๒๖.ประวัติพระสีวลี

 

 

              ประวัติพระสีวลี
  
                   ชาติภูมิ 
   พระสีวลีท่านเป็นโอรสของพระนางเจ้า “สุปปะวาสา”  ซึ่งเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์โกลิยวงศ์แห่งกรุงโกลิยะ ท่านอาศัยอยู่ในท้องของพระมารดานานถึง ๗ ปี  ๗  เดือน  ๗ วัน  ในขณะที่ท่านอยู่ในท้องของพระมารดานั้นทำให้พระมารดาของท่านมีโชคลาภสักการะ เกิดขึ้นอย่างมากมายอย่างไม่ขาดสาย อยากได้อะไรก็มีคนนำเอามาให้โดยไม่ต้องซื้อไม่ต้องขาย ท่านอาศัยอยู่ในท้องของพระมารดานานถึง ๗ ปี  ๗ เดือน  ๗ วัน
    
   ตรงนี้มีคำถามสอดแทรกเข้ามาเพราะความอยากรู้ว่า “ทำไม? พระสีวลีท่านจึงอยู่ในท้องของพระมารดานานถึง ๗ ปี  ๗ เดือน  ๗ วัน  ซึ่งมันเป็นเรื่องผิดปกติกว่าผู้หญิงทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้  ธรรมดาผู้หญิงถ้ามีท้องก็จะมีท้องนานไม่เกิน  ๙  เดือน  นี่ท่านอาศัยอยู่ในท้องของพระมารดานานถึง ๗ ปี  ๗ เดือน  ๗ วัน จะไม่ทำให้พระมารดาของท่านต้องเจ็บปวดทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสมากดอกหรือ?
   ตรงนี้มีคำตอบเพื่อให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้หายสงสัยว่า “สาเหตุที่ทำให้พระสีวลีต้องอยู่ในท้องของพระมารดานานถึง ๗ ปี  ๗ เดือน  ๗ วัน  นั้นก็เป็นเพราะอดีกรรมฝ่ายอกุศลของท่านที่ทำเอาไว้ในอดีตชาติซึ่งมีประวัติความเป็นาดังนี้
   ในสมัยหนึ่งก่อนที่ท่านจะมาเกิดเป็นพระสีวลีนี้  ท่านได้เกิดเป็นพระราชา คือเกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดินของเมืองกะสินครในประเทศอินเดีย  มีครั้งหนึ่งเมืองกสินครและเมืองปะสินครเกิดมีศึกสงครามระหว่างกัน  พระราชาของเมืองกะสินครได้ทรงยกกองทัพใหญ่ไปปิดล้อมเมืองปะสินครเอาไว้ด้วยหวังว่าถ้าชาวเมืองปะสินครถูกปิดล้อมเอาไว้ไม่ให้ ประชาชนออกไปทำมาหากินนอกเมืองได้ เดี๋ยวพวกมันก็จะยอมแพ้ไปเอง  พระเจ้ากะสินครทรงให้กองทัพยกไปล้อมเมืองปะสินครเอาไว้เป็นวลานานถึง ๗ ปี  ๗ เดือน  แล้วชาวเมืองปสินครก็ยังไม่ยอมแพ้   พระเจ้ากสินครก็ทรงแปลกพระทัยว่าทำไมเราให้กองทัพไปปิดล้องเมืองปะสินครเอา ไว้นานถึง ๗ ปี  ๗ เดือนแล้วพวกมันก็ยังไม่ยอมแพ้  พระองค์จึงทรงมีพระบัญชาให้ราชบุรุษไปสืบดูซิว่ามันเป็นเพราะอะไร  เมื่อราชบุรุษไปสืบดูแล้วก็รู้ว่าสาเหตุที่ชาวเมืองปะสินครยังไม่ยอมแพ้นั้น ก็เป็นเพราะชาวเมืองปะสินครยังออกไปทำมาหากินนอกเมืองได้อยู่ โดยการออกไปทางประตูเล็กซึ่งอยู่ทางด้านหลังของกำแพงเมือง  เมื่อพระเจ้ากะสินครทรงทราบดังนั้นแล้วจึงได้ส่งกองทัพเล็กซึ่งมีทหารหมื่นหนึ่งไปปิดล้อมประตูเล็กเอาไว้เป็นเวลา ๗ วัน  