำสู่ฟ้า  ๑๐๕๐๐  โยชน์

    -ภูเขากรวีก   คือภูเขาอันเป็นที่อยู่ของนกการเวก

          ภูเขาสุทัสสนะ 

-ภูเขาสุทัสสนะ   มีสัณฐานเป็นคันขอบล้อมรอบภูเขาพระสุเมรุเป็นลำดับที่ ๔

 -ภูเขาสุทัสสนะ   อยู่ห่างจากภูเขากรวีก ๑๐๕๐๐ โยชน์   หยั่งลึกลงไปในแม่น้ำสีทันดร  ๕๒๕๐ โยชน์  และสูงขึ้นเหนือน้ำสู่ฟ้า ๕๒๕๐ โยชน์

 -ภูเขาสุทัสสนะ   คือภูเขาอันเป็นที่อยู่ของทิพยโอสถและว่านยาวิเศษต่างๆ

           ภูเขาเนมินธร

-ภูเขาเนมินธร   มีสัณฐานเป็นคันขอบล้อมรอบภูเขาพระสุเมรุเป็นลำดับที่ ๕  

 -ภูเขาเนมินธร   อยู่ห่างจากภูเขาสุทัสสนะ ๕๒๕๐ โยชน์   หยั่งลึกลงไปในแม่น้ำสีทันดร ๒๖๒๕ โยชน์  และสูงขึ้นเหนือน้ำสู่ฟ้า ๒๖๒๕ โยชน์

 -ภูเขาเนมินธร   คือภูเขาอันเป็นที่เกิดของดอกบัวใหญ่โตเท่ากงเกวียน 

          ภูเขาวินันตะกะ

-ภูเขาวินันตะกะ   มีสัณฐานเป็นคันขอบล้อมรอบภูเขาพระสุเมรุเป็นลำดับที่ ๖

  -ภูเขาวินันตะกะ   อยู่ห่างจากภูเขาเนมินธร ๒๖๒๕ โยชน์   หยั่งลึกลงไปในแม่น้ำสีทันดร ๑๓๑๒ โยชน์ กับ ๒๐๐ เส้น  และสูงขึ้นเหนือน้ำสูฟ้า ๑๓๑๒ โยชน์  กับ ๒๐๐ เส้น

 -ภูเขาวินันตะกะ   คือภูเขาอันเป็นที่อยู่ของแม่ครุฑ

          ภูเขาอัสสกัณณ์

-ภูเขาอัสสกัณณ์   มีสัณฐานเป็นคันขอบล้อมรอบภูเขาพระสุเมรุเป็นลำดับที่ ๗

  -ภูเขาอัสสกัณณ์   อยู่ห่างจากภูเขาวินันตะกะ ๑๓๑๒ โยชน์ กับ ๒๐๐ เส้น   หยั่งลึกลงไปในแม่น้ำสีทันดร ๖๕๖ โยชน์  กับ ๑๐๐ เส้น  และสูงขึ้นเหนือน้ำสูฟ้า ๖๕๖ โยชน์  กับ ๑๐๐ เส้น

  -ภูเขาอัสสกัณณ์   คือภูเขาที่มีรูปลักษณ์เหมือนหูม้า และมีกำยานมาก

            แม่น้ำสีทันดร

  -แม่น้ำสีทันดร   คือแม่น้ำที่อยู่บนช่องของภูเขาสัตตบริภัณฑ์

  -ลักษณะของแม่น้ำสีทันดร  เป็นแม่น้ำที่มีน้ำใสเย็นบริสุทธิ์มีรสจืดแต่มีรสชาติอันอร่อยลื้นยิ่งนัก    

  -เหตุที่แม่น้ำสีทันดรมีชื่อเรียกว่า "สีทันดร"  เพราะเป็นแม่น้ำที่มีน้ำอันละเอียดอ่อนจนกิ่งไม้  ทอนไม้  เรือแพ  สุดท้ายแม้กระทั่งแววหางนกยูงที่เบาที่สุดก็ไม่สามารถจะลอยตัวอยู่ได้จะต้องจมลงไปอยู่ใต้พื้นน้ำทั้งหมด   ภายนอกภูเขาอัสสกัณณ์ออกมาจนถึงภูเขากำแพงจักรวาลเป็นโลณมหาสมุทรคือทะเลน้ำเค็ม น้ำในโลณมหาสมุทรเป็นน้ำหยาบกิ่งไม้  ทอนไม้  เรือแพลอยตัวอบู่ได้

      -โลณมหาสมุทรตั้งอยู่ตรงกลางรอยเชื่อมต่อระหว่างภูเขาอัสสกัณณ์กับภูเขากำแพงจักรวาลเชื่อมต่อกันวัดส่วนยาวได้ ๑๗๕๒๑๘๗ โยชน์กับ ๒๐๐ เส้น         

  -ต่อจากเทือกเขาอัสสกัณณ์ก็เป็น โลณะมหาสมุทร อันเป็นที่ตั้งของทวีปทั้ง ๔

  -โลณมหาสมุทร  มีความกว้าง ๓๐๙๖๙๔ โยชน์  โลณมหาสมุทรที่ติดกับภูเขาอัสสกัณณ์มีความลึก ๖๕๖ โยชน์  กับอีก ๑๐๐ เส้น  ต่อจากนั้นก็ตื้นขึ้นทีละหนึ่งนิ้ว  ๒ นื้ว  ๓ นิ้ว  ๔ นิ้ว  ๕ นิ้ว  ๑ คืบ  ๒ คืบ  ๓ คืบ  ๑ ศอก  ๒ ศอก  ๓ ศอก  จนถึงทวีปน้อยและทวีปใหญ่ก็จะลึก ๑๐๐ วาบ้าง  ๒๐๐ วาบ้าง  ต่อจากทวีปน้อยใหญ่ออกไปทางภูเขากำแพงจักรวาล  โลณมหาสมุทรก็จะลึกลงไปเรื่อยๆ  พอไปถึงกำแพงจักรวาลโลณมหาสมุทรก็จะลึกได้ ๘๒๐๐๐ โยชน์  โลณมหาสมุทรจากทวีปใหญ่ไปยังภูเขาอัสสกัณณ์กว้างได้ ๑๗๕๒๐๘๗ โยชน์  กับอีก ๒๐๐ เส้น  โลณมหาสมุทรจากทวีปใหญ่ไปยังเขากำแพงจักรวาลกว้างได้ ๒๘๙๐๓๕๐ โยชน์  ซึ่งติดกับศิลาปฐพีที่สุดจากศิลาปฐพีจึงเป็นเขากำแพงจักรวาล

  -โลณมหาสมุทรอันเป็นที่ตั้งของชมพูทวีปมีความกว้างได้ ๑๐๐๐ โยชน์  ตั้งแต่ชมพูทวีปออกไปจนถึงภูเขากำแพงจักรวาลวัดได้ ๒๓๓๑๙๑ โยชน์   ทวีปใหญ่ ๔ ทวีปและทวีปน้อยอีก ๒๐๐๐ ทวีป  ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนโลณมหาสมุทรทั้งสิ้น

  -ชมพูทวีปตั้งอยู่บนโลณมหาสมุทรทางด้านทิศใต้ของภูเขาพระสุเมรุ  โลณะมหาสมุทรตรงนั้นเรียกเป็นชื่อใหม่ว่า "นีลสาคร"

  -อมรโคยานทวีปตั้งอยู่บนโลณมหาสมุทรทางด้านทิศตะวันตกของภูเขาพระสุเมรุ   โลณมหาสมุทรตรงนั้นเรียกเป็นชื่อใหม่ว่า "ผลิกสาคร"

 -อุตตรกุรุทวีปตั้งอยู่บนโลณมหาสมุทรทางด้านทิศเหนือของภูเขาพระสุเมรุ   โลณมหาสมุทรตรงนั้นเรียกเป็นชื่อใหม่ว่า "ปีตสาคร"

  -ปุพพวิเทหทวีปตั้งอยู่บนโลณมหาสมุทรทางด้านทิศตะวันออกของภูเขาจักรวาล   โลณมหาสมุทรตรงนั้นเรียกเป็นชื่อใหม่ว่า "ขีรสาคร"    

   โลณมหาสมุทรที่อยู่ในทิศทั้ง ๔ ยังมีชื่อเรียกตามสิ่งที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรนี้อีก เช่น    -โลณมหาสมุทรมีแก้ววิเชียรมากหนาแน่นและมีปลาประหลาดมีจมูกอันแหลมคมผุดขึ้นผุดลงในโลณมหาสมุทรตรงนั้นมหาสมุทรตรงนั้นจึงเรียกว่า "ขรมาลีสาคร"

 -โลณมหาสทุทรที่มีทองคำเกิดขึ้นมากอย่างหนาแน่นโลณมหาสมุทรตรงนั้นเรียกว่า "อัคคิมาลีสาคร"

 -โลณมหาสมุทรที่มีเงินขึ้นอย่างหนาแน่นมีรัศมีแสงเงินอันโอภาสเหมือนสีน้ำนมสดที่รีดใหม่ตรงนั้นเรียกว่า "ทธิมาลีสาคร"

 -โลณมหาสมุทรที่มีแก้วอินทนิลมากมายมีรัศมีสีเขียวอันโอภาสประดุจดังมีข้าวกล้าสีเขียวอยู่ใต้มหาสมุทรตรงนั้นเรียกว่า "กุสุมาลีสาคร"   ฯลฯ  

  คลื่นและปลาใหญ่ในโลณมหาสมุทร

       คลื่นใหญ่ในโลณมหาสมุทร

  -คลื่นใหญ่ในโลณมหาสมุทรแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด  คือ:-

     ๑.มหาวีจิ     มีลูกคลื่นที่สูงขึ้นพ้นจากพื้นน้ำ ๖๐ โยชน์

     ๒.คังคาวีจิ   มีลูกคลื่นที่สูงขึ้นพ้นจากพื้นน้ำ ๕๐ โยชน์

     ๓.โรหนวีจิ   มีลูกคลื่นที่สูงขึ้นพ้นจากพืันน้ำ ๔๐ โยชน์

   ซากอสุภะของสัตว์ต่างๆ เช่น ซากช้าง  ซากม้า ที่ตกลงไปในพื้นน้ำจะไม่อยู่ใต้พื้นน้ำตลอดไปจะถูกคลื่นใหญ่ซัดขึ้นมาบนฝั่งทั้งหมด

    ปลาใหญ่ในโลณมหาสมุทร

  ปลาใหญ่ในโลณมหาสมุทรมี  ๗  ชนิด  คือ:-

    ๑.ปลาติมิ

       -ปลาติมิ    มีลำตัวยาววัดได้  ๒๐๐  โยชน์

    ๒.ปลาติมิงคละ

       -ปลาติมิงคละ    มีลำตัวยาววัดได้  ๓๐๐  โยชน์

    ๓.ปลาติมิระมิงคละ

       -ปลาติมิระมิงคละ    มีลำตัวยาววัดได้  ๕๐๐  โยชน์

    ๔.ปลาอานนท์

       -ปลาอานนท์    มีลำตัวยาววัดได้  ๑๐๐๐  โยชน์   

    ๕.ปลาติมินทะ

       -ปลาติมินทะ    มีลำตัวยาววัดได้  ๑๐๐๐  โยชน์

    ๖.ปลาอัชฌาหาระ

       -ปลาอัชฌาหาระ    มีลำตัวยาววัดได้  ๑๐๐๐  โยชน์

    ๗.ปลามหาติมิ

       -ปลามหาติมิ    มีลำตัวยาววัดได้  ๑๐๐๐  โยชน์

  ปลาติมิระมิงคละ  เมื่อกระดิกหูข้างขวาหรือหูข้างซ้ายน้ำก็จะไหวไปได้ ๕๐๐ โยชน์  เมื่อกระดิกหัวหรือกระดิกหางน้ำก็ไหวไปได้ ๕๐๐ โยชน์   เมื่อโบกหูชูหัวตีน้ำด้วยหางส่ายหัวไปมาเพื่อจะเล่นน้ำตามนิสัยก็ทำให้น้ำไหวไปได้ ๗-๘ โยชน์  น้ำนั้นก็จะปั่นป่วนพลุ่งพล่านเปรียบประดุจดังน้ำในกะทะที่ตั้งอยู่บนเตาไฟที่ร้อนแรง  ส่วนปลาอานนท์และปลาใหญ่อีก ๓ ตัวไม่ต้องสงสัย ถ้ากระดิกหูทีน้ำจะไหวไปไกลถึง ๑๐๐๐ - ๒๐๐๐  โยชน์เลยทีเดียว

         สถานที่ตั้งมหาสมุทรและภูเขาพระสุเมรุ

   มหาสมุทรตั้งอยู่ในจักรวาลเปรียบเหมือนน้ำที่อยู่ในกะทะ  จักรวาลมีสัณฐานกลมเหมือนกงรถ   ภูเขากำแพงจักรวาลมีความหนาเท่ากับแท่งศิลาปฐพีคือหนาได้ ๑๒๐๐๐๐ โยชน์  ศิลาปฐพีเป็นแท่งศิลาแท่งเดียวไม่มีช่องหว่างในระหว่าง ถ้าศิลาปฐพีมีช่องหว่างน้ำที่รองแผ่นดินก็จะไหลซึมเข้าไปในจักรวาล  จักรวาลก็จะจมลงในน้ำรองแผ่นดินไม่สามารถลอยตัวอยู่เหนือน้ำได้  ศิลาปฐพีต้องติดเนื่องกับภูเขากำแพงจักรวาลอย่างไม่มีข่องหว่าง  จักรวาลนี้จะลอยตัวอยู่เหนือน้ำรองแผ่นดินเปรียบเหมือนกะทะเหล็กที่ลอยอยู่เหนือน้ำฉะนั้น  ศิลาปฐพีอยู่ใต้ปังสุปฐพีเหนือปังสุปฐพีขึ้นไปก็เป็นดินฝุ่นกรวดทรายศิลาแลงและแร่ธาตุปะปนกัน  ปังสุปฐพีมีความหนา ๑๒๐๐๐๐ โยชน์

  ภูเขาพระสุเมรุตั้งอยู่ตรงกลางจักรวาล  เชิงเขาพระสุเมรุหยั่งลงไปในระหว่างภูเขาตรีกูฏวัดได้ ๔๐๐๐ โยชน์  ภูเขาตรีกูฏตั้งเป็น ๓ เส้า  โดยมีฐานตั้งอยู่บนศิลาปฐพีอย่างแน่นหนายิ่งนักเปรียบเหมือนหม้อที่ตั้งบนเตาไฟที่มีเส้าอยู่ ๓ เส้า  ภูเขาตรีกูฏมีส่วนยาวและส่วนกว้างวัดได้ ๑๐๐๐๐ โยชน์   อสูรพิภพตั้งอยู่บนเขาตรีกูฏเหนือปังสุปฐพี  พื้นของเมืองเต็มไปด้วยทรายและแก้วอยู่ในท่ามกลางภูเขาตรีกูฏ   ภูเขาพระสุเมรุวัดจากยอดเขาลงมาถึงภูเขาตรีกูฏวัดได้ ๘๐๐๐๐ โยชน์  และวัดจากยอดเขาตรีกูฏลงมาถึงศิลาปฐพีวัดได้ ๔๐๐๐ โยชน์  รวมเป็น ๘๔๐๐๐ โยชน์ 

              ทวีปทั้ง ๔

   

   ในที่นี้ข้าพเจ้าต้องการจะบรรยายเรื่องของมนุษยโลกอย่างเดียวเพื่อต้องการจะให้ผู้อ่านทั้งหลายได้รู้ว่ามนุษยโลกมีความเป็นมาอย่างไร ในมนุษยโลกมีมนุษย์อยู่กี่ชนิด            แผ่นดินอันเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์แบ่งเป็น  ๔  ชนิด  คือ:-
    ๑.ชมพูทวีป
    ๒.อมรโคยานทวีป
    ๓.อุตตรกุรุทวีป
    ๔.ปุพพวิเทหทวีป
  -ทวีป   แปลว่า "เกาะ"   คือเกาะที่เป็นแผ่นดินใหญ่อันเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์
   -ชมพูทวีป  แบ่งเป็นอนุทวีปออกไปอีก ๕๐๐ ทวีป  เช่น:-
     ๑.ทวีปเอเซีย
     ๒.ทวีปยุโรป
     ๓.ทวีปออสเตรเลีย
     ๔.ทวีปแอฟริกา
     ๕.ทวีปอเมริกาเหนือ
     ๖.ทวีปอเมริกาใต้
     ๗.ทวีปแอนตาร์กติก   ฯลฯ

ทวีปทั้ง ๔ และทวีปน้อยอีก ๒๐๐๐ ทวีป ตั้งอยู่ที่โลณมหาสมุทรที่อยู่ห่างจากภูเขาอัสสกัณณ์ออกมา ๑๗๕๒๘๗ โยชน์ กับ ๒๐๐ เส้น  เหตุที่เรียกว่า "โลณมหาสมุทร"  เพราะน้ำในมหาสมุทรเป็นน้ำเค็ม   โลณมหาสมุทรแบ่งเป็นสาครใหญ่ๆอีก ๔ สาคร  คือ:-

    ๑.นีลสาคร    คือทะเลที่ตั้งอยู่บนโลณมหาสมุทรทางด้านทิศใต้ของภูเขาพระสุเมรุ  เหตุที่เรียกว่า "นีลสาคร"  เพราะเป็นทะเลที่มีน้ำสีเขียว เหตุที่น้ำทะเลมีสีเขียวเพราะอำนาจของรัศมีแก้วอินทนิลที่ประดับอยู่ทางด้านทิศใต้ของภูเขาพระสุเมรุส่องลงมาจับต้อง

  ๒.ผลิกสาคร   คือทะเลที่ตั้งอยู่บนโลณมหาสมุทรทางด้านทิศตะวันตกของภูเขาพระสุเมรุ  เหตุที่เรียกว่า "ผลิกสาคร"  เพราะเป็นทะเลที่มีน้ำใสสดเหมือนแก้วผลึก  เหตุที่น้ำทะเลมีน้ำใสเหมือนแก้ว  เพราะอำนาจรัศมีของแก้วผลึกที่ประดับอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของภูเขาพระสุเมรุส่องลงมาจับต้อง

   ๓.ปีตสาคร   คือทะเลที่ตั้งอยู่บนโลณมหาสมุทรทางด้านทิศเหนือของภูเขาพระสุเมรุ   เหตุที่เรียกว่า "ปีตสาคร"  เพราะเป็นทะเลที่มีน้ำสีเหลือง   เหตุที่มีน้ำสีเหลืองเพราะอำนาจรัศมีของทองคำที่ประดับภูเขาพระสุเมรุทางด้านทิศเหนือมีมากส่องลงมาจับต้อง

   ๔.ขีรสาคร   คือทะเลที่ตั้งอยู่บนโลณมหาสมุทรทางด้านทิศตะวันออกของภูเขาพระสุเมรุ   เหตุที่เรียกว่า "ขีรสาคร"   เพราะเป็นทะเลที่มีน้ำสีขาวเหมือนน้ำนม   เหตุที่มีน้ำสีขาวเหมือนน้ำนมเพราะอำนาจรัศมีของเงินที่มีเป็นจำนวนมากทางด้านทิศตะวันออกของภูเขาพระสุเมรุส่องลงมาจับต้อง

       ชมพูทวีป

   

   ชมพูทวีป  คือเกาะใหญ่ที่มีต้นไม้หว้าใหญ่เป็นสัญญาลัษณ์ของทวีปมีเนื้อที่ ๑๐๐๐๐ โยชน์  และมีทวีปน้อยเป็นบริวารอีก ๕๐๐ ทวีป ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์  มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้มีใบหน้ารูปไข่  มึอายุยืนได้ตังแต่ ๑๐ ปี  ถึง ๑ อสงไข   พระพุทธเจ้าทุกพระองค์และพระสาวกจะต้องลงมาตรัสรู้ในชมพูทวีปนี้เท่านั้นจะไม่เสด็จไปตรัสรู้ที่ทวีปอื่น   ในเนื้อที่ ๑๐๐๐๐ โยชน์นี้  เป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ ๓๐๐๐ โยชน์   เป็นป่าหิมวันต์ ๓๐๐๐ โยชน์   และเป็นน้ำทะเล ๔๐๐๐ โยชน์  ชมพูทวีปและทวีปน้อย ๕๐๐ ทวีปล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนนีลสาคร คือทะเลที่มีน้ำเป็นสีเขียว

   ต้นหว้าใหญ่ที่เป็นไม้ประจำทวีปนี้ วัดตั้งแต่โคนต้นถึงปลายยอดวัดได้ ๑๐๐ โยชน์   วัดรอบต้นได้ ๑๕ โยชน์  มีกิ่ง ๔ กิ่ง  แผ่ออกไป ๔ ทิศๆละกิ่ง  กิ่งหนึ่งยาวได้ ๕๐ โยชน์  ต้นไม้หว้าประจำทวีปนี้มีอายุยืนได้ หนึ่งวิวัฏฏัฏฐายีกัปป์  ตั้งอยู่ในบนเนินเขาแห่ป่าหิมพานต์ทางด้านทิศเหนือของทวีป  ใต้กิ่งต้นหว้าที่แผ่ออกไป ๕๐ โยชน์นั้นมีแม่น้ำมหานทีหลายสายไหลผ่านในป่าหิมวันต์  ปลายแม่น้ำก็ไปตกลงที่นีลมหาสมุทร  แม่น้ำที่เกิดขึ้นภายใต้ต้นหว้านี้ล้วนแล้วแต่เกิดจากน้ำฝนและน้ำค้างตกเซาะลงไปในดินทุกวันจึงกลายเป็นแม่น้ำใหญ่หลายสาย   ผลหว้าสุกแล้วก็หล่นลงไปในสองฝั่งของแม่น้ำสายใหญ่พอตกลงถึงพื้นดินแล้วก็กลายเป็นหน่อทองคำชมพูนุทมีเนื้อทองสุกปลั่งเหลืองอร่ามสวยงามยิ่งนัก  ผลไม้นี้ถ้าหล่นลงไปในแม่น้ำก็เป็นอาหารของปลาและเต่า  ถ้าหล่นลงบนบกก็เป็นอาหารของนกที่มีตัวใหญ่เท่าเรือนยอดและใหญ่เท่าช้างมาเล็มกิเป็นอาหาร   ผลหว้านี้มีรสชาติอันอร่อยมีกลิ่นหอมมีรสหวานเหมือนน้ำผึ้งมีโอชารสยิ่งนัก  ผลหว้านี้มีผลใหญ่เท่าช้าง

       อมรโคยานทวีป

   

   อมรโคยานทวีป   คือเกาะใหญ่ทีมีต้นไม้กระทุ่มเป็นสัญญลักษณ์ของทวีป  ต้นไม้กระทุ่มมีรูปลักษณะเท่ากันกับต้นไม้หว้าทุกประการ มีอายุยืนได้หนึ่งวิวัฏฏัฏฐายีกัปป์เท่ากัน มีเนื้อที่วัดได้ ๗๐๐๐ โยชน์  มนุษย์ในทวีปนี้มีใบหน้าเหมือนพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว มีอายุยืนได้ ๕๐๐ ปีเป็นกำหนด ถ้าอายุยังไม่ถึง ๕๐๐ ปีจะไม่ตาย  มนุษย์ในทวีปนี้เดินเคลื่อนไหวไปมารองเท้าไม่ติดดิน

       อุตตรกุรุทวีป               

 

   

     เรื่องของมนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป
   มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปมีคุณลักษณะพิเศษดีกว่าเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดีงส์และมนุษย์ในชมพูทวีปอยู่ ๓  ประการ  คือ:-
    ๑.มีตัณหาคือความอยากน้อย  มนุษย์ในทวีปนี้จะไม่หวงแหนสรรพสิ่งของต่างๆไม่ว่าจะเป็นสิ่งของใดๆก็ตาม
    ๒.มีอายุยืน ๑๐๐๐ ปีอย่างเที่ยงแท้  คือมนุษย์ในทวีปนี้จะไม่ตายตอนเป็นเด็กและตอนเป็นหนุ่มเป็สาว จะตายเมื่อสิ้นอายุขัยคือ มีอายุได้ ๑๐๐๐ ปีเท่านั้น  และจะไม่ตายด้วยอุบัติเหตุและการป้องร้ายของสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย
    ๓.เมื่อตายแล้วจะไปเกิดในเทวโลกคือเมืองสวรรค์อย่างเดียวจะไม่ไปเกิดในโลกอื่น
     
ความรักของมนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป
   ความรักของมนุษย์ในอุตตรกุรุทีป  มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปจะเสพสังวาสกันเพียง ๕ ครั้งเท่านั้นในชีวิต  พวกเขาจะมีความรู้สึกในทางเพศในระยะเวลาเพียง ๗ วันเท่านั้น เลย ๗ วันไปแล้วความรู้สึกทางเพศจะระงับดับหายไป จะไม่มัวเมาในกามราคะ  บุรุษและสตรีในทวีปนี้จะไม่หวงแหนซึ่งกันและกัน  ผู้ชายจะไม่มีความหวงแหนเลยว่า "คนนี้เป็นแม่ของเรา   คนนี้เป็นเมียของเรา   คนนี้เป็นแฟนของเรา  คนนี้เป็นพี่สาวของเรา   และคนนี้เป็นน้องสาวของเรา" ความคิดอย่างนี้ไม่มีในจิตใจพวกเขาเลย   ผู้หญิงก็เหมือนกันไม่มีความคิดหวงแหนในจิตใจเลยว่า "คนนี้เป็นพ่อของเรา   คนนี้เป็นผัวของเรา   คนนี้เป็นพี่ชายของเรา   และคนนี้เป็นน้องชายของเรา"    ผู้ชายถ้าเห็นแม่ของตนเองจะจำได้โดยไม่ลืมเลย  จะไม่เสพสังวาสกับแม่ของตนเองโดยเด็ดขาด   ผู้หญิงถ้าเห็นพ่อของตัวเองจะจำได้โดยไม่ลืมเลย  จะไม่เสพสังวาสกับพ่อของตนเองโดยเด็ดขาด
   อาหารของมนุษย์ในทวีปนี้คือ "ข้าวสัญชาตสาลี"  ข้าวสัญชาตสาลีนี้มันจะเกิดของมันเอง มนุษย์ในทวีปนี้ไม่ต้องทำไร่ไถนา  จะทำไร่ไถนาปลูกฝักแฟงแตงกวาไม่มี ผู้คนจะเป็นอยู่อย่างสันโดษไม่ต้องทำมาค้าขาย ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีพรั่งพร้อมไปหมดไม่มีอะไรขาดแคลน  อยากจะกินอะไรก็ไปหาเอาได้ตามสบาย
   ข้าวสัญชาตสาลีที่เกิดในทวีปนี้เป็นข้าวสารบริสุทธิ์์ไม่มีแกลบและรำไม่ต้องสีและตำ  ข้าวสาลีชนิดนี้มีกลิ่นหอมหวนยิ่งนักมีรสชาติอันโอชะ ใครกินเข้าไปแล้วก็จะไม่เป็นโรค ข้าพเจ้าเข้าใจว่ามันคงจะเป็นยารักษาโรคไปในตัว  ในทวีปนี้ไม่มีหมอยารักษาโรคและไม่มีร้านขายยา เวลาจะกินก็ง่ายเพียงแต่เอาข้าวสาลีใส่หม้อทองคำแล้วยกขึ้นตั้งเหนือก้อนศิลาที่มีชื่อว่า "โชติปาสาณะ" ข้อความตรงนี้ผู้อ่านบางคนอาจจะสงสัยว่า จะไปเอาหม้อทองคำมาจากไหนเยอะแยะมาให้คนหุงข้าวให้ครบกันได้  ข้อนี้ไม่ยากผู้อ่านทั้งหลายต้องรู้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปว่า  พื้นแผ่นดินในทวีปนี้ล้วนแล้วแต่เป็นทองคำทั้งสิ้นคือแผ่นดินจะเป็นทองคำเหลืองอร่ามไปหมด  ทองคำในทวีปของเราคือชมพูทวีปมันมีค่ามาก  แต่ในอุตตรกุรุทวีปไม่มีค่าไม่มีใครซื้อกันคือมันมีมากเกินไปจนไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรดี เพราะแผ่นดินในทวีปมันเป็นทองคำไปทั้งหมดเลย  เมื่อเป็นเช่นนี้มันจึงเป็นสาเหตุทำให้คนในทวีปมนี้มีความโลภน้อยมาก  ทวีปของเราทองคำมีน้อยมันจึงเกิดการแก่งแยงกัน เมื่อมีการแก่งแยงกันมันจึงมีการทำบาปเกิดขึ้นในทันที  เวลาหิวข้าวไม่ยากเลยไปเอาข้าวสาลีที่ริมทางใส่ลงไปในหม้อทองคำแล้วเอาน้ำใส่ตามที่ชอบ แล้วจึงยกไปตั้งลงที่ก้อนหิน โชติปาสาณะ  เมื่อเรายกหม้อตั้งที่ก้อนหินโชติปาสาณะแล้วก้อนหินมันก็จะร้อนเป็นไฟขึ้นมาเอง คล้ายๆกับหม้อหุงข้าวไฟฟ้าที่ทวีปของเรา แต่ที่ทวีปของเขามันไม่เป็นอันตร้ายไม่มีพิษและไม่ต้องเสียเงินค่าไฟ  ก้อนหินโชติปาสาณะมันไม่มีเถ้าถ่านและควันไฟเลยพอข้าวสุกแล้วมันก็จะดับของมันเอง   ข้าวสาลีชนิดนี้ไม่มีกับแกล้มมันก็อร่อยเราอยากจะกินรสอย่างไรก็นึกเอาเองมันก็จะเกิดมีรสชาติตามที่เรานึกทุกประการ  พระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้ามักจะเสด็จไปบิณฑบาตที่ทวีปนี้บ่อยๆ  พระพุทธเจ้าของเราในคราวที่พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดพุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์  พระองค์ก็ทรงเสด็จไปบิณฑบาตที่อุตตรกุรุทวีปและฉันภัตตาหารที่ทวีปนี้จนออกพรรษา
   เครื่องนุ่งห่มของคนในทวีปนี้เมื่อพวกเขาต้องการเครื่องนุ่งห่มและเสื้อผ้าก็จะไปสอยเอาที่ต้นกัลปพฤกษ์ที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งในโลกนี้อยากได้ทรงไหนสไตล์ไหนก็สอยเอาได้ตามสบายล้วนแต่ดีๆทั้งนั้น เครื่องประดับอย่างอื่นก็มีอีกมากมีทุกอย่างตามที่เราต้องการ
ประชาชนชาวอุตตรกุรุทวีปจะไม่หวงแหนสิ่งใดเลย  จะหวงว่าสิ่งนี้เป็นของเราๆจะไม่ให้ใครอย่างนี้ไม่มีในจิตใจของพวกเขาเลยและ ถ้าพวกเขาลงอาบน้ำในท่าน้ำพวกเขาจะวางเสื้อผ้าและเครื่องประดับกองทับกันเอาไว้ในกองเดียวกัน  ใครขึ้นจากน้ำก่อนก็เอาเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่อยู่ข้างบนนุ่งห่มไปเลยคนขึ้นมาจากน้ำทีหลังก็จะใส่เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ยังเหลืออยู่โดยไม่เลือกว่านี้เขาฉันนี้ของคุณ
  บ้านเรือนของชาวอุตตรกุรุทวีปจะใช้ต้นไม้ ที่มีชื่อว่า "อุโลก"  เป็นบ้านเรือน    ต้นไม้อุโลกนี้จะมีค่าคบกิ่งและใบแน่นหนามากกิ่งและใบก็จะชลูดลงมาคล้ายต้นสนฉัตรอินเดียที่ทวีปของเรา แต่ต้นอุโลกนี้มันจะมีกิ่งก้านแผ่ออกไปจากลำต้นประมาณ ๑๐๐  เมตร  เวลาฝนตก  ฝนจะไม่สาดหรือกระเซ็นไปถึงตัวคนที่อยู่อาศัยอยู่ใต้ต้นไม้นี้เลย  เพราะฝนตกในทวีปนี้จะไม่มีลมพายุเหมือนทวีปของเราอยากตกมันก็ตกลงมาเลยโดยไม่ต้องอาศัยลมพายุ   ต้นอุโลกมีลักษณะเหมือนกับเรือนยอด คนที่อยู่อาศัยใต้ต้นของมันจะมีแต่ความสุขเพลิดเพลินเจริญใจร่มรื่นบันเทิงใจยิ่งนัก และคนที่ได้อาศัยอยู่ใต้ต้นอุโลกนี้จะมีแต่ความสุขสวัสดีเปรียบเหมือนได้อยู่ในปรางค์ปราสาทจะไม่ลำบากด้วยเหตุใดๆทั้งสิ้น  ส่วนต้นไม้อื่นๆที่อยู่รายลอบต้นอุโลกนี้จะสีสรรอันสวยงามมีกลิ่นหอมเป็นที่น่าอภิรมย์ยิ่งนัก   พื้นแผ่นดินที่มีอยู่ในทวีปนี้จะมีลักษณะราบเรียบเป็นหน้ากลองโดยปราศหลักตอและเสี้ยนหนามจะดาดาษไปด้วยหญ้าอันเขียวขจีสัมผัสอ่อนหนุมดังสำลีมีสีสรรสวยงามประดุจดังสีสร้อยคอของนกยูงมีความสูง ๔ นิ้วเสมอกันหมด โดยรอบของทวีปนี้จะแวดล้อมไปด้วยภูเขาทองคำและแผ่นดินของโลกนี้จะมีสีเหลืองเหมือนสีของทองคำส่องสว่างเรืองโรจน์อยู่เสมอ  ในทวีปนี้จะมีตันกัลปพฤกษ์สูง ๑๐๐ โยชน์ ๑ โยชน์เท่ากับ ๑๖ กิโลเมตร  ๑๐๐ โยชน์จะสูงเท่าไหร่ กรุณาคิดเอาเอง มันเป็นต้นไม้ประจำทวีป  ต้นกัลปพฤกษ์นี้มีประโยชน์อย่างไรทราบหรือไม่?  ต้นกัลปพฤกษ์ในอุตตรกุรุทวีปนี้เป็นต้นไม้ประจำทวีป สูง ๑๐๐ โยชน์   กว้าง ๑๐๐ โยชน์   และมีปริมณฑลแผ่ออกไปอีก ๓๐๐ โยชน์  ต้นกัลปพฤกษ์เป็นต้นไม้ที่ให้ผลสำเร็จตามความปราถนาทุกประการ ใครปราถนาอยากจะได้อะไรก็จะได้สิ่งนั้นสมปราถนาทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแก้วแหวนเงินทองเครื่องประดับของกินของและใช้มีทั้งนั้น
  ฝูงสัตว์ทั้งหลายในทวีปนี้จะไม่เบียดเบียนมนุษย์และมนุษย์ทั้งหลายก็จะไม่เบียดเบียนสัตว์  มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปนี้จะไม่พยาทอาฆาตมาดร้ายต่อกัน  จะไม่ทะเลาะวิวาทกัน อยู่กันด้วยความสงบสุข  ข้าพเจ้าคิดว่ามันเป็นโลกที่น่าอยู่เสียจริงๆ                                   อนึ่งในอุตตรกุรุทวีปนี้จะไม่มีกลิ่นเหม็น  มีแต่กลิ่นหอมที่หอมฟุ้งอยู่ตลอดเวลาเป็นที่น่าปรีด์เปรมเกษมจิตยิ่งนัก  สระน้ำใน
อุตตรกุรุทวีปนั้นจะเต็มไปด้วยดอกบัวหลากหลายนานาชนิดมีทั้งสีเขียว   สีขาว   สีเหลือง   สีแดง   และสีหงสบาท บานอยู่ตลอดเวลามันส่งกลิ่นหอมฟุ้งขจรกระจ่ายทั่าไปหมด

   มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปในไม่มีความหวงแหนในวัตถุสิ่งของอะไรไม่ว่า จะเป็นแก้ว  แหวน  เงินทอง  เพชรนิลจินดาที่เป็นเครื่องประดับและของใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช้างม้าวัวควาย ล้อรถ ที่ดินเรือกสวนไร่นา   แต่มนุษย์ในชมพูทวีปจะมีความหวงแหนในวัตถุสิ่งของเครื่องอุปโภคและบริโภค แก้ว  แหวน  เงินทอง  เพชรนิลจินดา  เรือกสวนไร่นาเป็นอันมาก   ผู้ที่มีสติปัญญารู้กฏของไตรลัษณ์คือ  อนจจัง   ทุกขัง   อนัตตา  ไม่ติดในวัตถุสิ่งของมีน้อยมาก  เทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็เหมือนกันมากไปด้วยความกำหนัด ยินดีในราคะ  ความปรารถนา ความดิ้นรน ความอยาก ความเสน่หาเหมือนกับมนุษย์ในชมพูทวีปหวงแหนในทิพยสมบัติสุรางคนางอันเป็นบริวารของตนเอง
     อายุขัยและการเกิดของมนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป
  มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป  ทั้งหญิงและชายจะมีอายุยืนได้  ๑๐๐๐  ปี ไม่มากและไม่ต่ำกว่านี้  ถ้าอายุยังไม่ถึง ๑๐๐๐ ปีจะยังไม่ตายจะไม่ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ  จะไม่ตายด้วยอุบัติเหตุ  จะไม่ตายด้วยการป้องร้ายของมนุษย์ด้วยกัน  จะไม่ตายด้วยการทำร้ายของอสรพิษและสัตว์ร้าย  จะตายเมื่ออายุครบ  ๑๐๐๐  ปีเท่านั้น
  การเกิดของมนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปจะไม่เหมือนกับมนุษย์ในชมพูทวีป  มนุษย์ในชมพูทวีปเวลามีครรภ์จะเจ็บปวดแพ้ครรภ์เสวยทุกขเวทนายิ่งนัก  เวลาจะคลอดก็เจ็บปวดคลอดยากทุกทรมานยิ่งนัก   แต่มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปเวลามีครรภ์ท้องจะไม่โตเหมือนคนมีครรภ์ในชมพูทวีป เวลาคลอดก็สะดวกสบายเหมือนถ่ายอุจจาระไม่เจ็บปวดทรมานเหมือนคนในชมพูทวีป  ทารกที่เกิดมาจะไม่แปดเปื้อนด้วยไขและเลือดที่เป็นมลทินแห่งครรภ์จะสะอาดบริสุทธิ์ไม่ต้องตัดสายลกเหมือนมนุษย์ในชมพูทวีป  เด็กที่คลอดออกมาก็จะไม่ร้องไห้อุแว!  อุแว! เหมือนเด็กในชมพูทวีป   เด็กที่คลอดออกมาแล้วพ่อแม่ก็ไม่ต้องเลี้ยงดูเพียงแต่เอาเด็กไปวางไว้ตรงทางใหญ่สี่แพร่ง คนที่เดินไปมาจะช่วยเลี้ยงดูคือเมื่อใครเดินทางมาพบเด็กเข้าก็จะเอานิ้วมือแย่เข้าไปในปากของเด็กน้ำนมก็จะไหลออกมาจากนิ้วมือนั้นกลายเป็นน้ำนมเลี้ยงดูเด็กอย่างอิ่มหนำสำราญ  ใช้เวลาเพียง ๗ วันเท่านั้นเด็กก็จะเติบโต  ถ้าเป็นผู้หญิงก็ให้ไปอยู่ในกลุ่มผู้หญิง  ถ้าเป็นชายก็ให้เข้าไปอยู่ในกลุ่มของผู้ชาย
   รูปร่างและผิวพรรณของมนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป
  รูปร่างและผิวพรรณของมนูษย์ในอุตตรกุรุทวีป จะไม่เป็นคนพิกลพิการหูหนวกตาบอด  ง่อยเปลี้ยเสียขา  เตี้ยค่อม   มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปจะไม่เป็นโรคขี้กลากขี้เรื้อน หืดหอบ  ฝีดาด  หวัดไอ  มองคร่อ  ลมบ้าหมูและบ้าดีเดือด  ไข้สันนิบาตและไข้สัมประชวร   ที่มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปไม่เจ็บป่วยเพราะอำนาจของการบริโภคข้าวสาลีสัญชาตะ  ข้าวสาลีสัญชาตะมีคุณประโยชน์มากกินเข้าไปในท้องแล้วก็จะกลายเป็นยารักษาโรคไปด้วย  เด็กในอุตตรกุรุทวีปคลอดออกมาจากท้องแม่วันเดียวจะโตเท่ากับเด็กในชมพูทวีปมีอายุได้ ๖ เดือน   มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปจะมีส่วนสูงเท่ากับมนุษย์ในชมพูทวีปต่อกัน ๓ คนครึ่งคือสูงประมาณ ๑๓ ศอก
  ผิวพรรณของมนุษย์ในอุคตตรกุรุทวีปมี ๒ สี คือสีขาวกับสีแดง  จะไม่มีหลายสีเหมือนมนุษย์ในชมพูทวีป   ชาวอุตตรกุรุทวีปจะนุ่งห่มผ้ากัปปาสิกพัสตร์ คือผ้าที่ทำด้วยด้ายเหมือนกันหมด  จะนุ่งห่มด้วยผ้าหลากหลายชนิดเหมือนมนุษย์ในชมพูทวีปก็หามิได้  ผ้าแต่ละผืนจะยาว ๒๐ ศอก  กว้าง ๑๐ ศอก  เป็นผ้าที่มีเนื้อละเอียดยิ่งนักจะหาผ้าในชมพูทวีปเป็นร้อย  เป็นพัน  เป็นหมื่น  เป็นแสนชนิดก็เปรียเทียบกันไม่ได้เลย

      การร่วมรักของมนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป

   ถ้ามนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปเกิดความรักใคร่กัน  ผู้ชายจะเพ่งดูผู้หญิงถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่รู้ตัวก็จะมีเพื่อนหญิงด้วยกันบอกเตือนว่าชายคนนั้นเพ่งดูคุณนะเขาตงรักคุณ  ถ้าผู้หญิงคนไหนเกิดความต้องการทางเพศขึ้นมาก็จะเพ่งดูผู้ชาย ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่รู้ตัวก็จะมีเพือนชายด้วยกันบอกเตือนให้รู้ว่า ผู้หญิงคนนั้นหลงรักคุณแล้วนะ  เมื่อทั้งชายและหญิงรู้จักกันแล้วก็จะพากันไปที่ต้นไม้ "อุโลก"  ถ้าหญิงและชายเหมาะสมคู่ควรกันต้นไม้อุโลกก็จะกำ บังหญิงและชายนั้นเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น  หญิงและชายนั้นจึงจะเสพสังวาสกันได้  ถ้าหากหญิงและชายคู่นั้นไม่เหมาะสมไม่คู่ควรกันต้นไม้อุโลกก็จะไม่บิดบังให้  หญิงและชายคู่นั้นก็จะเสพสังวาสกันไม่ได้        อนึ่งมนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปนั้นจะไม่มีการอาวาหะและวิวาหมงคลคือการสู่ขอแต่งงานกันเหมือนกับในชมพูทวีปของเรา  ผู้หญิงทุกคนที่อยู่ในอุตตรกุรุทวีปนั้นจะมีระดูได้เพียง ๕ ครั้งเท่านั้นจะไม่มีมากกว่านั้น  และผู้หญิงในอุตตรกุรุทวีปจะมีลูกได้ไม่เกิน ๕ ครั้งเท่านั้น

      รูปร่างหน้าตาของผู้หญิงในอุตตรกุรุทวีป

   ผู้หญิงในอุตตรกุรุทวีปนั้นจะมีรูปร่างหน้าตาสวยงามน่ารักเหมือนกันทุกคนที่รูปร่างไม่สวยคงไม่มี ผู้หญิงในอุตตรกุรุทวีปนี้จะมีรูปร่างไม่สูงนัก  ไม่เตี้ยนัก   ไม่ดำนัก   ไม่ขาวนัก  ไม่อ้วนนัก   ไม่ผอมนัก  รูปร่างสิริโสภาคย์สวยงามได้สัดส่วนน่ามองยิ่งนัก  ผู้หญิงในอุตตรกุรุทวีปนี้สมเป็นนางแก้ว   เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกผู้หญิงจากอุตตรกุรุทวีปว่า     "นางแก้ว"                                                                                                           ลักษณะความงามของผู้หญิงในอุตตรกุรุทวีป

     -ศีรษะกลมสวยเหมือนลูกแตงโม

     -เส้นผมจะดำสลวยเป็นเงางาม ถ้าปล่อยเลี้อยลงมาก็จะตกถึงตระโพกและปลายของเส้นผมก็จะงอนขึ้นประดุจดัง  เส้นผมทุกเส้นจะไม่มีผมหงอก

     -ใบหน้าจะเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนเหมือนกันหมด

     -หูจะเลียวงามประดุจดังใบโพธิ์

     -คิ้วจะโก่งงามเหมือนดังคันศร

     -นัยน์ตาจะกลมงามดำสนิทเหมือนนัยน์ตาของเนื้อทราย

     -ริมฝีปากจะบางแฉล้มเหมือนลูกพริกมีสีแดงประดุจดังผลตำลึงสุกโดยไม่ต้องทาลิบสะติก

     -ฟันจะขาวประดุจดังสังข์และจะเป็นระเบียบประดุจดังระเบียบแห่งเพชร

     -เสียงจะไพเราะเหมือนเสียงนกการเวก

     -คอจะกลมงามเหมือนดังลูกฝักและจะมีเส้นสรอยปล้องคออยู่ ๓ เส้น

     -นมจะตั้งเต่งตึงสวยงามอยู่เสมอประดุจดังผลมะตูมครึ่งซีกจะไม่หย่อนยานเลยจนตลอดชีวิต

     -แขนจะเลียวงามประดุจดังหยวกกล้วย

     -นิ้วมือจะเลียวงามเหมือนตัวหนอน

    -เล็บมือจะแดงงามเหมือนเมล็ดในของทับทิม โดยไม่ต้องใช้ยาทาเล็บ

     -เอวจะกลมงามประดุจดังหม้อนึ่งข้าว

     -ตระโพกจะผึ่งผาย

     -ขาจะเลียวงามประดุจดังงาช้าง

     -เท้าจะนูนบูม

     -ใบหน้าแจ่มจรัสเต็มบริบูรณ์ประดุจดังพระจันทร์ในวันเพ็ญผ่องใสสดชื่นรื่นเริงบันเทิงใจ  และใบหน้าของสตรีและบุรุษในอุตตรกุรุทวีปจะเป็นรูปสี่เหลี่ยม

     -ดวงตาของผู้หญิงในอุตตรกุรุทวีป มีสัณฐานกว้างงามที่ควรจะขาวก็ขาวอย่างสะอาดที่ควรจะดำก็ดำสนิทประดุจดังนิล  ที่ควรจะเขียวก็เขียวขจิตเขียวสนิทงามเป็นแสง  ที่ควรจะแดงก็แดงอย่างชาดแต้ม  ที่ควรจะเหลืองก็เหลืองอย่างสีของมาศเนื้อสูงดูไหนงามนั้น   

     -สะดือของผู้หญิงในอุตตรกุรุทวีปจะลึกเป็นเกลียวลงไปเหมือนก้นหอยงดงามยิ่งนัก

     -ตระโพกจะกว้างลำเพลากลม

     -ลำแข้งน้อยเลียวกลมมีขนเส้นเล็กๆบางๆน่ารักยิ่งนัก

     -กายนั้นอ่อนหนุมบริบูรณ์ถ้าผู้ชายได้สัมผัสจะทำให้เกิดมีความต้องการทางเพศขึ้นมาทันทีแม้บุรุษที่มีอวัยวะตายด้านแล้วก็ตาม ทำให้ผู้ชายมีความสุขอยู่ทุกฤดูกาล  ถ้าถึงวาระร้อนร่างกายของผู้หญิงจะเย็น  แต่ถ้าถึงวาระเย็นร่างกายของผู้หญิงก็จะอบอุ่น จะให้ความสุขแก่บุรุษที่ได้สัมผัสอยู่ตลอดเวลา

     -ผู้หญิงในอุตตรกุรุทวีป จะพูดจาด้วยวาจาที่อ่อนหวานนุ่มนวลสละสลายไพเราะยิ่งนัก

     -ผู้หญิงในอุตตรกุรุทวีปจะประดับประดาร่างกายด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่สวยงามอยู่เสมอจนตลอดชีวิต

     -มนูษย์ในอุตตรกุรุทวีปจะไม่เจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บ

     -มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป  ถ้าเป็นผู้ชายเมื่อเจริญเติบโตอายุได้ ๒๐ ปีแล้วก็จะหยุดอยู่แค่นั้นจะไม่เติบโตต่อไปอีกจะไม่แก่เฒ่าเหมือนมนุษย์ในชมพูทวีปของเรา จะมีวัยเหมือนเด็กหนุ่มอายุ ๒๐ ปี อยู่ตลอดเวลา จนกว่าอายุจะครบ ๑๐๐๐ ปี  จึงจะตาย   ถ้าเป็นผู้หญิงเมื่อเจริญเติบโตอายุได้ ๑๖ ปีแล้วก็จะหยุดอยู่แค่นั้นจนกว่าอายุจะครบ ๑๐๐๐ ปีจึงจะตาย พูดให้ฟังง่ายๆคือจะเป็นหนุ่มและเป็นสาวจนอายุถึง ๑๐๐๐ ปี  จึงจะตาย

              ลมฟ้าอากาศในอุตตรกุรุทวีป

   มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปจะไม่ลำบากด้วยร้อนและหนาว  เมื่อถึงฤดูร้อนถ้าถึงเดือนอันเป็นที่สุดแห่งฤดูร้อนคือ วันแรม ๑๕ ค่ำ  เดือน ๗  ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือน ๘    เมื่อเวลาใกล้รุ่ง จะมีอากาศร้อนกับหนาวเท่ากัน ฤดูกาลในอุตตรกุรุทวีปนั้นจะไม่ร้อนไม่หนาวจะเป็นสุขอยู่เช่นนี้ชั่วนิรันดร์  อากาศจะไม่วิปริตแปรผันเหมือนในชมพูทวีป   ชมพูทวีปจะมีอากาศแปรปรวนอยู่ตลอดเวลาเพราะฉะนั้นในชมพูทวีปมนุษย์จึงมีอายุสั้นบางยาวตามสภาพของอากาศเอาแน่นอนไม่ได้  ในอุตตรกุรุทวีปมนุษย์จะไม่เป็นอันตรายเพราะลมและแดดและ จะไม่มีความคับแค้นใจ   สัตว์มีพิษทั้งหลาย เช่น งูพิษ  เสือ  ต่อ  แตน  ปลาไหลไฟฟ้า เหลือบ  ยุง  ริ้ว  ไร  เห็บหมัด  ตะขาบ  แมงป่อง  มดที่กัดต่อยคนจะไม่มีเลย

   ในอุตตรกุรุทวีปนี้มีต้นกัลปพฤกษ์อยู่ทุกมุมเมืองใครอยากได้อะไรก็ไปสอยเอาไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า  เครื่องประดับตกแต่งร่างกายล้วนแล้วแต่ดีๆ  อาหาร  ผลไม้ที่อร่อยที่ไม่มีสารพิษ  ผ้านุ่งผ้าห่มที่อยู่ในต้นกัลปพฤกษ์ล้วนแล้วแต่เป็นผ้าเนื้อดีละเอียดอ่อนหนุมเมื่อสัมผัสจะทำให้เรามีความสุขสบายยิ่งนัก ผ้าเหล่านี้จะมีสีสรรหลากหลายชนิดมีทุกอย่างตามที่เราต้องการจะห้อยย้อยอยู่ที่ต้นกัลปพฤกษ์เต็มไปหมด  ลวดลายของเสื้อผ้าจะสำเร็จด้วยแก้วและทองคำเลื่อมระยิบระยับจับตาสวยงามยิ่งนัก   และในต้นกัลปพฤกษ์นี้มีเครื่องดนตรีดีดสีตีเป่า เช่นพิณ  ปี่  ตะโพน  บัณฑพ  ฉิ่ง  กรับ  สังข์และกังสดาล ห้อยย้อยเต็มไปหมดจะเลือกเอาเครื่องดนตรีชนิดไหนก็มีทั้งนั้น

        ความสมบูรณ์และความงามแห่งธรรมชาติ

   ต้นไม้ในอุตตรกุรุทวีปมีหลากหลายชนิด ต้นไม้ที่มีผลจะมีผลโตเท่ากับหม้อ  ผลไม้แต่ละผลจะมีรสอันหอมหวานเอมโอชคืออร่อยลิ้นยิ่งนักกินครั้งเดียวจะบรรเทาความหิวไปได้ ๗ วัน   แม่น้ำและมหาสมุทรในอุตตรกุรุทวีปเป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทินและเปลือกตม มีท่าน้ำอันระรื่นน่ารื่นรมย์น่าอาบและน่ากินยิ่งนัก  หาดทรายและกระแสน้ำจะมีสีเหลืองเหมือนทองคำ สองฝั่งแม่น้ำไม่ร้อนนักไม่เย็นนักมีสัมผัสอันเป็นสุขดาดาษไปด้วยดอกไม้ที่เกิดในน้ำมีกลิ่นหอมฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วหมด  กระแสน้ำที่ไหลไปในลำน้ำทั้งปวงนั้นจะหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้  ต้นไม้และเถาวัลย์ในอุตตรกุรุทวีปจะไม่มีหนามจะเต็มไปด้วยดอกไม้ที่มีสีสรรอันสวยงามและมีผลเป็นพุ่มเป็นพวงห้อยระย้า  ถ้าประชาชนต้องการที่จะหลับนอนใต้ต้นไม้ต้นไหน  ภายใต้ร่มไม้นั้นก็จะมีฟูกหมอนและเตียงตั่งให้หลับนอนด้วยอำนาจของบุญ

    ถ้าญาติพี่น้องคนไหนมีอายุได้ ๑๐๐๐ ปี ก็จะตาย เมื่อพ่อแม่ญาติพี่น้องตายจะไม่มีการเศร้าโศกและร้องไห้  เมื่อมีการตายเกิดขึ้นพวกเขาจะเอาผ้าขาวห่อศพแล้วยกเอาไปวางไว้กลางแจ้ง ต่อจากนั้นก็จะมีนกหัสดีลิงค์บินมาคาบเอาซากศพไปทิ้งที่นอกภูเขาทองคำที่ล้อมรอบทวีปอยู่ภายในอุตตรกุรุทวีปนี้จะไม่มีซากศพและกลิ่นเหม็นในทวีปนี้จะไม่มีป่าช้าแผ่นดินในอุตตรกุรุทวีปจะทำให้สิ่งโสโครกทั้งหลาย  เช่น เสมหะ  อุจจาระ  ปัสสาวะจมลงไปใต้แผ่นดินเอง

    

       นี้คือรูปภาพลักษณะของนกหัสดีลิงค์ที่คาบเอาซากศพไปทิ้ง

               อายุขัยของมนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป

   ในอุตตรกุรุทวีปมนุษย์จะมีอายุยืนได้ ๑๐๐๐ ปี ทั้งหญิงและชาย  ถ้าอายุขัยยังไม่ถึง ๑๐๐๐ ปีจะไม่ตาย  ร่างกายของพวกเขาจะไม่วิปริตแปรปรวนผันผวนด้วยอำนาจของลมแลแดดและความเจ็บไข้ได้ป่วย กำลังวังชาก็จะไม่ถดถอย  ร่างกายก็จะไม่ชราและเหี่ยวย่น  จะไม่มีคนหูหนวกหูตึง  หน้ามืดตามัวฟันหัก  แก้มตอบ  สันหลังขด ง่อยเปลี้ยเสียขา จะไม่มีเหมือนกับมนุษย์ในชมพูทวีป  ในชมพูทวีปนั้นเมื่อตั้งปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ของมารดาแล้วพอเป็นกัลละเหมือนน้ำมันงาใสๆก็จะฉิบหายไปก็มี   บางจำพวกเป็นอัมพุทะเหมือนปุ่มเปลือกในไข่แล้วฉิบหายไปก็มี   บางจำพวกเข้มข้นขึ้นเป็นชิ้นเนื้อแล้วฉิบหายไปก็มี   บางจำพวกเป็นฆนะและเป็นแท่งแล้วก็ฉิบหายไปก็มี   บางจำพวกเป็นปัญจสาขาแตกเป็นกิ่ง ๕  กิ่ง คือมือ ๒  เท้า ๒  และศีรษะ ๑ แล้วฉิบหายไปก็มี   บางจำพวกจำเริญเป็นรูปกายมีผมแล้วตายไปก็มี   บางจำพวกก็ขัดขวางไม่สามารถออกจากครรภ์ได้ตายไปก็มี   บางจำ พวกคลอดออกมาจากครรภ์แล้วเพียงครู่เดียวแล้วตายไปก็มี  บางจำพวกมีอายุได้ ๑ ปี  ๒ ปี  ๓ ปี  ๔  ปี  ๕  ปี  ๑๐  ปี  ๒๐  ปี  ๓๐  ปี  ๔๐  ปี  ๕๐  ปี  ๖๐  ปี  ๗๐  ปี  ๘๐  ปี  ๙๐  ปี  ๑๐๐  ปี  ตายไปก็มี  แต่มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปจะไม่เป็นอย่างนี้คือจะไม่ตายเพราะโรคภัยไข้เจ็บ  จะไม่ตายด้วยอุบติเหตุและคณไสย์  จะไม่ตายด้วยการปองร้ายของมนุษย์  จะไม่ตายด้วยสัตว์ร้ายและสัตว์มีพิษทั้งหลาย  จะไม่ตายด้วยยาพิษยาเบื่อยาสั่ง  จะไม่ตายด้วยด้วยพืชผักและสิ่งที่เป็นพิษทั้งหลาย จะไม่ตายด้วยด้วยเครื่องศัตราอาวุธทั้งหลายและจะไม่ตายเพราะแก่ชรา ถ้าอายุยังไม่ถึง ๑๐๐๐ ปี  จะไม่ตายอย่างแน่นอน

             คติแห่งสมปรายภพ

   คติแห่งสัมปรายภพคือการไปสู่ภพอื่นในเมื่อตายไปแล้ว  มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปเมื่อตายไปแล้วจะไปเกิดในเทวโลกคือเมืองสวรรค์อย่างเดียวจะไม่ไปเกิดในโลกอื่นภพอื่นอย่างเด็ดขาด  ทำไมถึงเป็นเช่นนี้  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่ามนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปถือศีล ๕ ได้ครบทุกข้อไม่ขาดและไม่ด่างพร้อยแม้แต่นิดเดียวตั้งแต่เกิดจนตาย  เพราะฉะนั้นเวลาตายจึงไปเกิดในโลกสวรรค์อย่างเดียวไม่ไปเกิดในโลกอื่น

             อานุภาพของศีลในอุตตรกุรุทวีป

   มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ถือศีล ๕ เหมือนกันหมด ถืออย่าง บริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่มีขาดหรือด่างพร้อยเป็นอยู่เช่นนี้ตลอดไป  เพราะการถือศีล ๕อย่างครบถ้วนสมบูรณ์จึงทำให้มนุษย์ในทวีปนี้มีร่างกายสวยงามมีอายุยืนยาวได้ ๑๐๐๐ ปี  เวลาตายก็ไปเกิดโลกสวรรค์อย่างเดียวไม่ไปตกนรกเหมือนมนุษย์ในชมพูทวีป

   ประโยชน์ของศีล  ศีลเป็นยานอันวืเศษดีกว่ายานทั้งหลาย เช่น  หัตถียาน คือเครื่องนำไปที่เกิดจากช้าง   อัสสยาน คือรถม้า   รถยาน คือรถยนต์, รถจักรยานยนต์, รถจักรยาน    ยานอวกาศ  คือไอพ่นเครื่องบิน  จะนำเราไปได้ก็แต่ในโลกนี้เท่านั้น  แต่ยานพวกนี้จะนำพาเราไปสู่โลกอื่นไม่ได้  เพราะฉะนั้นศีลพระพุทธองค์ตรัสว่า "สีลัง  ยานานะมุตตะมัง  ศีลเป็นยวดยานอันสูงสุดกว่ายวดยานทั้งหลาย"  และพระพุทธองค์ต่อไปว่า "สีลัง  อะลังการะมุตตะมัง  แปลว่า ศีลเป็นเครื่องประดับอันวิเศษสุดย่อมงามในโลกทั้ง ๓   คือมนุษยโลก   เทวโลก   และพรหมโลก"  ความงามของศีลไม่เลือกยากดีมีจนเด็กหนุ่มสาวเฒ่าชะแรแก่ชรา คนไหนมีศีลคนนั้นก็จะงามได้โดยไม่เลือกหน้า  สีลัง  คันโธ  อนุตตะโร  กลิ่นของศีลหอมกว่ากลิ่นของดอกไม้ทั้งหลาย  แม้ดอกไม้ปริกชาติอันเป็นดอกไม้ประจำสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เวลาบานจะมีกลิ่นหอมฟุ้งไปไกลได้ ๑๐๐ โยชน์ กลิ่นหอมของดอกปริกชาติหอมไปตามลมหอมทวนลมไม่ได้  แต่กลิ่นของศีลหอมไปตามลมก็ได้หอมทวนลมก็ได้หอมไปได้ทั้ง ๘ ทิศ ระยะทางใกล้ไกลไม่มีกำหนดศีลมีที่ไหนก็หอมไปในที่นั่น  ความสวยความรู้และยศศักดิ์เป็นเครื่องประดับของมนุษย์ชนิดหนึ่ง ที่มนุษย์ต้องการและใฝ่หา แต่ความสวยทั้ง ๓ ชนิดนี้ถ้าขาดศีลจะเป็นความสวยที่ไร้ค่าเป็นสิ่งจอมปลอมเพื่อลวงโลกเท่านั้น      สีเลนะ  สุคะติง  ยันติ  บุคคลจะได้ไปบังเกิดในสุคติภูมิคือ  มนูษยโลก   เทวโลก   พรหมโลก  ก็เพราะศีล  เพราะฉะนั้นศีลจึงเป็นยานพาหนะที่จะพาเราไปได้ทั้ง ๓ โลก        สีเลนะ  โภคสัมปะทา   ผู้ใดมีศีลผู้นั้นก็จะบริบูรณ์ด้วยสมบัติที่เป็นสวิญญาณกะทรัพย์แลอวิญญาณกะทรัพย์                                                                                                           สีเลนะ  นิพพุติง  ยันติ   พระอริยเจ้าทั้งหลาย จะสำเร็จเป็นพระอริยบุคคล จะกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานเป็นนิพพานสมบัติได้ก็เพราะศีลทั้งนั้น

           การเดินทางไปยังอุตตรกุรุทวีป

   ผู้ที่มีความต้องการที่จะไปสู่อุตตรกุรุทวีปจะต้องเดินทางไปด้วยวิธี ๕ อย่างนี้  คือ:-            ๑.ไปด้วยอำนาจของอภิญญา ๖ ผู้ที่บำเพ็ญเพียรทางจิตจนได้อภิญญา ๖ คือ:-                ๑.๑ อิทธิวิธี        คือการแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ  เช่น เหาะเหิรเดินอากาศได้  ย่นแผ่นดินได้  แบ่งร่างกายเป็นหลายร่างได้  เดินบนน้ำได้  เนรมิตร่างกายเป็นคนหนุ่มได้  เป็นคนแก่ได้  เป็นต้นไม้ได้  เป็นสัตว์ได้   ลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์ด้วยมือได้  ใช้อำนาจนำรูปกายไปยังเทวโลกและพรหมโลกได้                                                                                    ๑.๒ ทิพพะโสตะญาณ       คือการหยั่งรู้ด้วยหูทิพพ์ สามารถฟังเสียงของเปรต  อสุรกาย  สัตว์เดรัจฉาน เสียงของมนุษย์ที่อยู่ไกลๆได้  เสียงเทวดา  และเสียงของพรหมได้  สามารถฟังได้ทั้งเสียงใกล้และเสียงไกล                                                                            ๑.๓ เจโตปริยะญาณ      คือการหยั่งรู้จิตใจและความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น 

         ๑.๔ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ      คือการระลึกชาติได้ว่าในอดีตชาติได้เกิดเป็นอะไรและในอนาคตจะไปเกิดเป็นอะไรที่ไหน

       ๑.๕ ทิพพะจักขุญาณ      คือการมองเห็นสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปได้ด้วยตาทิพย์

        ๑.๖ อาสะวักขะยะญาณ      คือการหยั่งรู้ว่าจะทำอาสวะกิเลสให้หมดสิ้นไปด้วยวิธีอย่างไร

    ๒.ไปได้ด้วยอำนาจของวิชชา ๘ ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานจนได้บรรลุวิชชา ๘   ประการ  คือ:-

       ๒.๑ วิปัสสนาญาณ      คือการหยั่งรู้เห็นแจ้งในเบญจขันธ์ คือ  รูป   เวทนา   สัญญา   สังขาร   วิญญาณ   ว่า "ไม่เที่ยง   เป็นทุกข์   เป็นของไมใช่ตัวตน"

       ๒.๒ มโนมยิทธิ      คือมีฤทธิ์ทางใจ

       ๒.๓ อิทธิวิธี      คือแสดงฤทธิ์ได้

       ๒.๔ ทิพพโสตญาณ      คือมีหูทิพย์

       ๒.๕ เจโตปริยญาณ      คือหยั่งรู้จิตใจของผู้อื่นว่าคิดอะไร

       ๒.๖ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ      คือการระลึกชาติได้

       ๒.๗ ทิพพจักขุญาณ      คือมีตาทิพย์

       ๒.๘ อาสวักขยญาณ      คือรู้จักการทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไป

    ๓.ไปด้วยอำนาจของสมาบัติ ๘ ประการ  สมาบัติ ๘ บางครั้งก็เรียก ฌาน ๘ คือ:-

        -รูปฌาน  ๔    รูปฌาน ๔ แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด  คือ:-

