๒.กฐินสามัคคี

                                 กฐิน

            
     ไตรจีวร คือ ผ้า ๓ ผืน คนไทยนิยมเรียกสั้นๆ ว่า "ผ้าไตร"  ผ้าไตรคือผ้าที่สงฆ์ใช้สอย แบ่งออกเป็น 3 ผืน  คือ:-
       ๑.ผ้าสังฆาฏิ    คือผ้าพาดบ่า
      ๒.ผ้าอุตราสงค์   คือผ้าจีวรที่พระใช้ห่ม
      ๓.ผ้าอันตรวาสก   คือผ้าสบงที่พระใช้นุ่ง
   และนิยมเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า "ผ้กาสาวะพัตร  คือผ้าที่ยอมด้วยน้ำฝาด  ๖   อย่างตามที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตมีดอกกัณณิการ์เป็นต้น
   ไตรจีวรเป็นเครื่องอัฏฐบริการบริขารที่จำเป็นมากที่พระสงฆืจะได้ใช้ลอย   ผู้ใดเคยถวายผ้ากฐินหรือไตรจีวร  เมื่อบรรลุพระอรหันต์ในเพศคฤหัสถ์
ก็จะมีผ้าไตรจีวรและบาตรล่องลอยมาในอากาศ มาวางอยู่ตรงหน้าให้นุ่งห่มได้เลย   ข้อนี้ก็แสดงให้เห็นว่าผู้นั้นในอดีตชาติเขาเคยถวายผ้ากฐินหรือ
ผ้าไตรจีวรและบาตรเอาไว้   แต่ถ้าเราไม่เคยถวายผ้ากฐินหรือบาตรและไตรจีวรเอาไว้ในอดีตชาติ  ก็จะไม่มีผ้าไตรจีวรและบาตรล่องลอยมาในอากาศให้
แก่เราในเวลาที่เราบรรลุเป็นอรหันต์  ตัวอย่างเช่นในเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงออกบวช
    พอจวนเวลาใกล้รุ่ง เจ้าชายสิทธัตถะ  ก็เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำอโนมานที ก็ทรงขับม้ากัณฐกะกระโจนข้ามแม่น้ำไปโดยสวัสดี เมื่อทรงทราบว่าพ้นเขตเมือง
กบิลพัสดุ์แล้ว ก็เสด็จลงจากหลังม้ากัณฐกะ ประทับนั่งเหนือหาดทรายอันขาวสะอาด รับสั่งแก่นายฉันนะว่า เราจักบรรพชาถือเพศเป็นบรรพชิตใน
ที่นี้ท่านจงเอาเครื่องประดับของเรากับม้าลับพระกรุงกบิลพัสดุ์เถิด
    ครั้นตรัสฉะนี้แล้วก็ทรงเปลื้องเครื่องประดับสำหรับขัตติยราชทั้งหมดมอบให้แก่นายฉันนะ ตั้งพระทัยปรารถนาจะทรงบรรพชา จึงทรงดำริว่า
ผมของเรานี้ ไม่เหมาะแก่สมณเพศ จึงทรงจับพระโมลีคือมวยผมด้วยพระหัตถ์ซ้ายคือมือซ้าย  พระหัตถ์ขวาคือมือขวาทรงจับพระขรรค์ แล้วทรง
ตัดผมให้ขาด  ทรงอธิษฐานว่า ถ้าตัวข้าพเจ้าจะได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณขอให้ผมข้าพเจ้าลอยอยู่ในอากาศ  แต่ถ้าข้าพเจ้าไม่สามารถบรรลุ
พระสัมมาสัมโพธิญาณได้ก็ขอให้ผมทั้งหลาย  จงตกลงมายังพื้นดินเถิด  เมื่อทรงอธิษฐานดังนี้แล้วก็ทรงขว้างผมขึ้นไปในอากาศ  ปรากฏว่าพระเกสา
แม้แต่เส้นเดียวก็มิได้หล่นลงมายังพื้นดินเลย   ท้าวสักกะเทวราช หรือ ที่เราจักรู้จักท่านว่าพระอินทร์  ก็เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้วทรงเอา
ผอบแก้วมารองรับพระเกสาไว้ แล้วทรงนำไปบรรจุไว้ที่พระธาตุเกศแก้วจุฬามณี ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จนกระทั่งทุกวันนี้
    ขณะนั้น ฆฏิการพรหม ก็น้อมนำเอาผ้าไตรจีวรและบาตร จากพรหมโลกเข้าไปถวายแด่พระสิทธัตถะราชกุมาร  พระองค์ก็ทรงรับเอาผ้าไตรจีวร
จากมือของฆฏิการพรหม  แล้วทรงนุ่งห่มผ้ากาสาวพัตรอันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ แล้วทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตคือเป็นพระและทรงมอบผ้า
ของคฤหัสถ์ที่เหลือแก่ฆฏิกการพรหม     ฆฏิการพรหมก็ได้นำเอาผ้าแห่เพศคฤหัสถ์ไปบรรจุไว้ใน "ทุสสะเจดีย์"  ที่อยู่บนพรหมโลก จนกระทั่ง
ทุกวันนี้ 
    จนต่อมาพระพุทธเจ้าได้ทอดพระเนตรนาของชาวมคธ จึงทรงดำริให้ตัดผ้าจีวร เป็นสี่เหลี่ยมผืนเล็กๆ มาต่อกัน จึงมีลักษณะเป็นผ้าที่เศร้าหมอง
คือผู้อื่นมักไม่ต้องการไปตัดเย็บอีก เหมาะสมกับสมณะ ผ้าสี่เหลี่ยมผืนเล็กๆ ที่เย็บต่อกันนั้น ปรากฏลวดลายเป็นลายคันนา ออกแบบโดย
พระอานนท์ ดังปรากฏข้อความในพระวินัยปิฎก ว่า
"อานนท์ เธอเห็นนาของชาวมคธ ซึ่งเขาพูนดินขึ้นเป็นคันนาสี่เหลี่ยม พูนคันนายาวทั้งด้านยาวและด้านกว้าง พูนคันนาคั่นในระหว่างๆ ด้วยคันนา
สั้นๆ พูนคันนาเชื่อมกันทาง 4 แพร่ง ตามที่ซึ่ง คันนากับคันนา ผ่านตัดกันไปหรือไม่? ... เธอสามารถแต่งจีวรของภิกษุทั้งหลาย ให้มีรูปอย่างนั้น
ได้หรือไม่?"
   พระอานนท์ตอบว่า "สามารถ พระพุทธเจ้าข้า."
   ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ทักขิณาคิรีชนบทตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จ กลับมาพระนครราชคฤห์อีก ครั้งนั้นท่านพระอานนท์
แต่งจีวรสำหรับภิกษุหลายรูป ครั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคได้กราบทูลว่า "ขอพระผู้มีพระภาคจงทอดพระเนตรจีวรที่ข้าพระพุทธเจ้าแต่งแล้ว
พระพุทธเจ้าข้า."
   ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
"ภิกษุทั้งหลาย อานนท์เป็นคนฉลาด อานนท์ได้ซาบซึ้ง ถึงเนื้อความแห่งถ้อยคำที่เรากล่าวย่อได้โดยกว้างขวาง ...จีวรจักเป็นผ้าที่ตัดแล้ว
เศร้าหมองด้วยศัสตรา สมควรแก่สมณะ และพวกศัตรูไม่ต้องการ"
     หลังจากพระอานนท์ถวายจีวรที่ตัดแต่งแล้ว ให้ทอดพระเนตร พระพุทธองค์ทรงพอพระทัย และอนุญาตให้ใช้ ผ้า 3 ผืน คือ สังฆาฏิชั้นเดียว
จีวร และสบง
ต่อมาทรงอนุญาต ไตรจีวร คือ ผ้าสังฆาฏิสองชั้น จีวร และสบง ทั้งนี้เพื่อให้พระสงฆ์ ใช้ป้องกันความหนาวเย็น และรับสั่งว่า ภิกษุไม่พึงมีจีวรมาก
กว่านี้ (รูปใดมีมากกว่านี้ เป็นอาบัติ)
อติเรกจีวร คือ จีวรที่มีเกินกว่าผ้าที่อธิษฐานเป็นไตรจีวร ตามพระวินัย ภิกษุสามารถเก็บไว้ได้ไม่เกิน 10 วัน และสามารถทำเป็น วิกัปอติเรกจีวร คือ
ทำให้เป็นจีวรที่มี 2 เจ้าของ เพื่อจะได้ไม่ต้องอาบัติ เพราะเก็บไว้เกินกำหนด
ความเป็นมาของเรื่องอติเรกจีวรนี้ เนื่องจากมีผู้ถวายจีวรแก่พระอานนท์ แล้วท่านประสงค์จะเก็บไว้ ถวายพระสารีบุตร ซึ่งขณะนั้นอยู่ต่างเมือง
ประมาณ 10 วัน จึงจะเดินทางมาถึง พระอานนท์ได้เข้าไป ทูลถามพระพุทธองค์ว่า จะปฏิบัติอย่างไร กับอติเรกจีวรดี จึงทรงมีพุทธบัญญัติ ให้เก็บ
รักษาอติเรกจีวร ไว้ได้ไม่เกิน 10 วัน
     สมัยต่อมา มีจีวรหลายประเภทเกิดขึ้น ภิกษุทั้งหลายไม่แน่ใจว่า จีวรชนิดใดที่ทรงอนุญาต จึงกราบทูลเรื่องนั้นต่อพระศาสดา พระพุทธองค์ทรง
อนุญาตจีวร 6 ชนิด คือ
จีวรทำด้วยเปลือกไม้
ทำด้วยฝ้าย
ทำด้วยไหม
ทำด้วยขนสัตว์
ทำด้วยป่าน
ทำด้วยของเจือกัน
  ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค 2 บันทึกว่า แต่เดิมนั้นพระภิกษุย้อมสีจีวรต่างกันไป พระโคตมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า[1]
"ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำย้อม 6 อย่าง คือ น้ำย้อมเกิดแต่รากหรือเหง้า 1 น้ำย้อมเกิดแต่ต้นไม้ 1 น้ำย้อมเกิดแต่เปลือกไม้ 1 น้ำย้อมเกิดแต่ใบ
ไม้ 1 น้ำย้อมเกิดแต่ดอกไม้ 1 น้ำย้อมเกิดแต่ผลไม้ 1"
  ส่วนสีที่ทรงห้ามมี 7 สี คือ สีเขียวครามเหมือนดอกผักตบชวา, สีเหลืองเหมือนดอกกรรณิการ์, สีแดงเหมือนชบา, สีหงสบาท (สีแดงกับเหลือง
ปนกัน), สีดำเหมือนลูกประคำดีควาย, สีแดงเข้มเหมือนหลังตะขาบ และสีแดงกลายแดงผสมคล้ายใบไม้แก่ใกล้ร่วงเหมือนสีดอกบัว[2]
บางแห่งระบุว่า สีต้องห้าม คือ สีดำ สีคราม สีเหลือง สีแดง สีบานเย็น สีแสด และสีชมพู
    การครองจีวร หรือ กาสาวะในช่วงพุทธศาสนายุคแรก หรือในยุคที่พุทธศาสนายังรุ่งเรืองในอินเดีย (Indian Buddhism) มีความแตกต่างหลาก
หลายไปตามคณะนิกายต่างๆ ความแตกต่างนี้ไม่เพียงสื่อถึงสำนักนิกายในสังกัดเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงความแตกต่างในพระวินัยอีกด้วย ระหว่างปี
ค.ศ. 148 - 170 อันซื่อเกา (???) พระภิกษุชาวปาร์เตีย (Parthia) จาริกมาถึงแผ่นดินจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่น เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ท่าน ได้แปลปกรณ์วิเศษเกี่ยวกับการครองผ้า และสีสันจีวรของ 5 นิกายหลักของพุทธศาสนาในอินเดีย ปกรณ์วิเศษที่ว่านี้มีชื่อว่า "มหาภิกษุ
เสขิยวัตร 3,000 ประการ" (???????) อีกปกรณ์ที่พรรณนาถึงการครองผ้าและสีจีวรในลักษณะเดียวกันคือคัมภีร์ศาริปุตร
ปริปฤจฉา ข้อแตกต่างระหว่าง 2 คัมภีร์ก็คือ สีจีวรของนิกายสรวาสติวาทกับนิกายธรรมคุปตกะสลับกัน
    กาสาวะในจีน พุทธจักรในจีน เรียกจีวร หรือผ้ากาสาวะว่า "เจียซา" (??) ในสำเนียงมาตรฐานปัจจุบัน แต่ในสำเนียงจีนโบราณออกเสียงว่า
"เกียซา" หรือ "กาซา" ในช่วงแรกที่พุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่แผ่นดินจีนนั้น พระภิกษุครองจีวรสีแดงเป็นหลัก แต่ต่อมาคณะนิกายมีความแตกต่าง
หลากหมายมากขึ้นสีสันจึงมีความแตกต่างมากขึ้น ดังเช่นคณะนิกายในอินเดีย อย่างไรก็ตาม ในกรณีของจีนนั้น สีของกาสาวะมักแตกต่างกันโดย
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ต่างๆ เป็นสำคัญ มากกว่าที่จะใช้แยกแยะความแตกต่างระหว่างคณะนิกาย โดยในแถบเจียงหนาน ทาง
ภาคใต้ มักครองสีดำเข้ม ขณะที่แถบไคเฟิง ทางภาคกลางมักครองสีกรัก เป็นต้น
  ในเวลาต่อมาสายการอุปสมบทในจีนเหลือเพียงสายที่อิงกับพระวินัยของนิกายธรรมคุปตกะเท่านั้น ดังนั้นความแตกต่างระหว่างสีกาสาวะกับคณะ
นิกายจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป โดยเหตุนี้ในสมัยราชวงศ์ถังเป็นต้นมา พระภิกษุในจีนมักครองกาสาวะสีเทาเหลือบดำ ผู้คนจึงเรียกพระภิกษุว่า
"จืออี" (??) หรือผู้ห่มผ้าดำ ซึ่งเป็นสีกาสาวะของนิกายธรรมคุปตกะนั่นเอง
นอกจากสีดำแล้ว ในสมัยราชวงศ์ถังยังมีธรรมเนียมการถวายจีวรสีม่วงให้กับพระภิกษุสงฆ์ผู้ประกอบด้วยคุณงามความดีอันยอดยิ่ง โดยธรรมเนียม
นี้มีที่มาจากตำนานเล่าขานเกี่ยวกับพระศาณะวาสิน ศิษย์ของพระอานนท์ ที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับจีวร ต่อมาในแผ่นดินจีนมีเรื่องราวคล้ายคลึงกัน
โดยพระภิกษุรุปหนึ่ง นามว่า ฮุ่ยเหลิง (??) ถือกำเนิดมาพร้อมกับจีวรเช่นกัน แต่เป็นจีวรสีม่วง ประจวบเหมาะกับสีม่วงเป็นสีเครื่องแบบของ