ประชาชนชาวปะสินครทนต่อความอดอยากไม่ไหวเพราะออกไปทำมาหากินนอกเมืองไม่ได้ จึงได้จับเอาพระะเจ้าปะสินครผู้ที่เป็นพระราชาของตนฆ่าเสียแล้วยกราชสมบัติ ให้แก่พระเจ้ากะสินคร การยกทัพมาล้อมประตูเล็กของเมืองเอาไว้นี้ได้ผลดีทำให้ชาวปะสินครต้องยกธงขาว ยอมแพ้อย่างราบคาบ  ด้วยผลแห่งกรรมอันนี้ๆแหละทำให้ท่านพระสีวลีต้องมานอนทนทุกข์ทรมานอยู่ในท้องของพระมารดายาวนานถึง ๗ ปี  ๗ เดือน  ๗ วัน  ตามประวัติของท่านพระสีวลีตอนนี้ทำให้เราได้ทราบว่าใครทำกรรมอะไรไว้ไม่เร็วก็ช้าผู้นั้นจะต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้นอย่างแน่นอนจะหลีกเลี่ยงหนีไปไม่พ้นโดยเด็ดขาด
   อนึ่งในประวัติของท่านพระสีวลีตอนนี้ทำให้เรารู้ว่าศึกสงครามในสมัยโบราณนั้น พระเจ้ากะสินครคือพระสีวลีที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินในสมัยนั้น  ท่านยังมีมนุษยธรรมอยู่ในใจ ไม่สั่งให้ทหารฆ่าคนตายเป็นบือเหมือนสงครามในสมัยปัจจุบันนี้  ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าพระเจ้ากะสินครคือพระสีวลีในสมัยนี้ท่านสั่งให้ทหารฆ่าคนตายเป็นหมื่นเป็นแสน ท่านก็คงจะไม่ได้กลับมาเกิดเป็นพระสีวลีอย่างแน่นอน  ท่านจะต้องไปตกนรกหลายหมื่นหลายแสนปี เพราะอำนาจแห่งผลกรรมนั้นอย่างแน่นอน
   อีกประการหนึ่งพระนางสุปปะวาสาผู้ที่เป็นพระมารดาคือแม่ของพระสีวลีนั้นท่านทำกรรมอะไรไว้ถึงมาเกิดเป็นแม่ของพระสีวลีจะต้องมาอุ้มท้องพระสีวลียาวนานถึง ๗ ปี  ๗ เดือน  ๗ วัน  อันเป็นความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
มากเช่นนี้  ตามประวัติของพระนางบอกเอาไว้ว่าพระนางสุปปะวาสาได้เกิดเป็นพระมารดาของพระเจ้ากะสินครในสมัยนั้น  พระนางก็ได้บอกให้พระราชาที่เป็นราชโอรสคือลูกชายในสมัยนั้นให้ยกกองทัพไป ปิดล้อมประตูเล็กเอาไว้อย่าให้ประชาชนเข้าออกนอกเมืองเพื่อทำนา,หาฟืน,เก็บผัก,ตักน้ำได้  พระราชาคือพระสีวลีในสมัยนั้นก็ได้ปฏิบัติตามคำที่พระมารดาได้ทรงแนะนำ  ด้วยผลแห่กรรมที่พระนางได้แนะนำให้พระราชาผู้เป็นราชบุตรคือพระเจ้ากะสินครใน สมัยนั้นให้ยกกองทัพไปปิดล้อมประตูเล็กของเมืองเอาไว้  จึงทำให้พระนางได้มาเกิดเป็นพระนาง “สุปปะวาสา”  เป็นแม่ของพระสีวลีเพื่ออุ้มท้องเสวยผลกรรมที่พระนางได้ทรงแนะนำให้พระเจ้ากะสินครผู้เป็นพระราชโอรสกระทำทุรกรรมเอาไว้  นานถึง ๗ ปี  ๗ เดือน  ๗ วัน