          ๑.ปฐมฌาน

          ๒.ทุติยฌาน

          ๓.ตติยฌาน

          ๔.จตุตถฌาน

        -อรูปฌาน  ๔     อรูปฌาน  ๔  แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด  คือ:-

           ๑.อากาสานัญจายะตะนะฌาน

           ๒.วิญญาณัญจายะตะนะฌาน

           ๓.อากิญจัญญายะตะนะฌาน

           ๔.เนวะสัญญานาสัญญายะตะนะฌาน

    ถ้าใครอยากจะรู้รายละเอิยดเกี่ยวกับสมาบัติ ๘  ให้ดูเมนูรายการข้างบนข้อที่ ๔ วิชาพุทธศาสตร์  ด้านข้างข้อนี้จะมีรูป ๓ เหลี่ยมสีขาวๆ ให้ลากเม้าส์ไปวางลงที่รูป ๓ เหลี่ยมนี้ก็จะมีเมนูรายการตัวหนังสือสีแดงชมพูโผล่ขึ้นมาให้เลือกๆข้อที่ ๒ คือสมาบัติ ๘ กรุณาอ่านดูให้จบท่านก็จะเข้าใจเรื่องของสมาบัติ ๘

   ๔.ไปด้วยอานุภาพของปรอทกายสิทธิ์    ปรอทกายสิทธิ์คือปรอทที่สำเร็จด้วยวิชาเล่นแร่แปรธาตุ เมื่อปรอทสีขาวถูกนำเอามาเล่นแร่แปรธาตุ  เมื่อมันสำเร็จเป็นปรอทกายสิทธิ์ปรอทมันจะกลับกลายเป็นสีเขียวดูตัวอย่างข้างล่าง

           

   เมื่อมันสำเร็จเป็นปรอทกายสิทธิ์แล้วถ้าเราอมไว้ในปากมันจะมีอานุภาพดังนี้

    ๑.รูปร่างของเราจะกลายเป็นรูปร่างเหมือนรูปร่างของพระเจ้ามหาจักรพรรดิ  เรื่องของพระเจ้ามหาจักรพรรดิข้าพเจ้าจะเอามาเล่าให้ฟังในเรื่องที่ว่าด้วยอำนาจของพระเจ้ามหาจักรพรรดิในตอนข้างหน้า

    ๒.เสียงของเราจะมีเสียงไพเราะเหมือนเสียงของพระพรหม

    ๓.เราจะไปป่าหิมพานต์ที่อยู่เชิงเขายุคันธรได้  ภายในยามเดียวคือ ๑ ชั่วโมงครึ่ง

    ๔.เราจะไปเที่ยวในทวีปทั้ง ๔ มีอุตตรกุรุทวีปเป็นต้น ภายในลัดมือเดียว

    ๕.เราคิดอะไรก็สำเร็จความปราถนาทุกประการ คือสารพัดนึก  นึกอะไรได้หมด

   **หมายเหตุ:- ถ้านักวิทยาศาสตร์ที่ค้นคว้าอยากจะไปพบมนุษย์ที่โลกอื่นหันมาให้ความสนใจค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับปรอทกายสิทธิ์ เมื่อทำปรอทกายสิทธิ์ขึ้นมาได้เขาก็จะไปดูมนุษย์ในโลกอื่นได้อย่างสบายไปอยู่ได้กี่เดือนกี่ปีก็ได้ไม่จำกัดจะไปวันไหนก็ได้ไปได้เร็วด้วยแค่ลัดมือเดียวก็ถึงแล้ว  การทำปรอทกายสิทธิ์ก็ลงทุนไม่มากอย่างแพงก็ไม่เกินหมื่นบาท  จรวดหรือไอพ่นและยานอวกาศราคาแพงราคาเป็นพันเป็นหมื่นล้านและยังไปโลกมนุษย์อื่นไม่ได้ด้วย  อย่างเก่งก็ไปได้แค่ดวงจันทร์, ดาวอังคาร, และดาวพฤหัสบดีเท่านั้น

       วิธีการสร้างปรอทกายสิทธิ์

   เมื่อกล่าวถึงเรื่องของปรอทกายสิทธิ์แล้ว  ข้าพเจ้ามีตำราการสร้างปรอทกายสิทธิ์ที่ท่านเจ้าของตำราได้สร้างสำเร็จมาแล้ว ถ้าท่านผู้ใดสนใจอยากไปเที่ยวในโลกของมนุษย์อื่นนอกจากโลกของเราแล้วให้สร้างปรอทให้สำเร็จเป็นปรอทกายสิทธิ์ ท่านก็จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังโลกอื่นได้สมปราถนา วิธีสร้างปรอทกายสิทธิ์มีดังนี้

   ขั้นตอนที่ ๑  ให้ทำเบ้ายาสำหรับใส่ปรอท  ตัวยาในการทำเบ้ามี ๑๐ ชนิด  คือ:-

     ๑.๑ หนังควายเผือก  บดให้แหลกละเอียด

     ๑.๒ หัสคุณ  (ต้นสมัด)

     ๑.๓ เจตมูลเพลิงแดง

     ๑.๔ ยางสลัดได

     ๑.๖ ใบส้มป่อย

     ๑.๗ ใบพลูแก

     ๑.๘ เปลือกตะแบก

     ๑.๙ เปลือกหมาก  หมากที่คนแก่เคี่ยวกับปูน

     ๑.๑๐ เปลือกรากของต้นมะไฟ

   ให้เอาตัวยาทั้ง ๑๐ เหล่านี้อย่างละเท่าๆกันใส่ในภาชนะแล้วเคี่ยวให้แหลกละเอียดจนเหลวเละเหมือนขี้วัวแล้วจึงปั้นให้เป็นเบ้า

   ขั้นตอนที่ ๒ ให้เอาตัวยา  ๓  ตัวนี้  คือ:-

     ๒.๑ ปรอทบริสุทธิ์  หนัก ๑  บาท    (ตัวยานี้ให้ใช้ไม้กวนให้ได้ ๑ วัน คือ ๒๔ ชั่วโมง)

     ๒.๒ มหาหิง  หนัก  ๑  บาท    (ตัวยานี้ให้ใช้ไม้กวนให้ได้ ๑ วัน)

     ๒.๓ น้ำมะนาวพื้นบ้าน   หนัก  ๑  บาท  (ตัวยานี้ให้ใช้ไม้กวนให้ได้ ๑ วัน)  

   เมื่อกวนครบ ๓ วันแล้วให้เอาไปใส่ลงในเบ้าที่ปั้นเตรียมไว้แล้ว

    ขั้นตอนที่ ๓ ให้ทำฝาปิดเบ้าให้มิด การทำฝาปิดเบ้าให้เอา  แกลบ  ๑  ส่วน    ทราย  ๑  ส่วน   และดินเหนียว  ๑  ส่วน  ขยำปั้นให้เป็นเบ้าอีกใบหนึ่งแต่ต้องให้โตกว่าเบ้าใบแรกเสร็จแล้วให้เอาเบ้าใบแรกใส่ลงไปในเบ้าใบที่สองแล้วเอาผ้าขาวพันให้รอบเบ้าอย่างแน่นหนา

   ขั้นตอนที่ ๔ ให้เอา

     ๔.๑ หระดาลทอง  หนัก  ๑  บาท

     ๔.๒ มหาหิง   หนัก  ๑  บาท

    ให้เอาตัวยาทั้ง ๒ ผสมกันแล้วทาที่เบ้าทางด้านนอกเมื่อทาดีแล้วให้เอาผ้าขาวพันข้างนอกอีกชั้นหนึ่ง  เสร็จแล้วให้เอาเกลือสินเธาว์  ๑  ส่วน  และหมากดิบอีก  ๑  ส่วน ผสมกันทาที่ผ้าขาวอีกชั้นหนึ่ง

   ขั้นตอนที่ ๕ ให้ทำเบ้าใหญ่อีกใบหนึ่งกะว่าจะใส่เบ้าที่ยาที่เราทำไว้แล้วนั้นได้พอดี  การปั้นเบ้าให้เอา แกลบ, ทราย, และดินเหนียวปั้น  เมื่อเอาเบ้ายาใส่ลงในเบ้าใหญ่แล้วจงปิดให้มิดชิดอย่าให้มีรอยโหว่เสร็จแล้วให้เอาไปตากแดดไว้ ๓ วัน

       เริ่มสร้างปรอทกายสิทธิ์

   -ก่อนจะเริ่มทำพิธีการสร้างให้แต่งเครื่องใบศรี   ๑  สำรับ

   -เครื่องบูชาครู  เงิน  ๑๐  บาท   ผ้าขาว  ๑  ผืน

   -การสร้างปรอทกายสิทธิ์นี้เมื่อสร้างสำเร็จแล้วมันจะมีพวกเพชรพญาทรที่เป็นเทพที่อยู่ในป่าหิมพานต์เมี่อเราสร้างปรอทกายสิทธิ์จวนจะสำเร็จพวกเขาจะรู้ทันที เขาจะมาอยู่ใกล้ๆประรำพิธีเราไม่สามารถจะมองเห็นเขาได้เมื่อปรอทที่เราหุงสำเร็จเป็นปรอทกายสิทธิ์มันก็จะลอยขึ้นมาจากเบ้าเป็นสีเขียวให้รีบคว้าเอาไว้เร็วๆถ้าช้าเพชรพญาทรก็จะคว้าเอาไปก่อน  เพื่อป้องกันไม่ให้เพชรพญาทรมาคว้าเอาไปให้ทำพิธีป้องกันเพชรพญาทรเอาไว้ก่อนจะดีที่สุด  วิธีมีดังนี้

    ๑.ให้ปั้นรูปหุ่นฤาษี ๑ องค์, รูปหุ่นพญาครุฑ ๑ องค์, รูปหุ่นพญาช้าง ๑ ตัว, และรูปหุ่นพญาราชสีห์ ๑ ตัว เอาแป้งปั้นให้รูปหุ่นสูง ๕ นิ้ว  คือ:-

        -องค์ที่ ๑ ให้ปั้นรูปฤาษีตั้งเอาไว้ทางด้านทิศตะวันตกและให้ทำซุ้มเล็กๆมีเพดานกั้นเอาไว้โดยการเอาใบไม้ทำทั้งหมดแล้วจึงเอาผล ๗ ชนิดมาบูชา

        -องค์ที่ ๒ ให้ปั้นรูปช้างตั้งไว้ทิศเหนือ ให้เอายาสมุนไพรบูชา

        -องค์ที่ ๓ ให้ปั้นรูปราชสีห์ตั้งไว้ทิศตะวันออก ให้เอาเนื้อโคบูชา

        -องค์ที่ ๔ ให้ปั้นรูปครุฑตั้งไว้ทางทิศใต้  ให้เอาเนื้อควายบูชา

        -ภายใต้เตาที่สูบเบ้า ให้ปั้นรูปพญานาค เอาเขียดบูชา

        -เหนือเพดานที่สูบเบ้า ให้ปั้นรูปพระควัมบดี เอาเครื่องหอมต่างๆบูชา

     เมื่อเข้าเบ้าเตาที่เตรียมเอาไว้แล้วให้จุดไฟแล้วสูบให้เบ้าปรอทแดงดังลูกหนูแล้วจึงแกะเบ้าเอาปรอทออกมาชูบน้ำมะนาวและน้ำผึ้ง ปรอทจะตาย  ต่อจากนั้นให้เบ้าปรอทใส่เบ้าแล้วเติมปรอทบริสุทธิ์อีก  หนัก ๑ บาท  ให้ทำเบ้ายาตามขั้นตอนที่ ๑ แล้วเอาเบ้าปรอทใส่ลงในเบ้าเตาไฟแล้วสูบให้ร้อนแดงดังลูกหนูแล้ว เอาออกจากเบ้าเตาแกะเปลือกเบ้าปรอทออกแล้วให้เติมปรอทบริสุทธิ์อีกหนัก ๑ บาท ให้ทำโดยทำนองนี้รวม ๔ ครั้ง  ปรอทที่ทำให้นิ่งแล้ว ๔ ครั้งเขาเรียกว่า "ปรอทตะนะยะสิทธิ์"  ถ้าปรอทนี้ทำให้นิ่ง ๗ ครั้งเขาเรียกปรอทนี้ว่า "ปรอทกายสิทธิ์"   ถ้าทำให้ปรอทนี้นิ่งได้โดยทำนองนี้ ๑๐ ครั้ง เขาเรียกปรอทนี้ว่า "ปรอทอโลมประสิทธิ์"

       จบวิชาการทำปรอทกายสิทธิ์

   ขั้นตอนที่ ๕ ไปด้วยอำนาจจักรแก้วของพระเจ้ามหาจักรพรรดิ

       

          นี้คือรูปจักรแก้วของพระเจ้ามหาจักรพรรดิ

       เรื่องของจักรแก้วของพระเจ้ามหาจักรพรรดิ

     มีจักรแก้วดวง ๑ ชื่อว่า จักรรัตนะ ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ มีซี่ล้อรอบดุม จำนวน ๑๐๐๐ ซี่อยู่รอบๆ ดุมนั้น งดงามยิ่งนัก  จักรแก้วนี้จมอยู่ในท้องมหาสมุทรลึก ๘๔๐๐ โยชน์ ตัวจักรนั้นเป็นแก้ว ดุมนั้นเป็นแก้วอินทนิล หัวซี่ซึ่งฝังเข้าไปในดุมนั้น เป็นเงินและทองคำ ดูสวยสดงดงามยิ่ง เมื่อได้เห็นเหมือนกับดุมนั้นยิ้มให้ และมองเห็นเป็นสีขาวงามยิ่งนัก ที่ขอบดุมนั้นหุ้มด้วยแผ่นเงิน งามดุจดังพระจันทร์ในวันเพ็ญ ตรงกลางนั้นเป็นรูโดยตลอด โดยรอบหัวซี่นั้นประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ แต่ละซี่ดูสุกใสงดงามเหมือนกับสายฟ้าแลบ มีรัศมีเหมือนแสงพระอาทิตย์ เมื่อพิจารณาดูใสงามเลื่อมพรายประดังฟ้าแลบไขว้ไปมา วาววับวาวแววดูงามไปทั่วทุกหนแห่ง มีชื่อว่า "นาภีสรรพการ" บริบูรณ์ด้วยซี่จำนวน ๑๐๐๐ ซี่ ประดับไปด้วยแก้ว ๗ ประการ ดูเลื่อมพรายแวววาวดังสายฟ้าแลบ รุ่งเรืองด้วยรัศมีดังแสงพระอาทิตย์ ตีประดับด้วยตะปูแก้วดูงดงามและมีรัศมีฉวัดเฉวียนไปมา ดั่งเทพยดาชื่อว่า "พระวิศณุกรรมเทพบุตร"

  กงนั้นประดับด้วยแก้วดูเกลี้ยงเกลาดุจดังบรรจงสร้างไว้ มีรัศมีเหมือน พระอาทิตย์ในยามรุ่งอรุณดูเต็มงาม ไม่มีปม ไม่มีรอยแตก ไม่เบี้ยว ไม่มีบกพร่อง เมื่อแลดูในหน้ากล้องนั้น รูปล่องตลอดไปมา ดั่งกล้องอันชื่อว่า" พังกา" ที่เทพยดาเป่าในเมืองสวรรค์ชั้นฟ้า กล้องแก้วนั้นเวลาเป่าจะมีเสียงดังกังวาลไพเราะยิ่งนัก เสียงดัง ผาดโผน เสียงหึ่งๆ น่าฟังอย่างยิ่ง แก้วร้อยหนึ่งอยู่เหนือลำกล้องแก้วหมู่นั้น กล้องแก้วหมู่นั้นรองอยู่ใต้ต้นกลดขาวร้อยหนึ่ง และมีหอกดาบแห่งละร้อยอยู่รอบกลดนั้นด้วย เหนือกลดตรงกลางนั้น มียอดทองคำเรืองรองงามดังแสงฟ้า เหนือฉัตรแก้วนั้น มีราชสีห์ทองสองตัวประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ มีแสงทอง  เมื่อจักรแก้วนั้นหมุนไปบนอากาศงามนักหนา แลดูเลื่อมพรายงามดั่งสีหะไกรสรสองตัวจะเหาะบิน และยื่นหน้าออกมาจากชายกงจักรแก้วนั้น ดุจดังจะเข้าขบขยํ้าฝูงข้าศึก   เมื่อคนทั้งหลายแลเห็นเช่นนั้นจึงคิดว่า เจ้านายของเราผู้เป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิราช เป็นผู้มีบุญมากยิ่งนัก แม้พระยาราชสีห์สองตัว ซึ่งมีกำลังและมีชัยชนะแก่ศัตรูทั้งหลาย ยังอดอยู่มิได้ต้องมานอบน้อมถวายบังคม มาสวามิภักดิ์ แก่พระยามหาจักรพรรดิราชเจ้า ผู้เป็นนายแห่งพวกเราหมู่ชนทั้งหลาย ต่างพากันยกมือขึ้นเพียงศีรษะแล้วไหว้วันทนาการ กล่าวว่า ชาวเราทั้งหลายปากราชสีห์ ๒ ตัวนั้น มิใช่ไม่มีอะไรอยู่แต่มีสร้อยมุกดา ๒ สาย ใหญ่เท่าลำตาล ดูรุ่งเรืองงามดั่งรัศมีพระจันทร์เมื่อวันเพ็ญ และปากราชสีห์นั้นก็คาบสร้อยมุกดานั้นห้อยลงมา แก้วซึ่งอยู่ในชายมุกดานั้น ดูเลื่อมแดง ดุจแสงพระอาทิตย์เมื่อแรกขึ้นฉะนั้น เมื่อกงจักรแก้วนั้นลอยอยู่บนอากาศ แลดูเหมือนไม่ไหวตามสร้อยมุกดาซึ่งพรายงามดั่งนํ้าชื่อว่า อากาศคงคา ที่ไหลลงมาฉะนั้น ขณะที่กงจักรแก้วยังลอยอยู่นั้น กลุ่มมุกดาก็กระจายออกรอบกงจักรแก้วนั้น ดุมกงจักรแก้ว ๓ อัน หมุนพัดผันไปในทางเดียวกัน กงจักรแก้วนั้น พระอินทร์ พระพรหม หรือเทพยดาผู้มีฤทธานุภาพ เป็นผู้กระทำกงจักรแก้วนั้นก็หามิได้ หากแต่กงจักรแก้วนั้นเกิดขึ้นเอง และเกิดมาเพื่อบุญของท่านผู้เป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิราชเจ้านั้น

   ผิว่า เมื่อกัลป์ใดไม่มีพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงมีพระเจ้ามหาจักรพรรดิราชแทน ในกัลป์นั้น ครั้นไฟเผาไหม้แผ่นดินแล้ว ด้วยบุญท่าน ซึ่งจะมาเป็นพระยามหาจักรพรรดิราชนั้น กงจักรแก้วนั้นจะเกิดก่อน และจมอยู่ในท้องมหาสมุทร รอท่านผู้จะมาเป็นจักรพรรดิราชนั้น และเครื่องประดับสำหรับท่านผู้มีบุญนี้ ก็ไม่มีสิ่งใดเสมอด้วยกงจักรแก้วนั้น ซึ่งเกิดมาเพื่อให้รู้จักคนผู้มีบุญกว่าคนทั้งหลาย และจะให้หมู่คนทั้งหลายใน ๔ แผ่นดินรักสามัคคีกัน มีดวงใจเป็นอันเดียวกัน ด้วยบุญท่านผู้เป็นพระยามหาจักรพรรดิราชนั้น  กงจักรแก้วนั้นมีศักดานุภาพยิ่งนัก เมื่อมีผู้ใดไปไหว้นอบนบเคารพบูชา แก่กงจักรแก้วนั้นด้วยข้าวตอกดอกไม้ กงจักรแก้วนั้นย่อมช่วยบำบัดความเจ็บไข้ ให้ประสบความสุขความเจริญ มั่งมีด้วยทรัพย์สินเงินทองมากมาย กงจักรแก้วนี้ ประเสริฐกว่าแก้วอันชื่อว่า "สรรพกามะทะ" (แก้วสารพัดนึก) นั้นตั้งแสนเท่า และกงจักรแก้วนั้น ไม่มีชีวิตจิตใจ แต่มีสภาพดุจดังมีชีวิต เมื่อกงจักรแก้วนั้นลอยขึ้นมา ยังมิทันที่จะพ้นท้องมหาสมุทร และนํ้ามหาสมุทรนั้นแยกแตกออก ให้กงจักรแก้วนั้นลอยขึ้นมากลางอากาศ แลเห็นดุจดังกงจักรแก้วนั้นเป็นเครื่องประดับท้องฟ้า ดูเลื่อมพรายงามดั่งพระจันทร์ในวันเพ็ญ

   เมื่อถึงวันเพ็ญ ชนทั้งหลายต่างแต่งเนื้อแต่งตัวให้สวยงาม แล้วนั่งเล่น เจรจากันอยู่ทั้งหนุ่มและสาว เด็กเล็กหญิงชายทั้งหลายต่างประดับตกแต่งกาย แล้วออกไปเล่นด้วยกัน บางพวกก็พากันไปเล่นในป่า บางพวกก็ไปเล่นในกลางแม่น้ำ กลางท้องนาและในถนนหนทาง วันนั้นคนทั้งหลายที่อยู่ในเมืองของพระเจ้ามหาจักรพรรดิราชนั้น เมื่อกงจักรแก้วนั้นพุ่งขึ้นเทียมพระจันทร์ และเป็นเวลายามคํ่าแล้ว จะดูเท่ากับดวงจันทร์ จึงเป็นเหมือนมีพระจันทร์ขึ้นมาในวันนั้นเป็น ๒ ดวง ครั้นกงจักรแก้วมาใกล้ได้ ๑๒ โยชน์แล้ว 

 คนทั้งหลายได้ยินเสียงของกงจักรแก้ว อันผันต้องลม เสียงนั้นไพเราะยิ่งนัก ไพเราะยิ่งกว่าเสียงปี่พาทย์และพิณ ฆ้อง แตรสังข์กังสดาลดุริยดนตรีทั้งหลาย  คนทั้งหลายเมื่อได้ยินเสียงไพเราะนั้นแล้ว รู้สึกถูกใจและยินดีปรีดากัน ทุกคน ชวนกันกล่าวว่า ช่างประหลาดหนอ แต่กาลก่อนเราทั้งหลายไม่เคยมีเรื่องอัศจรรย์ให้ปรากฏเห็นเหมือนวันนี้ พระจันทร์เจ้าได้ขึ้นมาเป็นสองดวง เต็มงาม บริบูรณ์เสมอกันทั้งสองดวง ขึ้นมาเทียมกันดุจพระยาหงส์ทองสองตัว ทะยานเทียมขึ้นมาบนอากาศ จึงร้องเรียกกันให้มาดู บางคนพูดว่า พระจันทร์ขึ้นสองดวง บางคนร้องว่า ท่านนี้เป็นบ้า ชั่วปู่ชั่วย่าไม่เคยมีใครกล่าวว่ามีพระจันทร์เป็น ๒ ดวง อีกดวงหนึ่งนั้นเป็นดวงตะวัน เพราะว่าหากพ้นที่ๆ จะร้อนแล้ว มันก็จะไม่ร้อน อีกจำพวก ๑ ก็ร้องมาดังนี้ว่า ชาวเราทั้งหลาย เขาเหล่านั้นเป็นบ้าไปเสียแล้ว ไม่ใช่ข้อความที่จะกล่าวกลับเอามากล่าว มาเข้าใจกันว่าพระจันทร์ขึ้นมา เป็น ๒ ดวง บางแห่งก็ว่าการที่คิดว่าอีกดวงหนึ่งนั้นเป็นดวงตะวันน่าหัวเราะนัก เขาเหล่านั้นเป็นบ้าไปแล้ว ตะวันเพิ่งจะตกไปเดี่ยวนี้ แล้วจะมาขึ้นพร้อมพระจันทร์ทันทีได้อย่างไร ดวงที่ขึ้นมานี้มิใช่อะไรอื่นเลย มันคือปราสาททองของเทพยดา จึงดูรุ่งเรืองสุกใส เพราะแก้วแหวนเงินทองที่ประดับประดาปราสาทนั่นเอง คนอีกจำพวกหนึ่งพากันหัวเราะพูดว่า เจ้าทั้งหลายอย่าได้โจทเถียงกันไปมาเลย สิ่งนี้มิใช่เดือนมิใช่ตะวัน และมิใช่ปราสาททองของ

เทพยดาที่ท่านทั้งหลายกล่าวว่าเดือนก็ดี ตะวันก็ดี ปราสาททองของเทพยดาก็ดีนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีเสียง อึกทึกกึกก้อง และมีเสียง  ดังกังวานอย่างนี้สักทีเลย สิ่งนี้ต้องเป็นกงจักรแก้ว ซึ่งมีชื่อว่า จักรรัตนะ ดังที่ท่านกล่าวมาแต่กาลก่อน กงจักรแก้วนั้นย่อมเกิดมาด้วยบุญของท่านผู้มีบุญ และจะได้เป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิราชนั่นเอง

  คนทั้งหลายต่างก็ถกเถียงกันไปมาอยู่อย่างนั้น พวกเขามิได้เชื่อถ้อยคำ ของกันและกันเลย เมื่อกงจักรแก้วนั้นลอยออกมาจากดวงจันทร์เข้ามาใกล้กว่าเก่าอีกประมาณ ๑ โยชน์ จึงจะถึงเมืองนั้น ชนทั้งหลายจึงแลเห็นชัดเจนงามยิ่งนัก และมีใจรักทุกๆ คน เสียงกงจักรแก้วนั้นดังกึกก้องมาก ดังจะเปล่งเสียงว่า พระยาองค์นั้น พระองค์จะได้เป็นพระเจ้ามหา จักรพรรดิราชเจ้า จึงลอยมาถึงพระนครที่พระยาผู้มีบุญอาศัยอยู่ เมื่อเป็นดังนั้นคนทั้งหลายจึงกล่าวว่า กงจักรแก้วดวงนี้ จะลอยไปสู่พระยาองค์ใดหนอ คนอีก

จำนวนหนึ่งจึงกล่าวว่า กงจักรแก้วดวงนี้ มิได้เกิดมาด้วยบุญของพระยาองค์อื่นเลย คงลอยมาเพื่อพระยาผู้เป็นเจ้านายของเรานี้เองท่านเป็นผู้มีบุญจะได้เป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิราชแล พระองค์ทรงคำนึงถึงกงจักรแก้วอยู่ กงจักรแก้วดวงนี้ จึงลอยมาหาพระองค์กงจักรแก้วก็ลอยมาถึงเมืองนั้น แล้วร่อนลงที่ประตูเมืองของพระองค์ แล้วทำประทักษิณรอบๆ เมือง ๗ รอบ แล้วลอยอยู่บนอากาศไปตามหนทางหลวง แล้วเข้ามาสู่พระราชมนเทียรของพระยาและทำประทักษิณ พระยานั้น ๓ รอบ และพระราชมนเทียรของพระยานั้น ๗ รอบ แล้วก็ลอยเข้าหาพระยานั้น ดุจดังมีชีวิต จิตใจ จะมานอบน้อมแด่พระยานั้น แล้วเข้ามาสู่แทบพระบาทตรงที่ทรงบรรทม ไม่ว่าจะเป็นที่แห่งใดก็ตาม กงจักรแก้วก็ลอยอยู่ในที่นั้น แล้วคนทั้งหลายก็เอาข้าวตอกดอกไม้บุปผชาติและธูปเทียนชวาลา รวมทั้งกระแจะจันทน์ นํ้ามันหอม มาไหว้ มานอบนบเคารพบูชาสักการะแก่กงจักร แก้วนั้น เมื่อกงจักรแก้วสถิต ตั้งอยู่ในที่อันสมควรแล้ว ก็เปล่งรัศมีรุ่งเรืองรอบๆ ทั่วทั้งพระราชมนเทียรนั้น ทุกแห่งดุจดังยอดเขายุคันธร ในวันพระจันทร์เต็มดวง และเมื่อพระจันทร์ลอยขึ้นมาเหนือยอดเขานั้น มีแสงรุ่งเรืองงดงามยิ่งนัก

  เมื่อนั้นพระยาจึงเสด็จออกมาจากปราสาท เพื่อทอดพระเนตรกงจักรแก้วนั้น อำมาตย์จึงทูลแด่พระองค์ว่า ขออัญเชิญพระองค์เจ้าทอดพระเนตรกงจักรแก้ว อันมีรัศมีรุ่งเรืองงาม งามทั้งพระราชมนเทียรของพระองค์ พระยาองค์นั้นจึงเสด็จมาประทับนั่งบนแท่น ทองอันประดับด้วยแก้วอันตั้งอยู่แทบพระบัญชรนั้น พระมหากษัตริย์เจ้าก็ทรงทอดพระเนตรกงจักรแก้วอันรุ่งเรืองด้วยแก้ว ๗ ประการ อันงามตระการตา หาที่จะเปรียบมิได้ พระยาองค์นั้นจึงมีพระราชโองการแก่อำมาตย์ราชมนตรีทั้งหลายว่า อาจารย์ทั้งหลายในอดีตกาลกล่าวว่า พระยาพระองค์ใดมีบุญ และจะได้เป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิราช สามารถปราบได้ทั่วทั้งจักรวาล กงจักรแก้วอันมีชื่อว่า จักรรัตนะ จักรรัตนะนั้นย่อมมาสู่บุญสมภารของพระยาองค์นั้น เราได้กระทำบุญมาแต่ก่อนและบุญนั้นมาถึงเราจริง กงจักรแก้วนั้นจึงลอยมาหาเราในบัดนี้ อีกทั้งวันนั้น ก็เป็นวันเพ็ญอุโบสถ และพระยาองค์นั้นให้ทานรักษาศีล ๘ แล้ว ทรงบำเพ็ญเมตตาภาวนาอยู่ เมื่อทรงรำพึงถึงทานศีลและภาวนาอยู่ กงจักรแก้วนั้น ก็ลอยมาหาในคืนนั้นแล พระยาองค์นั้นจึงเอาผ้าขาวเนื้อละเอียดพาดเหนือพระอังสาทั้งสอง กราบไหว้ด้วยผ้าผืนเล็ก ผ้าสำลี และมีบางพวกห่มผ้าสีชมพู ผ้าหนัง ผ้าเกราะ แล้วถือเครื่องประหาร ถือหน้าไม้ ธนู หอก ดาบ แหลน หลาว สวมหมวกเงิน ทอง และถม ถือกลดชุบสายหลายคัน พากันไปชมหมู่ไม้ในกลางป่าดง มีบางพวกถือธงเล็ก ธงใหญ่ ธงขนาดกลาง ธงแดง ธงขาว ดูงามพิสดาร มีสีขาว สีดำ สีแดง สีเหลืองเรืองรอง พรายงามดังแสงตะวัน สว่างไสวทั่วทั้งแผ่นดิน เหาะไปในอากาศตามเสด็จพระเจ้ามหาจักรพรรดิราช เมื่อนั้น เสนาบดีผู้ใหญ่จึงสั่งให้เจ้าเมืองทั้งหลายเอากลองงดงามมีสายเป็นทอง และมีแสงเป็นสีแดงดุจแสงไฟ ไปตีป่าวร้องแก่หมู่ราษฎรทั้งหลายว่า ถ้าผู้เป็นพระยาเจ้านายของเรานี้ พระองค์จะได้เป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิราช และบัดนี้ พระองค์ปราบได้ทั่วทั้ง ๔ ทวีปแล้ว ผู้ใดใคร่อยากชมบุญบารมีของพระองค์ ก็ให้เร่งชักชวนกันมาไหว้มาชม บัดนี้พระองค์ได้เสด็จไปปราบทวีปทั้ง ๔ ท่านทั้งหลายจงเร่งแต่งตัวแล้วพากัน หอบ ถือข้าวตอกดอกไม้ไปบูชากงจักรแก้วนั้น  เมื่อคนทั้งหลายได้ยินเสียงกงจักรแก้วนั้น เสียงดังไพเราะลอยไปทาง อากาศเบื้องหน้าพระยามหาจักรพรรดิราช คนทั้งหลายต่างก็หยุดทำงานของตนที่ค้างไว้ แล้วชักชวนกันประดับตกแต่งกายให้สวยงามทากระแจะจันทน์น้ำมันหอม ถือข้าวตอกดอกไม้ไปบูชากงจักรแก้วนั้น  ครั้งนั้น คนทั้งหลายต่างมีใจชื่นชมยินดียิ่งนัก เพียงนึกว่าจะตามเสด็จ ไปก็สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ทุกคน ด้วยบุญอำนาจแห่งกงจักรแก้วนั้น บรรดาสมณพราหมณ์ บรมวงศานุวงศ์ ลูกขุน มนตรี ข้าราชบริพาร เศรษฐี คฤหบดี พ่อค้าประชาชน พวกแพศย์ พวกศูทร เหล่านี้ต่างมีร่างกายงามสะอาดทุกคน ไม่มีสกปรกเลย แม้ความสกปรกด้วยเหตุใดๆ ก็ดีที่เขามีในกาลก่อน ก็พลันมลายหายไปสิ้นด้วยอำนาจอิทธิฤทธิ์แห่งกงจักรแก้วนั้น ซึ่งสามารถขจัดความสกปรกมลทินทั้งผองในกายมนุษย์จะกล่าวให้รู้ว่ากำลังรี้พลของพระยามหาจักรพรรดิราช ว่ามีจำนวน มากเท่าใด ถ้าอยากรู้ก็ให้คิดถึงที่แห่งหนึ่งกว้าง ๑๒ โยชน์ วัดโดยรอบได้ ๓๖ โยชน์ แล้วให้ไพร่พลทั้งหลายนั่งในบริเวณนั้น กงจักรแก้วนั้นก็สามารถอยู่ในบริเวณเท่านั้นได้ พระเจ้ามหาจักรพรรดิราชก็ดี และไพร่พลทั้งหลายก็ดี ย่อมเหาะไปในอากาศเหมือนวิทยาธรผู้มีฤทธิ์ ผู้มีอาวุธวิเศษ พระยามหาจักรพรรดิราช และรี้พลไปในอากาศด้วยอำนาจของกงจักรแก้วนั้น พระเจ้ามหาจักรพรรดิราช รุ่งเรืองงามเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ และพสกนิกรผู้ตามเสด็จก็รุ่งเรืองงามสง่าเหมือนดั่งดวงดาราห้อมล้อมเป็นบริวารพระจันทร์ ฉะนั้น ซนทั้งหลายต่างมีใจแช่มชื่นรื่นเริงยิ่งนัก มีการแต่งตัวมาชมกงจักรแก้ว นั้น แล้วขับร้อง และมีเสียงปี่พาทย์ เสียงพิณ แตร สังข์ กลองใหญ่น้อย ฉิ่งฉาบ บัณเฑาะก์ ทั้งไพเราะและวังเวง บางคนตีกลอง ตีพาทย์ ตีฆ้อง ตีกรับ บางพวก ดีดพิณ สีซอ ตีฉิ่ง จับระบำรำเต้นเสียงสรรพดนตรีดังครื้นเครง กึกก้องดัง แผ่นดินจะถล่มทลาย คนทั้งหลายผู้เป็นบริวารตามเสด็จพระยามหาจักรพรรดิราช ไปในกลางอากาศนั้น งามนักหนาดังเทวดาทั้งหลายผู้เป็นบริวารของพระอินทร์