ขุนนางชั้นสูง ด้วยเหตุนี้ ตามธรรมเนียมจีนกาสาวะม่วงจึงไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของการเกิดมาเพื่อดดำรงสมณะเพศแต่กำเนิดเท่านั้น ยังหมาย
ถึงสมณะผู้มีคุณงามความดีความอันโดดเด่นด้วย ซึ่งการถวายจีวรสีม่วงแก่พระเถระ เกิดขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยของพระนางเจ้าอู๋เจ๋อเทียน หรือ
พระนางบูเช็กเทียน ในสมัยราชวงศ์ถัง
   อย่างไรก็ตาม พระภิกษุที่เคร่งครัดในสมัยราชวงศ์ถังไม่ยินดีนักกับการครองกาสาวะม่วง อันเป็นสัญลักษณ์ที่ยังข้องอยู่กับทางโลก กระนั้นก็ตาม
เมื่อถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง ทางการขาดแคลนรายได้อย่างหนัก ถึงกับประกาศขายกาสาวะสีม่วง (หรือนัยหนึ่งคือสมณะศักดิ์) แก่พระภิกษุ หรือผู้ที่
ปรารถนาจะซื้อแล้วถวายแก่พระภิกษุ ตราบนั้นเป็นต้นมา กาสาวะสีม่วงจึงกลายเป็นสัญญลักษณ์ของความเสื่อมโทรมของพุทธจักร
  กาสาวะในเกาหลี พุทธจักรในเกาหลีเรียกจีวรว่า กาซา หรือ คาซา (อักษรฮันจา ?? อักษรฮันกึล ??) นับตั้งแต่พุทธศาสนาเผยแพร่เข้าสู่คาบส
มุทรเกาหลี การครองจีวรส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากจีน ซึ่งแตกต่างไปตามนานานิกาย อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ราชวงศ์โชซอน (1392–1910) เป็น
ต้นมา ภิกษุส่วนใหญ่ครองกาสาวะสีเทาครองสังฆาติสีแดง ต่อมาหลังการปฏิรูปพุทธศาสนาครั้งใหญ่ระหว่างปี 1947 - 1962 พุทธจักรในเกาหลี
แยกเป็น 2 นิกาย คือนิกายแทโก (อักษรฮันจา ??? อักษรฮันกึล ???) ซึ่งครองอุตราสงค์สีเทา หรือสีน้ำเงิน สังฆาฏิสีแดง ขณะที่นิกาย
โชเก (อักษรฮันจา ??? อักษรฮันกึล ???) ครองอุตราสงค์สีเทา หรือสีน้ำเงิน สังฆาฏิสีกรัก
   กาสาวะในญี่ปุ่น พุทธจักรในญี่ปุ่นเรียกกาสาวะว่า เกสะ (??) นับแต่พุทธศาสนาเผยแพร่เข้าสู่ดินแดนนี้ ลักษณะการครองและสีสันของผ้าแตก
ต่างกันไปตามนิกายที่มีอยู่หลากหลาย อีกทั้งยังมีการจำแนกแยกย่อยกาสาวะตามคุณลักษณะการใช้งาน เช่นการครองผ้าตามวัตรปฏิบัติในชีวิต
ประจำวัน และการครองผ้าสำหรับงานพิธีกรรม อย่างน้อยมีการแบ่งกาสาวะตามลักษณะต่างๆ ดังที่ว่านี้ ด้วยชื่อเรียกถึง 20 ชื่อ นอกจากนี้ ยังมี
"วะเกสะ" หรือกาสาวะครึ่งแบบ และ "ฮังเกสะ" หรือกาสาวะเล็ก สำหรับอุบาสกผู้รับศีล
   อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่แล้วมักครองผ้าสีดำหรือสีเทาในยามปกติ นอกจากนี้ ยังรับธรรมเนียมการถวายกาสาวะสีม่วง
จากสมัยราชวงศ์ถังมาด้วย แต่ธรรมเนียมนี้ถูกยกเลิกไปในศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยโชกุนตระกูลโทะกุงะวะ การประกาศยกเลิกธรรมเนียมยังผลให้
พระจักพรรดิทรงขัดเคืองพระทัยอย่างหนัก ถึงกับทรงสละราชสมบัติ เมื่อพระราชาคณะชั้นสูงประท้วงคำสั่งและไม่กระทำการตามประกาศ ภายหลัง
เหตุการณ์ที่เป็นข้อขัดแย้งสิ้นสุด พระภิกษุส่วนหนึ่งได้ถูกทางการเนรเทศ
   กาสาวะในเวียดนาม พุทธจักรในเวียดนามครองกาสาวะ หรือ กาสะ (c?-sa) ใกล้เคียงกับในจีน มีสีเหลือง สีส้ม สีกรัก สีแดง
กาสาวะในทิเบต พุทธจักรในทิเบตถือตามพระวินัยของนิกายมูลสรวาสติวาท กาสาวะส่วนใหญ่ของคณะนิกายต่างๆ ในทิเบตจึงมีสีแดงตามนิกายมูล
สรวาสติวาท แต่ส่วนประกอบอื่นๆ มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปตามแต่ละนิกาย
    
       ในสมัยพุทธกาลนั้นพระภิกษุใช้ผ้าจีวร
สีอะไร และพระพุทธองค์ครองผ้ากาสาวพัตร สีอะไร
สมัยโบราณพระนำเปลือกไม้มาทำการย้อมผ้าจีวร ผ้าจีวรจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ผ้าย้อมฝาด ดังนั้นสีก็น่าจะแตกต่างกันออกไปตามเปลือกไม้ที่นำมาผสม
และนำมาใช้ย้อม ไม่น่าจะมีสีมาตรฐาน แต่พระพุทธองค์ก็วางหลักเกณฑ์เอาไว้แล้วว่า สัอะไรบ้างที่พระภิกษุใช้ได้บ้าง
   สำหรับปัจจุบัน การทำผ้าจีวรไม่มีการใช้เปลือกไม้มาย้อมผ้าแล้ว แต่ใช้สึย้อมผ้าแทน ดังนั้น ผ้าสีจีวรจึงมีไม่กี่สี ไม่ค่อยหลากหลาย ผมคิดว่า สมัย
โบราณสีจีวรน่าจะหลากหลาย มีความเข้ม แก่ อ่อน หลากหลายมากกว่าปัจจุบันนะครับ
   เรื่องจีวรนั้นผมพอทราบมาบ้างว่า ในสมัยพุทธกาลนั้น จีวรจะได้มาจากการชักบังสุกุลจากซากศพซะโดยส่วนมาก และจากญาติโยมที่มาถวายอีก
ส่วนหนึ่ง ช่วงแรกๆผ้าสบงจีวร ยังเป็นผืนผ้าที่ไม่มีการตัดต่อเหมือนอย่างที่เห็น คือจะเป็นแบบทั้งผืนเลย ต่อมามีพวกโจร  ๕๐๐ โขมย และ
พวกโจรมาโขมยมาจี้เอาจีวรพระไป เนื่องจากผ้าสมัยนั้นหายากมีราคาแพง พระพุทธองค์จึงมอบหมายให้พระอานนท์ ไปออกแบบมาใหม่โดยทำเป็น
แบบคันนา แต่ภาษาพระเขาเรียกว่า ขันฑ์ นั่นคือที่มาแบบย่อๆนะครับ เรื่องราวมีมากกว่านี้ ส่วนเรื่องการย้อมสีนั้นเมื่อก่อนจะใช้ แก่นของต้นขนุน เมื่อย้อมแล้ว
จะออกสีกลัก ไม่มีกลิ่นเหม็นแต่จะมีกลิ่นของแก่นขนุนหอมดีเหมือนกัน แถมดูดีด้วย ปัจจุบันก็ยังมีบางวัดที่ยังใช้อยู่ แต่ส่วนมากจะเป็นวัดป่าที่
เคร่งๆ ส่วนวัดในเมืองจะใช้สีกระป๋องเพราะสะดวก อีกส่วนนึงจะใช้จีวรสำเร็จแล้วคือทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนตอนผมบวชนั้น ผมต้องเย็บ จีวร
