๓๕.ประวัติพระศรีอริยเมตตรัย

       ประวัติพระศรีอริยเมตตรัยมหาโพธิสัตว์

  

            พระศรีอริยเมตตรัยมหาโพธิสัตว์

     พระศรีอริยเมตตรัย  ถ้าเป็นภาษาบาลีเขียนเป็น "ศรีอริยเมตตรัย"  แต่ถ้าเป็นภาษาสันสกฤตเขียนเป็น "ศรีอริยเมตไตรย"  ถ้าเขียนย่อเป็น "พระศรีอาริย์"

    ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเขียนเป็น " Metteyya, Sri Ariyamettai"

    ก่อนที่จะเริ่มเรื่องของพระศรีอริยเมตตรัยมหาโพธิสัตว์ก็อดที่จะกล่าวถึงพระมหาเถรเจ้าองค์หนึ่งที่ชื่อว่า "พระมาลัย"  ท่านเกิดที่โรหนะชนบทประเทศศรีลังกา  ท่านอาศัยอยู่ในหมู่บ้านกัมโภชคาม  ท่านชอบไปที่เกาะมาลัยอันเป็นเกาะที่มีไม้จันทน์หอมมากเพื่อปฏิบัติธรรมท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์ที่เกาะมาลัยนี้  เมื่อท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านมีฤทธานุภาพมากสามารถไปนรกสวรรค์ได้เหมือนพระมหาโมคคัลลานะซึ่งเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระโคตมะสัมมาสัมพุทธเจ้า  เมื่อท่านไปเทศนาสั่งสอนประชาชนที่ไหน  คนก็จะรู้ว่าท่านเป็นพระมาจากเกาะมาลัย  นานเข้าคนทั้งหลายก็เลยเรียกท่านว่า "พระมาลัย"  เพราะท่านมาจากเกาะมาลัย  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาท่านก็เลยมีชื่อว่า "พระมาลัย"
    พระมาลัยท่านเกี่ยวข้องกับเรื่องของพระศรีอริยเมตตรัยโดยตรงเพราะท่านเคยเหาะไปเที่ยวเมืองนรกและเมืองสวรรค์ เมื่อท่านไปเมืองสวรรค์ท่านก็มีโอกาสได้สนทนากับพระศรีอริยเมตตรัยมหาโพธิสัตว์ด้วยตัวของท่านเอง  พระศรีอริยเมตตรัยที่อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นมีชื่อว่า "นาถเทวเทพบุตร"  ดังมีสาเหตุความเป็นมาดังนี้
    วันหนึ่งพระมาลัยท่านเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านกัมโภชคาม  ได้มีบุรุษเข็ญใจคนหนึ่งที่มีฐานะยากจนมากเขาเห็นพระมาลัยมาเที่ยวบิณฑบาตเพื่อโปรดสัตว์ เขามีศรัทธาความเลื่อมใสในตัวท่านมากอยากจะใส่บาตรแต่ก็ไม่มีข้าวปลาอาหารที่จะใส่บาตรเพราะมีฐานะยากจน บุรุษเข็ญใจคนนี้เขาเป็นชาติแห่งบุคคลผู้ฉลาด ถึงแม้นว่าจะไม่มีข้าวปลาอาหารใส่บาตร เขาก็ยังดิ้นรนหา วิธีที่จะทำบุญให้จงได้  ในทันใดนั้นเองเขาก็ได้มองเห็นดอกบัวที่สระริมทางกำลังบานสพรั่งส่งกลิ่นหอมอบอวนเขาก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า "ดอกบัวนี้ทำบุญได้" เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้วเขาก็รีบลงไปในสระเด็ดดอกบ้วที่สวยงามขึ้นมา  ๘  ดอก  แล้วยืนรอพระมาลัยที่กำลังเดินบิณฑบาตรมุ่งตรงมาทางเขา  เมื่อพระมาลัยเดินทางมาถึงเขาก็เอาดอกบัว ๘  ดอกใส่บาตร แล้วอธิษฐานว่า "ในชาตินี้ข้าพเจ้าเป็นคนยากจนเข็ญใจในชาติต่อไปขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นคนยากจนเข็ญใจเหมือนในชาตินี้เลย  ข้าพเจ้าคิดอยากจะทานอะไร ขอให้ข้าพเจ้าได้สิ่งนั้นมาทานสมปราถนา"  ท่านผู้อ่านทั้งหลายดอกบัว ๘ ดอกเหล่านี้เป็นสาเหตุให้พวกเราชาวพุทธทั้งหลายได้รู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องของ พระศรีอริยเมตตรัยมหาโพธิสัตว์ทั้งหมดดังต่อไปนี้
    เมื่อพระมาลัยท่านได้ดอกบัวที่สวยงามมา ๘ ดอกแล้ว  ท่านก็คิดว่าจะเอาดอกบัวทั้ง ๘ ดอกเหล่านี้ไปบูชาอะไรดี ในขณะนั้นความคิดแว๊บหนึ่งก็แล่นเข้ามาในสมองของท่านว่า "ควรจะเอาไปบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีที่เมืองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์"  การไปสวรรค์ของพระอรหันต์ที่ได้อภิญญาญาณนั้นเป็นของธรรมดาท่านไปได้เพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียวก็ถึงแล้ว  ถ้าให้คนในสมัยนี้ที่ไม่ได้อภิญญาสมาบัติเขาจะทำไม่ได้  ถึงแม้เขามีความสามารถไปจ้างวานให้ประเทศสหรัฐอเมริกานำจรวดขึ้นไปส่งก็ไปได้แค่ดวงจันทร์ จะผ่านขึ้นไปถึงระบบการโคจรของดวงอาทิตย์ไม่ได้พอจรวดวิ่งเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์จรวดก็จะถูกความร้อนของดวงอาทิตย์แผดเผ่าละลายให้กลายเป็นจุณไปหมด  ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อยู่ห่างใกล้จากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลายแสนโยชน์  ผู้ที่จะเดินไปเมืองสวรรค์ได้ จะต้องเป็นบุคคล ๕ ประเภทนี้เท่านั้น  คือ:-
   ๑.พระพุทธเจ้า
   ๒.พระสาวกของพระพุทธเจ้า
   ๓.พระอรหันต์ที่ได้ วิชชา ๘  คือพระอริยบุคคลที่เจริญวิปัสสนาเป็นอารมณ์
   ๔.พระอริยบุคคลที่ได้อภิญญา ๖
   ๕.บุคคลที่ได้ฌานสมาบัตื ๘