เมื่อพระราชาเสด็จไปทางอากาศครั้งใด กงจักรแก้วจะนำเสด็จไปก่อน ถัดมาเป็นพระราชาและต่อมาเป็นไพร่พลทั้งหลาย พฤกษชาติไม้ดอกไม้ผลนานาชนิดตามข้างทางที่เสด็จผ่านก็ลอยละลิ่วปลิวตามไปด้วย ถ้าใครอยากจะกินผลไม้ชนิดใดก็ได้กินสมตามใจนึกถ้าอยากทัดดอกไม้ชนิดใดก็ได้สมใจ หรือถ้าใครอยากจะเข้าไปอยู่ในร่มเงาก็ได้เข้าไปอยู่ในร่มเงาสมใจนึกเช่นกัน ประชาชนผู้อยู่เบื้องล่าง เมื่อเห็นรี้พลบริวารของพระยานั้น อยากจะรู้จักชื่อเขาเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบรมวงศานุวงศ์ก็ดี ขุนนางก็ดี หรือข้าราชบริพารอื่นๆ ก็ดี อำนาจของกงจักร แก้วจะบอกชื่อคนทั้งหลายเหล่านั้นแก่ผู้อยากรู้ถ้วนทุกคนผู้ใดนึกอยากตามเสด็จไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะอาการยืน เดิน นั่ง นอน ก็จะลอยขึ้นไปในอากาศ ด้วยลักษณะอาการนั้นๆ ไม่ต้องก้าวไม่ต้องเดิน ทั้งเสื่อสาดอาสนะ ที่นั่ง ที่นอนอยู่ ถ้านึกอยากจะนำไปด้วย มันก็จะลอยไปด้วย ถ้าใครนึกอยากจะยืนไป เดินไป นั่งไปนอนไป ทำการงานไป ก็จะเป็นไปตามความประสงค์ทุกประการ ถ้าใครกำลังทำงานอยู่ และไม่อยากทำงานไปด้วย งานทั้งหมดก็จะไม่ไปด้วย ใครอยากทำงานไปด้วย ก็จะทำงานไปด้วย ไม่เสียงาน

  ทิศตะวันออกเขาพระสุเมร และด้านซ้ายเขาสัตตบริภัณฑ์ ข้ามมหาสมุทร ด้านทิศตะวันออก จะถึงแผ่นดินชื่อบุรพวิเทหะ กว้าง๗,๐๐๐ โยชน์ เมื่อพระยามหาจักรพรรดิราชไปถึงสถานที่หนึ่งราบเรียบมาก มีนํ้าใสงาม ท่านํ้าก็ไม่ลึก ที่นั้นเหมือนคนถากไว้ด้วยพร้าด้วยขวาน กว้าง ๑๒ โยชน์ วัดโดยรอบได้ ๓๖ โยชน์ ที่นั้นเคยเป็นที่ตั้งทัพหลวงของพระยามหาจักรพรรดิราชแต่โบราณ ในเวลาที่พระองค์เสด็จประพาส กงจักรแก้วจึงหยุดอยู่ในอากาศเหมือนถูกขัดเพลาไว้ ไม่เคลื่อน และไม่มีผู้ใดหมุนไปได้ เมื่อกงจักรแก้วหยุดอยู่ดังนั้น พระยามหาจักรพรรดิราชและไพร่พลทั้งหลายจึงลงมาจากอากาศมายังพื้นดินที่ดูรุ่งเรืองงาม เหมือนดาวหรือเหมือนฟ้าแลบ หรือเหมือนแสงธนูของพระอินทร์ ทุกคนสนุก ใครอยากจะอาบนํ้าก็ได้อาบ ใครอยากจะกินข้าวและนํ้าก็ได้กินผู้ใดปรารถนาสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้นทุกอย่าง  เมื่อพระยามหาจักรพรรดิราชเสด็จไปถึงทวีปนั้น บรรดาพระราชาและ เจ้าเมืองต่างๆ ในทวีปนั้น ก็ไม่อาจตระเตรียมอาวุธมาสู้รบกับพระยา มหาจักรพรรดิราชนั้นได้เลย เขาทั้งหลายต่างมีใจรักใคร่นิยมบูชาพระยานั้น จึงชักชวนกันมาถวายบังคมมาเฝ้าแหนพระยามหาจักรพรรดิราชอยู่ บรรดาปีศาจ ผีสาง และสัตว์ทั้งหลายที่ฆ่ามนุษย์ก็ไม่มีใจคิดร้ายต่อพระยามหาจักรพรรดิราชเลยเพราะเกรงบุญอำนาจของพระยามหาจักรพรรดิราชนั้น เมื่อกงจักรแก้วมาจากมหาสมุทรมีชื่อว่า จักรรัตนะ แต่เมื่อพระยามหาจักรพรรดิราชปราบทวีปทั้ง ๔ ได้แล้ว กงจักรแก้วนั้นจึงมีชื่อว่า "อรินทมะ" (ผู้ปราบข้าศึก)

   บรรดาพระราชาทั้งหลายในบุรพวีเทหทวีป ต่างแต่งเครื่องบรรณาการมี เทียน ธูป และเครื่องหอมนานาชนิดที่ตกแต่งอย่างประณีตงดงาม แล้วชวนกันมาไหว้และมาถวายตัวเป็นข้าแห่งพระยามหาจักรพรรดิราชนั้น ขณะที่พระราชาทั้งหลายมาเฝ้าพระยามหาจักรพรรดิราชอยู่นั้น ดูรุ่งเรืองงามด้วยด้วยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และเครื่องประดับและอาภรณ์ของพระราชาเหล่านั้น พวกเขาประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ ดูรุ่งเรืองงามตา เปรียบดังฟองน้ำไหลออกจากคนโททองมาล้างพระบาทพระยามหาจักรพรรดิราชนั้น เมื่อพระราชาทั้งหลายถวายบังคมแล้วก็ถวายตัวและถวายบังคมทูลว่าดังนี้ ข้าแต่มหาราชเจ้า ตั้งแต่นี้ไป ข้าทั้งหลายขอถวายตัวเป็นข้าของพระองค์ผู้เป็นเจ้า หากพระองค์ปรารถนาสิ่งใด ข้าทั้งหลายจะทำการงานสิ่งนั้นถวายพระองค์ ขอถวายบ้านเมืองของข้าทั้งหลาย แด่พระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดข้าทั้งหลายเถิด แล้วพระราชาทั้งหลายก็ถวายบังคมแสดงความเคารพยำเกรงพระยามหาจักรพรรดิราชนั้น พระยามหาจักรพรรดิราชจึงตรัสตอบพระราชาทั้งหลายว่า เราไม่ต้องการทรัพย์สมบัติหรือส่วยสาอากรจากพระราชาองค์ใดเลย เพราะพระยามหาจักรพรรดิราชมีสมบัติทิพย์อยู่แล้วด้วยเดชอำนาจของกงจักรแก้วนั้นเอง

 พระยามหาจักรพรรดิราชไม่ได้ทรงมีพระดำรัสสั่งการใดๆ ให้พระราชาทั้งหลายต้องพลัดพรากจากที่อยู่หรือเกิดความน้อยเนื้อตํ่าใจเลย พระองค์อนุเคราะห์เขาเหล่านั้นให้มีความสุข มีความสบาย ไม่ให้มีอันตรายเกิดแก่เขา พระยามหาจักรพรรดิราชรู้บุญรู้ธรรมและสั่งสอนธรรมคนทั้งหลายเหมือนเป็นพระพุทธเจ้ามาเกิด พระองค์สอนธรรมแก่โลกทั้งหลาย พระองค์สอนธรรมแก่พระราชาทั้งหลายว่าให้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ ตลอดเวลา ให้รักไพร่ฟ้าข้าไททั้งหลายเสมอกัน อย่าลำเอียง การเกิดเป็นคนเป็นสิ่งยาก เมื่อได้เกิดเป็นพระราชา แสดงว่ามีบุญมาก จึงควรรู้จักบุญรู้จักธรรม รู้จักละอายแก่บาป ให้ตัดสินความด้วยความสัตย์สุจริตเป็นธรรม และรวดเร็ว กระทำได้ดังนี้ เมื่อเกิดเมื่อใด เพราะบุญกุศลที่ได้ทำมาแต่ครั้งก่อน จะทำให้เกิดเป็นพระราชาให้รู้จักคุณของแก้ว ๓ ประการ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ปฏิบัติตามธรรมคำสั่งสอนที่อาจารย์แต่โบราณ เช่นพระพุทธเจ้า และปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลายได้สั่งสอนไว้ และควรเว้นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมบาป ๕ ประการที่ควรเว้น ได้แก่

  ๑.ไม่ควรฆ่าสัตว์ทั้งหลายที่มีชีวิต ไม่ว่าจะมดตัวหนึ่งก็ดี หรือปลวก ตัวหนึ่งก็ดี ถ้าผู้ใดจะทำร้ายตน ก็ไม่ควรฆ่าผู้นั้น ควรว่ากล่าวสั่งสอนโดยธรรม การฆ่าสัตว์มีชีวิตเป็นบาปหนัก ผู้ใดทำบาปนั้นจะไปเกิดในนรกทนทุกข์เวทนา เดือดร้อนเป็นเวลานานมากเมื่อพ้นจากนรกแล้วมาเกิดเป็นคนจะมีความทุกข์โศก จะถูกทำร้ายได้รับความเดือดร้อนไม่มีความสุขใจเลยเป็นเวลา ๑๐๐ ชาติ ๑,๐๐๐ ชาติ ต้องพลัดพรากจากคนที่รักทั้งหลาย ถ้าใครไม่กลัวบาปนั้นและยังทำบาปนั้นซํ้าอีก ก็จะเป็นการต่อบาปนั้นไปไม่มีที่สิ้นสุด

  ๒.ไม่ถือเอาทรัพย์สิ่งของที่เจ้าของไม่ให้ และไม่ใช่ให้คนอื่นไปถือเอา ถ้าผู้ใดโลภเอาทรัพย์สินของคนอื่นที่เจ้าของไม่ให้ จะไปเกิดในนรกทนทุกข์ทรมานมาก เมื่อพ้นจากนรกนั้นมาเกิดเป็นคน จะเป็นคนโง่มาก เดือดร้อนลำบากมาก จนไม่อาจพรรณนาได้ทั้งหมด หากมีทรัพย์ใดๆ แม้เพียงนิดเดียวก็จะถูกช่วงชิงไป แม้ใส่พกไว้ก็จะตกหาย หรือมิฉะนั้นจะถูกไฟโทษ หรือมิฉะนั้นจะถูกนํ้าพัดไป จะเป็นคนเข็ญใจเช่นนี้ถึง ๑,๐๐๐ ชาติ จึงจะหมดบาป แม้ผู้ใดไม่รู้จักกลัวบาปนี้ และยังกระทำอีก ก็จะต่อบาปนั้นไปไม่สิ้นสุด

 ๓.การเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น ไม่ควรกระทำแม้แต่น้อย ผู้ใดกระทำบาป นั้นจะตกนรกสิมพลี มีไม้งิ้วมีหนามเป็นเหล็กยาวแหลมคมมาก มีเปลวไฟลุกโพลงตลอดเวลา มีฝูงยมบาลถือหอกทิ่มแทงคอยขับให้สัตว์นรกปีนขึ้นลง มีความทุกข์ทรมานเป็นเวลานานเมื่อพ้นจากนรกนั้นจะมาเกิดคนมีศัตรูมาก จะเกิดเป็นกะเทยเป็นเวลา ๑,๐๐๐ ชาติ ถ้าเกิดเป็นผู้ชายจะมีบาปสืบไปตลอดชาติ

  ๔.การพูดปด เจ้าทั้งหลายไม่ควรกล่าว ถ้าผู้ใดกล่าวคำเท็จ ผู้นั้นจะตกนรก มีฝูงยมบาลทรมานให้ได้รับความทุกข์ทรมานเป็นเวลานานมาก เมื่อพ้นจากนรกนั้นมาเกิดเป็นคน ร่างกายจะมีกลิ่นอาจม มีกลิ่นเหม็นหืนมาก ถ้าไปทำผิดต่อผู้ใด เวลาผู้นั้นจะทำร้ายจะหนีไม่พ้น และจะถูกทำร้ายไปทุกชาติ ผ้านุ่งห่มก็เหม็นสาบเหม็นสาง ต้องเกิดเป็นเช่นนี้ ๑,๐๐๐ ชาติจึงจะหมดบาป หากผู้ใดไม่รู้จักกลัวบาปนี้ยังพูดปดอีก บาปนั้นจะเพิ่มมากขึ้น และจะพ้นจากบาปนั้นได้ยากห้า ไม่ควรชวนกันกินเหล้า บาปนั้นจะทำให้ตกนรก มียมบาลทรมาน ให้ได้รับความทุกข์ทรมานเป็นเวลานาน เมื่อพ้นจากนรกนั้นจะมาเกิดเป็นผีเสื้อ ๕๐๐ ชาติ และเป็นสุนัขบ้า ๕๐๐ ชาติ ถ้ามาเกิดเป็นคนจะเป็นบ้า มีรูปร่างน่าเกลียด ใจเป็นพาลไม่รู้จักผิดชอบ 

เป็นคนใจคอโหดเหี้ยม หากไม่รู้จักบาปนั้นยังคงกระทำต่อไป บาปนั้นจะเพิ่มมากขึ้น และยากที่จะพ้นจากบาปนั้นได้บาปกรรมที่มีควรกระทำ ที่เจ้าทั้งหลายควรเว้น ที่เราได้กล่าวมาแล้วนี้ ชื่อว่า เบญจศีล เจ้าทั้งหลายจงจำไว้ให้มั่น และจงสั่งสอนไพร่ฟ้าข้าไททั้งหลาย ในอาณาจักรของตนให้รู้ให้ปฏิบัติชอบ จะได้เจริญและมีความสวัสดีทุกๆ คน

  ท้าวพระยาทั้งหลาย ไพร่ฟ้าข้าไทราษฎรทำไร่ไถนาเลี้ยงชีวิตในแผ่นดิน ของเรานี้ เมื่อข้าวออกรวง ผู้ทำนาไม่ว่าจะเป็นผู้ดีหรือเข็ญใจ ให้เขาแบ่งข้าวเปลือก เป็น ๑๐ ส่วน เป็นของหลวง ส่วนหนึ่ง อีก ๙ ส่วนเป็นของเขาผู้นั้น หากเห็นว่า เขาทำนาไม่ได้ข้าวก็ไม่ควรเอาของเขา อนึ่ง ควรแจกข้าวแก่ไพร่พลและทหารทั้งหลาย เดือนละ ๖ ครั้ง เขาจึงจะพอกินอย่าให้เขาอดอยาก ถ้าจะให้เขาทำสิ่งใดก็ตาม ควรใช้แต่พอควร อย่าใช้งานมากเกินไป ไม่ควรใช้คนมีอายุมาก ควรปล่อยเขาไปเป็นอิสระ ให้เก็บส่วยจากราษฎรตามแบบที่ท้าวพระยาแต่โบราณกระทำ มา ถ้าทำได้เช่นนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายจะสรรเสริญว่ากระทำชอบ ไม่ควรเก็บส่วยจากราษฎรมากเกินไป ถ้าทำเช่นนั้น ท้าวพระยาผู้จะมาเสวยราชย์ต่อจากเราในภายหน้าจะถือเป็นตัวอย่าง เป็นธรรมเนียมสืบต่อๆ กันไป บาปจะเกิดแก่เรา เพราะเรากระทำความไม่ชอบธรรมนี้ไว้ในแผ่นดิน

  อนึ่งหากไพร่ฟ้าข้าไททั้งหลายในแผ่นดินเรา จะไปค้าขายแต่ไม่มีทุน และได้มาหาและมาขอกู้เงินทองเป็นทุนจากเราผู้เป็นนาย เราควรเอาเงินจากท้องพระคลังให้เขา และให้จดบัญชีไว้แต่ต้นปีว่าเขากู้ไปเท่าใด เราผู้เป็นนายไม่ควรคิดดอกเบี้ยเขาเลย ควรเรียกแต่ต้นทุนคืนเท่านั้น ไม่ควรเรียกเก็บภาษีหรือดอกเบี้ยจากเขาเลย ท้าวพระยาทั้งหลายควรให้ทรัพย์สินแก่ลูกและเมียของเสนามนตรี และ ไพร่พลทั้งหลาย เพื่อเป็นเบี้ยเลี้ยงเสบียงสำหรับเขา เป็นเครื่องแต่งตัว ควรให้ทรัพย์สินแก่เขา เขาจะได้เต็มใจทำงาน เราผู้เป็นท้าวพระยาไม่ควรคิดเสียดายทรัพย์  ขณะที่เสนามนตรีทั้งปวงเข้าเฝ้า พระราชาไม่ควรพูดมาก ไม่ควรยิ้มมาก ควรพูดและแย้มยิ้มพอประมาณ อย่าลืมตัว เมื่อจะตัดสินคดีความทั้งหลาย อย่าพูดนอกเรื่องหรือทะเลาะกัน ต้องตัดสินคดีความอย่างยุติธรรม พิจารณาความให้ตลอดถี่ถ้วน แล้วจึงตัดสินความอย่างซื่อตรงให้เลี้ยงดูบำรุงสมณพราหมคณาจารย์และนักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้รู้ ธรรมยกย่องให้นั่งในที่สูง แล้วจึงสนทนาซักถามธรรมอัน ประเสริฐ ไพร่ฟ้าข้าราชบริพารผู้ใดทำความดีความชอบเป็นประโยชน์แก่ท้าวพระยาต้องให้รางวัลผู้นั้นมากน้อยตามความดีที่เขาทำ

  ถ้าพระราชาองค์ใด เมื่อเสวยราชย์แล้วทรงปกครองโดยชอบธรรม ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ จะอยู่เย็นเป็นสุข เพราะพระบุญญาบารมีของพระราชา ผู้เป็นนาย มีข้าวปลาอาหาร แก้วแหวนเงินทอง ผ้าผ่อนแพรพรรณบริบูรณ์ ฝนตกปริมาณพอดีตกตามฤดูกาล ข้าวในนาปลาในน้ำก็ไม่หมดไปเพราะฝนไม่แล้ง

  อนึ่ง วันคืน เดือนปี ทั้งหลายย่อมเป็นไปโดยปรกติ เทวดาอารักษ์ประจำเมืองก็รักษาเมือง เพราะเกรงบุญบารมีของพระราชาผู้ ปกครองโดยธรรม ถ้าพระราชาองค์ใดไม่ปกครองโดยธรรม ฝนจะวิปริต การทำไร่ไถนาจะเสียหาย เพราะฝนแล้ง โอชารสที่อร่อยในดินจะจมหายไปได้แผ่นดินทั้งสิ้น ผลไม้และพืชพันธุ์ต่างๆ จะไม่งอกงาม แดด ลม ฝน เดือนและดาวจะไม่เป็นไปตามฤดูกาลดัง แต่ก่อน ทั้งนี้เพราะพระราชาไม่อยู่ในธรรม เทวดาทั้งหลายเกลียดพระราชาอธรรม ไม่ชอบมองหน้าพระราชานั้น จะมองด้วยหางตาเท่านั้น พระราชาทั้งหลาย จงจำคำที่เราสอนไว้นั้นตราบเท่ามีชีวิตอยู่ และจงเร่งกระทำความชอบธรรมนี้เถิด จะได้มีความสุขความเจริญทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เมื่อสิ้นชีวิตไป แล้วจะได้ไปเกิดใน ๖ ชั้นฟ้า ถ้ามาเกิดในเมืองมนุษย์ จะได้เกิดในตระกูลดีมียศศักดิ์มีบุญทุกประการ

  ถ้ามีผู้ถามว่า เมื่อพระยามหาจักรพรรดิราชสั่งสอนพระราชาทั้งหลาย นั้น พระราชาเหล่านั้นสนใจฟังและปฏิบัติตามคำสั่งสอนนั้นหรือไม่ ตอบว่า แม้พระพุทธเจ้าผู้ได้สะสมสร้างบารมีมามากจนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และได้สั่งสอนชาวโลกนั้น ยังมีบางคนผู้มีบุญเต็มใจปฏิบัติตามคำสั่งสอน บางคนมีบุญน้อยไม่นิยมปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามยังมีจำนวนมาก 

  ส่วนพระยามหาจักรพรรดิราชไม่อาจเทียบกับพระพุทธเจ้าได้ ยังห่างไกลกันมาก ดังนั้น ไม่ใช่พระราชาทั้งหมดจะปฏิบัติตามคำสั่งสอน บางคนฟังคำสั่งสอนและทำตาม บางคนไม่เชื่อและไม่ทำตาม  

  พระธรรมเทศนาที่พระยามหาจักรพรรดิราชทรงแสดงแก่พระราชาทั้ง หลายในบุรพวิเทหทวีป ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของแผ่นดินนี้ ชื่อว่า ชัยวาทสาสน์ แล้วพระองค์จึงเลี้ยงอำลาพระราชาทั้งหลายพร้อมด้วยข้าราชบริพารทั้งปวงด้วยอาหารอันมีรสเลิศทั้งหลาย แล้วกงจักรแก้วก็เหาะขึ้นไปในอากามหาสมุทรกลัวบุญบารมีกงจักรแก้วจึงไม่ตีฟองเป็นละลอก เปรียบ เหมือนพระยานาคซึ่งกำลังแผ่พังพานอยู่ ต้องก้มสยบหัวลงแอบซ่อนเพราะความกลัวอาญาเมืองกงจักรแก้ว นั้นผันไปถึงพระมหาสมุทรแล้ว นํ้าในมหาสมุทรก็แยกออกเป็นทาง กว้าง ๑ โยชน์ หรือ ๘,๐๐๐ วา นํ้าสองข้างงามเหมือน

 กำแพงแก้วไพฑูรย์ เมื่อกงจักรแก้วไปถึงพื้นมหาสมุทร นํ้าแยกออกเป็นเนื้อที่ ๘,๐๐๐ วา แก้ว ๗ ประการที่อยู่ในพื้นมหาสมุทรและแก้วประเภทต่างๆ ก็มาอยู่ตรงทางที่พระยามหาจักรพรรดิราชเสด็จด้วยรี้พล ตั้งยังมหาสมุทรนี้ไปจนถึงฝังโน้นตลอดไปจนถึง

เชิงกำแพงจักรวาล ทั้งนี้เพราะอำนาจของกงจักรแก้วนั้นฝูงคนทั้งหลายที่ตามเสด็จพระยามหาจักรพรรดิราชในวันนั้นต่างเห็น แก้วแหวนเงินทอง ต่างก็เลือกเอาตามใจตน บางคนกวาดเอาใส่พก บางคนกวาดใส่ห่อผ้า คนทั้งหลายชื่นชมยินดีมาก ทุกคนร้องชมว่า แต่ก่อนเราไม่เคยพบเห็น อย่างนี้ บัดนี้เราได้เห็นได้พบทั้งนี้เป็นเพราะบุญบารมีเจ้านายเรากงจักรแก้วนั้นก็นำเสด็จพระยาไปถึงฝั่งมหาสมุทรอีกด้านหนึ่ง จนถึง กำแพงจักรวาลฝั่งตะวันออก พระยามหาจักรพรรดิราชจึงหลั่งนํ้าหอมจากหม้อทองลงสู่พื้นดินและประกาศว่า ดินแดนฝั่งตะวันออกนั้นเป็นของเรา อาณาประชาราษฎร์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนตะวันออกนี้เป็นของเรา แล้วพระยามหาจักรพรรดิราชก็เสด็จกลับทางเก่า คนทั้งหลายก็กลับตาม ข้าราชบริพารและไพร่พลบางคนนำเสด็จ บางคนตามเสด็จ ส่วนกงจักรแก้วนั้นตามหลังคนทั้งหลาย เพราะคอยกันไม่ให้นํ้าในมหาสมุทรท่วมกลบหนทางของคนทั้งหลาย ส่วนนํ้าในมหาสมุทร รักกงจักรแก้วมาก ไม่อยากให้จากไป เปรียบเหมือนนางรูปงาม มีสามีที่ตนรัก และสามีได้จากไปเป็นเวลานาน เมื่อกลับคืนมาหาและจะจากไปอีก นางรักสามีมากไม่อยากให้จากไป จึงกล่าวถ้อยคำเล้าโลมสามี เพราะไม่อยากให้จากไป ฉันใดก็ดี น้ำในมหาสมุทรก็ฉันนั้น นํ้าในมหาสมุทรมีใจรักกงจักรแก้วยิ่งนัก  จึงตามมาส่ง นํ้านั้นคอยท่วมทางตามกงจักรแก้วมา แต่ไม่ถูกกงจักรแก้วเลย แก้วแหวนเงินทองทั้งหลายก็มีใจรักกงจักรแก้วมาก จึงชวนกันมาส่งกงจักรแก้ว ถึงฝั่งมหาสมุทร เมื่อกงจักรแก้วขึ้นมาจากมหาสมุทรแล้ว นํ้ามหาสมุทรก็เต็มดังเดิมเมื่อพระยามหาจักรพรรดิราช ปราบบุรพวิเทหทวีป ซึ่งอยู่ทางทิศตะวัน ออก ได้เอามหาสมุทรและเชิงเขากำแพงจักรวาลเป็นเขตแดนเบื้องตะวันออก และประสงค์จะมาปราบชมพูทวีป ซึ่งมีมหาสมุทรกั้นอยู่ จึงเสด็จทางอากาศ กงจักรแก้วนำพระองค์มาทางอากาศ ดังได้ปฏิบัติมาแต่ก่อน แล้วจึงมาทางแผ่นดินชมพูทวีปที่เราอาศัยอยู่นี้

  พระราชาทั้งหลายในชมพูทวีปต่างก็มาถวายบังคมและถวายเครื่อง ราชบรรณาการแด่พระยามหาจักรพรรดิราช พระยามหาจักรพรรดิราชก็ทรงสั่งสอนพระราชาทั้งหลายด้วยธรรมชื่อ ชัยวาทสาสน์ แล้วเสด็จไปยังมหาสมุทร นํ้าในมหาสมุทรก็แยกออกเป็นทางดังกล่าวมาแล้ว รี้พลทั้งหลายก็เก็บแก้วแหวนเงินทองในมหาสมุทรตามต้องการ เมื่อเก็บได้เต็มที่แล้วก็ไปถึงกำแพงจักรวาลด้านใต้ พระยามหาจักรพรรดิราชจึงหลลั่งนํ้าจากหม้อทอง ประกาศว่าดินแดนนี้ และอาณาประชาราษฎร์ในดินแดนนี้เป็นของเรา แล้วจึงเสด็จกลับตามทางเดินในมหาสมุทรนั้น เมื่อเสด็จขึ้นจากนํ้า นํ้ามหาสมุทรก็เต็มดังเดิม

  เมื่อพระยามหาจักรพรรดิราช ปราบดินแดนทางด้านทิศตะวันออกและ ชมพูทวีปอันกว้างได้ ๑๐,๐๐๐ โยชน์แล้ว ก็ประสงค์จะไปปราบดินแดนทางทิศตะวันตก ซึ่งกว้างได้ ๑,๐๐๐ โยชน์ ชื่อ อมรโคยานี ซึ่งมีมหาสมุทรเป็นเขตแดนกั้นอยู่ พระองค์ซึ่งเสด็จไปยัง

มหาสมุทรทางทิศตะวันตก ปราบแผ่นดินอมรโคยานี และสั่งสอนพระราชาทั้งหลายในทวีปนั้นดังกล่าวมาแล้ว แล้วข้ามมหาสมุทรไปถึงเขตกำแพงจักรวาลทิศตะวันตก พระยามหาจักรพรรดิราชจึงหลั่งนํ้าจากหม้อทอง แล้วประกาศว่า ดินแดนนี้และอาณาประชา

ราษฎร์ในดินแดนนี้เป็นของเรา แล้ว จึงเสด็จกลับ พระยามหาจักรพรรดิราชประสงค์จะปราบแผ่นดินอุตรกุรุ ซึ่งกว้าง ๘,๐๐๐ โยชน์ บรรดาพระราชาทั้งหลายได้มาถวายบังคมพระยามหาจักรพรรดิราช พระองค์ได้สั่งสอนพระราชาทั้งหลายแล้วข้ามมหาสมุทร

ไปถึงกำแพงจักรวาลทางทิศเหนือ แล้วจึงหลั่งนํ้าจากหม้อทอง และประกาศว่าตั้งแต่นี้ไป ดินแดนนี้ อาณาประชาราษฎร์ในเมืองนี้เป็นของเรา แล้วเสด็จกลับตามทางเดิมในมหาสมุทร ดังกล่าวมาแล้ว เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นจากมหาสมุทรแล้ว น้ำในมหาสมุทรก็

เต็มดังเดิม

  บรรดาพระราชาทั้งหลายในแผ่นดินน้อยใหญ่จำนวน ๒,๐๐๐ ซึ่งรวม บริวารของทวีปทั้ง ๔ ทวีปละ ๕๐๐ ก็ได้มาเฝ้ามาถวายบังคม  พระยามหาจักรพรรดิราชเอง พระยามหาจักรพรรดิราชไม่ต้องเสด็จไปปราบ ทรัพย์สมบัติทั้งหลายในแผ่นดิน ในจักรวาลและในมหาสมุทรทั้ง ๔ ในส่วนที่รัศมีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ส่องไปถึง ย่อมเป็นพระราชทรัพย์ของพระยามหาจักรพรรดิราชทั้งสิ้นมีจำนวนมากมายยิ่ง เหมือนดังกงจักรราชรถของพระอินทร์ผู้เป็นเจ้าครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อพระเจ้ามหาจักรพรรดิราชปราบได้ทั่วทุกทวีปและจักรวาลแล้วประสงค์จะทอดพระเนตรมหาสมบัติของพระองค์ กงจักรแก้วเหมือนจะรู้พระทัย จึงหมุนเหาะขึ้นไในอากาศ มีรัศมีดั่งดวงจันทร์ หมุนรอบเขาพระสุเมรุนั้นสว่างดังพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกัน ๒ ดวง คนทั้งหลายเห็นแสงสว่างรุ่งเรืองดังนั้นคิดว่าเป็นพระอาทิตย์ ๒ ดวง เมื่อพระเจ้าามหาจักรพรรดิราชและรี้พลทั้งหลายที่ตามเสด็จลอยขึ้นไปในอากาศด้วยอำนาจของกงจักรแก้วนั้น ก็แลเห็นทั่วทุกแห่ง เห็นเขาพระสุเมรุอยู่ตรงกลาง เห็นแผ่นดินใหญ่อยู่รอบเขาพระสุเมรุ ๔ ทิศ เห็นแผ่นดินน้อยซึ่งเป็นบริวารของแผ่นดินใหญ่จำนวน ๒,๐๐๐ เห็นพระมหาสมุทรทั้ง ๔ ซึ่ง เป็นเขตแดนขวางกั้นอยู่ เห็นแม่นํ้าใหญ่น้อยทั้งหลายเห็นยอดเขาใหญ่ เห็นป่าใหญ่บนทั้ง ๔ ทวีป เห็นเมืองน้อยใหญ่ เห็นถิ่นฐานชนบทนับไม่ถ้วน