สบง อังสะ สังฆาติเอง แล้วย้อมเองวัดไม่ให้ซื้อ บาตรเหล็กต้องบ่มไฟเองทั้งคืน ขาบาตรก็ต้องทำเอง ต้องทำเกือบจะทุกอย่างนะครับ กว่าผมจะบวช
ได้ต้องอยู่เป็น นาค ตั้ง 4 เดือน เดี๋ยวนี้จำไม่ค่อยได้แล้วว่า จีวรผืนนึงจะต้องใช้กี่ ขันฑ์ เพราะจีวรจะมี 5ขันฑ์ 7ขันฑ์ 9ขันฑ์ เมื่อก่อนจำได้ว่าจีวร
ผืนนึงของพระพุทธองค์มี ขันฑ์ ทั้งหมด 15 ขันฑ์(ถ้าจำไม่ผิดนะ) ซึ่งต้องบอกว่ายาวและใหญ่มาก ขนาดจีวร 9 ขันฑ์ยังไม่ค่อยจะมีใครห่มกันเลย
ก็ลองหาข้อมูลดูนะครับ ผิดพลาดก็ขออภัยด้วยเพราะผมสึกมานานแล้ว
   อืม ผมได้ยินมาว่าจีวรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นจีวรทิพย์ ที่เกิดด้วยบุญบารมีของพระองค์ อันนี้จริงหรือไม่อย่างไร ท่านผู้รู้ช่วยแจงรายละเอียด
ทีนะครับ เท่าที่ผมได้ยินมาไม่ใช่แค่พระองค์เท่านั้น บรรดาเหล่าพระสาวกของพระองค์บางท่านก็มีจีวรทิพย์เกิดขึ้นเหมือนเช่นพระองค์ เพราะบุญที่
ได้เคยถวายเครื่องนุ่งห่มแก่พระภิกษุในชาติก่อนๆ
1) พระปัญญาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมีรวม 20 อสงไขย กับอีก แสนมหากัป (รวมระยะเวลาสร้างบารมีหลังรับพุทธพยากรณ์ คือ 4 อสงไขย กับ
แสนมหากัป) เช่น พระสัมมาพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ พระสมณโคมสัมมาสัมพุทธเจ้า (อย่างน้อยที่สุด)
2) พระศรัทธาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมีรวม 40 อสงไขย กับอีก แสนมหากัป (รวมระยะเวลาสร้างบารมีหลังรับพุทธพยากรณ์ คือ 8 อสงไขย กับ
แสนมหากัป) (อย่างน้อย)
3) พระวิริยาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมีรวม 80 อสงไขย กับอีก แสนมหากัป (รวมระยะเวลาสร้างบารมีหลังรับพุทธพยากรณ์ คือ 16 อสงไขย กับ
 แสนมหากัป) เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป คือ พระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า (เป้าหมาย
   จริงครับ แม้กระทั่งพระสาวก ที่ได้บวชแบบ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ก็ได้ ชุดบริขารที่เป็นทิพย์ แต่ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พระพุทธองค์ไปชักผ้าบังสุกุลจาก
ซากศพ ตอนที่ไปโปรด ชฏิล3พี่น้อง ที่ท้าวสักกะ เนรมิตสระน้ำให้พระพุทธองค์ได้ซักผ้าผืนนั้น ยังมีท่านอื่นๆอีกที่เนรมิตที่ตากที่ขยำลองไปหาอ่าน
ดูครับ เพราะฉะนั้นพระพุทธองค์และพระสาวกก็ใชจีวรแบบธรรมดาเหมือนกันไม่ใช่ของทิพย์ทั้งหมด
    ผมได้ยินมาว่าจีวรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นจีวรทิพย์ ที่เกิดด้วยบุญบารมีของพระองค์ อันนี้จริงหรือไม่อย่างไร
เคยได้ยินมาว่า ตอนต้นกัป จะมีดอกบัวบังเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บอกให้รู้ว่า กัปที่ตั้งใหม่นี้จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นกี่พระองค์ และ
ภายในดอกบัวแต่ละดอกจะมีอัฐบริขารอยู่ แล้วพรหมจะอัญเชิญเอาอัฐบริขารไปเก็บไว้ที่พรหมโลกก่อน เมื่อพระโพธิสัตว์ออกบวชแล้ว พรหมก็จะ
ลงมาถวายเครื่องอัฐบริขารดังกล่าว ให้พระโพธิสัตว์ถือเพศเป็นบรรพชิต แล้วออกแสวงหาหนทางตรัสรู้ครับ
       คิดดูครับ ภาพที่พระพุทธองค์เสด็จนำสาวกออกบิณฑบาตร ตอนเช้างดงามขนาดไหน ภาพที่ท่านแสดงธรรมแก่พระสาวก
จำนวนมาก หรือภาพที่ท่านเสด็จลงมาจากดาวดึงส์เทวโลก งดงามขนาดไหน แม้แต่พยานาคได้ชมแล้วเกิดปิติถึงขนาดกลั่น
ใจให้ละเอียดจนสามารถพ่นบั้งไฟออกมาได้
คุณสาครให้ข้อมูลเกี่ยวกับจีวรพระดีมากเลยครับได้ความรู้เพิ่มขึ้นครับ จีวรของพระพุทธองค์ชุดแรกนั้นน่าจะเป็นจีวรทิพย์
จริง ๆ ครับ เพราะขณะที่ตรัสรู้แล้ว ท่านไม่น่าจะต้องหาจีวรเอง ดังนั้นจีวรชุดแรกก็เป็นจีวรทิพย์เหมือนคุณ คนเคยเข้าวัดบอกแหละ
ครับ โดยจีวรชุดแรกของพระพุทธองค์ถูกเก็บไว้ที่พรหมโลกก่อน
แต่ว่าหลังจากนั้นพระพุทธองค์น่าได้ทำจีวรเป้นต้นแบบแก่พระภิกษุทั้งหลาย ยึดเป็นต้นแบบไว้คิดว่าแต่ยังค้นไม่เจอครับ
ว่าท่านทำจากไม้อะไร มาทำน้ำฝาด
     สำหรับสีจีวรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามที่บันทึกไว้ บอกว่าออกเป็นสีเหลืองทองที่เรียกว่า "สิงคีวรรณ"
สิงคี แปลว่า เปลวไฟ หรือทอง คือสีเหมือนเปลวไฟ อยากเห็นว่าเป็นอย่างไรลองไปก่อไฟดู ไฟมันเป็นเปลวออกสีเหลืองทองๆส้มๆ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้จีวรสิงคีวรรณ หลักฐานที่ค้นพบมีว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอย่าไปฟังอะไรมา แล้วเชื่อง่ายๆนะ"

   อนุโมทนาสาธุ กับคุณ DojoeChico มาก ๆ เลย
ที่อุตส่าห์ค้นคำตอบมาให้จนได้ ความรู้นี้ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลย
แต่คาดว่าคงต้องมีบันทึกไว้ ไม่ทราบว่าที่ไหนสักแห่ง
ตอนนี้คงพอจินตนาการได้ คร่าว ๆ แล้วครับ พระพุทธองค์มีพระวรกายสูง
๘ ศอก ( ประมาณ ๒ เมตร ) มีรัศมีแผ่ไปรอบทิศประมาณ ๑ วา มีลักษณมหาบุรุษ
๓๒ ประการครบถ้วน ครองจีวรสี เหลืองทอง (สิงคีวรรณ ) เป็นลักษณะที่มีหลักฐาน
ตรงตามตำราที่สุด
ทำให้คิดถึงคำทำนายของนอสตราดามุส อันนี้ผมคิดเองเป็นส่วนตัว

"The moon in the middle of the night?