       พระอรหันต์ ๔ ประเภท ในพระพุทธศาสนา

  คำว่า "อรหันต์"  แปลว่า "ผู้ห่างไกลจากกิเลสเพียงดั่งว่างูเห่า"  หมายถึงพระอริยบุคคลผู้บำเพ็ญเพียรทางจิตจนได้บรรลุธรรมาภิสมัย คือธรรมที่ถึงความสิ้นสุดแห่งทุกข์  แบ่งออกเป็น ๔ ประเภทคือ:-

    ๑.สุกขวิปัสสโก   คือบุคคลผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์แบบแห้งแล้ง ไม่ได้ฌาน อภิญญา และสมาบัติ ๘  แสดงฤทธิ์เดชอะไรไม่ได้  สิ้นกิเลสไปเฉยๆ

    ๒.เตวิชโช     คือบุคคลผู้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์แล้วได้วิชชา ๓ ประการ   คือ:-

         ๒.๑ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ     คือรู้จักการระลึกชาติได้

         ๒.๒ จุตูปปาตญาณ     คือรู้จักการตายและการเกิดของคนและสัตว์

         ๒.๓ อาสวักขยาณ     คือการรู้จักการทำอาสวะกิเลสให้หมดสิ้นไป

    ๓.ฉฬภิญโญ  คือบุคคลผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วได้อภิญญา ๖  ประการ  คือ:-

          ๓.๑ อิทธิวิธิญาณ      คือแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ

          ๓.๒ ทิพพโสตญาณ      คือได้หูทิพย์

          ๓.๓ เจโตปริยญาณ     คือการกำหนดรู้ใจผู้อื่น

          ๓.๔ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ     คือการระลึกชาติได้

          ๓.๕ ทิพพจักขุญาณ     คือได้ตาทิพย์

          ๓.๖ อาสวักขยญาณ     คือการรู้จักทำอาสวะกิเลสให้หมดสิ้นไป

      ๔.ปฏิสัมภิทัปปัตโต      คือบุคคลผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วได้ปฏิสัมภิทา ๔  คือ:-

          ๔.๑ อัตถปฏิสัมภิทา      คือมีปัญญาอันแตกฉานในอรรถ

          ๔.๒ ธัมมปฏิสัมภิทา      คือมีปัญญาอันแตกฉานในธรรม

          ๔.๓ นิรุตติปฏิสัมภิทา     คือมีปัญญาอันแตกฉานในภาษา

          ๔.๔ปฏิภาณปฏิสัมภิทา   คือมีปัญญาอันแตกฉานการใช้ปฏิภาณ

       วิชชา  ๘
   ๑.วิปัสนาญาณ         คือมีปัญญาเห็นรูปและนามทั้งปวงว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง  อนัตตา
   ๒.มโนมยิทธิ            คือมีฤทธิ์ทางใจ
   ๓.อิทธิวิธี                 คือแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ
   ๔.ทิพพโสต              คือมีหูทิพย์   สามารถฟังเสียงของคนและสัตว์ทั้งในที่ใกล้และไกล  ฟังเสียงของเทวดา, พรหมและสามารถฟังเสียงของสัตว์นรก  เปรต  อสุรกาย   และสัตว์เดรัจฉานได้
   ๕.เจโตปริยญาณ       คือกำหนดรู้จิตผู้อื่นว่าคิดอย่างไร
   ๖.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ          คือระลึกชาติได้ทั้งในอดีตและอนาคต
   ๗.ทิพพจักขุ      คือมีตาทิพย์  สามารถมองเห็นได้ทั้งในที่มืดที่แจ้ง ที่ใกล้ที่ไกล และทั้งในอดีตและอนาคต
   ๘.อาสวักขยญาณ      คือรู้จักทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไป

    ผู้ที่จะได้ วิชชา ๘ จะต้องเป็นผู้บรรลุจตุตถฌาน คือฌานที่ ๔ อย่างประณีต จนชำนาญดีแล้วเท่านั้น จึงสามารถโน้มน้อมจิตไปตามที่ตนปรารถนาได้ องค์ประกอบของวิชชา ๘ คือ :-
     ๑.วิปัสสนาญาณ แปลว่า "รู้แจ้งเห็นจริง"  คือความสามารถในการโน้มน้าวจิตไปเพื่อรู้แจ้งเห็นจริง ย่อมรู้ชัดว่า ร่างกายของเรานี้ ประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม เกิดจากมารดา บิดา เติบโตมาด้วยอาหารคือ  คำข้าว ไม่เที่ยง ต้อง คอยบริหารด้วยการอาบ การล้าง การอบ การนวด ต้องแตกกระจัดกระจายไปในที่สุด เป็น ธรรมดา วิญญาณของเราก็อาศัยอยู่ในกายนี้
     ๒.มโนมยิทธิญาณ แปลว่า "ฤทธิ์ทางใจ"   คือความสามารถในการโน้มน้าวจิตไปเพื่อนิรมิตรรูปอันเกิดแต่ใจ ย่อมนิรมิตร่างกายอื่นขึ้นมาได้ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน
     ๓.อิทธิวิธีญาณ แปลว่า "แสดงฤทธิ์ได้"  คือความสามารถในการโน้มน้อมจิตไปเพื่อแสดงฤทธิ์ได้หลายประการเช่น ทำคนเดียวให้เป็นหลายคน ทำหลายคนให้เป็นคนเดียว ทำรูปร่างให้ปรากฎในที่หลายแห่งได้ ทำให้หายทะลุฝา กำแพง ภูเขาไปได้โดยไม่ติดขัด ผุดขึ้นหรือดำลงไปในแผ่นดิน เดินบนน้ำได้โดยน้ำไม่แตก เหาะไปในอากาศได้เหมือนนก ลูกคลำดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มากด้วยฝ่ามือได้ ใช้อำนาจทางกายไปนรกสวรรค์ พรหมโลกได้ และไปสู่จักรวาลอื่นๆได้ เหมือนกับผู้ได้อภิญญา ๖
    ๔.ทิพพโสตญาณ แปลว่า "มีหูทิพย์"  คือความสามารถในการโน้มน้อมจิตไปเพื่อทิพยโสต ย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วยทิพยโสตอันบริสุทธิ์เกินความสามารถของหูมนุษย์ทั่วไปจะทำได้ เหมือนกับผู้ได้อภิญญา ๖
    ๕.เจโตปริยญาณ แปลว่า "รู้วาระจิตของบุคคลอื่น"  คือความสามารถในการโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้ว่าระดับจิตของบุคคลอื่น ย่อมรู้ใจของบุคคลอื่นด้วยใจว่า ผู้ใดมีราคะ โมหะ โทสะ โมหะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ หรือจิตหลุดจากอาสวะกิเลสแล้ว เป็นต้น เหมือนกับผู้ได้อภิญญา ๖  
    ๖.ปุฟเพนิวาสานุสติญาณ แปลว่า "รู้ละลึกชาติก่อนได้" คือความสามารถในการโน้มน้อมจิตไปเพื่อละลึกชาติย่อมละลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือละลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดกัปป์ คือตั้งแต่โลกเกิด ถึงโลกพินาศบ้าง หลายกัปป์บ้าง ว่าในภพโน้น เรามีชื่อ มีโคตร มีผิวพรรณ มีอาหาร มีความสุขความทุกข์ อย่างนั้นๆ มีอายุเท่านั้นๆ ตายจากภพนั้นแล้วไปเกิดในภพอื่นๆ ต่อๆไป ย่อมละลึกได้ พร้อมทั้งกิริยาอาการของชีวิตในครั้งนั้นๆได้  เหมือนกับผู้ได้อภิญญา ๖
     ๗.ทิพพจักขุญาณ  แปลว่า "มีตาทิพย์"   คือมีความสามารถในการโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้การเกิด การตาย เพื่อเห็นหมู่สัตว์กำลังตายกำลังเกิดเลวบ้าง ประณีตบ้าง ผิวพรรณดีบ้าง ผิวพรรณทรามบ้าง ได้ดีบ้าง ตกยากบ้าง ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เกินตาของมนุษย์ทั่วไป ย่อมรู้เห็นหมู่สัตย์ เป็นไปตามกรรมว่า ผู้นี้ประกอบด้วยกายทุจริต วาจาทุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยะเจ้าเป็นสัมมาทิฐิ ยึดถือกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ ตายไปย่อมถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก ส่วนผู้ที่ประกอบด้วยกายสุจริต วาจาสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ ตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  เหมือนกับผู้ได้วิชชา ๓
     ๘.อาสวักขยาญาณ  แปลว่า "ทำอาสวะกิเลสให้สิ้น"  คือมีความสามารถในการโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้เห็นทุกข์ เหตุของทุกข์ ความดับทุกข์ และทางดับทุกย่อมรู้เห็นอาสวะกิเลส เหตุของอาสวะกิเลสทั้งหลาย ความดับอาสวะกิเลส และทางดับอาสวะกิเลส จิตย่อมหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวง เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว การเกิดอีกของเราสิ้นแล้ว พรหมจรรย์เราอยู่จบแล้วกิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว  เหมือนกับผู้ได้วิชชา ๓
       อภิญญา ๖
   ๑.อิทธิวิธีญาณ        คือแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ  เช่น:-

       -คนๆเดียวสามารถทำให้เป็นหลายร้อยหลาพันคนก็ได้

       -หลายร้อยหลายพันคนทำให้เป็นคนๆเดียวก็ได้

       -แสดงตัวให้ไปปรากฏในที่อื่นได้

       -หายตัวได้

       -เดินทลุฝา  กำแพง  และภูเขาหินไปได้

       -ทำพื้นแผ่นดินให้เป็นทะเลได้

       -ทำทะเลให้เป็นพื้นแผ่นดินได้

       -เหาะไปไหนก็ได้ตามใจนึก

       -ดำดินได้

       -ใช้มือลูบคลำดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ได้

       -ไปนรกสวรรค์และพรหมโลกได้    ฯลฯ

   ๒.ทิพพโสตญาณ      คือมีหูทิพย์

       -สามารถได้ยินเสียงพูดของมนุษย์  เทวดา อินทร์พรหม  สัตว์นรก  เปรต  อสุรกาย   สัตว์เดรัจฉานได้แม้จะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม แม้กระทั่งเสียงมดและเสียงปลวกเดินก็ได้ยิน 