  คนทั้งหลายเห็น ห้วย หนอง คลอง บึง และสระที่มีดอกบัวนานาพรรณ มีดอกและรากเหง้างามตระการ กงจักรแก้วนั้นบันดาลให้ พระเจ้ามหาจักรพรรดิราชเห็นถ้วนทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว จึงนำเสด็จลงสู่แผ่นดินและเมืองที่พระยามหาจักรพรรดิราชประทับอยู่ เมื่อ

กงจักรแก้วมาถึงประตูพระราชวังของพระเจ้ามหาจักรพรรดิราช ก็ลอยอยู่กลางอากาศในระยะสูงพอสมควร คนทั้งหลายนำข้าวตอก  ดอกไม้มากราบไหว้บูชา เมื่อพระเจ้ามหาจักรพรรดิราชมาถึงเรือนหลวงแล้ว จึงสั่งให้ปลูกมณฑปแก้วขึ้น มีแก้ว ๗ ประการเป็นเครื่องประดับมณฑปเขาแก้วนั้นมีประตูทำด้วยแก้วและทองดูรุ่งเรืองงามมาก แล้วจึงให้กงจักรแก้ว มาอยู่ที่มณฑปนั้น คนทั้งหลาย จึงนำข้าวตอกดอกไม้มาเคารพบูชา ขณะที่กงจักรแก้วอยู่ในมณฑปแก้วนั้น ปราสาทของพระเจ้ามหาจักรพรรดิราชไม่ต้องจุดประทีปโคมไฟเลย เพราะรัศมีกงจักรแก้วนั้นส่องไปให้รุ่งเรืองทั่วทุกแห่งกลางคืนก็เหมือนกลางวัน แต่ถ้าใครต้องการให้มืด ก็จะรู้สึกมืดด้วยใจของผู้นั้น พระจักรแก้วจะนำพระเจ้ามหาจักรพรรดิราชพร้อมด้วยรี้พลไปทางทิศตะวันออก มุ่งไปทางกำแพงจักรวาล ด้านตะวันออก เมื่อมาถึงฝั่งมหาสมุทรด้านตะวันออกแล้ว กงจักรแก้วก็จะผันลงสู่น้ำในมหาสมุทร  

        จงคลิกดูรายละเอียดที่ลิ้งค์ข้างล่างนี้

       http://www.silpathai.net/

      http://www.slideshare.net/Songsak1/ss-17311498

      http://www.slideshare.net/Songsak1/ss-17311498  

         https://www.dek-d.com/board/view/981101/

         http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=11254.0;wap2

         https://sites.google.com/site/thrrmthan1/home/mnusy-tang-daw-lok-thang-4-thwip-ni-xa-wkas

         http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2009/05/Y7901784/Y7901784.html

           ปุพพวิเทหทวีป

   

     ปุพพวิเทหทวีป   ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของภูเขาพระสุเมรุ  มีเนื้อที่กว้าง ๘๐๐๐ โยชน์  มีเกาะที่เป็นบริวารอีก ๕๐๐ เกาะ  มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้มีรูปใบหน้ากลมเหมือนพระจันทร์เต็มดวงมีลักษณะตอนบนโค้งตัดลงมาเหมือนบาตรพระ มีรูปร่างสูง ๙ ศอก  มีอายุยืนได้  ๗๐๐  ปี  จึงจะตาย รักษาศีล ๕ ได้ครบทุกข้อ  แผ่นดินของเนื้อที่ทวีปนี้เป็นสีขาวเหมือนน้ำนม  ท้องฟ้าในทวีปนี้ก็เป็นสีเหมือนเงิน  มหาสมุทรในทวีปนี้ชื่อว่า "ขีรสาคร"   น้ำในมาสมุทรมีสีขาวเหมือนน้ำนม    เด็กที่เกิดในทวีปนี้เพียงชั่วครู่จะโตเท่ากับเด็กในชมพูทวีปอายุได้ ๕ ปี   มนุษย์ในทวีปนี้มีผิวกายหลายสีคือ  สีขาวก็มี  สีเหลืองก็มี  สีดำก็มี  สองสีผสมกันก็มี  สีด่างพร้อยเหมือนกับมนุษย์ในชมพูทวีปก็มี 

      เขตแดนของทวีปทั้ง ๔

  ทวีปทั้ง ๔  มีเขตแดนแบ่งกันชัดเจน ที่ตรงรอยต่อของทวีปทั้ง ๔ มีหลุมน้ำลึกขนาดใหญ่ ส่วนลึกวัดได้ ๑๐๐๐ โยชน์  มีน้ำพุ่งขึ้นมาจากหลุมน้ำวัดได้ ๑๐๐๐ โยชน์ หลุมนี้มีความกว้างวัดได้ ๑๐๐ โยชน์  ในที่ใกล้หลุ่มน้ำใหญ่นี้ไม่มีเรือหรือเครื่องบินสามารถเข้าไปใกล้ได้  ถ้าขืนเข้าไปใกล้จะถูกน้ำดูดจมหายลงไปอยู่ใต้พื้นน้ำหมด  ผู้ที่จะผ่านหลุมน้ำใหญ่นี้ไปได้มีบุคคล ๔ จำพวก  คือ:-

   ๑.พระอรหันต์ที่ได้อภิญญาและฌานสมาบัติ

   ๒.พวกฤาษีหรือบุคคลที่ได้ฌานสมาบัติ ๘

   ๓.กงจักรแก้วของพระเจ้ามหาจักรพรรดิ

   ๔.ผู้ที่ทำปรอทกายสิทธิ์ได้สำเร็จก็สามารถผ่านไปได้  นอกนั้นอย่าหวังเลย        
         สวรรค์ ๖ ชั้น

       

        ๑.ชั้นจาตุมหาราชิกา

        ๒.ชั้นดาวดึงส์

        ๓.ชั้นยามา

        ๔.ชั้นดุสิต

        ๕.ชั้นนิมมานรดี

        ๖.ชั้นปรนิมมิตวสวตี

    สวรรค์ชั้นที่๑  คือจาตุมหาราชิกา

  สวรรค์ชั้นแรกอยู่เหนือโลกมนุษย์ขึ้นไป ๔๖๐๐๐ โยชน์เป็นแดนสุขาวดีมีเทวราชผู้ยิ่งใหญ่พระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองดูแลจึงได้ชื่อว่าจาตุมหาราชิกาเทวภูมิคือภูมิเป็นที่อยู่แห่งทวยเทพมีท้าวจาตุมหาราชทรงเป็นใหญ่
 
สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกามีเมืองใหญ่เป็นเทพนครอยุ่ถึงเทพนครแต่ละเทพนครมีป้อมปราการกำแพงทองทิพย์เหลืองอร่ามงามนักประดับประดาไปด้วยสัตตรัตนะแก้วประการภายในเทพนครอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นมีปราสาทแก้วซึ่งเป็นวิมานที่อยู่ของเทพยดาชาวฟ้าทั้งหลายตั้งเรียงรายอยู่มากมายนอกจากนี้ยังมีสระโบกขรณีซึ่งมีน้ำใสยิ่งกว่าแก้วเต็มไปด้วยดอกบัวนานาชนิดส่งกลิ่นทิพย์หอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณมีดอกไม้นานาพรรณสีสันวิจิตรตระการตาและมีรุขชาติต้นไม้สวรรค์ซึ่งมีผลอันโอชายิ่งมิ่งไม้ในสวงสวรรค์มีดอกมีผลเป็นทิพย์ปรากฏให้เหล่าชาวสวรรค์ได้ชื่นชมตลอดกาลไม่มีวันร่วงโรยและหมดไปเลย
 
สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาจำแนกย่อยพื้นที่บริเวณของหมู่เทพละเอียดลงไปอีกตามขั้นตอนการถือกำเนิดเอาไว้ดังนี้
-
อุปัตติเทพ  การถือกำเนิดด้วยการอุบัติขึ้นมาโดยมีกายทิพย์หรือกายละเอียดเป็นวัยหนุ่มสาวขึ้นมาทันใด  ถ้าเป็นเพศชายเมื่อสร้างบุญไม้มากพอที่จะมีวิมานของตนเองก็จะไปถือกำเนิดเป็นบุตรของเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง  ถ้าเป็นเพศหญิงเมื่อสร้างบุญมาไม่มากพอที่จะมีวิมานของตนเองต้องไปถือกำเนิดเป็นบาทบริจาริกา
ของเทวดาองค์ใดองค์หนึ่งถ้าหญิงหรือชายสร้างบุญไว้น้อยก็จะถือกำเนิดเป็นเทพผู้คอยดูแลในเรื่องเครื่องทรงของเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง  ถ้าสร้างบุญกุศลไว้มากพอก็จะอุบัติขึ้นมาเป็นเจ้าของวิมานพรั่งพร้อมด้วยบริวารและสิ่งของอันเป็นทิพย์

  -
บาดาล  ภพที่อยู่ใกล้มนุษย์มากที่สุดมีลักษณะเป็นงูต่าง
  -
ภูมะ  ที่อยู่ของภูมิเจ้าที่ต่าง
  -
รุกขภูมิ  ภูมิที่อยู่เหนือหัวเราขึ้นไปเพียงศอกเดียวมีวิมานอยู่บนต้นไม้
  -
ฉิมพลีภูมิ  ดินแดนแห่งเทพผู้มีปีกกึ่งเทพกึ่งสัตว์มีฤทธิ์มากพญาครุฑ
  -
คนธรรพ์ภูมิ  ดินแดนรอยต่อระหว่างมนุษย์โลกกับเทวโลก
  -
หิมพานต์  ดินแดนรอยต่อระหว่างมนุษย์โลกกับเทวโลก
  -
บรรพภูมิ  ดินแดนแห่งฤาษีผู้บำเพ็ญพรตที่หลบลี้จากโลกมนุษย์
  -
อโยธยาภูมิ  ภูมิของผู้มีบุญคุณต่อแผ่นดินเช่นพ่อหลักเมือง
  -
ลับแลภูมิ  ภูมิของหญิงสาวที่บำเพ็ญเพียรถือสัจจะเป็นหลัก
  -
ภุมมา  ที่สถิตของเทพบุตรเทพธิดาต่างๆที่ยังมีกิเลสเป็นภูมิที่อยู่ต่อจากมนุษย์ภูมิขึ้นไป  มีเทวดาผู้เป็นใหญ่เป็นมหาราชอยู่องค์ได้แก่
 
.ท้าวธตรัฏฐะอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุเป็นผู้ปกครองคันธัพพเทวดา
  
.ท้าววิรุฬหกะอยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุเป็นผู้ปกครอบกุมภัณฑ์เทวดา
  
.ท้าววิรูปักขะอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุเป็นผู้ปกครองนาคเทวดา
  
.ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุเป็นผู้ปกครองยักขเทวดา
  -
มหาราชทั้งนี้เป็นผู้รักษามนุษยโลกหรือเรียกว่าท้าวจตุโลกบาลมีหน้าที่สอดส่องดูมนุษย์ที่ทำบุญสร้างกุศลแล้วรายงานต่อพระอินทร์เพื่อให้ได้ไปเกิดในสรวงสวรรค์มีสถานที่ปกครองตั้งแต่กลางเขาสิเนรุราชลงมาจนถึงมนุษยโลกมีอาณาเขตแผ่ออกไปจดขอบจักรวาลเทวดาทั้งหลายที่อยู่ในชั้นจาตุมหาราชิกาภูมินี้เป็นบริวารภายใต้อำนาจของท้าวมหาราชทั้ง
      

  -การเทียบอายุระหว่างมนุษย์กับสวรรค์  ๑๐๐ ปีในเมืองมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งคืนหนึ่งในเมืองสวรรค์

  -สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกามีอายุยืนได้ ๕๐๐ ปีทิพย์
  ที่อยู่ของเทวดา

เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกามีอยู่ตั้งแต่กลางภูเขาสิเนรุราชจนกระทั่งถึงพื้นดินอันเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์

     ป่าหิมพานต์

  

   ป่าหิมพานต์   แปลว่า "ป่าที่มีหิมะตกอย่างหนัก"  ป่าหิมพานต์อยู่ใต้เชิงเขาในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาอยู่ติดกับโลณมหาสมุทรอันเป็นที่ตั้งของทวีปทั้ง ๔ มีเนื้อที่กว้างวัดได้ ๓๐๐๐ โยชน์   ส่วนสูงวัดได้ ๕๐๐ โยชน์  เนินเขาสูง ๓๐๐ โยชน์  ยอดเขาสูงได้ ๒๐๐ โยชน์  รวมเป็น ๕๐๐ โยชน์  วัดโดยรอบป่าหิมพานต์ทั้งหมดวัดได้ ๙๐๐๐ โยชน์  ป่าหิมพานต์มียอดเขาประดับมากถึง ๘๔๐๐๐ ยอด  มียอดเขาที่เป็นประธานอยู่ ๕ ยอด  คือ:-

   ๑.ยอดเขาสุทัสสนะกูฏ

   ๒.ยอดเขาจิตรกูฏ

   ๓.ยอดเขากาฬกูฏ

   ๔.ยอดเขาคันธมาทน์กูฏ

   ๕.ยอดเขาไกรลาสกูฏ

 ในป่าหิมพานต์นี้มีสระใหญ่อยู่ ๗ สระ  คือ:-

   ๑.สระอโนดาด

   ๒.สระกัณณะมุณฑะ

   ๓.สระรถการ

   ๔.สระฉัททันต์

   ๕.สระกุณาละ

   ๖.สระมันทากินี

   ๗.สระสีหปะปาตะ 

      ภูเขาทั้ง ๕

  ๑.ภูเขาสุทัสสนะกูฏ   คือภูเขาที่อยู่ในป่าหิมพานต์เป็นภูเขาที่เป็นทองคำทั้งภูเขา  มีความสูงวัดได้ ๒๐๐ โยชน์   ภูเขาลูกนี้มีสัณฐานประดุจดังปากกาเงื้อมเข้าไปปกปิดสระอโนดาดเอาไว้

  ๒.ภูเขาจิตรกูฏ   คือภูเขาที่เป็นแก้วทั้งลูกแวดล้อมสระอโนดาดเอาไว้

  ๓.ภูเขากาฬกูฏ   คือภูเขาที่เป็นแก้วอินทนิลทั้งลูก

  ๔.ภูเขาคันธมาทน์กูฏ   คือภูเขาที่เป็นแก้วลายที่มีสีสดสวยมากแต่ภายในของภูเขาเป็นแก้วมุกดา  ภูเขาคันธมาทน์นี้มีว่านยามากหลายชนิดมีคันธชาติที่สำคัญ ๑๐ ชนิด  คือ:-

ต้นไม้รากหอม ๑   ต้นไม้ที่มีแก่นหอม ๑   ต้นไม้ที่มีกะพี้หอม ๑   ต้นไม้ที่มีเปลือกหอม ๑ ต้นไม้ที่มีสะเก็ดหอม ๑   ต้นไม้ที่มียางหอม ๑   ต้นไม้ที่มีใบหอม ๑   ต้นไม้ที่มีดอกหอม ๑   ต้นไม้ที่มีผลหอม ๑   ต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมทุกอย่าง ๑

   ภูเขาคันธมาทน์นี้เมื่อถึงวันดับคือวันที่เป็นข้างแรมก็จะปรากฏแสงสว่างรุ่งเรืองประดุจดังถ่านเพลิง  ที่ภูเขาคันธมาทน์นี้มีเงื้อมอยู่เงื้อมหนึ่งชื่อว่า "นันทมูล"  ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในเงื้อมนี้มีถ้ำอยู่ ๓ ถ้ำ  คือ:-

   ๑.ถ้ำสวรรณคูหา  เป็นถ้ำทองคำ

   ๒.ถ้ำมณีคูหา   เป็นถ้ำแก้ว

   ๓.รชตะคูหา   เป็นถ้ำเงิน

  ที่หน้าปากถ้ำมณีคูหานั้นมีต้นไม้อุโลกอยู่ต้นหนึ่งใหญ่มากสูงได้ ๑ โยชน์ และมีกิ่งก้านสาขาออกไป  ส่วนกว้างก็วัดได้ ๑ โยชน์ คือ ๑๖ กิโลเมตร  แสดงให้เห็นว่าภายใต้ต้นอุโลกต้นนี้มีเนื้อที่สามารถตั้งอำเภอได้อำเภอหนึ่งโดยไม่ต้องมีหลังคามุงบังเลย  ต้นไม้อุโลกมีมากในอุตตรกุรุทวีป ชาวอุตตรกุรุทวีปพวกเขาไม่มีบ้านเรือนพวกเขาอาศัยอยู่ใต้ต้นอุโลก  เบื้องหน้าของต้นไม้อุโลกนี้มีโรงเรือนอยู่หลังหนึ่งที่สร้างด้วยแก้วทั้งหมด เสา  หลังคา   ฝา   พื้น ของโรงเรือนหลังนี้สร้างด้วยแก้วทั้งนั้น  โรงเรือนหลังนี้เป็นที่อยู่อาศัยของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย  ปัจจุบันนี้ก็ยังมีพระปัจเจกพุทธเจ้าอาศัยอยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้าใช้โรงเรือนนี้ทำอุโบสถ  ดอกไม้ทั้งหลายที่อยู่บนน้ำและบนบกออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ด้วยอานุภาพของพระปัจเจกพุทธเจ้าทำให้มีลมชนิดหนึ่งชื่อว่า "สัมมัชชะนะกะวาตะ"  พัดเอาหยากเยื่อฝุ่นฝอยที่มีอยู่ในโรงเรือนแก้วนี้ไปทิ้งเสียในที่ไกลจากโรงเรือนแก้วนี้  มีลมอีกจำพวกหนึ่งชื่อว่า "สะมะกะระณะวาตะ"  ลมชนิดนี้พัดหุ้มหอบและเกลี่ยทรายและแก้วในโรงเรือนนี้ให้ราบรื่นประดุจดังหน้ากลอง  ลมอีกจำพวกหนึ่งชื่อว่า "สิญจะนะวาตะ"  ลมชนิดนี้พัดอุ้มเอาน้ำในสระอโนดาดมาประพรมทรายแก้วที่ละเอียดอ่อนมิให้ฟุ้งขึ้นในโรงเรือนแก้วนั้น   มีลมอีกชนิดหนึ่งชื่อว่า "สุคันธกะระณะวาตะ"  ลมชนิดนี้พัดเอากลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดต่างๆมาอบรมไว้ที่โรงเรือนแก้วให้หอมฟุ้งตลบอบอวนทั่วไปหมด   มีลมจำพวกหนึ่งชื่อว่า "โอจินะกะวาตะ"  ลมชนิดนี้มีหน้าที่พัดตัดขั้วของดอกไม้ทำให้ดอกไม้ทั้งหลายหล่นลงบนพื้นเป็นจำนวนมาก   มีลมจำพวกหนึ่งชื่อว่า "สันถะระณาวาตะ"   ลมชนิดนี้มีหน้าที่พัดเอาดอกไม้ที่อยู่บนพื้นให้หล่นลงไปในอาสนะดอกไม้ในโรงเรือนแก้วนั้น  โรงเรือนแก้วนี้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายใช้เป็นสถานที่ทำอุโบสถร่วมกันบนอาสนะดอกไม้นั้น

  ๕.ภูเขาไกรลาส   คือภูเขาที่เป็นเงินทั้งลูก   วิมานของพระอิศวรผู้เจ้าของศาสนาพราหมณ์สถิตอยู่ที่เขาไกรลาสนี้

   ภูเขาทั้ง ๕ ลูกนี้มีภายในอันคดค้อม  มีสัณฐานประดุจดังปากกาทั้ง ๕ ลูก  ต่างกันแต่ความสูงเท่านั้น  ภูเขาสุทัสสนะกูฏสูงได้ ๒๐๐ โยชน์  ภูเขาจิตรกูฏ   ภูเขากาฬกูฏ   ภูเขาคันธมาทน์   และภูเขาไกรลาส  สูง ๒๕๐ โยชน์   กว้างและยาววัดได้ ๕๐ โยชน์ เท่ากันทั้ง ๔ ลูก  ภูเขาทั้ง ๕ นี้มีเงื้อมโน้มเข้าหากัน มีเชิงเนื่องติดต่อถึงกันแวดล้อมสระอโนดาดเอาไว้   แม่น้ำน้อยใหญ่ทั้งหลายต่างก็ไหลเอิบอาบซึมซาบเข้าไปในภูเขาทั้ง ๕ ลูกนี้  เพราะเหตุนั้นสระอโนดาดจึงไม่มีน้ำเหือดแห้งเลย  

        สระอโนดาด

    สระอโนดาด   คือสระที่อยู่ในป่าหิมพานต์ น้ำในสระอโนดาดไหลออกไปได้ ๔ ช่องทาง  คือ:-

    ๑.ช่องปากราชสีห์

    ๒.ช่องปากช้าง

    ๓.ช่องปากม้า

    ๔.ช่องปากโค 

   พระอาทิตย์และพระจันทร์จะส่องแสงสว่างเข้าไปในสระอโนดาดได้เฉพาะในเวลาที่โคจรอ้อมคือโคจรอ้อมจากทิศใต้ไปยังทิศเหนือแสงพระอาทิตย์และพระจันทร์ส่องเข้าในสระอโนดาดได้  แต่ถ้าพระอาทิตย์และพระจันทร์โคจรตรงไม่อ้อมแสงสว่างของพระอาทิตย์และพระจันทร์ก็ไม่สามารถจะส่องแสงสว่างเข้าไปในสระอโนดาดได้ เพราะยอดเขาทั้ง ๕ ยอด มันเงื้อมเข้าหากันปกปิดสระอโนดาดเอาไว้เพราะเหตุฉะนี้น้ำในสระอโนดาดจึงไม่ร้อน  ด้วยเหตุที่น้ำไม่ร้อนนี้จึงเรียกว่า "สระอโนดาด"

   ในสระอโนดาดมีท่าน้ำที่สำคัญอยู่ ๔ ท่า  คือ:-

     ๑.ท่าน้ำเทวกัญญา    คือท่าน้ำที่นางเทพอัปสรลงชำระสระสรงร่างกาย

     ๒.ท่าน้ำเทพบุตรหรรษา   คือท่าน้ำที่เทพบุตรทั้งหลายลงชำระสระสรงร่างกาย

     ๓.ท่าน้ำวิชาธรจรัญญา   คือท่าน้ำที่วิชาธรลงชำระสระสรงร่างกาย

     ๔.ท่าน้ำยักษาธิราช    คือท่าน้ำที่พวกยักษ์ทั้งหลายลงชำระสระสรงร่างกาย

   น้ำในสระอโนดาดเป็นน้ำใสไหลเย็นบริสุทธิ์ปราศจากมลทินทั้งหลายมีสีใสเหมือนแก้วผลึกปราศจากปลาและเต่า ในสระอโนดาดมีช่องปากอันเป็นที่ไหลออกแห่งแม่น้ำอยู่ ๕ ช่องปาก  คือ:-
    ๑.ช่องปากราชสีห์
    ๒.ช่องปากช้าง
    ๓.ช่องปากม้า
    ๔.ช่องปากโค
  น้ำในสระอโนดาดที่ไหลออกจากปากทั้ง ๔ จะเป็นแม่น้ำ ๔ แคว  แม่น้ำ ๔ แควนี้เป็นแม่น้ำใหญ่ทั้ง ๔ สาย  ก่อนจะไหลออกจากสระอโนดาดจะไหลเวียนขวารอบสระอโนดาด ๓ รอบจึงแตกแยกกันออกไปเป็น ๕ สาย  ที่ริมฝั่งแม่น้ำที่ไหลออกจากปากราชสีห์มีราชสีห์ชุกชุมมาก  ที่ริมฝั่งแม่น้ำที่ไหลออกจากปากช้างนั้นมีช้างชุกชุมมาก   ที่ริมฝั่งแม่น้ำที่ไหลออกจากม้ามีม้าชุกชุมมาก   ที่ริมฝั่งแม่น้ำที่ไหลออกจากปากโคมีโคชุกชุมมาก  แม่น้ำที่ไหลออกจากปากราชสีห์นี้จะอยู่ทางด้านทิศตะวันออก  ก่อนจะไหลออกจากสระอโนดาดจะไหลวนขวา ๓ รอบแล้วจึงไหลแยกออกจากแม่น้ำทั้ง ๓ สายนั้นแล้วจึงไหลไปสู่ดินแดนของพวกอมนุษย์ในป่าหิมวันต์ทางด้านทิศตะวันออกแล้วจึงไหลออกไปสู่โลณมหา สมุทร
  แม่น้ำที่ไหลออกจากปากช้างทางด้านทิศตะวันตก และแม่น้ำที่ไหลออกจากปากม้าทางด้านทิศเหนือ จะไหลวนขวา ๓ รอบจึงไหลออกจากสระอโนดาดไปสู่ดินแดนของพวกยักษ์และปีศาจทั้งหลายในป่าหิมวันต์  สายน้ำนี้จะไหลตกลงไปบนแผ่นศิลาที่มีชื่อว่า
"ติยังคะฬะ"  แล้วก็ไหลผ่านแผ่นศิลานี้ไปสู่โลณมหาสมุทร   แม่น้ำที่ไหลออกจากปากโคทางด้านทิศใต้ ก่อนจะไหลออกจากสระอโนดาดจะต้องไหลวนขวา ๓ รอบแล้วจึงไหลออกจากสระอโนดาดแล้วไหลไปกระทบกับภูเขาลูกหนึ่งที่มีน้ำสีเขียว เมื่อไหลลงไปกระ ทบภูเขาลูกนั้นแล้วทำให้น้ำกระโจนพุ่งขึ้นไปในอากาศสูงได้  ๓๐๐ เส้น  เป็นระยะทางได้ ๖๐ โยชน์  แม่น้ำสายนี้ก็จะตกลงไปยังแผ่นศิลาที่มีชื่อว่า "ติยังคะฬะปาสานะ"  น้ำที่ตกลงไปนั้นตกลงแรงมากจนทำให้น้ำแตกกระจายซ่านเซ็นแล้วจึงกระเด็นขึ้นไปในอากาศประดุจดังเม็ดฝน  ในที่ตรงที่แม่น้ำตกลงไปนั้นมีสระโบกขรณีอยู่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า "ติยังคะฬะโบกขรณี"  สระโบกขรณีนี้บังเกิดขึ้นเพราะแม่น้ำที่ตกลงมากัดเซาะ สระโบกขรณีนี้มีเนื้อที่วัดได้ ๕๐๐ โยชน์  แม่น้ำนั้นครั้นตกลงในสระติยังคะฬะโบกขรณีแล้ว  ก็ทำลายขอบฝั่งของสระนั้นให้เป็นช่องด้วยกระแสน้ำอันไหลเชี่ยวแล้วก็ไหลไปในช่อง
ของศิลาไกลได้ ๖๐ โยชน์  แล้วสายน้ำนั้นก็ได้ทำลายแผ่นดินหนาให้กลายเป็นช่องแล้วก็ไหลไปโดยอุโมงค์เรียกว่า "อุมังคะคงคา"  และไหลไปภายใต้อุโมงค์นั้นไกลได้ ๖๐ โยชน์ แล้วสายน้ำนี้ก็ไปกระทบกับภูเขาลูกหนึ่งที่มีชื่อว่า "ติรัจฉานบรรพต"  ภูเขาลูกนี้มี
เชิงเขาเป็นอันเดียวกันแต่มียอด ๕ ยอด ประดุจดังนิ้วมือ ๕ นิ้ว  สายน้ำที่ไหลไปกระทบภูเขาลูกนี้จึงแยกกันเป็น ๕ แคว  ซึ่งไหลไปตามระหว่างเขา ๕ ลูก จึงกลายเป็นปัญจมหานทีทั้ง ๕  คือ:-
   ๑.แม่น้ำคงคา
   ๒.แม่น้ำยมุนา
   ๓.แม่น้ำอจิรวดี
   ๔.แม่น้ำสรภู
   ๕.แม่น้ำมหิ     

     ฉัททันต์สระ
  ฉัททันต์สระมีส่วนกว้างและยาววัดได้ ๕๐ โยชน์   ส่วนกลมรอบวัดได้ ๑๕๐ โยชน์  ตรงกลางของฉัททันต์สระเป็นน้ำใสไม่มีจอกแหนเลย ตรงกลางกว้างได้ ๑๒ โยชน์มีน้ำใสประดุจดังแก้วมณี  และที่ขอบสระเต็มไปด้วยดอกจงกลนีไม่มีดอกไม้อี่นแทรกเลย
ต่อจากนั้นก็เป็นป่าดอกบัวเขียว  บัวแดง   บัวขาว   บัวเขียว   โกมุทแดง   โกมุทขาว   โกมุทเขียว   ต่อจากนี้ก็เป็นป่าถั่วราชมาส   ป่าถั่วเขียว   ป่าแตงโม   ป่าฟักทอง   ป่าน้ำเต้า   ป่าฟักเขียว   ป่าอ้อยมีลำใหญ่เท่าต้นหมาก   ป่ากล้วยมีผลเท่างาช้าง   ป่าไม้รัง 
ป่าขนุนหนังมีผลใหญ่เท่าตุ่ม   ป่ามะม่วงที่มีรสชาติอันอร่อยยิ่ง   ป่ามะขามหวานมีรสชาติอันอร่อยยิ่ง   ป่ามะขวิด   ป่าต้นมิสสกะวัน  ป่าไม้ไผ่อัดแน่นไม่มีช่องว่างเลยแม้แต่หนูยังลอดเข้าไปไม่ได้  ต่อจากนั้นก็มีภูเขา ๗ ลูกแวดล้อมเอาไว้ คือภูเขาจูฬกาฬบรรพต ๑   มหากาฬบรรพต ๑   อุทกะปัสสะบรรพต ๑   จันทะปัสสะบรรพต ๑   สุริยะปัสสะบรรพต ๑   มณีปัสสะบรรพต ๑    สุวัณณะปัสสะบรรพต ๑
  ในสถานที่ใกล้ภูเขาทองมีต้นมะม่วงใหญ่อยู่ต้นหนึ่งมีชื่อว่า "อัพภันตรัมพพฤกษ์" เป็นมะม่วงเสวยของท้าวเวสสุวัณมหาราช พวกกุมภัณฑ์ทั้งหลายพากันเฝ้ารักษาอยู่โดยการใช้ข่ายเหล็ก ๗ ชั้นแวดล้อมเอาไว้  และที่ฉัททันต์สระนี้ยังเป็นที่อยู่ของพญาช้างเผือกชื่อว่า "ฉัททันต์" พร้อมด้วยบริวาร ๘๐๐๐ ตัวล้วนแล้วแต่เป็นช้างเผือกทั้งนั้น  ช้างเหล่านี้เหล่านี้เข้าไปอาศัยในถ้ำทอง   ช้างชื่ออุโบสถหัตถี มีสีกายเป็นสีทองคำ มีช้างมเหสี ๒  ตัว คือ ช้างจูฬสุภัทราและมหาสุภัทรา  และมีบริวารล้วนแต่เป็สีเหลืองและสีทอง  ช้างทั้งหลายเหล่านี้อยู่ในป่ากรรณิกาดอกขาวที่อยู่ใกล้ถ้ำทอง 

  ในที่ใกล้ฉัททันต์สระนั้นมีต้นกัลปพฤกษ์อยู่หลายต้น  ต้นกัลปพฤษ์แต่ละต้นนั้นมีผ้าทิพย์ที่มีสีสรรสวยงามหลากหลายชนิด สีขาวก็มี  สีเขียวก็มี  สีเหลืองก็มี  สีแดงก็มี  สีหงสบาทก็มี  ในที่ใกล้ต้นกัลปพฤกษ์นั้นยังมีบ่อน้ำทิพย์อีกด้วย  ในสมัยสมเด็จพระเจ้าธรรมาโศกราชทรงครองราชสมบัติในชมพูทวีปนั้น  เทวดายังนำน้ำทิพย์และผ้าทิพย์ที่ต้นกัลปพฤกษ์มาถวายเป็นนิจ 