The young sage alone with his mind has seen it.
His disciples invite him to become immortal?
His body in the fire?"
"ดวงจันทร์ลอยเด่นยามราตรี?
หนุ่มคงแก่เรียนผู้สันโดษมองเห็นภาพในดวงจิต
เหล่าสาวกจะอัญเชิญท่านไปสู่ความเป็นอมตะ
ร่างของท่านอยู่ในเพลิง"
คำว่า "เพลิง" อาจจะเทียบได้กับสีจีวรในพระพุทธศาสนา
อนุโมทนาสาธุ กับทุกท่านที่มาช่วยกับตอบคำถามอีกครั้งครับ สาธุ สาธุ สาธุ
     จุดหมุ่งหมายของสังฆทาน คือ ถวายเข้าไปในหมู่พระตั้งแต่ 4 รูปขึ้น
หรือพระตัวแทน ที่ทางวัดจัดจุดรับสังฆทานให้ก็ได้ ก็เป็นสังฆทานแล้วครับ
*ข้อดีของการ ถวาย จีวร และบาตร นอกจากได้บุญแล้ว ได้สุคติแล้ว
หากเรามีบุญได้บวชโดย เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือพระพุทธเจ้าบวชให้โดยท่านกล่าวเพียงแค่
เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด
ก็จะสำเร็จเป็นพระโดยทันที
และ เมื่อนั้นจะเกิดปาฏิหาริย์คือ จะปรากฏ บาตรและจีวร
ด้วยอำนาจแห่งบุญของเรา บังเกิดขึ้นกลางอากาศ
แล้วลอยมาอยู่ตรงหน้าให้ครองจีวรและบาตรได้เลย

              

             

         อานิสงส์กฐิน
บาตรและจีวรอันเป็นทิพย์ และเครื่องประดับมหาลดาประสาธน์
เรียบเรียงจากรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา
   อานิสงส์ของการทอดกฐิน ซึ่งเป็นกาลทานอันประเสริฐนั้น มีมากมายไม่อาจจะประมาณได้ นอกจากจะส่งผลให้ผู้ทอดถวายประสบความสุข
ความเจริญในชาติปัจจุบันแล้ว ผลบุญยังจะส่งให้ได้รับความร่าเริงบันเทิงใจในสุคติโลกสวรรค์อีกด้วย จากนั้น...อานิสงส์ก็ยังส่งไปถึงในภพชาติต่อๆ
ไป เมื่อบารมีเต็มเปี่ยมก็จะทำให้ได้สมบัติพิเศษ คือ หากเกิดเป็นผู้ชาย ในคราวที่ออกบวช อัฐบริขาร ได้แก่ บาตรและผ้าไตรจีวรอันเป็นทิพย์ก็จะ
เกิดขึ้น หากเกิดเป็นผู้หญิง เครื่องประดับมหาลดาประสาธน์ซึ่งมีมูลค่าถึงเก้าโกฏิ ก็จะเกิดขึ้นให้ได้ใช้ประดับกาย
 บาตรและจีวร
    ส่วนลักษณะแห่งการบังเกิดขึ้นของอัฐบริขารอันเป็นทิพย์นั้น สำหรับบุคคลที่ได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้บรรลุธรรมเป็น
พระโสดาบัน หรือคุณธรรมอื่นที่สูงกว่านี้ แต่ยังไม่ถึงอรหัตผล และมีบุญจากการถวายบาตรและจีวรมาพอสมควร จะได้รับการประทานการบวชแบบ
เอหิภิกขุอุปสัมปทา ขณะที่ได้รับการประทานการบวชนั้น จีวรซึ่งสำเร็จด้วยบุญฤทธิ์ก็จะเกิดขึ้นในวงแขน แต่ร่างกายนั้นยังมิได้เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อจีวรทิพย์เกิดขึ้นแล้ว อุบาสกท่านนี้ก็จะต้องได้รับการปลงผม และนุ่งห่มสบงจีวรในภายหลัง ก็เป็นอันว่า...ได้สำเร็จขั้นตอนในการบวช
  ส่วนบุคคลที่ได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ และมีบุญที่ได้ถวายบาตรและจีวรมามากในกาลก่อน จะได้รับ
การบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา ขณะที่ได้รับการประทานการบวชนั้น ด้วยอำนาจบุญฤทธิ์จะก่อให้เกิดความสว่างขึ้นครอบคลุม ร่างกายก็จะค่อยๆ
สว่างขึ้น มีองค์พระขนาดใหญ่ยี่สิบวาคลุมกาย ในที่สุดก็กลายเพศจากคฤหัสถ์มาเป็นเพศบรรพชิต มีจีวรอันเป็นทิพย์ซึ่งเกิดด้วยบุญฤทธิ์ สวมใส่
แทนชุดฆราวาส สะพายบาตร เส้นผมบนศีรษะก็เป็นเช่นเดียวกับพระเถระที่ได้บวชมานาน เมื่อร่างกายได้แปรเปลี่ยนไปเป็นบรรพชิตเรียบร้อยแล้ว
ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการบวช ไม่ต้องปลงผมปลงหนวด ไม่ต้องแสวงหาพระอุปัชฌาย์และคู่สวดแต่อย่างใดอีก
    เครื่องประดับมหาลดาประสาธน์
   สำหรับผู้ที่เป็นสตรีนั้น ครั้นได้สั่งสมบุญทอดกฐิน ได้เคยถวายบาตรและจีวร มาเป็นอันมากแล้ว เมื่อบุญเต็มส่วนก็จะได้เครื่องประดับ