   ๓.เจโตปริยญาณ       คือกำหนดรู้จิตใจของผู้อื่นว่าคิดอย่างไร
   ๔.ปุพเพนืวาสานุสสติญาณ      คือระลึกชาติได้ทั้งในอดีตและอนาคต
   ๕.ทิพพจักขุญาณ         คือมีตาทิพย์

       -สามารถมองเห็นการเกิด, การตาย, และการกระทำของมนุษย์   เทวดา   อินทร์พรหม  สัตว์นรก   เปรต   อสุรกาย  และสัตว์เดรัจฉานได้  สามารถมองเห็นพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ได้  มองเห็นสิ่งที่อยู่ในที่มืดและที่ลับ และสิ่งที่เล็กที่สุดที่อยู่ในระยะไกลๆได้

   ๖.อาสวักขยญาณ    คือรู้จกทำอาสวะกิเลสให้หมดสิ้นไป

             ฌาน   
ฌาน   แปลว่า "การเพ่ง"  คือเพ่งอารมณ์ที่เป็นสมถกรรมฐานจนใจแน่วแน่ถึงขั้นเป็นอัปปนาสมาธื
   ฌาน แบ่งออกเป็น  ๔  อย่าง   คือ:-
   ๑.ปฐมฌาน  
   ๒.ทุติยฌาน  
   ๓.ตติยฌาน  
   ๔.จตุตถฌาน
     ๑.ปฐมฌาน มีองค์ ๕ คือ:-
         ๑.๑ วิตก  คือความตรึก    การจดจ่ออยู่แต่ในการบริกรรมหรือการภาวนา เช่น พุทโธๆ แบบหนักแน่น
         ๑.๒ วิจาร คือความตรอง   การผ่อนคลายจากการวิตกข้างต้นลงได้ มีสติรู้บริกรรมได้แบบพริ้วไหวแผ่วเบา                  
         ๑.๓ ปิติ   คือความเอิบอิ่มใจที่เกิดขึ้น แสดงออกมาในลักษณะต่างๆ เช่น เห็นแสง กายสั่นโยกคอนเป็นต้น
         ๑.๔ สุข    คือความสุขกายสบายใจ  กายเบาใจเบาเหมือนปุยนุ่น ไม่รู้สึกเจ็บปวด กาย  มีกายละเอียดลมหายใจละเอียดกายหยาบหายไป
         ๑.๕เอกัคคตา   คือจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ แบบหนึ่งเดียว มีสติรู้อยู่เพียงลำพัง ไร้ซึ่งความคิดใดๆมารบกวน  ตกอยู่ในห่วงแห่งภวังคจิต
    ๒.ทุติยฌาน มีองค์ ๓ คือ:-
        ๒.๑ ปิติ    คือความเอิบอิ่มใจ 
        ๒.๒ สุข    คือความสุขกายสบายใจ 
        ๒.๓ เอกัคคตา   คือจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง   ได้แก่การที่เราสามารถละ วิตก, และวิจาร ลงได้ นั่นเอง กล่าวคือการที่เราชำนาญ พอนั่งสมาธิปุ๊ปก็สามารถเข้า ปิติสุข เอกัคคตา ได้ตามลำดับโดยไม่ต้องมานั่ง วิตก วิจารอีก
   ๓.ตติยฌาน มีองค์ ๒ คือ 
       ๓.๑ สุข
       ๓.๒ เอกัคคตา
   เพราะปิติสงบระงับไป ความสุขจึงมี จิตของผู้ปฏิบัติเยือกเย็นและสงบมากยิ่งขึ้น กล่าวคือการที่เราชำนาญ พอนั่งสมาธิปุ๊ปก็สามารถเข้าถึง สุข และเอกัคคตารมณ์ ได้ตามลำดับโดยไม่ต้องมานั่ง วิตก วิจารและปิติอีก ก้าวข้ามไปสุขได้โดยพริบตาเดียว  ความชำนาญแบบนี้เรียกว่า ตติยฌาน
   ๔.จตุตถฌาน มีองค์ ๒ คือ:-
       ๔.๑ อุเบกขา
       ๔.๒ เอกัคคตา
   แม้ความสุขจะหายไป  แต่ใจจะปรากฏเป็นอุเบกขาคือการวางเฉยเพิ่มเข้ามา ที่เรียกว่า เป็นอุเบกขาฌาน อันเป็นอาการของปัญญาปรากฏขึ้นภายในจิตพร้อมกับเอกัคคตา คือจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิไม่หวั่นไหว กล่าวคือการที่เราชำนาญพอนั่งสมาธิปุ๊ปก็สามารถเข้าถึง เอกัคคตารมณ์ ได้ทันทีโดยไม่ต้องมานั่งบริกรรม วิตก วิจาร ปิติและสุขอีก ก้าวข้ามไปเอกัคคตา ได้โดยในพริบตาเดียวความชำนาญแบบนี้เรียกว่า จตุตถฌาน
   -สรุปการทำให้ครบองค์ 5 คือ วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคตา  ได้ เรียกว่าเข้าถึง ปฐมฌาน
   -ความชำนาญสามารถละ วิตก วิจาร เข้าถึง ปิติ ได้ภายในพริบตาเดียวเรียกว่า ทุติยฌาน
   -ความชำนาญสามารถละ ปิติ เข้าถึงสุขได้ภายในพริบตาเดียวเรียกว่า ตติยฌาน
   -ความชำนาญสามารถละ สุข เข้าถึง เอกัคตา  ได้ภายในพริบตาเดียวเรียกว่า จตุตถฌาน  คือฌาน ๔
   -ฌานทั้ง  ๔ ประการนี้ เรียกว่า รูปฌาน หรือ  รูปสมาบัติ
   ส่วนใหญ่ชอบหลงกัน มักคิดว่าตนเองถึงณาน ๔ แล้ว ทั้งๆที่ยังเป็นแค่ ปฐมฌาน (มีองค์ ๕) วิตก,วิจาร,ปิติ,สุข,เอกัคคตา  ตราบใดยังนั่งบริกรรมมีองค์ ๕ อยู่ตราบนั้นก็ยังไม่ใช่ ณาน ๔ เพราะฌาน  ๔ ต้องมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา กับเอกัคคตากล่าวคือการที่เราชำนาญพอนั่งสมาธิปุ๊ปก็สามารถเข้าถึง เอกัคคตา ได้ทันทีนั่นแหละคือ จตุตถฌาน