       กุณาลสระ

    กุณาลสระ  เป็นสระที่อยู่ในป่าหิมพานต์ มีความกว้าง ๕๐ โยชน์  มีดอกบัวหลากหลายชนิดส่งกลิ่นหอมอบอวนไปมาน่าทัศนายิ่งนัก  พระพุทธเจ้าเคยพาพระภิกษุที่พระบวชใหม่จากเมืองกบิลพัสดุ์และจากเมืองโกลิยะ  ที่พระพุทธองค์เสด็จไปห้ามพระญาติที่ทะเลาะกันเรื่องการนำน้ำเข้าสู่นาเกือบจะรบราฆ่าฟันกัน แต่พอพระพุทธเจ้าเสด็จไปห้ามและทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดพระญาติทั้ง ๒ ฝ่ายจึงหยุดทะเลาะกัน  พระญาติทั้ง ๒ ฝ่ายจึงยอมให้ขัตติยกุมารฝ่ายละ ๒๕๐ องค์ รวมเป็น ๕๐๐ องค์ บวชในพระพุทธศาสนาอีกด้วย  เมื่อขัตติยกุมารทั้ง ๕๐๐ องค์ที่ได้บวชแล้วไม่นานเกิดความกระสันอยากสึกเพราะคิดถึงความสนุกสนานของการเป็นฆารวาส  เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงทราบพระองค์ก็จึงตรัสสรรเสริญกุณาลสระให้ภิกษุบวชใหม่ฟัง  เมื่อภิกษุบวชใหม่ทั้ง ๕๐๐ องค์ได้ฟังเรื่องราวของกุณาลสระเกิดอยากไปดูกุณาลสระในป่าหิมพานต์ พระพุทธองค์จึงพาพระบวชใหม่ทั้ง ๕๐๐ องค์เหาะไปทางอากาศแล้วจึงให้ลงไปยืนอยู่ที่ขอบกุณาลสระ ด้วยอำนาจของพุทธานุภาพพระองค์ทรงทำพุทธาธิษฐานขอให้มวลสัตว์ทั้งหลายในป่าหิมพานต์ซึ่งกว้าง ๓๐๐๐ โยชน์ทั้งน้อยและใหญ่ให้มาชุมนุมรวมกันที่กุณาลสระ พวกสัตว์ทั้งหลายก็ชักชวนกันมาอย่างพร้อมเพรียงกันแล้วพระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้ภิกษุบวชใหม่ทั้ง ๕๐๐ องค์สอบถามเรื่องปลาในน้ำและสัตว์บนบกพระพุทธองค์ก็ทรงชี้แจ้งให้คำตอบแก่ภิกษุเหล่านั้นทุกคนอย่างแจ่มแจ้งและพระพุทธองค์ก็ได้ทรงแสดงเรื่องพญานกกระเหว่าลายที่พระองค์เคยเสวยพระชาติเป็นพญานกกระเหว่าในอดีตชาติจนทำให้ภิกษุบวชใหม่ทั้ง ๕๐๐ องค์บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด

    ทางไปสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ในทานสูตรว่า...
  "
ถ้าผู้ใดให้ทานโดยหวังผลบุญจากการให้ทานเมื่อตายไปจะไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา"
  "
ดูกรสารีบุตรในการให้ทานนั้นบุคคลมีความหวังให้ทานมีจิตผู้พันในผลแห่งทานแล้วให้ทานมุ่งการสั่งสมทานให้ทานด้วยคิดว่าเราตายไปแล้วจักได้เสวยผลแห่งทานนี้เขาผู้นั้นเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมหาราช"

      สวรรค์ชั้นที่ คือดาวดึงส์

   -สวรรต์ชั้นดาวดึงส์อยู่เหนือจาตุมหาราชิกาขึ้นไป  ๔๖๐๐๐๐  โยชน์
   -ดาวดึงส์หรือตาวะติงสาคือภูมิอันเป็นที่เกิดของบุคคล  ๓๓คนที่ได้สร้างกุศลไว้ในอดีตชาติมีมาฆมานพเป็นหัวหน้าเมื่อตายแล้วก็ได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์พร้อมบริวาร       อีก ๓๒ องค์รวมเป็น ๓๓ องค์  เป็นเทวดาชั้นผู้ใหญ่ในชั้นดาวดึงส์  ดาวดึงสานี้เป็นผืนแผ่นดินผืนแรกที่เกิดขึ้นในโลกหลังจากโลกถูกทำลายด้วยน้ำประลัยกัลป์เมื่อน้ำงวดลงแผ่นดินผืนแรกที่โผล่ขึ้นก่อนแผ่นดินอื่นก็คือยอดเขาสิเนรุซึ่งเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้เอง  ลักษณะของดาวดึงส์ภูมิเป็นมหานครใหญ่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลเหนือเขาสิเนรุราชปรางค์ปราสาทล้วนแล้วไปด้วยแก้วอันเป็นทิพย์แวดล้อมรอบเทวนครด้วยปราการกำแพงแก้วทิพย์อีกเช่นกันมีประตูกำแพงแก้วถึง ๑๐๐๐ ประตูเมื่อประตูเหล่านั้นเปิดออกแต่ละครั้งจะปรากฏเสียงดังไพเราะยิ่งนัก  ในท่ามกลางพระนครนั้นมีปราสาทพิมานอันมีชื่อเสียงปรากฏเลื่องลืออยู่วิมานหนึ่งคือไพชยนตปราสาทพิมานมีรูปทรงสูงประดับไปด้วยแก้ว ๗ ประการงามสุดจะพรรณนาเป็นที่ประทับแห่งสมเด็จท้าวอมรินทราธิราช
 
-เทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนได้ ๑๐๐๐ ปีทิพย์

  -เทวดาที่อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีอยู่ ๒ จำพวก  คือ:-
 
๑.ภุมมัฏฐเทวดา   เป็นเทวดาที่อาศัยอยู่บนพื้นดินได้แก่พระอินทร์และเทวดาผู้ใหญ่ ๓๒ องค์พร้อมทั้งบริวารและเทวอสุราอีก ๕ จำพวก ที่อยู่ใต้เขาสิเนรุราช
  
๒.อากาสัฏฐเทวดา   เป็นเทวดาที่อาศัยอยู่ในอากาศได้แก่เทวดาที่มีวิมานลอยไปในกลางอากาศตั้งแต่เหนือพื้นดินยอดเขาสิเนรุราชไปจดขอบจักรวาลบางวิมานก็มีเทวดาอยู่บางวิมานก็ไม่มีเทวดาอยู่ความเป็นอยู่ของเทวดาในชั้นดาวดึงส์ล้วนแต่เป็นผู้เสวยทิพยสมบัติจากผลบุญที่ได้กระทำไว้อารมณ์ที่ได้รับในชั้นดาวดึงส์จึงล้วนแต่เป็นอารมณ์ที่ดีเทพบุตรจะมีวัย ๒๐ ปี ส่วนเทพธิดามีวัย ๑๖ ปีเหมือนกันทุกองค์ไม่มีการแก่เจ็บตายให้เห็นมีแต่ความสวยงามเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดไปเทพบุตรองค์หนึ่งอาจจะมีนางฟ้าเป็นบาทบริจาริกา ๕๐๐ – ๑๐๐๐ องค์หรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับบุญบารมีที่ได้ทำไว้เทวดาในโลกนี้มีการไปมาหาสู่เบียดเบียนกันเช่นเดียวกับมนุษยโลกมีนักดนตรีนักร้องเทพบุตรเทพธิดามีความรักใคร่ปรารถนาเป็นคู่ครองกันหากขาดคู่ครองก็ย่อมจะเกิดความเบื่อหน่ายในความเป็นอยู่ของตน ไม่เบิกบานรื่นเริงเหมือนเทวดาที่มีคู่ครอง  เทวดาในชั้นดาวดึงส์ทั้งหลายต่างก็ไปหาความสุขสำราญในสวนทั้ง ๔ แห่งพร้อมด้วยบริวารของตนอย่างสำเริงสำราญ
 
คุณธรรม ๗ ประการที่ทำให้เป็นพระอินทร์

ผู้ที่ปรารถนาจะเกิดเป็นพระอินทร์จะต้องหมั่นสร้างบุญกุศลโดยสม่ำเสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีคุณธรรม๗ ประการ เหล่านี้ คือ:-
๑.เลี้ยงดูบิดามารดาจนตลอดชีวิต
๒.เคารพผู้ใหญ่ในตระกูลจนตลอดชีวิต
๓.กล่าววาจาที่อ่อนหวานจนตลอดชีวิต
๔.ไม่กล่าวคำส่อเสียดจนตลอดชีวิต
๕.ไม่มีความตระหนี่จนตลอดชีวิต
๖.มีความสัตย์ซื่อจนตลอดชีวิต
๗.ระงับความโกรธได้จนตลอดชีวิต

  ปัจจุบันพระอินทร์หรือท้าวสักกะเทวราชองค์นี้ได้สำเร็จโสดาบันแล้วด้วยการฟังพระธรรมเทศนาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสักกปัณหสูตรนับเป็นพระอริยบุคคลขั้นแรกในพระพุทธศาสนาและอยู่ในดาวดึงส์พิภพนี้ต่อไปจนสิ้นอายุขัยเมื่อจุติจากชั้นดาวดึงส์แล้วจะมาบังเกิดเป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิในมนุษยโลกและจะสำเร็จเป็นพระสกทาคามีบุคคลเมื่อสิ้นชีพแล้วก็กลับไปเกิดในชั้นดาวดึงส์อีกและได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีเมื่อสิ้นอายุแล้วจะไปบังเกิดเป็นพรหม  ในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสภูมิขั้นต้นคืออวิหา  อตัปปา      สุทัสสา  สุทัสสี  และอกนิฏฐาภูมิตามลำดับและเข้านิพพานในพรหมโลกชั้นสุดท้ายคือ อกนิฏฐานั้น
   สถานที่สำคัญในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
  -สวรรค์ชั้นที่ ๒ มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามากมายทำให้เกิดเป็นพุทธสถานที่สำคัญของเทวโลกหลายแห่งดังนี้
 
๑.ศาลาสุธรรมาเทวสภา   คือสถานที่ฟังธรรมในเทวโลกบรรดาเทวดาทั้งหลายจะมาประชุมกันเพื่อฟังธรรมโดยมีท้าวสักกะเทวราชองค์อมรินทร์เป็นประธาน
ศาลาแห่งนี้ประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการสูง ๕๐๐ โยชน์วัดโดยรอบได้ ๑๒๐๐โยชน์
พื้นที่ประกอบด้วยแก้วผลึกเสาเป็นทองคำ  เครื่องบนคือขื่อคานระแนงทำด้วยรัตนะทั้ง ๗ หลังคามุงด้วยอินทนิลเพดานเสาประกอบด้วยแก้วประพาฬลวดลายต่างช่อฟ้าใบระกาทำด้วยเงินตรงกลางศาลาเป็นที่ตั้งธรรมาสน์สูง ๑ โยชน์ทำด้วยรัตนะทั้ง ๗ ปกกั้นด้วยเศวตฉัตรสูง ๓ โยชน์  ข้างธรรมาสน์เป็นที่ประทับของท้าวโกสีย์เทวราชถัดไปเป็นที่ประทับของเทวดาผู้ใหญ่ ๓๒ องค์และเทวดาอื่น
 
๒.ต้นปาริชาต(ต้นกัลปพฤกษ์)
   -ต้นปริชาตอยู่ในอุทยานทิพย์ปุณฑริกวันมีบริเวณกว้างขวางมีกำแพงล้อมรอบ ๔ ด้านกลางสวนนั้นมีต้นไม้ทองหลางใหญ่แผ่สาขาอยู่ต้นหนึ่งซึ่งชื่อว่าต้นปาริชาตหรือกัลปพฤกษ์ซึ่งเป็นต้นไม้ทิพย์  ต้นกัลปพฤกษ์นี้๑๐๐ปีถึงจะออกดอกครั้งหนึ่งเมื่อถึงคราวนั้นดอกไม้ในสวรรค์นี้ก็จะบานสะพรั่งเหล่าเทพบุตรเทพธิดาก็จะพากันมารื่นเริงผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาเฝ้าจนกว่าดอกไม้จะบานเมื่อดอกไม้สวรรค์บานแล้วจะปรากฏแสงรุ่งเรืองงดงามยิ่งนักรัศมีดอกปาริชาติจะส่องรัศมีรุ่งเรืองไปไกลหลายหมื่นวาเมื่อลมรำเพยพัดพาไปในทิศใดย่อมส่งกลิ่นหอมไปในทิศนั้นเป็นระยะไกลแสนไกลดอกไม้นี้จะบานสะพรั่งไปทุกกิ่งก้านทั่วทั้งต้นถ้าเทพบุตรเทพธิดาองค์ใด
ปรารถนาจะได้ดอกปาริชาตก็จะตกลงมาในมือดั่งรู้ใจถ้ายังไม่ได้รับในมือดอกก็ยังไม่ทันตกลงดินโดยมีลมชนิดหนึ่งจะพัดชูดอกไว้ในอากาศจนกว่าเทพยดาผู้ใดประสงค์ก็จะมารับเอาไป
 ๓.พระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์
  -พระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์เป็นแท่นศิลาแก้วสีแดงดังดอกชบาอ่อนนุ่มดังฟูก
เมื่ออินทราธิราชประทับพักผ่อนอิริยาบถอยู่เหนือแท่นศิลาอาสน์แล้วแท่นทิพย์นี้ก็จะอ่อนยุบลงไปและเมื่อพระองค์ทรงลุกขึ้นแท่นศิลาก็จะฟูขึ้นเต็มตามเดิมเป็นแท่นศิลาที่ประหลาดมหัศจรรย์ยุบและฟูเองโดยธรรมชาติ
  ๔.
สวนสวรรค์   คืออุทยาทิพย์ที่มีความรื่นรมย์สนุกสนานหาที่เปรียบไม่ได้เต็มไปด้วยบุพผาชาตินานาพรรณมีสระโบกขรณีอันทิพย์มีน้ำใสดั่งแก้วมีก้อนศิลาที่เป็นทิพย์รัศมีรุ่งเรืองมีแท่นที่นั่งอันอ่อนนุ่มสีใสสะอาดเหล่าเทพบุตรเทพธิดาก็จะมาในสวนสำราญเหล่านี้อย่างไม่ขาดสาย  อุทยานทิพย์ที่มีชื่อเสียง ๔ อุทยานได้แก่
 
๑.อุทยานนันทวัน
 
๒.อุทยานจิตรลดา
 
๓.อุทยานมิสกวัน
 
๔.อุทยานปารุสกวัน
    พระธาตุเกศแก้วจุฬามณี
  -พระธาตุเกศแก้วจุฬามณี  สร้างด้วยแก้วอินทนิลอันเป็นทิพย์มีความสวยงาม รุ่งเรืองยิ่งนักยอดพระเจดีย์เป็นทองคำบริสุทธิ์ประดับด้วยรัตนะ ๗ ประการสูง ๘๐๐๐๐ วามีกำแพงทองคำล้อมรอบทั้ง ๔ ทิศมีความยาว ๑๖๐๐๐๐ วาประดับด้วยธงนานาชนิดพระเจดีย์นี้เป็นที่บรรจุสิ่งที่มีค่ายิ่ง ๒ อย่างคือ:-
 
๑.พระเกศโมลีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือมวยผมที่ตัดออกในตอนที่เสด็จออกบรรพชาและได้อธิษฐานว่า
  "
ถ้าจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วขอให้มวยพระเกศโมลีจงลอยขึ้นไปบนนภากาศเถิดอย่าได้ตกลงสู้พื้นปฐพีเลย" ครานั้นสมเด็จท้าวอมรินทราธิราชผู้เป็นใหญ่ในชั้นดาวดึงส์ ได้ทรงนำเอาผอบทองคำมารองรับพระเกศโมลีไว้แล้วนำขึ้นไปประดิษฐานบนดาวดึงส์สวรรค์แล้วทรงสร้างเจดีย์สำหรับบรรจุพระโมลีโดยเฉพาะ
  
๒.พระบรมธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องขวาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสมัยที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโทณพราหมณ์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุได้นำเอาพระเขี้ยวแก้วซ่อนไว้ที่ผ้าโพกศีรษะแล้วจึงได้จัดการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุที่เหลือออกเป็น ๘ ส่วนเพื่อถวายแก่กษัตริย์ต่างๆในครั้งนั้น
  ท้าวสักกะเทวราชจึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเขี้ยวแก้วจากผ้าโพกศีรษะของ  โทณพราหมณ์นั้นลงสู่ผอบทองคำทิพย์อีกทอดหนึ่งด้วยกิริยาอันเลื่อมใสแล้วรีบเสด็จมาประดิษฐานบรรจุไว้ในพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีเจดีย์
    ทางไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
สร้างเสบียงไว้นำทางคือบุญกุศลพยายามทำตนให้เป็นคนดีมีศีลธรรมห้ามตนไม่ให้ทำกรรมอันหยาบช้าลามกอย่าให้บังเกิดความสกปรกแห่งกายวาจาใจในทานสูตรกล่าวไว้ว่า "ถ้าผู้ใดทำทานโดยไม่หวังผลบุญของการทำทานแต่ทำทานโดยคิดว่าการทำทานนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม เมื่อตายลงย่อไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์"
  "
ดูกรสารีบุตรในการให้ทานนั้นบุคคลไม่มีความหวังให้ทานไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทานไม่มุ่งการสั่งสมให้ทานไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วเราจักได้เสวยผลทานนี้แต่ให้ทานด้วยความคิดว่าการให้ทานเป็นการกระทำที่ดีเขาผู้นั้นให้ทานด้วยอาการอย่างนี้แล้วเมื่อทำการกิริยาตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาทั้งหลายในชั้นดาวดึงส์สวรรค์

   -ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีสิ่งที่จะต้องกล่าวถึงอีก ๑ อย่างคือ อสูรพิภพ

          อสูรพิภพ

   -อสูรพิภพ   คือสถานที่อยู่ของพวกอสูร  เดิมทีพวกอสูรอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  แต่พวกอสูรถูกท้าวสักกเทวราชจับโยนลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพราะดื่มน้ำคันธบานที่มีรสชาติเมาเหมือนเหล้าพอตกลงมาถึงกลางภูเขาพระสุเมรุพวกอสูรก็เลยมาสร้างสถานที่อยู่ใหม่เรียกว่า "อสูรพิภพ"  อสูรพิภพมีความใหญ่โตเท่ากับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แต่มีความสวยงามน้อยกว่าอยู่ที่ภูเขาตรีกูฏเชิงเขาสิเนรุราชมีน้ำล้อมรอบเป็นขอบกั้นภพเอาไว้มีต้นไม้ประจำภพคือต้นมาตลี  แปลว่า "ตันแคฝอย"  ประดับภพอย่างสวยงาม

   อนาถบิณฑิกเศรษฐีตายแล้วมาเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

   สวรรค์ชั้นที่ ๓   คือยามา

  -สวรรค์ชั้นยามา  สูงกว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ๔๒๐๐๐ โยชน์  เป็นภูมิที่สวยงามและประณีตกว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นสวรรค์ที่พรั่งพร้อมด้วยความสุขที่เป็นทิพย์
ปราศจากความยากลำบากใดถึงซึ่งความสุขอันเป็นทิพย์วิมานและทิพยสมบัติก็ปราณีตมาก  พระสยามเทวาธิราชหรือเรียกว่าพระสุยามะหรือท้าวสุยามะเทวราชผู้มีอายุยืนถึง ๒๐๐๐ ปีทิพย์  เป็นผู้ปกครองสวรรค์ชั้นยามา
 
เทวดาทั้งหลายที่อยู่ในชั้นนี้เรียกว่ายามาหรือยามะเป็นจำพวกอากาสัฏฐเทวดาจำพวกเดียวเพราะมีวิมานลอยอยู่ในอากาศเป็นที่อยู่เทวดาที่อยู่ในภูมิสูงขึ้นไปกว่าชั้นนี้ก็ล้วนแต่เป็นอากาสัฏฐเทวดาทั้งสิ้น  เทวดาในชั้นยามาภูมิล้วนเป็นผู้มีบุญมากหน้าตางดงามรุ่งเรืองนักมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างผาสุกเสวยสมบัติอันเป็นทิพย์ตามสมควรแก่อัตภาพทิพย์วิมานเป็นปราสาทเงินปราสาททองปราศจากแสงพระอาทิตย์และพระจันทร์เพราะว่าอยู่สูงกว่าพระอาทิตย์และพระจันทร์มากมายนัก
มีความสว่างอันเกิดจากรัศมีแห่งแก้วและรัศมีจากกายของเหล่าเทวดาทั้งหลายถ้าดอกไม้บานก็จะเป็นกลางวันดอกไม้หุบจะเป็นกลางคืน
 
-อายุของเทวดาในสวรรค์ชั้นยามามีอายุยืนได้  ๒๐๐๐ ปีทิพย์ 
  
ทางไปสวรรค์ชั้นยามา
 
ผู้ที่จะไปเกิดในสวรรค์ชั้นยามาต้องพยายามสร้างบุญกุศลเอาไว้มากและต้องเป็นผู้หนักแน่นในการบำเพ็ญบุญ  ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...
  "
ถ้าผู้ใดทำทานโดยไม่คิดว่าเป็นการทำดีแต่คิดว่าบิดามารดาปู่ย่าตายาย
ได้เคยทำบุญทำทานมาโดยตลอดเราก็ควรได้ทำตามประเพณีที่ท่านเคยทำมา
ถ้าผู้นั้นให้ทานด้วยอาการอย่างนี้แล้วเมื่อทำกาลกิริยาตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเหล่าเทวดาทั้งหลายในสวรรค์ชั้นยามา"
  "
ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลายบุคคลบางคนในโลกนี้กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลประมาณยิ่งแต่ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อถึงกาลกิริยาตายไปแล้วเขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา"

  นางวิสาขามหาอุบาสิกาตายแล้วมาเกิดในสวรรค์ชั้นยามานี้

   สวรรค์ชั้นที่ ๔   คือดุสิต

  -สวรรค์ชั้นดุสิต  อยู่ห่างไกลจากสวรรค์ชั้นยามาภูมิขึ้นไป ๔๒๐๐๐ โยชน์เป็นแดนสุขาวดีเป็นที่สถิตอยู่แห่งปวงเทวดาชาวฟ้าทั้งหลายผู้ไม่มีความทุกข์ปราศจากความร้อนใจแต่กลับมีแต่ความยินดีและความแช่มชื่นอยู่เป็นนิตย์อีกทั้งยังเป็นภูมิที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้ที่จะไปบังเกิดในมนุษยโลกและบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังเป็นที่เกิดของผู้ที่จะเป็นอัครสาวกก่อนที่จะไปบังเกิดในมนุษยโลกอีกด้วย    ดังนั้นเทวดาที่อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตาภูมินี้จึงนับว่าเป็นเทวดาที่ประเสริฐกว่าเทวดาในภูมิอื่นโดยมีสมเด็จพระสันดุสิตเทวาธิราชทรงดำรงตำแหน่งเป็นเทวาธิบดี
 
-เทพยดาในสวรรค์ชั้นดุสิตมีอายุยืนได้ ๔๐๐๐ ปีทิพย์
  ดุสิตาภูมิเป็นเทพนครที่ตั้งอยู่กลางนภากาศมีปราสาทวิมานอยู่ ๓ ชนิดด้วยกัน  คือ:-
 
๑.รัตนวิมานคือวิมานแก้ว
  ๒.สุวรรณวิมานคือวิมานทอง
  ๓.รชตวิมานคือวิมานเงิน
  
ปราสาทวิมานเหล่านี้ตั้งอยู่เรียงรายเป็นระเบียบสวยงามแต่ละวิมานเป็นปราสาททิพย์มีความวิจิตรตระการเหลือที่จะพรรณนามีรัตนะปราการกำแพงแก้วล้อมรอบทุกวิมานมีรัศมีรุ่งเรืองเลื่อมพรรณรายสวยงามยิ่งกว่าปราสาทวิมานแห่งเทวดาทั้งหลายในสรวงสวรรค์ชั้นยามาภูมิเทวสถานในชั้นนี้มีสระโบกขรณี, สวนขวัญ,อุทยานทิพย์อีกมากมาย  สำหรับเป็นที่เที่ยวพักผ่อนให้ได้รับความชื่นบานเริงสราญแห่งเทพยดาชาวฟ้าทั้งหลาย  ปวงเทพเจ้าทั้งหลายผู้เคยได้สร้างกามาวจรกุศลกรรมและผลวิบากแห่งกามาวจรกุศลกรรมชักนำให้มาอุบัติเกิดโลกสวรรค์ชั้นดุสิตาภูมินี้แต่ละองค์มีความสง่างามกว่าเหล่าเทวดาชั้นต่ำ
มีจิตใจรู้บุญรู้ธรรมเป็นอย่างดีมีจิตยินดีต่อการที่จะได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาเป็นยิ่งนัก
 
ทุกวันธรรมสวนะปวงเทพเจ้าเหล่าดุสิตาภูมินี้จะมีท้าวเทวสันติบาตประชุมฟังธรรมกันอยู่เสมอมิได้ขาดโดยมีสมเด็จพระสันดุสิตเทวาธิราชทรงดำรงตำแหน่งเป็นเทพยสภาบดีทั้งนี้ก็เพราะพระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าผู้เป็นพหูสูตเป็นผู้รู้ธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอันมากจึงทรงมีพระอัธยาศัยน้อมไปในการแสดงธรรมและสดับตรังฟังพระธรรมเทศนา
 
-ปัจจุบันนี้พระศรีอริยะเมตไตรยพระโพธิสัตว์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นที่รู้จักกันในหมู่พุทธบริษัทว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตแห่งภัทรกัปนี้  พระองค์ก็สถิตอยู่ สรวงสวรรค์ชั้นนี้และมักได้รับอาราธนาให้เป็นองค์แสดงธรรมโปรดเหล่าเทพบริษัทในดุสิตสวรรค์นี้อยู่เสมอ
  
ทางไปสวรรค์ชั้นดุสิต
 
-ผู้ต้องการจะไปเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ต้องอุตส่าห์พยายามสร้างบุญกุศลชอบในการสดับตรับฟังพระธรรมเทศนาเพื่ออบรมปัญญาให้เจริญผ่องใสไม่หวั่นไหวโยกคลอนในการประกอบกุศลไม่เป็นผู้มัวเมาประมาทในวัยและชีวิตของตนเร่งสร้างกุศลเช่น
บำเพ็ญทานและรักษาศีลเป็นนิตย์  ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...
  "
ผู้ใดให้ทานโดยไม่คิดว่าทำตามบิดามารดาปู่ย่าตายายที่เคยทำมาจนเป็นประเพณีแต่ให้ทานโดยคิดว่าเราหุงหากินสมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่ได้หุงหากินถ้าเราไม่ให้ทานก็เป็นสิ่งไม่ควรอย่างยิ่งเมื่อเขาตายลงก็ย่อมไปบังเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดุสิต"

     สวรรค์ชั้นที่ ๕   คือนิมมานรดี

  -สวรรค์ชั้นนิมมานรดีนี้เป็นที่สถิตของเหล่าเทพเจ้าผู้มีความยินดีเพลิดเพลินในกามคุณารมณ์  ที่เนรมิตขึ้นตามความพอใจของตนเองโดยมีเทพเจ้ามเหศักดิ์ทรงพระนามว่าสมเด็จท้าวสุนิมมิตเทวาธิราชทรงเป็นอธิบดีผู้ปกครองจึงได้ชื่อว่านิมมานรดีภูมิคือภูมิเป็นที่อยู่แห่งทวยเทพอันมีสมเด็จท้าวนิมมิตเทวาธิราชทรงเป็นอธิบดี  ภายในเทพนครมีปราสาทเงินปราสาททองและปราสาทแก้วทั้งมีกำแพงแก้วกำแพงทองอันเป็นของทิพย์เป็นวิมานที่อยู่ของเหล่าเทวดานอกจากนั้นพื้นภูมิภาคยังมีสภาวะเป็นทองคำราบเรียบเสมอกันมีสระโบกขรณีและสวนอุทยานอันเป็นทิพย์  สำหรับเป็นที่เที่ยวเล่นสำราญแห่งเหล่าชาวสวรรค์นิมมานรดีทั้งหลาย เช่นเดียวกับสมบัติทิพย์ในสวรรค์ชั้นดุสิตต่างกันแต่ว่าทุกอย่างที่นี่มีสภาวะสวยสดงดงามกว่าและประณีตกว่าทิพยสมบัติในดุสิตภูมิ
 
เทพยดาทั้งหลายในสวรรค์ชั้นนี้มีรูปทรงสวยงามน่าดูน่าชมยิ่งกว่าชาวสวรรค์ชั้นที่ต่ำกว่าทั้งหลายและมีกายทิพย์ซึ่งมีรัศมีรุ่งเรืองเป็นยิ่งนักหากพวกเขาเกิดความปรารถนาอยากจะเสวยสุขด้วยกามคุณารมณ์สิ่งใดเขาย่อมเนรมิตเอาได้ตามความพอใจชอบใจแห่งตนทุกสิ่งทุกประการไม่มีความขัดข้องและเดือดเนื้อร้อนใจในกรณีใดเลยปรองดองรักใคร่และได้รับความสุขสำราญชื่นบานทุกถ้วนหน้า

  -เทวดาในสวรรค์ชั้นนิมมานรดีมีอายุยืนได้ ๘๐๐๐  ปีทิพย์
  
ทางไปสวรรค์ชั้นนิมมานรดี
 
ผู้ที่จะไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ต้องเพียรบริจาคทานเป็นอันมากอย่างเสมอต้นเสมอปลายจิตใจต้องสะอาดบริสุทธิ์รักษาศีลไม่ขาดตกบกพร่องต้องอุตส่าห์ก่อสร้างกองบุญกุศลให้ยิ่งใหญ่อบรมจิตใจของตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่องไม่ให้สกปรกลามกมีมลทินพยายามรักษาศีลไม่ให้ขาดมีใจสมบูรณ์ด้วยศีลผลวิบากแห่งทานและศีลอันสูงส่งเท่านั้นจึงจะบันดาลให้ไปอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้   ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...
  "
ผู้ใดทำทานโดยไม่คิดว่าเราหุงหากินแต่สมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่ได้หุงหากิน
เราจะไม่ให้ทานก็ไม่บังควรอย่างยิ่งแต่ได้คิดว่าเราจะให้ทานเหมือนอย่างฤาษีทั้งหลาย  ที่ได้กระทำมาในอดีตเมื่อตายลงย่อมไปบังเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี"

  สวรรค์ชั้นที่ ๖   คือปรนิมมิตวสวัตตี
 
-สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีเป็นสวรรค์ชั้นสูงสุดของแดนสุขาวดีอยู่ห่างจากนิมมานรดี๔๒๐๐๐โยชน์  เทวดาในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมินี้ทั้งที่เป็นเทพบุตรและเทพธิดาเวลาใดที่ปรารถนาจะเสวยกามคุณก็มีเทวดาที่รู้ใจเนรมิตให้เมื่อได้เสวยกามคุณสมความปรารถนาแล้วสิ่งที่เนรมิตมาก็จะสิ้นไปเทวดาชั้นปรนิตมิตวสวัตตีจึงไม่มีคู่ครองประจำเหมือนเทวดาในสวรรค์ชั้นอื่น  วิมานทิพยสมบัติและร่างกายของเทวภูมิชั้นนี้มีความสวยงามประณีตมากกว่าเทวดาในชั้นนิมมานรดี
มีอายุยาวกว่าประมาณ ๔ เท่าถือว่าเป็นยอดภูมิคือภูมิที่สูงสุดของเทวดาในเทวภูมิ๖  เทวภูมิชั้นนี้เป็นที่สถิตอยู่ของเหล่าเทพยดาที่เป็นฝ่ายบุญและเทวดาที่เป็นมารมารทั้งหลายโดยมีสมเด็จพระปรนิมมิตเทวราชและสมเด็จพระปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราชทรงเป็นอธิบดีจึงได้ชื่อว่าปรนิมมิตวสวัตตีภูมิคือภูมิที่อยู่แห่งทวยเทพอำนาจปกครองมิได้อยู่แต่เฉพาะเทวดาที่อยู่ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมิเท่านั้นแต่ยังมีอำนาจปกครองทั่วไปถึงสวรรค์ชั้นต่ำลงอีก ๕ ชั้นด้วยคือจาตุมหาราชิกาดาวดึงส์ยามาดุสิต  นิมมานรดีและมีการปกครองที่แตกต่างจากเทวภูมิอื่นคือแบ่งเป็น ๒ แดนอยู่กันฝ่ายละแดนมีเขตแดนกั้นในระหว่างกลางต่างฝ่ายต่างอยู่หากมีกิจจำเป็นจึงจะไปมาหาสู่แก่กันแดนเทพยดาฝ่ายบุญมีสมเด็จพระปรนิมมิตเทวราชทรงเป็นพระเทวาธิราชปกครอง  แดนเทยดาที่เป็นฝ่ายมารมีท้าวปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราชปกครอง
 
-เทวดาในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีมีอายุยืนได้ ๑๖๐๐๐ ปีทิพย์
  
ทางไปสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
 
ผู้ที่จะมาเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้จะต้องอุตส่าห์ก่อสร้างกองการกุศลให้ยิ่งใหญ่
อบรมจิตใจให้สูงส่งด้วยคุณธรรมเมื่อจะให้ทานรักษาศีลก็ต้องบำเพ็ญอย่างจริงจัง
ด้วยศรัทธาอย่างยิ่งยวดและถูกต้องและผลวิบากแห่งทานและศีลอันสูงยิ่งเท่านั้น
จึงจะบันดาลให้ไปอุบัติสวรรค์ชั้นนี้ได้   ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...
  "
ผู้ใดทำทานโดยไม่ได้คิดว่าทำทานตามฤาษีในอดีตที่เคยทำมาแต่คิดว่าทำทาน
เพื่อให้จิตเกิดความปลาบปลื้มปิติในบุญที่ทำเมื่อตายลงย่อมไปเกิดเป็นเทวดา
ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี"