มหาลดาประสาธน์ อันเป็นเครื่องประดับที่สูงค่า ไม่ได้เกิดแก่บุคคลทั่วไป แต่เป็นเครื่องประดับที่เกิดเฉพาะเจาะจงเพื่อบุคคลผู้มีบุญญาธิการ
ได้ประกอบเหตุเอาไว้ในอดีต คือ ได้เคยถวายผ้าไตรจีวรแด่หมู่สงฆ์ไว้เป็นอันมากมาก่อน ดังเช่นในยุคของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา มีสตรีผู้
มีบุญมากที่ได้ครอบครองเครื่องประดับมหาลดาประสาธน์นี้อยู่เพียงสามท่าน หนึ่งในจำนวนนั้นคือ...นางวิสาขา มหาอุบสิกา ผู้ซึ่งเป็นยอดแห่ง
อุบาสิกาผู้เลิศกว่าสตรีนางใดในการสนับสนุนค้ำจุนพระพุทธศาสนา และพระภิกษุสงฆ์
         ในครั้งนั้น ท่านธนัญชัยเศรษฐี บิดาของนางวิสาขา ได้สั่งให้ช่างฝีมือดีห้าร้อยคน ช่วยกันทำเครื่องประดับมหาลดาประสาธน์ขึ้น เพื่อให้เป็น
ของขวัญวันแต่งงานแก่นางวิสาขาผู้เป็นบุตรสาว โดยใช้เวลาถึงสี่เดือน เครื่องประดับนี้จึงเสร็จสมบูรณ์เป็นเครื่องประดับมหาลดาประสาธน์ที่มี
ความวิจิตรพิสดารและงดงามยิ่งนัก ส่วนประกอบทั้งหมดทำด้วย...ทองคำ เงิน เพชร แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วประพาฬ และรัตนชาติจำนวนมาก
และการทำชุดเครื่องประดับนี้ก็มิได้ใช้เส้นด้ายอย่างที่ใช้กัน แต่ใช้ทองคำบริสุทธิ์รีดเป็นเส้นด้ายเพื่อร้อย เย็บ และถักทอ รัตนชาติทุกชิ้นส่วนเข้า
ด้วยกัน เครื่องประดับมหาลดาประสาธน์นี้ เมื่อสวมแล้วจะคลุมตั้งแต่ศีรษะ ยาวลงมาจรดหลังเท้า
     ในส่วนที่สวมศีรษะ จะทำเป็นนกยูงรำแพน มีขนซึ่งทำด้วยทองคำ 1,000-ขน มองดูประหนึ่งนกยูงกำลังยืนรำแพนอยู่บนยอดเขา ไล่ลงมา
ตั้งแต่ศีรษะจรดหลังเท้าเป็นสายทองประดับรัตนชาติชนิดต่างๆ มีแววขนนกยูงอยู่ที่ปลายแต่ละช่วง นอกจากนี้ ยังมีแหวนรูปนกยูง พร้อมด้วย
แหวนบริวารอีกข้างละสี่วง ต่างหูสองข้าง สร้อยคอหนึ่งเส้น ปลอกรัดต้นแขน เข็มขัดและรองเท้า ซึ่งล้วนแต่ทำด้วยทองคำประดับรัตนชาติทั้งสิ้น
         เหตุที่ทำให้นางวิสาขาได้เครื่องประดับมหาลดาประสาธน์นั้น ก็ด้วยผลบุญที่นางเคยสั่งสมไว้หลายยุคหลายสมัย และมีบุญใหญ่ที่สั่งสมเป็น
พิเศษในพุทธันดรที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า “กัสสปะ”
         ในครั้งนั้น นางวิสาขาได้บังเกิดเป็นพระราชธิดาองค์สุดท้ายของพระเจ้ากิกิ มีนามว่า “สังฆทาสี”-นางเป็นผู้มีศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างยิ่ง
ได้ถวายผ้าไตรจีวรพร้อมด้วยด้ายและเข็มแด่พระภิกษุสงฆ์สองหมื่นรูป โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข นางได้ถวายด้วยมือตนเองและถวาย
ด้ว
ยจิตอันเลื่อมใส ด้วยเหตุแห่งมหาทานครั้งนี้จึงทำให้นางได้เครื่องประดับมหาลดาประสาธน์อันสูงค่า ซึ่งเป็นเครื่องประดับของสตรีผู้มีบุญญาธิการ
เท่านั้น
         เราจะเห็นว่า บุญกฐินนั้นมีอานิสงส์มากมายมหาศาล ถ้าหากเป็นผู้ชาย ก็จะทำให้ได้รับการอุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา และได้เครื่อง
อัฐบริขารเป็นทิพย์อันสูงสุด ถ้าหากเป็นผู้หญิง ก็จะได้เครื่องประดับมหาลดาประสาธน์อันเลอค่า ดังนั้น ในฤดูกาลทอดกฐินของทุกๆปี จึงขอ
เชิญชวนท่านทั้งหลายมาทำบุญทอดกฐินกันเถิด อย่าได้พลาดบุญใหญ่นี้เลย

           ประธานทอดกฐิน   
    ครั้งหนึ่งในชีวิตเราจะต้องเป็นประธานทอดผ้ากฐินให้ได้กฐินให้ได้
    บางคนบอกว่า.. ‘ขอให้มีเงินเถิด จะทอดกฐินเมื่อไรก็ทอดได้’
     อีกทั้งยังบอกต่อว่า.. ‘เรารวยและมีศรัทธาจะกลัวอะไร
      ถ้าเราเตรียมปัจจัยและผ้าไตรไว้ให้มาก ๆ
    อย่างไรที่วัดเขาก็ต้องรับเราเป็นประธานกองกฐินอยู่ดี’
    แต่เชื่อไหม?...ความคิดเช่นนี้ถือเป็นความเข้าใจที่ผิดมาก!!!