  เพราะเหตุฉะนี้จึงเป็นอันสรูปได้ว่าด้วยผลกรรมที่พระเจ้ากะสินครได้ทรงยกกองทัพไปปิดล้อมเมืองปะสินครเอาไว้นั้น ทำให้พระองค์ต้องมาเกิดเป็นพระสีวลีและด้วยผลกรรมที่พระมารดาได้ทรงแนะนำให้ลูกชายยกกองทัพไปปิดล้อมประตูเล็กของเมืองเอาไว้เพื่อทำให้ประชาชนภายในเมืองอดอยากจึงทำให้พระนางต้องมาเกิดเป็นพระนางสุปปะวาสา เพื่ออุ้มทองพระสีวลีเสวยผลกรรมที่พระนางได้ทรงกระทำทุรกรรมนั้นเอาไว้  ตรงนี้ทำให้เราทั้งหลายเข้าใจได้ว่า "การทำกรรมชั่วนั้นไม่ต้องทำทางกายคือไม่ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตการพูดแนะนำผู้อื่นให้กระทำชั่วก็เป็นบาปกรรมเหมือนกัน ขอให้ท่านผู้อ่านโปรดคิดดูให้ดี" 
   พอมาถึงตอนนี้ก็ได้มีคำถามสอดแทรกขึ้นมาอีกเพื่อความอยากรู้ว่า “ในขณะที่พระสีวลีอยู่ในท้องของพระมารดานั้น  ทำให้พระมารดาของท่านมึโชคลาภหลั่งไหลมาเทมาโดยไม่ขาดสายทั้ง ๑๐ ทิศ  ไม่ว่าจะเป็นแก้วแหวนเงินทองเพชรนิลจินดาเครื่องบริโภคและอุปโภคทรัพย์สมบัติทั้งหลายหลั่งไหลมาจนไม่มีที่เก็บ   และในตอนที่ท่านบวชเป็นพระแล้วท่านก็ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า “เป็นผู้เลิศกว่าพระสาวกทั้งหลายในทางเป็นผู้มีโชคลาภมาก”  ท่านทำบุญกุศลอะไรไว้จึงทำให้ท่านเป็นบุคคลพิเศษเช่นนี้หรือ?"
      สาเหตุความเป็นมาของเรื่องนี้มีดังนี้
   ในอดีตชาติ ในสมัยของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “วิปัสสี” มีกุลบุตรผู้หนึ่งได้เกิดในหมู่บ้านเล็ก ๆ ตำบลหนึ่งใกล้เมืองพันธุมดี   ในครั้งนั้นชาวเมืองกับพระราชาได้ทำบุญแข่งกัน  โดยการจัดเครื่องถวายทานแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า วันหนึ่งพวกชาวเมืองเตรียมจะถวายทานแต่ก็ได้พบว่าในทานของพวกตนนั้นมีครบทุกอย่างแล้วยังขาดก็แต่น้ำผึ้งเท่านั้น จึงได้จัดส่งคนออกไปหาน้ำผึ้งกับเนยแข็ง โดยคอยดักดูผู้คนที่มาจากชนบทที่เดินทางเข้ามาในเมืองว่าผู้ใดจะมีสิ่งใดติดตัวมาบ้าง บังเอิญวันนั้นกุลบุตร (คือพระสีวลีในชาติต่อมา) ได้เดินทางเข้าไปในเมือง โดยนำเอากระบอกเนยแข็งมาด้วยหมายจะเอาไปแลกสิ่งของในเมือง แต่ระหว่างทางก่อนจะเข้าเมืองได้พบรวงผึ้งรวงหนึ่งโตขนาดเท่างอนไถ กุลบุตรนั้นจึงได้เอารวงผึ้งนั้นเข้าไปในเมืองด้วย ชาวเมืองเห็นรวงผึ้งก็ดีใจจึงได้ขอซื้อรวงผึ้งในราคาถึง ๑๐๐๐ กหาปนะ (กหาปนะเป็นชื่อของเงินที่ใช้ในสมัยโบราณ) มันทำให้กุลบุตรเกิดความแปลกใจมาก เพราะลำพังเนยแข็งกับน้ำผึ้งนี้มันไม่มีราคามากถึงเพียงนี้เลย ราคาแค่ ๕ กหาปนะเท่านั้นแต่ทำไมชาวเมืองถึงให้ราคามากเช่นนี้ จึงทำเป็นไม่ขาย เพื่อใคร่จะรู้ราคาที่แท้จริงของมันว่ามันเท่าไหร่กันแน่ ชาวเมืองกลัวจะไม่ได้น้ำผึ้งและกลัวจะแพ้พระราชา จึงได้ขึ้นราคารวงผึ้งนั้นอีกถึง ๒๐๐๐ กหาปนะ กุลบุตรเกิดความสงสัยก็เลยถามชาวเมืองว่า “พวกท่านจะเอาน้ำผึ้งไปทำอะไร ถึงกล้าซื้อรวงผึ้งราคามากถึงเพียงนี้”
   ชาวเมืองทั้งหลายก็ตอบว่า “จะเอาไปทำบุญ  เครื่องไทยทานทั้งหลายของพวกเรามีครบทุกอย่างแล้วยังขาดยังขาดก็แต่น้ำผึ้งนี้แหละ พ่อหนุ่ม”