 จงเปิดลิ้งค์ข้างล่างเกี่ยวกับสวรรค์ ๖ ชั้นขึ้นมาอ่านประกอบ

   http://dhammaworld.exteen.com/20080327/entry

     พรหมโลก ๒๐ ชั้น 

        

      -รูปพรหม คือพรหมที่มีรูปร่าง  ๑๖  ชั้น   คือ:-

        ๑.พรหมปาริสัชชา

        ๒.พรหมปโรหิตา

        ๓.มหาพรหมา

        ๔.พรหมปริตตาภา

        ๕.พรหมอัปปมานาภา

        ๖.พรหมอาภัสรา

        ๗.พรหมปริตตสุภา

        ๘.พรหมอัปปมาณสุภา

        ๙.พรหมสุภกิณหา

        ๑๐.พรหมเวหัปผลา

        ๑๑.พรหมอสัญญีสัตตา

         -พรหม ๕ ชั้นต่อไปนี้เป็นพรหมสุทธาวาส  คือพรหมอันเป็นที่อยู่ของพระอริยบุคคลชั้นอนาคามีในพระพุทธศาสนาเท่านั้นศาสนาอื่นเจ้าลัทธิอื่นจะเก่งแค่ไหนก็จะมาเกิดในพรหม ๕ ชั้นนี้ไม่ได้

       ๑๒.พรหมอวิหา

       ๑๓.พรหมอตัปปา

       ๑๔.พรหมสุทัสสา

       ๑๕.พรหมสุทัสสี

       ๑๖.พรหมอกนิฏฐา

     -อรูปพรหม ๔ ชั้นต่อไปนี้เป็นปพรหมที่ไม่มีรูปร่างมีแต่วิญญาณอย่างเดียว  คือ:-

       ๑๗.อากาสานัญจายตนะพรหม

       ๑๘.วิญญาณัญจายตนะพรหม

       ๑๙.อากิญจัญญายตนะพรหม

       ๒๐.เนวสัญญานาสัญญายตนะพรหม

      -ให้คลิกลิ้งค์ข้างล่างนี้ขึ้นมาอ่านประกอบ

         http://phimeanakas.blogspot.com/2012/05/6-20.html

        http://thammawairun.blogspot.com/p/blog-page_24.html

     หนือสวรรค์ 6 ชั้น ขึ้นไปก็คือพรหมโลกอันเป็นดินแดนที่อยู่ของพระพรหม ซึ่งเป็นภพภูมิที่สถิตย์อยู่เสวยสุขของพระพรหมผู้อุบัติเกิดขึ้นในพรหมวิมาน ณ พรหมโลก อันเป็นแดนซึ่งมีแต่ความสุขอันเกิดจากฌานเท่านั้น (แบ่งชั้นตามอำนาจฌานที่ได้บรรลุ) ในภพภูมินี้ตามคัมภีร์กล่าวว่าไม่มีความสุขที่เนื่องด้วยกามราคะ

      พรหมโลก

พรหมโลกแบ่งออกเป็น ๒  จำพวก  คือ:-  รูปพรหม และ อรูปพรหม

 

    รูปพรหม

รูปพรหม  คือพรหมที่มีรูปร่างเป็นกายทิพย์ มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้ ผู้ที่มีจักษุทิพย์เท่านั้นจึงจะมองเห็นได้ประกอบด้วยวิมาน ๑๖ ชั้น

  -สามชั้นที่หนึ่ง ได้บรรลุชั้นปฐมฌาน พรหมทั้ง ๓ ชั้นเหล่านี้มีวิมานตั้งอยู่ในพื้นที่ระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่อยู่ออกเป็น ๓ เขต  คือ:-

   ๑.พรหมปาริสัชชา

  ๒.พรหมปโรหิตา

  ๓.มหาพรหมา

  -สามชั้นที่สอง ได้บรรลุทุติยฌาน  พรหมทั้ง ๓ ชั้นเหล่านี้  มีวิมานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่อยู่ออกเป็น ๓ เขต  คือ:-

   ๑.ปริตตาภา

   ๒.อัปปมาณาภา

   ๓.อาภัสสรา

  -สามชั้นที่สาม  ได้บรรลุตติยฌาน พระพรหมในทั้ง ๓ ชั้นเหล่านี้ มีวิมานตั้งอยู่ใน พื้นที่ในระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่อยู่ออกเป็น ๓ เขต   คือ:-

   ๑.ปริตตสุภา

   ๒.อัปปมาณสุภา

   ๓.สุภกิณหา

   -สามชั้นที่สี่   ได้บรรลุจตุตถฌาน  พระพรหมในทั้ง ๓ ชั้นเหล่านี้  มีวิมานตั้งอยู่ใน พื้นที่ระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่กันอยู่ออกเป็น ๓ เขต  คือ:-

    ๑.เวหัปผลา

    ๒.อสัญญีสัตตา

    ๓.อวิหา

  -พระพรหมในชั้นที่ ๑๒ – ๑๖  ๕ ชั้น เหล่านี้เรียกว่า ปัญจสุทธาวาส หรือ สุทธาวาสภูมิ   พระพรหมทั้งหลายที่จะมาบัเกิดในชั้นปัญจสุทธาวาสได้จะต้องเป็นพระพรหมที่เป็นพระอริยบุคคลในพุทธศาสนา ระดับอนาคามีอริยบุคคล เท่านั้น ต่างจาก ๑๑ ชั้นเหล่าที่กล่าวมา แม้พระพรหมทั้งหลายจะได้สำเร็จฌานวิเศษเพียงใดก็จะมาอุบัติในสุทธาวาสภูมินี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด สุทธาวาสภูมินี้มีอยู่ ๕ ชั้น ตั้งอยู่ท่ามกลางอากาศ และตั้งอยู่เป็นชั้นๆ เรียงลำดับกันขึ้นไป ตามลำดับภูมิไม่ตั้งในระดับเดียวกันเหมือนพรหม ๑๖ ชั้นที่กล่าวมา

  -พรหมโลกชั้นที่ ๑   คือพรหมปาริสัชชา

  -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้เป็นบริวารแห่งท้าวมหาพรหม พรหมโลกชั้นที่ ๑ พรหมปาริสัชชาภูมิ เป็นพรหมโลกชั้นแรก เป็นพรหมชั้นล่างสุด ตั้งอยู่เบื้องบนสูงกว่าปรนิมมิตวสวัตตีสวรรค์ขึ้นไป ๕๕๐๘๐๐๐ โยชน์ คือไกลจากมนุษยโลกจนไม่สามารถนับได้ ซึ่งหากเอาก้อนศิลาขนาดเท่าปราสาทเหล็ก (โลหปราสาท) ทิ้งลงมาจากพรหมโลกชั้นนี้ ใช้เวลาถึง ๔ เดือนจึงจะตกถึงแผ่นดิน พระพรหมในที่นี้มีคุณวิเศษ โดยเคยเจริญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุ ปฐมฌาน อย่างสามัญมาแล้วทั้งสิ้น เสวยปณีตสุขอยู่ มีความเป็นอยู่อย่างแสนจะสุขนักหนา ตราบจนหมดพรหมายุขัย มีอายุแห่งพรหม   ๑ ใน ๓ แห่งมหากัปป์

-พรหมชั้นที่ ๒  คือพรหมปุโรหิตา

  -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้เป็นปุโรหิต(อาจารย์ใหญ่) ของท้าวมหาพรหม พรหมโลกชั้นที่ ๒ พรหมปุโรหิตาภูมิ เป็นที่อยู่ของพระพรหมผู้ทรงฐานะประเสริฐ คือเป็นปุโรหิตของท่านมหาพรหม ความเป็นอยู่ทุกอย่างล้ำเลิศวิเศษกว่าพรหมโลกชั้นแรก รัศมีก็รุ่งเรืองกว่า รูปทรงร่างกายใหญ่กว่า สวยงามกว่า พรหมทุกท่านล้วนมีคุณวิเศษ ได้เคยเจริญสมถกรรมฐานจนได้ บรรลุ ปฐมฌาน ขั้นมัชฌิมะ คือขั้นปานกลาง มาแล้วทั้งสิ้น มีอายุแห่งพรหมครึ่งมหากัปป์

พรหมชั้นที่ ๓  คือมหาพรหมา

  -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ยิ่งใหญ่ พรหมโลกชั้นที่ ๓ มหาพรหมาภูมิ ที่อยู่แห่งท่านพระพรหม ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย มีความเป็นอยู่และรูปกายประเสริฐยิ่งขึ้นไปอีก ได้เคยเจริญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุปฐมฌานขั้น ปณีตะคือขั้นสูงสุดมาแล้วทั้งสิ้น มีอายุยืน ๑ มหากัปป์

พรหมชั้นที่ ๔  คือปริตตาภา

  -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีน้อยกว่าชั้นพรหมที่สูงกว่าตน พรหมโลกชั้นที่ ๔  ปริตรตาภาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลายผู้มีรัศมีน้อยกว่าพระพรหมที่มีศักดิ์สูงกว่าตน ได้เจริญภาวนากรรมบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ทุติยฌาน ขั้นปริตตะ คือ ขั้นสามัญมาแล้ว มีอายุแห่งพรหมประมาณ 2 มหากัป

พรหมชั้นที่ ๕   คืออัปปมาณาภา

  -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีรุ่งเรืองหาประมาณมิได้ พรหมโลกชั้นที่ ๕ อัปปมาณาภาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ผู้มีรัศมีรุ่งเรืองมากมายหาประมาณมิได้ เคยเจริญภาวนาการบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ทุติยฌาน ขั้นมัชฌิมะ คือขั้นปานกลางมาแล้ว มีอายุยืน ๔ มหากัปป์

พรหมชั้นที่ ๖   คืออาภัสสรา

  -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีเป็นประกายรุ่งเรือง พรหมโลกชั้นที่ ๖ อาภัสสราภูมิ เคยบำเพ็ญ สมถกรรมฐานจนได้บรรลุ ทุติยฌาน ขั้นปณีตะ คือ ประณีตสูงสุดมาแล้ว มีอายุยืน ๘ มหากัปป์

  พรหมชั้นที่ ๗  คือปริตตสุภา

  -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีสง่างามน้อยกว่าชั้นพรหมที่สูงกว่าตน พรหมโลกชั้นที่ ๗ ปริตตสุภาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมีเป็นส่วนน้อย คือน้อยกว่าพระพรหมในพรหมโลกที่สูงกว่าตนนั่นเอง ได้เคยเจริญ บำเพ็ญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุตติยฌาน ขั้นปริตตะ คือขั้นสามัญมาแล้วทั้งสิ้น มีอายุยืน 16 มหากัปป์

 พรหมชั้นที่ ๘  คืออัปปมาณสุภา

   -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้รัศมีสง่างามหาประมาณมิได้ พรหมโลกชั้นที่ ๘ อัปปมาณสุภาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลาย ผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมีมากมายไม่มีประมาณ สง่าสวยงามแห่งรัศมีซึ่งซ่านออกจากกายตัว มากมายสุดประมาณได้เคยเจริญภาวนากรรมบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ตติยฌาน ขั้นมัชฌิมะ คือขั้นปานกลางมาแล้วทั้งสิ้น มีอายุยืน ๓๒ มหากัปป์

 พรหมชั้นที่ ๙   คือสุภกิณหา

   -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีสง่างามสุกปลั่งทั่วสรรพางค์กาย พรหมโลกชั้นที่ ๙ สุภกิณหาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมี ที่ออกสลับ ปะปนกันอยู่เสมอเป็นนิตย์ ทรงรัศมีนานาพรรณ เป็นที่น่าเพ่งพิศทัศนาได้เคยเจริญภาวนาสมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ตติยฌาน ขั้นปณีตะ คือขั้นประณีตสูงสุดมาแล้วทั้งสิ้น มีอายุยืน ๖๔  มหากัปป์

 พรกหมชั้นที่ ๑๐  คือเวหัปผลา

  -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้รับผลแห่งฌานอันไพบูลย์ พรหมโลกชั้นที่ ๑๐ เวหัปผลาภูมิ เป็นที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลาย ผู้ได้รับผลแห่งฌานกุศลอย่างไพบูลย์ มีอายุยืน ๕๐๐ มหากัปป์   อนึ่งผลแห่งฌานกุศล ที่ส่งให้ไปอุบัติเกิดในพรหมโลก ๙ ชั้นแรกนั้น ไม่เรียกว่า มีผลไพบูลย์เต็มที่ ทั้งนี้ก็โดยมี เหตุผลตามสภาวธรรมที่เป็นจริง ดังต่อไปนี้

เมื่อคราวโลกถูกทำลายด้วยไฟประลัยกัลป์นั้น พรหมภูมิ ๔ ชั้นแรก ก็ถูกทำลายไปด้วย

เมื่อคราวโลกถูกทำลายด้วยน้ำประลัยกัลป์นั้นนั้น พรหมภูมิ ๖ ชั้นแรก ก็ถูกทำลายไปด้วย  เมื่อคราวโลกถูกทำลายด้วยลมประลัยนั้น พรหมภูมิทั้ง๙ ชั้นแรก ก็ถูกทำลายไปไม่มีเหลือเลย

 พรหมชั้นที่ ๑๑   คืออสัญญีสัตตา

  -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้หาสัญญามิได้ (คือมีแต่รูป) พรหมโลกชั้นที่ ๑๑  อสัญญีสัตตาภูมิ เป็นที่อยู่ของพระพรหมผู้อุบัติเกิดด้วยอำนาจแห่งสัญญาวิราคภาวนา เสวยสุขอัน ประณีตนานนักหนา เคยบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้จตุตถฌาน อันเป็นรูปฌานขั้นสูงสุดสถิตย์อยู่ในปราสาท แก้ววิมานอันมโหฬารกว้างขวาง มีบุปผชาติประดับประดาเรียบ ไม่รู้แห้งเหี่ยว มีหน้าตาสวยสง่าอุปมากังรูปพระปฏิมากรพุทธรูปทองคำขัดสี แต่มีอิริยาบถไม่เหมือนกัน บางองค์นั่ง บางองค์นอน บางองค์ยืน มีอิริยาบถใดก็ เป็นอย่างนั้นตลอดไป ไม่เคลื่อนไหวจักษุทั้งสอง ก็มิได้กะพริบเลย สถิตย์เสวยสุขเป็นประดุจรูปปั้น อยู่อย่างนั้นชั่วกาล มีอายุ ๕๐๐ มหากัปป์

 พรหมชั้นที่ ๑๒   คืออวิหา

  -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ไม่เสื่อมคลายในสมบัติแห่งตน สูงขึ้นไปจากอสัญญีสัตตาภูมิประมาณ  ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามีอริยบุคคลที่ไม่ละทิ้งสมบัติ เป็นผู้มีวาสนาบารมี กิเลสธุลีเหลือติดอยู่ในจิตสันดานน้อยมาก ด้วยได้เคยเป็นสาวกแห่งพระพุทธองค์ พบพระบวรพุทธศาสนาแล้วมีปกติเห็นภัยในวัฏสงสาร อุตสาหะจำเริญ วิปัสสนากรรมฐาน จนยังตติยมรรคให้ เกิดในขันธสันดานได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลจะสถิตย์อยู่จนอายุครบกำหนด ไม่จุติเสียก่อน ต่างจากพระพรหมในสุทธาวาสภูมิที่เหลืออยู่อีก ๔ ภูมิ คือพระพรหมในอีก ๔ ชั้นสุทธาวาสภูมิที่เหลือ ซึ่งอาจมีการจุติหรือนิพพานเสียก่อนอายุครบกำหนด มีอายุยืน ๑๐๐๐ มหากัปป์

 พรหมชั้นที่ ๑๓  คืออตัปปา

 -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ไม่เดือดร้อนกับใครสูงขึ้นไปต่อจากอวิหาสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ ๕ ล้าน  ๕ แสน ๘ พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามี ผู้ละซึ่งเป็นกิเลสอันทำให้ จิตเดือดร้อน ทั้งทางกาย วาจาและใจเลย ย่อมเข้าฌานสมาบัติ หรือผลสมาบัติอยู่เสมอ นิวรณธรรมซึ่งเป็นกิเลสอันทำให้ จิตเดือดร้อนไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ฉะนั้นจิตใจของท่านเหล่านั้นจึงมีแต่สงบเยือกเย็นได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะที่เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มีวิริยินทรีย์ คือมี วิริยะแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น มีอายุยืน ๒๐๐๐ มหากัปป์

 พรหมชั้นที่ ๑๔   คือสุทัสสา

  -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีความเห็นในสภาวธรรมอย่างแจ่มแจ้ง สูงขึ้นไปต่อจากอตัปปาสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามี ผู้มีความแจ่มใสสามารถเห็นสภาวธรรมได้โดยแจ้งชัดเพราะบริบูรณ์ ด้วยประสาทจักษุ ทิพพจักษุ ธัมมจักษุและปัญญาจักษุ จึงเห็นสภาวธรรมได้แจ่มใสชัดเจน ท่านเหล่านี้เคยเป็นพระสาวกแห่งพระพุทธองค์ อุตสาหะจำเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยัง ตติยมรรคให้บังเกิดในขันธสันดานได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะที่เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มีสตินทรีย์ คือมี สติแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น มีอายุแห่งพรหมประมาณ ๔๐๐๐ มหากัปป์

 พรหมชั้นที่ ๑๕   คือสุทัสสี

  -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีความเห็นในสภาวธรรมอย่างแจ่มแจ้งยิ่ง สูงขึ้นไปต่อจากสุทัสสาสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามี ผู้มีความเห็นอย่างแจ่มใสมากกว่า มีประสาทจักษุ ทิพพจักษุ ปัญญาจักษุ ทั้ง ๓ นี้มีกำลังแก่ กล้ากว่าพระพรหมในสุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ทำให้ท่านมีความเห็นในสภาวธรรมได้ชัดเจนแจ่มใสยิ่ง ท่านเหล่านี้เคยเป็นพระสาวกแห่งพระพุทธองค์อุตสาหะจำเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยังตติยมรรค ให้บังเกิดในขันธสันดานได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะที่เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มี สมาธินทรีย์ คือมีสมาธิแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น มีอายุยืน ๘๐๐๐ มหากัปป์

 พรหมชั้นที่ ๑๖   คืออกนิฏฐะ

  -พรหมชั้นนี้เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ทรงคุณพิเศษไม่มีใครเป็นรอง สูงขึ้นไปต่อจากสุทัสสีสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามีอริยบุคคลทั้งหลาย ผู้มีวาสนาบารมี มีกิเลสธุลีเหลือติดอยู่น้อยนักหนาโดยท่านเหล่านี้เคยเป็นพระสาวกแห่งพระพุทธองค์ อุตสาหะจำเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยัง ตติยมรรคให้บังเกิดในขันธสันดาน ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะที่เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มีปัญญินทรีย์ คือมี ปัญญาแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น ฉะนั้น ท่านพระพรหมอนาคามีบุคคลที่อุบัติเกิดในอกนิฏฐพรหมโลกนี้ จึงมีคุณสมบัติวิเศษยิ่งกว่า บรรดาพระพรหมทั้งสิ้นในพรหมโลกทั้งหลายรวมทั้งสุทธาวาสพรหมทั้งสี่ที่กล่าวมาแล้วมีอายุยืน ๑๘๐๐๐ มหากัปป์

  -พรหมโลกชั้นนี้ มีพระเจดีย์ที่สำคัญซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงว่าเป็นพรหมโลกที่เคารพนับถือพระบวรพุทธศาสนา องค์หนึ่งมีนามว่า “ทุสสะเจดีย์” ซึ่งเป็นเจดีย์ที่บรรจุผ้าขาวของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งทรงเสด็จออกผนวช โดยพระพรหมทั้งหลายได้นำบริขารและไตรจีวรลงมาถวาย และพระองค์ได้ถอดผ้าขาวที่ทรงอยู่ยื่นให้ พระพรหมจึงรับเอาและนำมาบรรจุไว้ยังเจดีย์ที่นฤมิตขึ้นนี้ และเป็นที่สักการบูชาของพระพรหมทั้งหลายในปัจจุบัน

  พระอนาคามีพรหมทั้งหลายในสุทธาวาสพรหมแรกทั้ง ๔ หากยังมิได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์และดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน พอสิ้นพรหมายุขัย ก็ต้องจุติจากสุทธาวาสพรหมภูมิที่ตนสถิตอยู่มาอุบัติในชั้นที่ ๑๖ นี้ เพื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์และดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานโดยทั้งสิ้น จึงอาจกล่าวได้ว่า อกนิฏฐสุทธาวาสพรหมภูมินี้ เป็นพรหมภูมิที่มีศีลคุณ สมาธิคุณ ปัญญาคุณ อยางประเสริฐล้ำเลิศยิ่งกว่าพรหมโลกชั้นอื่นๆ ทั้งหมด

 อรูปพรหม

 อรูปพรหม หรือ อรูปาวจรภูมิ สมัยที่โลกยังว่างจากพระพุทธศาสนา บรรดาโยคี ฤๅษี ชีไพรดาบส ที่บำเพ็ญตบะเดชะภาวนา รำพึงว่าอันว่าตัวตน กล่าวคืออัตภาพร่างกายนี้ไม่ดีเป็นนักหนา กอปรไปด้วย ทุกข์โทษหาประมาณมิได้ ควรที่ตูจะปรารถนากระทำตัวให้หายไปเสียเถิด แล้วก็เกิดความพอใจเป็นนักหนา ในภาวะที่ไม่มีตัวตนไม่มีรูปกาย ปรารถนาอยู่แต่ในความไม่มีรูป

  อรูปพรหมมี ๔ ชั้น คือ อากาสานัญจายตนพรหม วิญญาณัญจายตนพรหม อากิญจัญญายตนพรหม และ เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม พรหมในทั้ง ๔ ชั้นนี้ไม่มีรูปร่าง มีแต่จิตเจตสิก เพราะเห็นว่าหากมีร่างกายอยู่นั้นจะมีแต่โทษ อาจจะไปทำร้ายซึ่งกันและกันได้ จึงบริกรรมด้วยความว่างเปล่า ยึดเอาอากาศซึ่งเป็นความว่างเปล่าเป็นอารมณ์ จนได้ฌานที่มีอากาศเป็นอารมณ์เรียกว่า อากาสานัญจายตนพรหม ซึ่งมีอายุอยู่ได้สองหมื่นกัปป์ จากนั้นก็อาจภาวนาเพื่อจะได้ไปอยู่ในพรหมโลกขั้นสูงต่อไปอีกได้ อายุของพรหมเหล่านี้จะยืนอยู่ได้สี่หมื่น,หกหมื่น,และแปดหมื่นสี่พันกัปป์ ตามลำดับ

 พรหมชั้นที่ ๑๗   คืออากาสานัญจายตนพรหม

  -พรหมชั้นนี้ทรงไว้ซึ่งอากาศไม่มีที่สิ้นสุดเป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้ยึดเอา อากาศ เป็นอารมณ์ เป็นที่ตั้งอยู่แห่งพระพรหม ผู้เกิดจากฌานที่อาศัยอากาสบัญญัติ ไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์ ตั้งอยู่พ้นจากอกนิฏฐสุทธาวาสพรหมโลกไปอีก ๕ ล้าน ๕ แสน  ๘ พันโยชน์ มีอายุ ๒๐๐๐๐ มหากัปป์

 พรมชั้นที่ ๑๘  คือวิญญาณัญจายตนพรหม

-พรหมชั้นนี้ทรงไว้ซึ่งภาวะวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้ยึด วิญญาณ เป็นอารมณ์ พ้นจากอากาสัญจายตนภูมิขึ้นไปอีก ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ วิญญาณัญจายตนภูมิ เป็นที่อยู่ แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัย วิญญาณบัญญัติ พระพรหมผู้วิเศษไม่มีรูป และปฏิสนธิด้วยวิญญาณัญจายตนวิบากจิต มีอายุยืน ๔๐๐๐๐ มหากัปป์

 พรหมชั้นที่ ๑๙   คืออากิญจัญญายตนพรหม

 -พรหมชั้นนี้ทรงไว้ซึ่งภาวะไม่มีอะไรเลย ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้ยึดเอาความไม่มีอะไรเลย เป็นอารมณ์ เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัย นัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ พระพรหมผู้วิเศษไม่มีรูป และปฏิสนธิด้วยอากิญจัญญายตนวิบากจิตพ้นจากวิญญานัญจายตนภูมิขึ้นไปอีก ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ มีอายุยืน ๖๐๐๐๐ มหากัปป์

 พรหมชั้นที่ ๒๐   คือเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม

 -พรหมชั้นนี้ทรงไว้ซึ่งภาวะที่มีสัญญาไม่ปรากฏชัด เป็นที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้เข้าถึงภาวะมี สัญญา ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้เกิดจากฌานที่อาศัย ความประณีตเป็นอย่างยิ่ง พระพรหมวิเศษแต่ละองค์ในชั้นสูงสุดนี้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้สำเร็จยอดแห่งอรูปฌาน คืออรูปฌานที่ ๔ มาแล้ว มีอายุยืนนานเป็นที่สุดด้วยอำนาจแห่ง อรูปฌานกุศลอันสูงสุดที่ตนได้บำเพ็ญมา เพราะเหตุที่ตนปฏิสนธิด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนวิบากจิตทั้ง อยู่พ้นจากอากิญจัญญายตนภูมิขึ้นไปอีก ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ มีอายุยืน ๘๔๐๐๐ มหากัปป์

 ยมโลก        ยมโลก  คือแผ่นดินอันเป็นที่อยู่ของพญายมและนายนิรบาลผู้ปกครองรักษาเมืองนรก     นรกแบ่งออกเป็น  ๓  ชนิด  คือ:-

     ๑.มหานรกขุมใหญ่  ๘  ขุม   คือ:-

        ๑.สัญชีพนรก

        ๒.กาฬสุตตนรก

        ๓.สังฆาตนรก

        ๔.โรรุวนรก

        ๕.มหาโรรุวนรก

        ๖.ตาปนรก

        ๗.มหาตาปนรก

        ๘.อเวจีมหานรก

     ๒.อุสสุทะนรก   มี  ๑๒๘  ขุม   มหานรกขุมใหญ่  มีอุสสุทะนรกเรียงกันออกไปขุมละ ๔  คือ:-

       ๑.คูถะนรก

       ๒.กุกกุละนรก

       ๓.อะสิปัตตะนรก

       ๔.เวตตะระณีนะทีนรก

       มหานรกขุมใหญ่  ๘  ขุม จึงมีอุสสุทะนรก  ๑๒๘  ขุม

     ๓.ยมโลกิกะนรก    อุสสุทะนรกมีนรกบริวารอีกขุมละ  ๔๐  คืออุสสุทะนรกมียมโลกิกะนรก ๔๐  ขุม  ขุมหนึ่งมี ๔ ทิศๆละ  ๑๐  ขุม โดยมีชื่อเรียกดังนี้

        ๑.โลหะกุมภีนรก

        ๒.สิมพลีนะวะนรก

        ๓.อะโยทะกะนรก

        ๔.ถูสะนะนรก

        ๕.สุนะขะนรก

        ๖.มิสสะกะปัตตะกะนรก

        ๗.ตัมโพทะกะนรก

        ๘.อะโยคะฬะนรก

        ๙.อะสิอาวุธะนรก

        ๑๐.ยันตะปาสาณะนรก

     รายละเอียดของนรกให้คลิกดูที่ลิ้งค์ข้างล่างนี้

  https://sites.google.com/site/thrrmthan1/home/nrk-phumi-457-khum

   https://www.youtube.com/watch?v=LXMy_kXdeiM

    https://www.youtube.com/watch?v=QPdeayYnRWU

        โลกันตนรก

   

  นิรยภูมิ หรือโลกนรกนี้ นอกจากจะมีมหานรก อุสสุทนรก และยมโลกนรกดังกล่าวมาแล้ว ยังมีนรกขุมพิเศษอีกขุมหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า โลกันตนรก อันว่าโลกันตนรกนี้เป็นขุมใหญ่ และประหลาดกว่าบรรดาขุมนรกทั้งหลายเพราะอยู่ภายนอกจักรวาล สถานที่ตั้งของโลกันตนรกนี้อยู่ในระหว่างจักรวาลทั้ง ๓  ที่ตั้งชิดกัน ถ้าจะเปรียบให้เห็นเป็นมโนภาพก็เหมือนกับเอาดอกบีว ๓ ดอกมาตั้งชิดติดกัน ก็จะเกิดมีช่องว่างขึ้นในตอนกลางจักรวาล ต่าง ๆ ก็ตั้งชิดติดกันเช่นกับดอกบัว ๓ ดอกฉะนั้น  ตรงช่องว่างที่อยู่ในระหว่าง ๓ จักรวาลนั้นเอง เป็นสถานที่ตั้งแห่งนรกขุมพิเศษนี้ เพราะฉะนั้น นรกขุมพิเศษนี้จึงมีชื่อว่า โลกันตนรก  แปลว่า นรกอยู่ระหว่างจักรวาล ก็ในโลกันตนรกนี้ มีสถาพมืดมนเป็นยิ่งนัก แสงเดือนแสงดาวและแสงตะวันส่องไปไม่ถึง เป็นสถานที่อันมืดมนนอนธการ สามารถที่จักห้ามเสียซึ่งความบังเกิดขึ้นแห่งจักษุวิญญาณ เปรียบปานเช่นกับคนหลับตาในวันเดือนดับข้างแรมฉะนั้น สัตว์ที่ไปอุบัติเกิดในโลกันนรกนี้ ย่อมมีสภาพแปลกประหลาดพิลึก คือ มีสรีระร่างกายโตใหญ่เป็นยิ่งนัก ประกอบไปด้วยเล็บมือและเล็บเท้ายาวเหลือประมาณ ต้องใช้เล็บมือและเท้าเกาะอยู่ตามเชิงเขาจักรวาลห้อยโหนโยนตัว โดยเอาหัวปักลงมาข้างล้างชั่วนิรันดร์ เปรียบปานดังค้างคาวห้อยหัวอยู่บนกิ่งไม้ในมนุษย์โลกที่เราเห็นนี้ฉะนั้น ครั้นเขาได้ประสบการณ์อันแสนจะทรมานด้วยความมืดมากเช่นนี้ เขาก็ได้เแต่รำพึงรำพันอยู่ในใจว่า

อโห กรรม ...อโห กรรม....ทำไมตูจึงเป็นอย่างนี้ และ ทำไมตูจึงมาอยู่ที่นี่ ชะรอยที่นี่จักมีแต่เพียงตูเพียงผู้เดียวกระมังหนา

เขาไม่ได้อยู่แต่เพียงผู้เดียวดอก มีอยู่มากมายที่สัตว์บุคคลทั้งหลายตายแล้วไปเกิดที่มันมืดแสนมืด มองไม่เห็นเพื่อนสัตว์นรกโลกันตนรกด้วยกัน และมองไม่เห็นอะไรเลยนั้นเอง ตลอดเวลาเหล่าสัตว์นรกโลกันตนรกไม่ต้องทำอะไร มีแต่จะห้อยโหนโยนตัวเปะปะด้วยความหิวโหยอย่างเหลือประมาณ ครั้นปีนป่ายตะกายไปถูกต้องตีนมือแห่งกันและกันเข้าแล้ว ก็สำคัญว่าตนมีชะตาผ่องแผ่วโชคดีเจออาหารซึ่งปรารถนาอยากจะกินมานาน จึงต่างก็ดีเนื้อดีใจ มิกิริยาขวนขวายไขว่คว้าฉวยจับกันและกัน โดยต่างตนต่างก็จะตะครุบกันกินเป็นอาหารต่างก็ปล้ำฟัดกันเพื่อจะจับกินเป็นภักษาหารอยู่อย่างนี้ ในไม่ช้าก็เผลอปล่อยมือและเท้าที่ใช้เกาะเชิงชายภูเขาจักรวาลนั้นเลยกันดำดิ่งนรกพลัดตกลงไปเบื้องล้าง โดยลักษณะการมีหัวปักดินลงมาและมีตีนชีฟ้า ลอยละลิ้วลงมาอย่างน่าหวาดเสียว สถานที่เบื้องล่างที่เขาพากันพลัดตกลงมานั้นมันไม่ใช่เป็นพื้นที่ธรรมดาโดยที่แท้เป็นทะเลนำกรดอันเย็นยะเยือก ซึ่งมีความเย็นอย่างร้ายกาจยิ่งนักครั้นเขากอดคอกันพลัดตกลมา พอถึงพื้นน้ำกรดนั้นแล้ว บัดเดี๋ยวใจตัวตนร่างกายของเขาก็เปื่อยพังแหลกลาญลงอย่างไม่มีชิ้นดี ทั้งนี้ก็เพราะว่าถูกน้ำกรดนรกอันมีความเย็นอย่างร้ายกาจนั้นกัดเอาร่างกายอันใหญ่โตและเหม็นสาบเหม็นสางน่าเกลียดน่าชังของเขา ถึงความเหลวแหลกละลายเพราะฤทธิ์น้ำกรดไปอย่างรวดเร็วประดุจดังก้อนอุจจาระที่ตกไปในน้ำครั้นแล้วด้วยอำนาจกรรมบันดาล เขาก็กลายเป็นสัตว์ประหลาดมหัศจรรย์กลับเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาอย่างเก่า ให้รู้สึกหนาวเย็นและเจ็บปวดอย่างลึกเป็นกำลัง จึงรีบตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นมาเกาะเชิงเขาจักรวาลด้วยความลำบากยากเย็น แล้วก็ห้อยโหนโยนตัวแสวงหาอาหารด้วยความหิวโหยต่อไปอีกตามเดิม
  ครั้นตะกายไปพบปะกันเข้า ก็ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะตะครุบกันกินด้วยความสำคัญผิดคิดว่าเป็นภักษาหาร แล้วก็กอดคอพากันพลัดตกลงไปในทะเลน้ำกรดเย็นจนถึงแก่ความตาย และแล้วก็กลับเป็นขึ้นมามาตามเดิมอีก พวกเขาเฝ้าเวียนตายเวียนเกิดด้วยความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสอยู่เช่นนี้ไม่มีวันสิ้นสุด โน่นแหละชั่วพุทธันดรหนึ่งนั้นแล จึงจะพ้นทุกข์โทษไปจากขุมนรกโลกันต์นี้