    เนื่องจากการทำบุญทอดกฐินมี ข้อจำกัดหลายประการ ไม่ได้ทำกันได้ง่าย ๆ อีกทั้งยังเป็นบุญที่ไม่สามารถทำได้ทุกวัน  หรือไม่ใช่นึกอยากจะทอด
กฐินวันไหนก็ทำได้ เนื่องจากวัดหนึ่งสามารถรับกฐินได้แค่ปีละครั้งเท่านั้น
    นอกเหนือจากนี้.. ถ้าวัดนั้นมีพระอยู่น้อยกว่า ๕ รูป หรือมีครบ ๕ รูป แต่รูปใด    รูปหนึ่งจำพรรษาไม่ครบไตรมาส วัดนั้นก็ หมดสิทธิ์รับกฐิน
ดังนั้นจะเห็นว่า ทุกวัด ไม่สามารถจะรับกฐินได้ง่าย ๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ
    แค่ข้อจำกัดเบื้องต้นเพียงเท่านี้ก็พบว่า การทำบุญทอดกฐินเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยาก เพราะต่อให้เรามีปัจจัยหรือมีศรัทธามากขนาดไหนก็ตาม ถ้าการ
ทำบุญไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ที่มีอยู่ถึง ๗ ประการ ของการทอดกฐิน (ดังรายละเอียดหน้า ๑๒๘) ก็จะไม่ถือเป็น    การทอดกฐิน เพราะหากทำ ผู้ทำก็
จะไม่ได้อานิสงส์กฐินเลย อีกทั้งพระภิกษุสงฆ์ในวัดนั้นก็จะไม่ได้อานิสงส์กฐินเช่นกัน เพราะการทำบุญที่ไม่เป็นไปตามข้อจำกัดของการทอดกฐิน จะ
ถือเป็นการทำบุญอย่างอื่น เช่น บุญถวายสังฆทาน บุญทอดผ้าป่า ซึ่งจะได้อานิสงส์    ตามประเภทของบุญนั้น ๆ แทน
  เนื่องจากการทอดกฐินเกิดได้ยากอย่างนี้ ในโบราณกาลจึงนิยมทอดกฐิน เพราะความยากจึงทำให้การทอดกฐินกลายเป็นบุญพิเศษ  เมื่อทำแล้วได้
อานิสงส์พิเศษมากอย่างแตกต่าง แต่จะได้มากขนาดไหน ถ้าไม่มีการขยายความเพิ่ม ก็จะนึกภาพกันไม่ออก เพราะเวลาใคร    มาชวนเราทำบุญ ก็มัก
จะบอกว่าได้บุญมาก   ด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นในบรรทัดถัด ๆ ไป จะขอยกตัวอย่างอานิสงส์ที่โดดเด่นของการถวาย    ผ้ากฐิน จากโรงเรียนอนุบาลฝัน
ในฝันวิทยา   เพื่อให้เห็นภาพของผลบุญชัดเจนขึ้น
    เมื่อบารมีเต็มเปี่ยม หากเกิดเป็นชาย ในชาติที่เกิดมาเจอพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้รับการบวชแบบ เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ      พระสัมมาสัม
พุทธเจ้าประทานการบวชให้ด้วยพระองค์เอง แต่ใครจะบวชแบบนี้ได้ต้องสั่งสมบุญบารมีมาในภพอดีตอย่างมหาศาลเลย        ทีเดียว อีกทั้งก่อน
บวชก็ต้องบรรลุธรรมเป็น   พระอริยบุคคลตั้งแต่ พระโสดาบัน ขึ้นไป และเมื่อบรรลุแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องทรงตรวจตราด้วยญาณทัสนะ
ของพระองค์ก่อนว่า..ผู้ที่จะบวชมีบุญจากการถวายบาตรและจีวร   มามากพอหรือไม่ เพราะการบวชแบบนี้ บาตรและจีวรจะเกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ ซึ่ง
เทวดาจะเป็น   ผู้มาเนรมิตให้ โดยอาศัยกำลังบุญของผู้บวช     ถ้ากำลังบุญน้อย ผู้ที่เนรมิตก็จะเป็นเทวดาระดับหัวหน้าเขต ถ้ามีกำลังบุญปานกลาง      
ผู้เนรมิตก็จะเป็นเทวดาระดับท้าวสักกเทวราชหรือพระอินทร์ แต่ถ้ามีกำลังบุญมาก ผู้เนรมิตก็จะเป็นพรหมในชั้นพรหมโลกเลยทีเดียว
    ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรวจตราดูด้วยญาณทัสนะแล้วพบว่า ผู้บวชมีบุญจากการถวายบาตรและจีวรมามากพอ (ในกรณีที่   ผู้บวชบรรลุธรรม
ตั้งแต่ขั้นพระโสดาบันขึ้นไป แต่ยังไม่บรรลุอรหัตผล) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะประทานการบวชให้ โดยการเหยียดพระหัตถ์ขวาออกไป แล้วเปล่ง
พระสุรเสียงว่า “จงเป็นภิกษุมาเถิด เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” และด้วยอานุภาพบุญก็จะบังเกิด
องค์พระขนาดใหญ่ เปล่งรัศมีเจิดจ้าสว่างไสวครอบคลุมร่างของผู้บวช ในขณะเดียวกัน ผ้าไตรจีวรก็จะลอยลงมาจากอากาศ มาปรากฏอยู่ระหว่างมือ
ที่พนมขึ้นกับอก แล้วบาตรก็จะถูกวางไว้ข้าง ๆ ซึ่งในบาตรจะมีบริขารต่าง ๆ เช่น เข็ม ด้าย มีดโกน ที่กรองน้ำ เป็นต้น และจากนั้นผู้บวชก็ต้องไป
ปลงผม ห่มจีวร เป็นพระภิกษุที่ครองผ้าเรียบร้อยในลำดับต่อไป
    แต่ในกรณีที่ผู้บวชฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วบรรลุอรหัตผล  เมื่อได้รับประทานการบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา พระสัมมาสัมพุทธ
เจ้าก็จะทรงเหยียดพระหัตถ์ขวาออกไป แล้วเปล่งพระสุรเสียงแค่ว่า “จงเป็นภิกษุมาเถิด” และด้วยอานุภาพบุญจะบังเกิดองค์พระขนาดใหญ่หน้าตัก
๒๐ วา เปล่งรัศมีเจิดจ้าสว่างไสวครอบคลุมร่างของ     ผู้บวช ซึ่งตามนุษย์จะมองไม่เห็น เพราะเป็นของละเอียด จะเห็นก็เพียงแค่ความสว่างที่พรึบ
ขึ้นมาเท่านั้น จากนั้นเส้นผมบนศีรษะก็จะสั้นลง จากคฤหัสถ์กลายเป็นเพศสมณะ ครองจีวรและสะพายบาตรอันเป็นทิพย์ที่สำเร็จด้วยบุญฤทธิ์
ทันที
    แต่ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรวจตราดูด้วยญาณทัสนะแล้วพบว่า ผู้นั้นไม่ได้   เคยถวายผ้าไตรจีวรบริขารมาเลย แม้บรรลุอรหัตผลแล้ว ก็ต้อง
ให้ไปแสวงหาผ้ามาทำจีวรก่อน พระองค์ถึงจะประทานการบวชให้ เหมือนในกรณีของ พระพาหิยะ ซึ่งไม่เคยมีบุญจากการถวายผ้าไตรจีวรมาเลย
ทำให้ระหว่างไปหา   เศษผ้าจากกองขยะมาทำจีวร ได้เจอกับยักษินีที่เคยผูกเวรกันมาจากอดีตชาติเข้าสิงโค แม่ลูกอ่อน แล้ววิ่งมาขวิดท่านจนตายใน
ทันที
    ฉะนั้น การทอดกฐินและถวายผ้าไตรจีวรจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ถวายไม่ได้ เพราะ     สักวันหนึ่งในอนาคตหรือชาติใดชาติหนึ่ง      เราก็ต้อง
เป็นนักบวช
    ดังนั้น จงอย่าไปเสี่ยงเลย เราอาจมีสิทธิ์เป็นแบบพระพาหิยะก็ได้ ที่แม้เป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังต้องลำบากถึงขนาดต้องไปหาเศษผ้า  ที่เขาทิ้ง
แล้วจากกองขยะมาทำจีวร อีกทั้งยัง     อดบวชอีกด้วย !!!