      อรูปฌาน ๔     
   ฌานละเอียดชั่นสูง   คืออรูปฌาน ๔  หรือ  อรูปสมาบัติ ๔     ได้แก่
      ๑.อากาสานัญจายตนฌาน   คือถือเอาอากาศเป็นอารมณ์
      ๒.วิญญานัญจายตนฌาน   คือการถือเอาวิญญาณเป็นอารมณ์
      ๓.อากิจจัญจายตนฌาน   คือการถือเอาอาการแห่งความไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์
      ๔.เนวะสัญญานาสัญญายตนฌาน   คือการถือเอาอาการแห่งการมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เป็นอารมณ์
    รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ รวมเรียกว่าสมาบัติ ๘  ทำได้ก็สามารถ ทรงอภิญญา ๕ ได้
      นิโรธสมาบัติ
    นิโรธสมาบัติ  ท่านที่จะเข้านิโรธสมาบัติได้  ต้องเป็นพระอริยเจ้าขั้นต่ำตั้งแต่พระอนาคามี เป็นต้นไป  และเป็นพระอรหันต์เท่านั้น  และต้องได้สมาบัติแปดมาก่อน ตั้งแต่เป็นโลกียฌาน  และที่ได้สมาบัติแปดเป็นพระอริยะเจ้าต่ำกว่าพระอนาคามีก็เข้านิโรธสมาบัติไม่ได้  ต้องได้มรรคผลถึงอนาคามีเป็นอย่างต่ำจึงจะเข้าได้
     ผลของสมาบัติ
   สมาบัตินี้ นอกจากจะให้ผลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  ยังให้ผลแห่งการบำเพ็ญกุศล ต่อบุคคลที่ได้สมาบัติด้วย  พระก่อนบิณฑบาต  ตอนเช้าท่านสอนให้เคาะระฆังก็เพื่อให้พระวิจัยวิปัสสนาญาณ  และเข้าฌานสมาบัติ  เพื่อเป็นการสนองความดีของทายกทายิกาผู้สง เคราะห์ใส่บาตรในตอนเช้า    ผลของสมาบัติมีดังนี้
    ๑.นิโรธสมาบัติ  สมาบัตินี้ เข้าคราวหนึ่งใช้เวลาอย่างน้อย  ๗  วัน  อย่างสูงไม่เกิน  ๑๕วัน  ใครได้ทำบุญแก่ท่านที่ออกจากนิโรธสมาบัตินี้  จะได้ผลในวันนั้น  หมายความว่าคนจนก็จะได้เป็นเศรษฐีในวันนั้นเลยทีเดียว
    ๒.ผลสมาบัติ   เป็นสมาบัติเฉพาะพระอริยเจ้า  ท่านออกจากผลสมาบัติแล้วสมาบัตินี้เข้าออกได้ทุกวันและทุกเวลา ท่านที่ทำบุญแก่ท่านที่ออกจากผลสมาบัติ  ท่านผู้นั้นจะมีผลอันไพบูลย์ในความเป็นอยู่  คือมีฐานะไม่ฝืดเคือง มีฐานะมั่นคงดี
    ๓.ฌานสมาบัติ ท่านที่บำเพ็ญกุศลแก่ท่านที่ออกจากฌานสมาบัติ  จะทรงฐานะไว้ด้วยดี  ไม่ยากจนกว่าเดิม  มีแต่วันจะเจริญรุ่งเรืองงอกงามขึ้นเป็นลำดับ
       นิวรณ์ ๕
     สิ่งที่ทำให้บรรลุถึงฌานหรือสมาธิไม่ได้  เรียกว่า "นิวรณ์"
     นิวรณ์  แปลว่า "เครื่องกั้น" หมายถึงธรรมที่เป็นเครื่องปิดกั้นหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี ไม่เปิดโอกาสให้ทำความดี เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ปฏิบัติบรรลุธรรมไม่ได้หรือทำให้เลิกล้มความตั้งใจในการปฏิบัติธรรมไปเลย
     นิวรณ์มี ๕ อย่าง คือ:-
    ๑. กามฉันทะ    คือความพอใจ ติดใจ หลงใหลใฝ่ฝัน ในกามโลกีย์ทั้งปวง
    ๒. พยาบาท    คือความไม่พอใจ จากความไม่ได้สมดังปราถณาในโลกียะสมบัติทั้งปวง
    ๓. ถีนมิทธะ    คือความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ หมดอาลัยตายอยาก ไร้กำลังทั้งกายและใจ ไม่ฮึกเหิม
    ๔. อุทธัจจะกุกกุจจะ   คือความฟุ้งซ่าน ความไม่สงบนิ่งแห่งจิตใจ กระวนกระวายใจ
    ๕. วิจิกิจฉา   คือความไม่แน่ใจ ความลังเลใจ สงสัย กังวล กล้าๆกลัวๆ ใจไม่เต็มร้อย ไม่มั่นใจในธรรม
    ลำดับแห่งสมาธิ
   ๑.ขณิกสมาธิ           คือสมาธิชั่วคราว
   ๒.อุปจารสมาธิ         คือสมาธิแต่เพียงเฉียดๆฌาน เกือบจะแน่วแน่
   ๓.อัปปนาสมาธิ        คือสมาธิแน่วแน่ มี ๔  อย่าง  คือ:-
      ๓.๑ ปฐมฌาน        คือวิตก, วิจารณ์,ปิติ, สุข, เอกกัคคตา
      ๓.๒ ทุติยฌาน        คือปิติ , สุข, เอกัคคตา
      ๓.๓ ตติยะฌาน      คือ สุข,เอกัคคตา
      ๓.๔ จตุตถะฌาน    คืออุเบกขา,เอกัคคตา

    ตรงนี้อาจจะมีคำถามสอดแทรกขึ้นมาว่า "ที่ว่าพระมาลัยท่านไปนรกสวรรค์ได้นั้นมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่?"