ตรงนี้ได้มีคำถามสอดแทรกเข้ามาว่า "ได้เคยก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้เล่าจึงต้องมาเป็นสัตว์นรกเหมือนนกค้างคาว เกาะเชิงเขาจักรวาล ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสสากรรจ์ในโลกันตนรกนี้? ”

ผีนรกโลกันต์เหลานี้ ได้เคยประกอบอกุศลกรรมอันร้ายกาจและหยาบช้าลามกนัก คือ เมื่อครั้งที่เขาเป็นมนุษย์ได้เคยทำการประทุษร้ายทรมานบิดามารดาผู้ให้กำเนิดตน เพราะเหตุที่เป็นคนปราศจากกตัญญูกตเวทีมีตามืดบอดมองไม่เห็นคุณท่านแม้แต่นิดหนึ่ง เมื่อเกิดความไม่พอใจขึ้นมาก็ทุบตีเตะถีบและด่าทอเอาตามอัธยาศัย อีกประการหนึ่งนั้นไซร้ได้เคยประกอบกรรมอันชั่วหนักไว้ คือ ประทุษร้ายพิฆาตท่านผู้ทรงศีลทรงธรรมไม่นำพาต่อบาปบุญคุณโทษคล้ายกับเป็นคนวิกลจริตเป็นบ้า ทั้ง ๆ ที่ตนก็เป็นมนุษย์มีรูปทรงสุดสง่าดีกว่าหมูหมาเป็ดไก่ซึ่งเป็นสัตว์เดียรัจฉานมากมายนัก แม้มีใจรักในการทำบาป จึงก้มหน้าทำแต่บาปทุก ๆ วัน เช่นกระทำปาณาติบาตหรือทินนาทาน ก็ทำมันทุกวันไป ครั้นแตกกายทำลายขันธ์แล้ว อำนาจอกุศลกรรมอันหนักและแกร่งกล้าเช่นนั้น จึงพลันให้วิบากชักนำให้ลงมาเกิดในโลกันตนรกนี้ ซึ่งมีสภาพมืดบอดนอนธการอยู่เป็นนิตย์ ต่อเมื่อใดองค์สมเด็จพระพิชิตมารสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาอุบัติในโลกเรานี้แล้ว เมื่อนั้นโลกันตนรกนี้ จึงมีโอกาศปรากฏเป็นแสงสว่างขึ้นนิดหนึ่งชั่วฟ้าแลบ หรือชั่วระยะมาตรว่าสักลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น ตามที่พรรณนามานี้แล้ว คือสภาพแห่ง โลกันตนรก           

       ดวงอาทิตย์

   ดวงอาทิตย์  คือสุริยเทพบุตรวัดโดยส่วนตรงได้ ๕๐ โยชน์   โดยส่วนกลมวัดได้ ๑๕๐ โยชน์

      ดวงจันทร์
   ดวงจันทร์   คือจันทเทพบุตรวัดโดยส่วนตรงได้ ๔๗ โยชน์   โดยส่วนกลมวัดได้ ๑๔๗ โยชน์
    ดวงดาวทั้งหลาย

  ดวงดาวทั้งหลายมีมากท่านไม่ได้บอกรายละเอียดเอาไว้          

                          นิทานธรรมบท

    https://www.youtube.com/watch?v=KgJbZ-NJvpU&list=PLVejmrD-zk_RG1kIA9qRts9WtZxbSfyeY
  
https://www.youtube.com/watch?v=jdxAnc9RXPI
  
https://www.youtube.com/watch?v=Py28WR-Ymu8
  
https://www.youtube.com/watch?v=9BU5vkfQJWc
  
https://www.youtube.com/results?search_query=%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2+%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B4+Ep.1
       นิทานธรรมะสอนใจ ๑๐๐ เรื่อง

  https://www.youtube.com/playlist?list=PLQn4VG0a7KJSOhxuG42KSGfSawk-SgZmF
             ตามรอยพระพุทธเจ้า 

         สารคดี ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่1 - YouTube    
                    มรดกโลกตุนหวง
         พระพุทธ ศาสนา ในจีน ที่ ตุนหวง มรดกโลก ตอนที่ ๑ - YouTube
     
รูปภาพสำหรับ ตุนหวง มรดกโลก

          หนังพาไป : ตุนหวง โอเอซิสกลางทะเลทราย (22 มี.ค. 58) - YouTube 
      พระพุทธศาสนาในสายตาของวัยรุ่นตะวันตก
 
           https://www.youtube.com/watch?v=4-oTXPHnZMI

         ชีวิตของชาวพุทธในรัสเซีย
          https://www.youtube.com/watch?v=nBxQQyllSFw

        เหตุใดชาวต่างชาติจึงสนใจศึกษาพุทธศาสนา
          https://www.youtube.com/watch?v=Lx7ou2Bo-7Q

        ศาสนาพุทธที่แท้จริง
       https://www.youtube.com/watch?v=Lx7ou2Bo-7Q
    ภาพยนตร์ประวัติพระพุทธเจ้าที่ทุกคนควรดู
      พุทธศาสดา : Buddha Thus Have I Heard [ฉบับเต็ม] 44 ตอน ...
      ภาพยนต์เรื่อง พุทธศาสดา(ฉบับเต็ม) - YouTube
      พุทธศาสดา - การ์ตูนพุทธประวัติ(Animation) - YouTube
      พระศาสดา
      
ชมภาพยนตร์พุทธศาสนา - พระศาสดา

    การ์ตูนธรรมะ : พุทธศาสดา (ชาวพุทธทุกคนควรดู)

   ภาพพยนตร์ประวัติของพระพทธเจ้าคนแสดงที่สมบูรณ์
    https://www.youtube.com/watch?v=2qH46bhWq14

              อิทธิปาฏิหาริย์ที่เกิดจากการทำโยคะ
      -ภาวะ  ๓  ประการ   คือ:-
     ๑.ธารณภาวะ   แปลว่า "สภาพความทรงจำที่
ทำให้จำวิปัสสนาภูมิ อันได้แก่ ขันธ์ ๕, อายตนะ ๖, ธาตุ ๔, อินทรีย์ ๖
     ๒.ธยานภาวะ   แปลว่า "สภาพการเพ่ง  คือเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกิดเป็นสมาธิ"
     ๓.สมาธิภาวะ   แปลว่า "สภาพการทำจิตให้แน่นิ่งไม่ให้ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์จนเป็นเอกคตาคือมีอรมณ์เป็นหนึ่ง"
  -รวม ๓ ภาวะเข้าด้วยกัน เรียกว่า "สัมยมะ"  สัมยมะ  ปลว่า "การเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนกระทั่งบรรลุสมาธิ"  จิตที่เป็นสัมยมะ  คือจิตที่สามารถควบคุมทวารทั้ง ๖  คือ ตา   หู   จมูก
ลิ้น   กาย   และใจ  เอาไว้ได้ไม่ให้ซับส่ายไปมาตามอำนาจของอารมณ์  ต่อจากนั้นความรู้
ขั้นสัพพัญญูก็จะบังเกิดขึ้น
  -การเพ่งสิ่งต่างๆจนเกิดสมาธิ  เรียกว่าการทำสัมยมะต่อสิ่งนั้น  สิทธิหรืออิทธิปาฏิหาริย์
หรือ ฤทธิ  ก็จะบังเกิดมีขึ้นในตน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผลพลอยได้แบบธรรมดา แต่ผลพลอย
ได้ที่เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ก็มีบ้างเช่น:-
    ๑.เมื่อทำสัมยมะต่ออนิจจลักษณะ เราก็จะสามารถรู้ถึงอดีตและอนาคตได้  ซึ่งเป็นลัษณะของอนาคตังสญาณ
    ๒.เมื่อทำสัมยมะต่ออรรถ  เราก็จะสามารถรู้ความหมายของอรรถที่ลุ่มลึกเข้าใจยากได้อย่างทะลุปรุโปร่งพิสดาร
    ๓.เมื่อทำสัมยมะต่อสัญญาคือความทรงจำเราก็จะรู้ชีวิตที่เป็นอยู่ในอดีตได้
    ๔.เมื่อทำสัมยมะต่อเสียงหรือญาณคือความรู้เราก็จะสามารถรู้เสียงของสัตว์ทั้งปวงได้
    ๕.เมื่อทำสัมยมะต่อใบหน้าของคนก็จะทำให้เรารู้จิตใจของเขาได้ทั้งหมด
    ๖.เมื่อทำสัมยมะต่อรูปกาย  จักษุประสาทก็จะหยุดกระทำการ เมื่อแยกจักษุประสาทออกได้   ก็จะทำให้ร่างกายหายไปได้
    ๗.เมื่อทำสัมยมะต่อกรรมผู้นั้นก็จะรู้วันตายของตนเองอย่างแม่นยำ
    ๘.เมื่อทำสัมยมะต่อสัมพันธภาพของร่างกายผู้นั้นก็จะเกิดเรี่ยวแรงขึ้นอย่างมหาศาล
    ๙.เมื่อทำสัมยมะต่อกำลังของช้าง  ผู้นั้นก็จะได้กำลังของช้างบังเกิดขึ้นในตน
    ๑๐.เมื่อทำสัมยมะต่อแสงสว่าง  ผู้นั้นก็จะรู้สิ่งที่อยู่ไกลได้
    ๑๑.เมื่อทำสัมยมะต่อดวงจันทร์   ผู้นั้นก็จะรู้เรื่องของดวงดาวทั้งหมด
    ๑๒.เมื่อทำสัมยมะต่อดาวเหนือ   ผู้นั้นก็จะรู้ระบบการโคจรของดวงดาวต่างๆได้ทั้งหมด 
    ๑๓.เมื่อทำสัมยมะต่อดวงอาทิตย์   ผู้นั้นก็จะรู้เรื่องของโลกและจักรวาล
    ๑๔.เมื่อทำสัมยมะต่อบริเวณของสะดือ   ผู้นั้นก็จะมองเห็นร่างกายทั้งหมดของตน
    ๑๕.เมื่อทำสัมยมะตรงลำคอ   ผู้นั้นก็จะไม่มีความหิว
    ๑๖.เมื่อทำสัมยมะตรงประสาท   ผู้นั้นก็จะรู้ว่าร่างกายยึดติดกันอย่างไร
    ๑๗.เมื่อทำสัมยมะต่อแสงสว่างบนยอดศีรษะ   ผู้นั้นก็จะมีตาทิพย์เหมือนพระสิทธา
    ๑๘.เมื่อทำสัมยมะตรงหัวใจ   ผู้นั้นก็จะรู้จิตใจของผู้อื่นได้หมด
    ๑๙.เมื่อทำสัมยมะต่อความสัมพันธ์ระหว่างหูกับอากาศ    ผู้นั้นก็จะมีหูทิพย์
    ๒๐.เมื่อทำสัมยมะต่อความสัมพันธ์ระหว่างกายกับอากาศ    ผู้นั้นก็จะมีร่างกายเบาประดุจดังขนแกะสามารถเหาะเหิรไปในอากาศได้
    ๒๑.เมื่อทำสัมยมะต่อธาตุต่างๆทั้งที่หยาบและละเอียด    ผู้นั้นก็จะมีอำนาจเหนือธาตุจะสามารถทำร่างกายให้ใหญ่, เล็ก, หรือคงกระพันธ์ชาตรีก็ได้  ทำให้หนุ่มหรือแก่  ทำให้ร่างกายสวยงามและอายุยืนได้
    ๒๒.เมื่อทำสัมยมะต่อสภาพที่เป็นวัตถุ, ญาณ, และอหังการของอวัยวะต่างๆ    ผู้นั้นก็จะสามารถควบคุมอวัยวะต่างๆได้อย่างสิ้นเชิง  จิตก็จะเกิดอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์สามารถเอาชนะธรรมชาติได้
    ๒๓.เมื่อทำสัมยมะต่อสัตวะหรือคุณธรรม    ผู้นั้นก็จะเกิดญาณที่ไม่มีที่สิ้นสุดสามารถจะปรากฏกายได้ทุกหนทุกแห่งใน เวลาเดียว   แต่ถ้าบุคคลผู้สำเร็จไม่รับเอาฤทธิ์ที่เกิดจากการทำสัมยมะ  ผู้นั้นชื่อว่าได้ทำลายเชื้อของโลภะให้หมดสิ้นลงแล้ว  ผู้นั้นก็จะบรรลุถึงไกรวัลย์
อันเป็นจุดหมายปลายทางของการทำโยคะ
    ๒๔.เมื่อทำสัมยมะต่อต้นไม้    ผู้นั้นก็จะรู้ว่า "ต้นไม้ทั้งหลายแต่ละต้นใช้เป็นยาแก้โรคอะไรได้บ้าง"
     -พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสมโอสัชชสูตรว่า "ดูกรอานนท์ อิทธิบาท ๔ ประการอันบุคคลใดเจริญ ทำให้มาก ทำให้เป็นประดุจยาน  ทำให้เป็นดุจที่รองรับ  ทำให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงแล้ว
อบรมทั่วถึงดีแล้ว  ปรารภหนักแน่นแล้ว  เมื่อผู้นั้นปราถนาจะมีอายุยืนเขาก็จะพึงเป็นอยู่ได้
กัปป์หนึ่งหรือยิ่งขึ้นไปกว่านี้ก็ได้" 


             จักระกับร่างกาย
   จักระคือการหมุนวน ตามศาสตร์ของ ฤาษี เกี่ยวเนื่องด้วย วาโยธาตุ หรือ ลมปราณ ซึ่งเป็นที่นิยมศึกษามากทางแถบ จีน และ ทิเบต ที่รู้จักกันคือ ฮั่นชี่กง กังฟูเส้าหลิน โดยได้รับการถ่ายทอดมาจาก พระโพธิธรรมซึ่ง เป็นพระสังฆปรินายกองค์ที่ 27 แห่งนิกายเซน และเป็นผู้ก่อตั้งวัด เส้าหลิน ซึ่งได้เดินทางจาก ประเทศอินเดีย เพื่อ ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ยังประเทศจีน ส่วน โยคี และ ฤาษี จะนิยมศึกษาในแบบของ โยคะกรรม หรือ การฝึก โยคะ จักระเป็นสิ่งที่หมุนวนอยู่ในกาย ซึ่งมีจุดหลักคือจุดศุนย์รวมอยู่ ๗ จุด ในศาสตร์ของ ฤาษี และในคำภีร์ใบลานของ สมเด็จพระสังฆราช สุก วัดมหาธาตุ หรือ สังฆราช สุก ไก่เถื่อน ได้บันทึกไว้ว่า มี ๙ จุดด้วยกัน การหมุนวนของจักระในร่างกายนั้นจะเกิดขึ้นจาก ลมหายใจที่เข้าออก ซึ่งลมในร่างกายของเรานั้นจะมีการหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา ในทุกอนูของร่างกาย เริ่มจากลมหายใจที่สูดเข้าไป จะมีการดึงไปเก็บไว้ที่ปอด เพื่อทำการส่งก๊าซออซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย โดยที่ลมหายใจที่เข้าไปนั้นจะทำให้เกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายของเลือดและ ลม ทำให้มีการเคลื่อนตัวของระบบต่างๆตั้งแต่ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบประสาท ต่างๆและขับออกมาทางลมหายใจออก และทำให้หัวใจมีการทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบ เพื่อให้เกิดความสมดุลภายในร่างกาย ทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ
           การกระตุ้นจักระภายในร่างกาย
   จักระคือศูนย์รวมขอพลังงานภายในร่างกายของมนุษย์[1]ซึ่งเป็นศูนย์พลังอันละเอียดอ่อนที่โดยทั่วไปจะไม่สามารถสัมผัสได้ มนุษย์จะมีจักระจำนวนมากมายอยู่ภายในร่างกาย โยคีเชื่อว่าจักระที่สำคัญของมนุษย์เรานั้นมีอยู่ด้วยกัน 7 ตำแหน่ง จักระในแต่ละตำแหน่งจะดูแลและควบคุมการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ภายในร่างกายของคนเราให้ทำงานเป็นปกติ
   จักระแต่ละแห่งมีลักษณะคล้ายจักรที่หมุนในลักษณะตามเข็มนาฬิกาอยู่ตลอดเวลาและหมุนด้วยความถี่ที่แตกต่างกันไป ความถี่ในการหมุนของจักระแต่ละแห่งจะมีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กับระบบการทำงานขออวัยวะที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ซึ่งความถี่ในการหมุนของจักระนอกจาจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงสุขภาพของมนุษย์ได้แล้วยังสัมพันธ์กับอารมณ์และจิตใจของมนุษย์อีกด้วย เช่น การปล่อยให้เกิดอารมณ์ที่มีกิเลสตัณหา จะส่งผลให้จักระเกิดความไม่สมดุลได้

          จักระในวัฒนธรรมสมัยนิยม
   จักระ เป็นพลังที่เกิดจากการผสมผสานของพลังทางร่างกายและพลังทางจิต ที่ปรากฏในเรื่องนินจาคาถาโอ้โฮเฮะ จักระเป็นพลังที่ใช้สำหรับวิชานินจาต่างๆ ในบางครั้งจะเห็นมีใช้มือทำท่าทางต่างๆ จักระมีหลายชนิดได้แก่ จักระธรรมดา (จักระพื้นฐาน) สำหรับวิชาทั่วไป จักระร่างแฝง จักระของปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง จักระในการรักษาโรคที่ซึนาเดะและชิซึเนะใช้ในการรักษาพยาบาล และจักระของลี
จักระเป็นพลังที่ปรากฏในเนื้อเรื่องแสดงให้เห็นถึงความสามารถพิเศษของตัวละครนินจาเหนือคนธรรมดาทั่วไป เหมือนกับ "เน็น" ในเรื่องฮันเตอร์ x ฮันเตอร์ "คิ" ในดราก้อนบอล หรือ MP ในเกมต่างๆ
ในเซนต์เซย่าภาคเจ้าสมุทรโปเซดอน ดราก้อน ชิริว ได้ระเบิดพลังคอสโมเพื่อที่จะมองเห็นจักระในร่างกายของ คริสซาออร์ กฤษณะ ขุนพลมารีนเนอร์ผู้รักษาเสาค้ำมหาสมุทรอินเดีย

             โทษของศีล ๕

     https://www.youtube.com/results?search_query=%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A9%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B5%E0%B8%A55

     https://www.youtube.com/watch?v=rimE6ON2Mog

          การเดินทางไปสู่เมืองนรก

     https://www.youtube.com/watch?v=ObCvHMPcLFE

     https://www.youtube.com/watch?v=kIS9k0AwIy0

            เรื่องของสามเณรใจสิงห์

  https://www.youtube.com/watch?v=lXLYdZlRHF0

  คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นภาษาอังกฤษที่ทุกคนต้องเรียน

  https://www.pinterest.com/pin/441071357251268673/

 บทเรียนในเว็บไซต์นี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าคุณจะสอบผ่านวิชานี้ไปได้หรือไม่

 

 

 

 

 

 

เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ …

     

    เรื่องของเมืองนรก

      
นรก  แปลว่า "สถานที่ปราศจากความสุข"

  นรกใหญ่ทั้ง ๘ ขุม  มีสัณฐานเป็น ๔ เหลี่ยมจตุรัส ส่วนกว้างและส่วนยาวเท่ากันมีประตูทั้ง ๔ ทิศ  ประตูแต่ละทิศมีพญายมราช ๑ องค์  นรกใหญ่ขุมหนึ่งมีพญายมราช ๔ องค์ไม่ใช่มีคนเดียวตามที่เราเข้าใจ  และพญายมราชแต่ละองค์มีสิริคุตอำมาตย์ผู้ถือบัญชีบุญบาปของสัตว์นรก ๑ คน

  พญายมราช  เป็นวิมานิกเปรต  บางครั้งก็เสวยทิพยสมบัติเป็นเทวดา  บางครั้งก็เสวยอกุศลกรรมที่เมืองนรกเป็นพญายมราชผู้ลงโทษสัตว์ในนรก   

   นรกคือแผ่นดินอันเป็นที่อยู่ของสัตว์นรก  แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด  คือ:-

     ๑.มหานรก  แปลว่า "นรกขุมใหญ่" มี  ๘  ขุม   คือ:-

        ๑.สัญชีพนรก

        ๒.กาฬสุตตนรก

        ๓.สังฆาตนรก

        ๔.โรรุวนรก

        ๕.มหาโรรุวนรก

        ๖.ตาปนรก

        ๗.มหาตาปนรก

        ๘.อเวจีมหานรก

    ๒.อุสสุทะนรก   มี  ๑๒๘  ขุม   มหานรกขุมใหญ่  มีอุสสุทะนรกเรียงกันออกไปขุมละ ๔  คือ:-

       ๑.คูถะนรก

       ๒.กุกกุละนรก

       ๓.อะสิปัตตะนรก

       ๔.เวตตะระณีนะทีนรก

       มหานรกขุมใหญ่  ๘  ขุม จึงมีอุสสุทะนรก  ๑๒๘  ขุม

     ๓.ยมโลกิกะนรก   คือนรกที่เป็นบริวารของมหานรก ๘  ขุม  ขุมหนึ่งมี ๔ ทิศๆละ  ๑๐  ขุม โดยมีชื่อเรียกดังนี้

        ๑.โลหะกุมภีนรก

        ๒.สิมพลีนะวะนรก

        ๓.อะโยทะกะนรก

        ๔.ถูสะนะนรก

        ๕.สุนะขะนรก

        ๖.มิสสะกะปัตตะกะนรก

        ๗.ตัมโพทะกะนรก

        ๘.อะโยคะฬะนรก

        ๙.อะสิอาวุธะนรก

        ๑๐.ยันตะปาสาณะนรก

    มหานรก มี ๘ ขุม
๑. สัญชีวนรก แปลว่า "นรกที่ไม่มีวันตาย"
เหล่าสัตว์ที่มาอุบัติบังเกิดในนรกขุมนี้ ถึงแม้จะถูกลงโทษจนตายแล้ว แต่ก็มีลมพัดให้กลับฟื้นคืนมา รับโทษต่อไปจนกว่าจะหมดกรรม
๒. กาฬสุตตนรก แปลว่า "นรกเส้นด้ายดำ"
เหล่าสัตว์ที่มาเกิดในขุมนรกนี้ จะถูกลงโทษโดยนายนิรยบาล เอาด้ายดำมาตีเป็นเส้นตามร่างกาย แล้วก็เอาเลื่อยมาเลื่อย บางทีก็เอาขวานมาผ่า หรือเอามีดมาเฉือนกรีดตามเส้นดำที่ตีไว้ไม่ให้ผิดรอยได้
๓. สังฆาฏนรก แปลว่า "นรกบดขยี้สัตว์"
เหล่าสัตว์ที่เกิดในนรกขุมนี้ จะถูกภูเขาเหล็กบดขยี้ร่างกายให้ได้รับทุกขเวทนาอยู่ตลอดเวลา
๔.โรรุวนรก แปลว่า "นรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้"
เหล่าสัตว์ที่มาอุบัติในนรกขุมนี้ เป็นสัตว์ที่ได้รับทุกข์โทษแสนสาหัส ต้องร้องครวญครางอย่างน่าเวทนาอยู่ตลอดเวลา
๕.มหาโรรุวนรก แปลว่ "นรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องหวยโหนครวญครางมากมาย"
เหล่าสัตว์ที่มาอุบัติในนรกขุมนี้ ได้รับทุกข์ทรมานแสนสาหัส ร้องไห้เสียงระงมไปทั่วทั้งนรก
๖.ตาปนรก แปลว่า "นรกที่ทำให้สัตว์เร่าร้อน"
เหล่าสัตว์ที่อุบัติในนรกขุมนี้ ต้องได้รับทุกข์โทษเร่าร้อนมีหลาวเหล็กใหญ่โตเท่าต้นตาล โชติช่วงแดงฉานไปด้วยเปลวไฟจำนวนประมาณหลายหมื่นแสนแน่นเต็มนรกไปหมด หลาวเหล็กแต่ละอันมีสัตว์นรกเสียบอยู่บนปลายหลาว มีเปลวไฟพุ่งขึ้นภายใต้หลาวเหล็ก ไหม้เผาผลาญสังหารสัตว์นรกทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา เนื้อหนังมังสาของสัตว์นรกทั้งหลายไหม้สุกพองอยู่เหนือปลายหลาวเหล็ก ต้องเสวยทุกข์เวทนาดิ้นพล่านไปมา จนกระทั่งเนื้อหนังสุกพองไปด้วยอำนาจไฟนรก แล้วก็ถูกหมานรกฉีกเนื้อกิน แล้วก็กลับเป็นขึ้นมาตามเดิม วนเวียนอยู่อย่างนี้จนกว่าจะสิ้นกรรม
๗.มหาตาปนรก แปลว่า "นรกที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนเหลือประมาณ"
เหล่า สัตว์ที่อุบัติในนรกขุมนี้ ต้องได้รับทุกข์โทษเร่าร้อนเป็นที่สุด ภายในกำแพงอันกว้างขวางใหญ่โตนั้น มีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟตั้งอยู่เป็นลูก ๆ ตามพื้นข้างภูเขามีขวากเหล็กแหลมคมลุกแดงด้วยไฟ ปักเรียงรายอยู่เหนือพื้น
นาย นิรยบาลถืออาวุธหอกดาบแหลนหลาวลุกแดงด้วยไฟไล่ทิ่มแทงสัตว์นรกทั้งหลายให้ ขึ้นไปบนภูเขาไฟแดงฉาน สัตว์นรกทั้งหลายตกใจกลัวนายนิรยบาล ก็พากันวิ่งไปบนยอดเขานรก ต่อจากนั้นก็มีลมกรดอันร้อนแรงคมกล้าพัดมาด้วยกำลังลมนรก ทำให้สัตว์พลัดตกลงมาจากยอดเขา ถูกขวากนรกร้อนแรงซึ่งอยู่เบื้องล่าง เสียบร่างกายทะลุเลือดแดงฉาน ทรมานทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดและความรุ่มร้อนแสนสาหัส
๘. อเวจีนรก แปลว่า "นรกที่ปราศจากความบางเบาแห่งทุกข์"
นรกขุมนี้ เป็นนรกขุมใหญ่กว่าบรรดานรกทั้งหลาย ล้อมรอบด้วยกำแพงเหล็กที่มีเปลวไฟโชติช่วงสัตว์ ที่ไปเกิดอยู่ในมหานรกอเวจีนี้มีมากกว่านรกขุมอื่น แออัดยัดเยียดเบียดเสียดกัน ได้รับทุกข์ทรมานด้วยการถูกเปลวไฟนรกอันร้อนระอุเผาไหม้อยู่อย่างนั้นตลอด เวลา จนกว่าจะสิ้นกรรม
   
อุสสุทนรก
มหานรกขุมหนึ่งจะมีอุสสุทนรกบริวาร ๑๖ ขุม ล้อมรอบนรกขุมใหญ่ทั้ง ๔ ทิศ อุทสุทนรกจึงมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๑๒๘ ขุม

 
ยมโลกิกะนรก
เป็น นรกบริวาร ล้อมรอบนรกขุมใหญ่ทั้ง ๘ ขุม โดยอยู่ทิศหน้า ๑๐ ขุม ทิศหลัง ๑๐ ขุม ทิศซ้าย ๑๐ ขุม ทิศขวา ๑๐ ขุม รวม ๔ ทิศ เป็น ๔๐ ขุม ยมโลกนรกทั้งหมดรวมกันจึงมี ๓๒๐ ขุม
โลกันตนรกมี ๑ ขุม
เป็น นรกขุมใหญ่อยู่นอกจักรวาล มีสภาพมืดมนยิ่งนัก สัตว์ที่ไปเกิดในโลกันตนรกนี้ มีร่างกายใหญ่โต เล็บมือเล็บเท้ายาวยิ่งนัก ต้องใช้เล็บมือเท้าเกาะอยู่ตามชายเชิงจักรวาล ห้อยโหนเหมือนค้างคาวห้อยหัวอยู่บนกิ่งไม้ ได้รับความทุกข์อันแสนสาหัสสัตว์ นรกในนี้เข้าใจว่าตนอยู่เพียงลำพัง เพราะมืดมนจนมองไม่เห็นเพื่อนสัตว์นรกด้วยกัน ตลอดเวลาห้อยโหนโยนตัวเปะปะไปด้วยความหิวโหย เมื่อใดไปโดนสัตว์นรกด้วยกัน ก็เข้าใจว่าเป็นอาหารรีบขวนขวายไขว่คว้าจับกุมกัน ต่างตนต่างก็จะตะครุบกันกินปล้ำฟัดกันจนกระทั่งเผลอปล่อยมือที่เกาะอยู่ เลยพลัดตกลงไปเบื้องล่างบริเวณเบื้องล่างในโลกันตนรกนั้นไม่ใช่พื้น ธรรมดา แต่เต็มไปด้วยน้ำกรดอันเย็นยะเยือกอย่างร้ายกาจยิ่งนัก ทันทีที่สัตว์นรกตกลงมา ร่างกายก็จะเปื่อยแหลกลงเพราะฤทธิ์น้ำกรดเย็นนั้นกัดเอา ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานจนสิ้นใจตาย แล้วก็กลับเป็นตัวตนขึ้นมาเหมือนเก่า รู้สึกหนาวเย็นจับกระดูกจับขั้วหัวใจ รีบตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นมาเกาะเชิงเขาจักรวาลด้วยความลำบากยากเข็ญ แล้วก็ห้อยโหนโยนตัวหาอาหารด้วยความหิวโหยต่อไปอีกตามเดิมเมื่อไขว่ คว้าไปเจอสัตว์นรกด้วยกัน ก็จะตะครุบกินกันเอง ต่อสู้จนตกลงบ่อน้ำกรดเบื้องล่าง ถึงแก่ความตาย แล้วก็กลับเป็นขึ้นมาตามเดิม วนเวียนไปมาเช่นนี้ จนกว่าจะสิ้นกรรม

  สัตว์ นรกทั้งหลายที่ทำกรรมชั่วไว้มาก พอเสวยกรรมในมหานรกแล้ว หากกรรมยังไม่สิ้น ก็ต้องมาเสวยผลกรรมในอุสสุทนรก หากกรรมยังไม่สิ้นอีก ก็ต้องมาเสวยผลกรรมในยมโลกทั้ง ๑๐ ที่แวดล้อมมหานรกนี้อยู่ ตามอำนาจของบาปกรรมที่ตนทำไว้บางคนตกนรกขุมที่เป็นบริวารก่อน แล้วจึงมาตกมหานรกก็มี สุดแต่ว่ากรรมใดจะให้ผลก่อน บางคนทำบาปกรรมไว้มากต้องตกมหานรกทั้ง ๘ ขุมก็มีเมื่อ สิ้นกรรมในนรกเหล่านี้แล้ว เศษบาปยังให้ผลต้องไปเกิดในอบายภูมิอื่น คือ ต้องไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เสวยทุกขเวทนาในสถานที่นั้น ๆ แล้วจึงจะได้มีโอกาสกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ตามเดิมถ้าทำบาปกรรมไว้ น้อย มาตกนรกได้ไม่นาน กุศลกรรมที่ทำไว้ก็จะบันดาลให้ระลึกถึงบุญกุศลนั้นขึ้นมา ก็จะเปลี่ยนสภาพจากสัตว์นรก ไปอุบัติเป็นภูมิอื่นต่อไป.

  รวมนรกทั้งหมดจึงมี  ๕๕๗  ขุม    

  จงเปิดลิ้งค์ข้างล่างนี้ขึ้นมาศึกษาประกอบ

http://xn--m3cif1apm3a5c5h6ab0d.dmc.tv/%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0
      
 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4

https://sites.google.com/site/thrrmthan1/home/nrk-phumi-457-khum

  https://www.youtube.com/watch?v=USJSMCieMJM
  















 

 

 

 

Visitors: 22,077