      ส่วนอานิสงส์ของฝ่ายหญิง เมื่อบารมี  เต็มเปี่ยมก็จะได้ครอบครองเครื่องประดับ    อันสูงค่าที่สุดในยุคนั้น คือ เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์
 ซึ่งทำจากรัตนชาติมีมูลค่าสูงถึง ๙ โกฏิ อันประกอบด้วยเพชร ๔ ทะนาน แก้วมุกดา ๑๑ ทะนาน แก้วประพาฬ ๒๐ ทะนาน แก้วมณี ๓๓ ทะนาน
แม้เส้นด้ายก็ทำจากเงิน และยังมีแหวนรูปนกยูงที่มือทั้งสองข้าง มีต่างหู สร้อยคอ ปลอกรัดต้นแขน เข็มขัด และรองเท้า อีกทั้งเครื่องประดับที่ศีรษะยังออกแบบเป็น    ตัวนกยูงรำแพนคล้ายนกยูงยืนอยู่บนเนินเขา โดยขนปีกทำด้วยทองข้างละ ๕๐๐ ขน รวมเป็น ๑,๐๐๐ ขน จะงอยปากทำด้วยแก้วประพาฬ นัยน์ตา คอ และแววหาง ทำด้วยแก้วมณี ก้านขนและขาทำด้วยเงิน ทำให้เวลาเดินเกิดเสียงกระทบกันของก้านปีก จนเกิดความไพเราะประดุจเสียงทิพยดนตรี
    แต่กว่านางวิสาขาจะได้เครื่องประดับที่เลิศที่สุดในปฐพีขนาดนี้ ก็ไม่ได้เกิดจากการเป็นประธานถวายผ้าจีวรแค่ผืนสองผืนเท่านั้น แต่เกิดจากนาง
เคยถวายจีวรพร้อมด้วยเข็มและเครื่องย้อมแด่พระภิกษุมามากถึง ๒๐,๐๐๐ รูป ในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า และสั่งสมบุญบารมี
ประเภทนี้มานับชาติไม่ถ้วน
    ดังนั้น การที่เราจะถวายผ้ากฐินหรือจีวรเพียงแค่ปีละ ๑ ผืน ซึ่งต่อให้ถวายตลอดชีวิตจนหมดอายุขัย อย่างมากก็ได้ไม่เกิน    ๑๐๐ ผืน ฉะนั้นการ
เป็นประธานกองกฐินปีละ ๑ ครั้ง จึงไม่ถือเป็นการสั่งสมบุญที่มากเกินไปจากข้อมูลตรงนี้เอง จะเห็นว่า..ถ้านางวิสาขาไม่มีบุญจากการถวายผ้าจีวร
มามากพอ ก็จะไม่ไปดลจิตดลใจให้ใครคิดจะทำเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ให้นาง เพราะเป็นเครื่องประดับที่ทำยากมาก ต้องใช้คนทำจำนวนมาก
จนบิดาของนางวิสาขาต้องจ้างช่างทองมาช่วยกันทำมากถึง ๕๐๐ คน อีกทั้งยังต้องใช้เวลาทำนานถึง ๔ เดือน แถมค่าจ้างช่างยังแพงถึง ๑แสน
กหาปณะ แต่ด้วยบุญบารมีที่เต็มเปี่ยมของนางวิสาขา จึงบันดาลให้มีเครื่องประดับคู่บุญเกิดขึ้น
    เมื่อกล่าวถึงอานิสงส์กฐินกันพอสังเขปแล้ว ก็จะขอเล่าถึงเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้น ก่อนจะถึงวันทอดกฐินของวัดพระธรรมกาย   กันบ้าง คือ
เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗  เวลา ๐๙.๐๐ น. คุณครูไม่ใหญ่ท่านเมตตาให้นำผ้าไตรจักรพรรดิที่จะมอบให้ประธานกองกฐินเข้าไปใน
อาคารภาวนา ซึ่งเป็นสถานที่ทำวิชชา เพื่อท่านจะได้นั่งสมาธิอธิษฐานจิตเติมความศักดิ์สิทธิ์ทุกวัน โดยมีคณะสงฆ์ที่ตั้งใจปฏิบัติธรรมเป็นตัวแทน
ในการอัญเชิญเข้าไป และผ้าไตรทั้งหมดนี้จะนำออกมามอบให้เจ้าภาพผู้เป็นประธานกองกฐิน ในวันที่สว่างที่สุด ดีที่สุด คือ วันครูผู้ค้นพบวิชชาธ
รรมกาย ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ซึ่งเป็นวันที่หลวงปู่ค้นพบวิชชาธรรมกาย ณ วัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง อ.บางคูเวียง จ.นนทบุรี โดยปีนี้ตรงกับ
วันจันทร์ที่ ๘ กันยายน และเมื่อรับผ้าไตรจักรพรรดิไปแล้ว ก็ขอให้ทำตามหลักวิชชาที่คุณครูไม่ใหญ่ให้ไว้ ดังโอวาทในลำดับต่อไป...
   โอวาทจากคุณครูไม่ใหญ่
    “เมื่อได้ผ้าไตรไปแล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำในขั้นตอนต่อไปก็คือ ไปเช็ดโต๊ะหมู่ หิ้งบูชา หรือบนหัวนอน ที่เราจะเอาไว้วางผ้าไตร ให้เช็ดทุกด้าน
ทุกทิศ ทุกทาง      ให้สะอาดปราศจากสิ่งสกปรกหรือฝุ่นผง เช็ดอย่าให้เหลือแม้แต่นิดเดียว เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อสมบัติและสิริที่จะเข้ามา
    “พอทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ให้เราไปอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่น จนจิตใจสบาย ร่างกายสดชื่นดีแล้ว ก็นำผ้าไตรจักรพรรดิมหาสมบัติไป
วาง โดย   หาพานหรือภาชนะอะไรก็ได้ที่วางแล้วดูสวยงาม ดูแล้วเหมาะสมที่จะเป็นที่ตั้งแห่งผ้าไตรจักรพรรดิมหาสมบัติ
    “จากนั้น ก็อัญเชิญผ้าไตรไปตั้งด้วยความเคารพ เพราะว่าทุกเส้นด้าย ทุกอณูเนื้อของเส้นด้าย เต็มไปด้วยผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพ และมหาสมบัติ
ทั้งหลาย เมื่อนำไปตั้งแล้ว ก็ให้กราบที่ผ้าไตรซึ่งเป็นธงชัยของพระอรหันต์ แล้วก็นั่งสมาธิให้จิตใจเราสะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส หลังออกจากสมาธิแล้ว
ก็กราบไปที่ผ้าไตรอีกครั้ง และตั้งใจมั่นอธิษฐานจิตให้ดีว่า ข้าพเจ้าได้นำผ้าไตรจีวรนี้มาตั้งไว้เพื่ออธิษฐานเป็นประธานกองกฐินสามัคคี ขอให้ความ
ปรารถนานี้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ และให้มีสมบัติอัศจรรย์ทันใช้สร้างบารมีในชาตินี้ มีสมบัติไหลมาเทมาตั้งแต่วินาทีที่ได้อัญเชิญ
ผ้าไตรจักรพรรดิมหาสมบัติขึ้นประดิษฐานไว้บนพาน
    “ให้ทำอย่างนี้ทุกวัน อย่าให้ขาดเลยแม้แต่วันเดียวจนกระทั่งถึงวันทอดกฐิน...”
   และเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ คุณครูไม่ใหญ่ก็ฝากโอวาทในช่วงปลีกวิเวกมาว่า...
    “ผ้าไตรกฐินปีนี้ซ้อนความศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษในอาคารภาวนา ซ้อนให้ใสทุกผืน ใสข้างในกลาง และตั้งผังให้ได้ทรัพย์ทั้งภายใน ภายนอก
ครูไม่ใหญ่อยากให้ทุกคนเป็นประธานกองกฐิน อยากให้เขามีบุญเยอะๆ ดังนั้นต้องตั้งเป้า ตั้งผังไว้ว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต เราต้องเป็นประธานกอง
กฐินให้ได้”

 

      

                     

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ …

Visitors: 32,355