    กุลบุตรคนนี้เป็นชาติแห่งบุคคลผู้ฉลาดจึงได้ฉุกคิดขึ้นมาในใจว่า “เออ! เราเกิดมาเป็นคนยังไม่ได้ทำบุญอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนคนอื่นๆเขาเลยเพราะ ฐานะของเรายากจน บัดนี้เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ของเราแล้วจำเราจะเอารวงผึ้งและเนยแข็งนี้ให้เป็นทานเถอะ”   เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วจึงได้ตอบชาวเมืองทั้งหลายไปว่า “รวงผึ้งนี้ข้าพเจ้าไม่ขาย  แต่ข้าพเจ้าอยากจะเอารวงผึ้งนี้ถวายเป็นทานร่วมกับพวกท่าน จะได้หรือไม่?”
   ชาวเมืองทั้งหลายจะได้น้ำผึ้งโดยไม่ต้องซื้อก็ดีใจตอบตกลงทันทีว่า “ตกลงๆ”  เมื่อได้น้ำผึ้งสมความตั้งใจแล้วชาวเมืองทั้งหลายก็ได้นำเอากุลบุตรคนนั้น เข้าไปร่วมทำบุญด้วย  ในขณะที่ทำการถวายทานกุลบุตรก็ได้ยกเอาน้ำผึ้งที่กรองดีแล้วเข้าไปถวายพระ
วิปัสสีพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าเมื่อทรงรับน้ำผึ้งของกุลบุตรแล้ว ได้ทรงอธิษฐานว่า “ขออย่าให้น้ำผึ้งของกุลบุตรคนนี้หมดไป ขอให้กุลบุตรคนนี้ได้ถวายน้ำผึ้งแก่พระภิกษุสงฆ์ได้ครบทุกองค์ที่มีอยู่ในสถานที่แห่งนี้เถิด” พระภิกษุสงฆ์ที่มารับทานของชาวเมืองในวันนั้นมีประมาณ  ๕๐๐  รูป
   ส่วนกุลบุตรก็ได้ถวายทานน้ำผึ้งแก่พระภิกษุสงฆ์พร้อมพระพุทธเจ้าด้วยมือของ ตนเองครบทุกองค์แล้วก็อธิษฐานจิตว่า “ขอให้ทานนี้จงเป็นทานอันยิ่งใหญ่เกิดชาติใดภพใดก็ตาม ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้มีโชคลาภมากกว่าคนทั้งหลาย” กุลบุตรได้ใส่บาตรด้วยน้ำผึ้งแก่พระภิกษุสงฆ์ครบทุกองค์แล้ว จึงได้ทูลขอพรจากพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยผลแห่งกุศลทานที่ข้าพระองค์ได้กระทำแล้วในวันนี้ เกิดชาติใดภพใดก็ตาม ขอให้ข้าพระองค์จงเป็นผู้เลิศกว่าคนทั้งหลายในทางโชคลาภเถิด พระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุโมทนาว่า “ขอให้เป็นไปตามที่โยมปราถนาเถิด”  นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กุลบุตรนั้นก็ได้สร้างบุญกุศลอยู่เสมอมิได้ขาดจนสิ้น
อายุขัย
  นี้คือบุรพกรรมทีเป็นส่วนดีและไม่ดีของพระสีวลีที่ท่านได้กระทำเอาไว้ในอดีตชาติ
   พระสีวลีท่านอาศัยอยู่ในครรภ์ ของพระมารดา นานถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ครั้นเมื่อใกล้เวลาจะประสูติ พระมารดาได้รับทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า พระนางจึงขอให้พระสวามีไปกราบบังคมทูลขอพร จากพระพุทธเจ้าและพระพุทธองค์ก็ได้ตรัสประทานพรแก่พระนางว่า “ขอ พระนางสุปปวาสา พระราชธิดาแห่งพระเจ้ากรุงโกลิยะ จงเป็นหญิงมีความสุขปราศจากโรคาพยาธิ ประสูติพระราชโอรสผู้หาโรคมิได้ออกมาโดยง่ายเถิด”
  ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธานุภาพ ทุกขเวทนาของพระนางก็อันตรธานหายไป พระนางประสูติพระราชโอรสออกมาอย่างง่ายดาย ดุจน้ำไหลออกจากหม้อ พระประยูรญาติทั้งหลายได้ขนานพระนามพระราชโอรสของพระนางสุปปวาสาว่า “สีวลีกุมาร” เมื่อพระนางมีพระวรกายแข็งแรงดีแล้ว มีพระประสงค์ที่จะถวายมหาทานติดต่อกันเป็นเวลา ๗ วัน จึงได้บอกความประสงค์ของตนแก่พระสวามี ให้ไปกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ให้มารับมหาทานพร้อมด้วยอาหารบิณฑบาตในพระราชนิเวสน์ ตลอด ๗ วัน ในวันถวายมหาทานนั้น สีวลีกุมาร มีพระวรกายแข็งแรงดุจกุมารผู้มีอายุได้ ๗ ปี ได้ช่วยพระบิดาและพระมารดาจัดแจงกิจการต่าง ๆ มีการนำธมกรก (ธะมะกะหรก คือ กระบอกกรองน้ำ) มากรองน้ำดื่มและอังคาสคือถวายแด่พระบรมศาสดาและหมู่พระภิกษุสงฆ์ ในขณะที่สีวลีกุมาร ช่วยพระบิดาและพระมารดาอยู่นั้น  ท่านพระสารีบุตรเถระได้สังเกตดูอยู่ตลอดเวลา และเกิดความรู้สึกพอใจในพระราชกุมารน้อยเป็นอย่างมาก ครั้นถึงวันที่ ๗ ซึ่งเป็นวันสุดท้าย พระเถระได้สนทนากับสีวลีกุมารแล้วชักชวนให้มาบวช    
  สีวลีกุมาร ผู้มีจิตน้อมไปในการบวชอยู่แล้ว เมื่อถูกพระเถระชักชวน จึงกราบทูลขออนุญาตจากพระบิดาและพระมารดา เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงติดตามพระเถระไปยังพระอารามพระสารีบุตรมหาเถระ ผู้รับภาระเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้สอนพระกรรมฐานเบื้องต้น คือ ตะจะปัญจะกะกรรมฐานทั้ง ๕ ได้แก่ เกสา(ผม) โลมา(ขน) นขา(เล็บ) ทันตา(ฟัน) ตโจ (หนัง) ให้พิจารณาของทั้ง ๕ เหล่านี้ว่าเป็นของไม่งามเป็นของสกปรก ไม่ควรเข้าไปยึดติดหลงใหลในสิ่งเหล่านี้ สีวลีกุมาร ได้สดับพระกรรมฐานนั้นแล้วนำไปพิจารณาในขณะที่กำลังจรดมีดโกนลงบนศีรษะเพื่อโกนผม ครั้งแรกนั้นท่านก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน จรดมีดโกนลงครั้งที่ ๒ ท่านได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี จรดมีดโกนลงครั้งที่ ๓ ท่านได้บรรลุเป็นพระอนาคามี และเมื่อโกนผมเสร็จแล้ว ท่านได้ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์
   เมื่อท่านอุปสมบทแล้วปรากฏว่าท่านเป็นพุทธสาวกที่มีลาภสักการะมากมาย ด้วยอำนาจบุญบารมีของท่านที่สั่งสมมา ลาภสักการะเหล่านี้ได้เผื่อแผ่ไปยังพระสงฆ์สาวกท่านอื่น ๆ อีกด้วย แม้พระบรมศาสดาเมื่อพระองค์ทรงพาหมู่ภิกษุสงฆ์เสด็จเดินทางไกลที่กันดาร ถ้ามีพระสีวลีร่วมเดินทางไปด้วย ความขาดแคลนอาหารและที่พักอาศัยในระหว่างทางก็จะไม่เกิดขึ้นแก่หมู่ภิกษุสงฆ์เลย เช่น....
   ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จำนวน ๕๐๐ รูปไปเยี่ยมพระ
เรวตะ ผู้เป็นน้องชายของพระสารีบุตรเถระ ซึ่งจำพรรษาอยู่ ณ ป่าไม้ตะเคียน เมื่อเสด็จมาถึงทาง ๒ แพร่ง พระอานนท์เถระได้กราบทูลสภาพหนทางว่า 
“ข้า แต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเสด็จไปทางอ้อม ระยะทางไกล ๖๐ โยชน์ มีประชาชนอยู่อาศัยมาก พระภิกษุไม่ลำบากด้วยภิกขาจาร แต่ถ้าเสด็จไปทางลัดระยะทางประมาณ ๓๐ โยชน์ ไม่มีประชาชนอยู่อาศัยเลย มีสภาพเป็นป่าใหญ่ มีแต่อมนุษย์อยู่อาศัย พระภิกษุสงฆ์จะลำบากด้วยภิกขาจาร”
พระพุทธองค์ ตรัสถามว่า “ดูก่อนอานนท์ พระสีวลีมากับเราด้วยหรือไม่?”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระสีวลีมากับเราด้วย พระเจ้าข้า” พระอานนท์กราบทูล
   พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "“ดูก่อนอานนท์ ถ้าอย่างนั้นก็จงเดินไปในทางลัดไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลด้วยเรื่องอาหารบิณฑบาต เพราะเทวดาทั้งหลายที่สิงสถิตอยู่ในป่าระหว่างทาง จะจัดสถานที่พักและอาหารบิณฑบาตไว้ถวายพระสีวลีผู้เป็นที่เคารพนับถือของพวกเขา เราทั้งหลายก็จะได้อาศัยบุญของพระสีวลีนั้นด้วย”
   พระสีวลีได้รับการยกย่องในทางเป็นผู้มีลาภมาก  เพราะอำนาจบุญกุศลที่ท่านพระสีวลี ได้ถวายน้ำผึ้งให้เป็นทานในสมัยของพระวิปัสสสีพุทธเจ้าเอาไว้ในอดีตชาติ ด้วยบุญกุศลนี้เป็นปัจจัยส่งผลให้ท่านเจริญด้วยโชคลาภสักการะ โดยมีเทพยดา, นาค, ครุฑ, และมนุษย์ทั้งหลาย นำเครื่องอุปโภคและบริโภคมาถวายโดยไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าท่านจะอยู่ในที่ใด ๆ ในป่า, ในบ้าน, ในน้ำ, หรือบนบก เป็นต้นด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์ จึงได้ทรงประกาศให้ปรากฏในหมู่พุทธบริษัทตรัสยกย่องท่านอยู่ในตำแหน่ง เอตะทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทาง ผู้มีโชคลาภมาก นับว่าท่านพระสีวลีเถระเป็นพระมหาสาวกอีกรูปหนึ่งที่ได้ช่วยกิจการพระศาสนา แบ่งเบาภาระของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก ท่านดำรงอายุสังขารโดยสมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน
         คาถาบูชาพระสีวลี
  ๐ สีวลี  จะ  มะหาเถโร  เทวะตา  นะระปูชิโต  โสระโห  ปัจจะยาทิมหิ
สีวลี  จะ  มะหาเถโร  ยักขาเทวาภิปูชิโต  โสระโห  ปัจจะยาทิมหิ