     ข้าพเจ้าผู้เขียนตำราเล่มนี้ ขอตอบอย่างภาคภูมิใจว่า "มันเป็นเรื่องจริง"  เพราะการไปนรกสวรรค์ของพระมาลัยผู้เลิศด้วยฤทธิ์นั้นมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาเหมือนกับเราไปไร่ไปนาไปวันละกี่ครั้งก็ได้  ท่านผู้อ่านทั้งหลาย พระมาลัยนั้นท่านเป็นพระอรหันต์ที่ได้อภิญญา ๖ ที่เลิศด้วยฤทธิ์ และได้อภิญญา ๖ มีอานุภาพอย่างไรให้ไปอ่านดูในเรื่องของอภิญญา ๖ ในข้อที่ ๑ คืออิทธิวิธี การไปนรกสวรรค์ในสมัยพระพุทธเจ้านั้น พระอรหันต์ทั้งหลายท่านก็ไปได้แทบทุกองค์ที่ไปไม่ได้ก็มีแต่พระอรหันต์ที่เป็นสุขวิปัสสกะเท่านั้น  อย่างเช่นพระอรหันต์ชั้นผู้ใหญ่ ๘๐ รูป มีพระสารีบุตร  และพระมหาโมคคัลลานะเป็นต้น  ท่านก็ไปเป็นประจำ  พระมหาโมคคัลลานะนั้นรู้สึกว่าจะไปมากกว่าใครๆ  ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะบอกวิธีไปนรกสวรรค์ให้แก่ท่านผู้อ่านทั้งหลาย  ถ้าท่านทั้งหลายทำตามวิธีที่ข้าพเจ้าแนะนำพวกท่านทั้งหลายก็ไปได้เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ได้

          วิธีไปนรกสวรรค์

        ไปแบบสมถกรรมฐาน

   ๑.บำเพ็ญสมถกรรมฐานจนทำให้ปฐมฌานบังเกิดขึ้น

   ๒.เมื่อได้ปฐมฌานแล้วต้องทำปฐมฌานชวนะกุศลให้บังเกิดติดต่อกัน ๗ วัน  เพื่ออบรมจิตให้มีสมาธิกล้าแข็งขึ้นที่จะเป็นบาทในการฝึกหัด วสีภาวะ  ๕  ประการให้เกิดความชำนาญ ทุติฌาน  ตติยฌาน  และจตุตถฌานจึงจะบังเกิดมีขึ้นได้

   ๓.พระพุทธเจ้าตรัสว่า "เจโตอิทธิยา   วสีปัตโต  ผู้ปฏิบัติชำนาญในวสีทั้ง ๕ แล้ว  อิทธิฤทธิ์จะบังเกิดขึ้นได้ตามปราถนา"  วสีทั้ง ๕ นั้น  มีดังนี้

  วสี   แปลว่า "ความชำนาญ หรือ ความคล่องแคล่วในองค์ฌาน"   มี  ๕ อย่าง  คือ:-
     ๑. อาวัชชนะวสี      คือความชำนาญในการนึกถึงปฐมฌานได้ตามปราถนา
     ๒. สมาปัชชนะวสี    คือความชำนาญในการเข้าฌาน ได้แก่การทำให้ฌานจิตเกิดขึ้นได้ตามต้องการทุกเวลา
     ๓. อธิษฐานะวสี    คือความชำนาญในการทำให้ฌานจิตเกิดดับสืบต่อกันไป นาน  มากน้อย  ได้ตามต้องการ
     ๔. วุฎฐานะวสี     คือความชำนาญในการออกจากฌานเร็วหรือช้าได้ตามต้องการ
     ๕. ปัจจเวกขณะวสี    ความชำนาญในการนึกถึงองค์ฌานแต่ละองค์ได้ตามต้องการ

   วสีทั้ง  ๕  เหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากของฌานจะขาดเสียข้อใดข้อหนึ่งมิได้โดยเด็ดขาด

   เมื่อบำเพ็ญจิตจนได้ฌานแล้ว ก็ให้เข้าสู่ปฐมฌาน  ออกจากปฐมฌาน   แล้วเข้าสู่ทุติยฌาน   ออกจากทุติยฌาน    แล้วเข้าสู่ตติยฌาน   ออกจากตติยฌาน    แล้วเข้าสู่จตุตถฌาน   ออกจากจตุตถฌาน    ทำการอธิษฐานจิตเพื่อให้ไปในสถานที่ต้องการ  แล้วเข้าสู่จตุตถฌาน   ออกจากจตุตถฌาน แล้วกระทำอิทธิฤทธิ์เหาะไปได้   เมื่อชำนาญในวสีทั้ง ๕  แล้ว อภิญญาชวนะจิตก็จะบังเกิดเป็นอิทธิฤทธิ์พาสรีระร่างกายเหาะไปในที่ต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นนรกสวรรค์และพรหมโลกก็ไปได้ทั้งนั้นด้วยอำนาจกำลังของอภิญญานุภาพ

    -เทวดาและพรหม  เหาะไปได้ด้วยอำนาจของปุญญานุภาพ

    -มนุษย์ผู้ได้ฌานอภิญญาสมาบัติ  ก็เหาะไปได้ด้วยอำนาจของ  ฌานอภิญญาสมบัติ  ผู้ได้ฌาน อภิญญา สมาบัติ สามารถไปนรก  สวรรค์  และพรหมโลกได้

     -มนุษย์ผู้สำเร็จปรอทกายสิทธิ์  ก็เหาะไปได้ด้วยอำนาจของปรอทกายสิทธิ์   ผู้สำเร็จปรอทกายสิทธิ์จะไปนรกสวรรค์มิได้

    -มนุษย์ผู้สร้างเครื่องบินและจรวดสำเร็จ  ก็เหาะไปได้ด้วยเครื่องบินและจรวด  เครื่องบินและจรวดจะไปนรกสวรรค์ไม่ได้

    -สัตว์มีปีกทั้งหลายก็บินไปได้ด้วยปีก

           ไปแบบวิปัสสนากรรมฐาน

        อภิญญา ๖ จากอานาปานุสติ จะบังเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีดังนี้
   ๑.ในชาติก่อนๆต้องได้ อภิญญา ๕ มาก่อนแล้ว
   ๒.ในชาติที่จะได้อภิญญา ๖ ก่อนที่จะเป็นพระอรหันต์ ต้องได้ฌาณ ๔ จากอานาปานุสติมาก่อน เพื่อให้อภิญญา ๕ ที่เคยได้ในชาติที่แล้วกลับคืนมา (ที่จริงแล้วฌาณ ๔ จากกรรมฐานกองไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องอานาปานุสติ)
   ๓.เป็นพระอรหันต์ จะได้อาสวักขญาณ มาเป็นตัวที่ ๖ เรียกว่าอภิญญา ๖   ถ้าไม่เคยฝึกมาในชาติก่อนๆ แล้ว  อยากได้อภิญญา ๖ ในชาตินี้ ต้องฝึกอภิญญา ๕  ใหม่หมด และอภิญญา ๕ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากอานาปานุสติด้วย ต้องไปฝึกกรรมฐานกองอื่นๆ เช่น กสิณ ๑๐ เป็นต้น
   เนื่องจากอภิญญาส่วนใหญ่จะฝึกได้ต้องมีพื้นฐานคือกสิณ ๑๐ มาก่อน  หลังจากได้อภิญญา ๕ แล้ว ค่อยยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐานตัดกิเลสให้หมด เป็นพระอรหันต์ก็จะได้อภิญญา ๖
   อภิญญามี ๖ ได้แก่...
  ๑. อิทธิวิธิ       แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
  ๒. ทิพพโสต    หูทิพย์
  ๓. เจโตปริยญาณ    ทายใจคนอื่นได้
  ๔. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ    ระลึกชาติได้
  ๕. ทิพพจักขุ   ตาทิพย์
  ๖. อาสวักขยญาณ    ทำให้อาสวะกิเลสให้สิ้นไป
   อานาปานสติแบบที่พระพุทธเจ้าให้ฝึกจริงๆแล้ว สมัยนี้หาคนฝึกได้ยากมาก  โดยมากจะเพ่งจิตจับลมหายใจเข้าออก กระทั่งลมละเอียดหรือเลือนหายไป  น้อยคนจะหายไปจริงๆแบบที่เข้าถึงฌาน ๔
   อานาปานสติแบบพระพุทธเจ้านั้นมีทั้งสมถะและวิปัสสนาอยู่ในตัวและพระองค์รับรองว่าอานิสงส์ของเจริญอานาปานสตินั้น โลกียอภิญญาจะสามารถเกิดขึ้นได้ (อภิญญาชนิดที่ ๑ ถึง ๕)  โลกุตตรอภิญญาก็สามารถหวังได้เช่นกัน (อภิญญาชนิดที่ ๖)
   อภิญญาจะไม่เกิดระหว่างฝึกอานาปานสติ เพราะฉะนั้นไม่มีช่วงไหนจังหวะใดของผู้เริ่มฝึกรู้ลมหายใจเข้าออก ที่จะให้ได้อภิญญา  ต่อเมื่อผู้ฝึกรู้ลมหายใจจนจิตอยู่ในสภาพผู้รู้เมื่อนั้นอาจจะได้อภิญญาขึ้นมาตามวาสนาบารมีก็ได้ เพราะอภิญญานั้นแปลว่า "ความรู้อันยิ่ง"
  เมื่อจิตอยู่กับลมหายใจได้เสมอๆทั้งวัน จะมีความรู้ ความเห็นภายในขึ้นมาแน่นอนอันดับแรกคือนิมิตสายลมหายใจอันเกิดจากการเฝ้ารู้ผัสสะคือลมนั่นเองจากนั้น ถ้าหากจิตไม่น้อมมาพิจารณาไตรลักษณ์ของลมหายใจไม่น้อมมาพิจารณาไตรลักษณ์ของสุขเวทนา ทุกขเวทนา  โดยมากมักเกิดสัมผัสที่ละเอียด เช่นกินข้าวอร่อยขึ้น ฟังคนพูดรู้เรื่องมากขึ้น ตลอดจนกระทั่งทราบชัดว่า ใครหายใจอ่อน ใครหายใจแรงและในลมหายใจของแต่ละคนจะเป็นตัวบอก ว่าจิตของเขากำลังหยาบหรือละเอียดเมื่อรู้มากๆเข้าก็กลายเป็นการเห็นทะลุทะลวงไปถึงความรู้สึกนึกคิดเป็นขณะๆของเขา  ฉะนั้นอานาปานสติจึงมีของแถมเป็นเจโตปริยญาณเป็นอันดับต้นๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ไม่จำเป็นต้องถึงฌาน เอาแค่ขณิกสมาธิแบบเข้มแข็ง จิตมีความเป็นกลาง รู้ลมหายใจชัด ก็ได้กันแล้ว แต่จะเป็นเจโตแบบตื้นๆ รู้เฉพาะคนที่มีจิตหยาบกว่าเท่านั้น
   อันดับต่อมาที่มักได้กันไม่ยากคือทิพพจักขุสามารถเห็นอะไรที่ตาเปล่าไม่เห็น เช่นคลื่นพลังของมนุษย์ ราศีมนุษย์ ซึ่งเมื่อเห็นบ่อยๆก็จะพลอยทำให้เห็นวิญญาณต่างๆในชั้นหยาบ หรือไม่ก็เป็นอดีตและอนาคตที่ใกล้ๆ และเป็นเรื่องใกล้ตัว อภิญญาอื่นๆนั้น ถ้าไม่ได้ฌาน ๔ ก็สำเร็จยาก เพราะต้องใช้กำลังอย่างสูง ต้องใช้ความเพียรกันนานกว่าจะระลึกได้หรือทำได้  ส่วนมากที่ระลึกชาติได้จะเป็นของหลอกมากกว่าของจริงประเภทอยู่ๆก็มีนิมิตโผล่มาบอกว่าเป็นนั่นเป็นนี่ และมักจะเป็นคนสำคัญๆ ของหลอกไม่ค่อยบอกว่าเราเป็นหมูเป็นหมากาไก่ จะเอาเฉพาะดีๆที่กิเลสของเราชอบมาบอก 
   ส่วนอภิญญาชนิดที่ ๖ ซึ่งมีคุณค่าสูงสุดนั้น ก่อนจะได้มา ก็ต้องผ่านขั้นหนึ่ง สอง สามเสียก่อนซึ่งสำหรับขั้นหนึ่งกับสองนั้น ไม่ต้องมีสมาธิเข้มแข็งขนาดใหญ่เอาแค่ทรงจิตให้ตั้งมั่น เป็นผู้มีสติรู้ปัจจุบันธรรมไปเรื่อยๆว่าเกิดขึ้นแล้วต้องดับลงไปเป็นธรรมดา ไม่ว่าสุข ทุกข์ เฉย ชอบ ชัง  นับว่าเป็นการนำเอาอานาปานสติมาใช้ทำมากกว่าอย่างอื่น เพราะ...
  ๑. อาปานสติ ง่ายกว่าเมื่อขวนขวายอภิญญาชนิดอื่น ถ้ารู้จริง
  ๒. อาปานสติ ประสพความสำเร็จได้เร็วภายใน ๗ วันเป็นอย่างเร็ว  ๗ เดือนเป็นอย่างกลาง และ ๗ ปีเป็นอย่างช้า  ต่างจากอภิญญาชนิดอื่น ที่พยายามมาทั้งชาติก็อาจจะไม่สำเร็จ เพราะต้องอาศัยปัจจัยนานาชนิด
  ๓. อาปานสติ เมื่อสำเร็จแล้ว จะเป็นอภิญญาชนิดเดียวที่ไม่กลับไม่เปลี่ยนต่างจากชนิดอื่น ที่ต้องเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนเล่า วนเวียนไปมาอย่างไม่รู้จบ

   พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายไปโลกอื่นด้วยฌาน อภิญญา และสมาบัติ โดยไม่ต้องเสียเงิน

   นักวิทยาศาสตร์ไปโลกอื่นด้วยยานอวกาศลงทุนมากเสียเงินมากแต่ก็จะไปไม่ถึงเทวโลกและพรหมโลก  ไปถึงได้แค่ดวงจันทร์และดวงดาวต่างๆเท่านั้น

   ข้อมูลเกี่ยวการไปนรกสวรรค์ที่ข้าพเจ้าได้นำมาแสดงให้ดูนี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายหายสงสัยเกี่ยวกับการไปนรกสวรรค์ของพระมาลัยผู้เป็นพระอรหันต์ที่เลืศด้วยอิทธิฤทธิ์

   พระมาลัยเมื่อท่านได้ดอกบัวแล้วท่านคิดว่าควรจะเอาดอกบัว  ๘  ดอกเหล่านี้  ไปบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีเจดีย์ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์จึงจะได้บุญมาก  ท่านก็เข้าปฐมฌาน  ออกจากปฐมฌาน   แล้วเข้าสู่ทุติยฌาน   ออกจากทุติยฌาน   แล้วเข้าสู่ตติยฌาน   ออกจากตติยฌาน    แล้วเข้าสู่จตุตถฌาน   ออกจากจตุตถฌาน   แล้วทำการอธิษฐานจิตเพื่อจะไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กลับเข้าสู่จตุตถฌาน   ออกจากจตุตถฌาน   ทำอิทธิฤทธิ์เหาะไปได้เลย  เมื่อไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้วท่านก็นำเอาดอกบัว ๘ ดอกไปบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี  วันที่ท่านนำดอกบัวไปบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีนั้นเป็นวันพระขึ้น ๘ ค่ำพอดี  เพราะฉะนั้นวันนั้นจึงมีเทวดามาบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีเป็นจำนวนมาก  

              พระธาตุเกศแก้วจุฬามณี

    

    พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีเป็นเจดีย์ทรงฐานใหญ่  ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของนครไตรตรึงษ์  ตั้งแต่ฐานเจดีย์ถึงกลางเจดีย์สร้างด้วยแก้วอินทนิล