อะหัง  วันทามิ  ตัง  สะทา  สีวะลี  เถรัสสะ  เอตัง  คุณัง  สวัสติลาภัง  ภะวันตุเมฯ
     คำนมัสการสีวลี
  อิมินา  สักกาเรนะ  สีวะลีเถรัง  อะภิปูชะยามิฯ   ให้ว่า ๓ จบ
    เมื่อนมัสการแล้วให้กำหนดภาวนาไว้ในใจดังนี้
  "สีวะลี  จะ  มหาเถโร  อินโท  พรัหมาจะ  ปูชิตัง  สัพพะลาภัง  ประสิทธิเม  เถรัสสะ อานุภาเวนะ สัพะโสตถี ภะวันตุเม ฯ"
          รูปหล่อพระสีวลี
   รูปหล่อพระสีวลีนี้ ถ้าใครมีไว้ประจำบ้าน จะทำให้ตัวเองและบ้านเรือนของตนเป็นศิริมงคล เป็นเมตตามหานิยมและยังสามารถป้องกันภัยอันตรายได้ ผู้ใดหมั่นสวดสักการะบูชาอยู่เสมอ จะทำให้เกิดมีโชคลาภอยู่เป็นนิตย์ ถ้าไปค้าขายหรือไปแสวงหาโชคลาภในเวลาใด ให้สวดภาวนาคาถาบูชาพระสีวลีนี้ไปเรื่อยๆ โชคลาภที่ปราถนาก็จะสำเร็จในไม่ช้า
       คำอธิฐานขอลาภจากพระสีวลี
คำไหว้บูชาขอลาภจากพระสีวลีเถระโดย หลวงพ่อเกษม  เขมะโก  มีดังนี้
     ตั้ง นะโม ๓ จบ แล้วว่า
  "สิวะลีมะหาเถรัง  วันทามิหัง
, มะหาสิวะลี  เถโร  มะหาลาโภ  โหติ, มะหาสิวะลี  เถโร  ลาภัง  เม  เทถะ"  ให้ว่า ๓ จบ
       เครื่องบูชาพระสีวลี
   ๑.ดอกไม้สีขาว ๓  ดอก
   ๒.ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม  ๓  ดอก
   ๓.ดอกบัวหลวง  ๓  ดอก
   ๔.น้ำสะอาดที่ลอยด้วยดอกมะลิ  ๙  ดอก   ๑  ถ้วย
   ๕.ธูป  ๓  ก้าน
   ๖.เทียน  ๓  เล่ม
   ๗.ถ้าใครเกิดวันพฤหัสบดีให้เพิ่มน้ำผึ้ง  ๑  ถ้วย  อย่าให้ถ้วยใหญ่นัก
   ๘.ถ้าใครเกิดวันเสาร์ให้ถวายอาหารทะเลหรืออาหารที่ทำจากต้นดอกบัว
    -วิธีทำ:-ให้เอาพระสีวลีที่แจกให้ตั้งไว้บนพานสูงๆ แล้วบูชาด้วยเครื่องบูชาพระสีวลีทั้ง  ๘  อย่างตามที่กล่าวแล้วข้างบน
จุดธูปเทียน และตั้งนโม  ๓  จบ  แล้วจึงสวดคาถาบูชาพระสีวลี  ๙  จบ  วันหนึ่งถ้าใครสวดได้หลายครั้งจะทำให้มีโชคลาภได้เร็ว
       เครื่องแก้บนพระสีวลี
   ถ้าใครบนพระสีวลีไว้เมื่อได้โชคลาภตามที่ต้องการแล้วให้แต่งเครื่องแก้บนดังนี้
     ๑.มะพร้าวอ่อน  ๓  ลูก
    ๒.กล้วยหอม  ๓  หวี
    ๓.ทำบุญเลี้ยงพระอย่างน้อย  ๑  ครั้ง
   วิธีทำ:- ให้เอาพระสีวลีตั้งไว้บนพานแล้วเอามะพร้าวอ่อน  ๓  ลูก และกล้วย  ๓  หวี  ตั้งบูชาให้ลดหลั่นกันลงมาแล้วสวด
คาถาบูชาพระสีวลี  ๙  จบ  ก่อนจะสวดให้จุดธูปเทียนและตั้ง นโม  ๓  จบ เสมอข้อนี้จะลืมเสียมิได้

เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ …

Visitors: 21,238