๖.รวมชุดกัณฑ์เทศน์


 

 

                       รวมชุดกัณฑ์เทศน์

   

                 กัณฑ์ที่ ๑ เรื่องการสะสมบุญ

    ๐ปุญญัญเจ  ปุริโส  กะริยา             กะริยาเถนัง  ปุนัปปุนัง

  ตัมหิ  ฉันทัง  กะริยาถะ                     สุโข  ปุญญัสสะ  อุจจะโยติ ฯ

    ๐ถ้าบุคคลพึงทำบุญไซร้  พึงทำบุญนั้นบ่อยๆ  พึงทำความพอใจในบุญนั้น

  เพราะการสั่งสมบุญนำสุขมาให้ ฯ

    บุญ   คือความดี   ความดีในที่นี้หมายถึงความดีทางกายวาจาใจ

    ลักษณะของการสั่งสมบุญแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด  คือ:-

      ๑.ปะสาโท  คือการทำจิตให้เลื่อมใสในคุณของพระรัตนะตรัย   การทำจิตให้เลื่อมใสในพระรัตนตรัยทำอย่างไร ?  ให้ดูเรื่องมัฏฐะกุณฑะลี   และให้ดูตัวอย่างข้างล่างนี้

    อนุภาพของพุทโธนั้นหลวงปู่มั่นเล่าว่า ...“มีพระภิกษุบวชใหม่รูปหนึ่งมรณภาพด้วยโรคท้องร่วงอย่างกะทันหัน ท่านภาวนาพุทโธ พุทโธ แม้ขณะมรณภาพก็ภาวนาพุทโธอยู่ หลวงปู่มั่นต้องการจะรู้ว่า "คนภาวนาพุทโธ ตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน"  ตอนที่พระใหม่รูปนี้มรณภาพ  หลวงปู่ท่านก็เข้าสมาธิ ตามดูจิตของพระภิกษุรูปนั้น ทราบว่าไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์”
   หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าว่า ... "ก่อนภาวนา ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนถือเป็นพุทธานุสสติ เวลาภาวนาจะใช้เวลาไหนบ้างก็ตามชอบ ใจถ้าเวลาอื่นไม่มี ก็นอนอย่าลืม ถ้าศีรษะถึงหมอน ภาวนาพุทโธทันที นึกถึงภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่สวยและถูกใจเรา หรือให้นึกภาพของพระพุทธเจ้าที่เราเคยเห็นในที่ๆเราชื่นชอบ ว่า "ภาพนี้ คือภาพพระพุทธเจ้า แล้วก็ภาวนา  อาจจะภาวนา "พุทโธ" หายใจเข้านึกว่า "พุท" หายใจออกนึกว่า "โธ" สัก ๒-๓ ครั้งก็ ได้ตามความพอใจมากก็ได้น้อยก็ได้แล้วก็หลับไป พอตื่นขึ้นมาใหม่ๆ ก็นึกถึงพระพุทธรูปองค์นั้นอีกแล้วก็ภาวนาว่า "พุทโธ" อีก ทำอย่างนี้ทุกวัน จนกระทั่งวันไหน ถ้าเราไม่มีโอกาสจะทำ วันนั้นรำคาญ ต้องทำเป็นอารมณ์จนชิน อย่างนี้ ถือว่า ทรง ฌานในพุทธานุสสติกรรมฐานแล้ว แม้ศีลมันจะขาดมันจะบกพร่องบ้าง ถึงยังไงก็ตาม ตายแล้วต้องไปสวรรค์แน่นอน" และแม้แต่ หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา ยังได้เล่าอนุภาพ และ อานิสสงค์ของ “พุท-โธ” ไว้ดังนี้...
   ยังมีหมอพรานคนหนึ่ง เติบใหญ่ขึ้นมาไม่ยอมทำบุญทำทาน ไม่ยอมไหว้พระนบธรรมอย่างใด มีแต่ความปราถนาจะไปฆ่าช้าง ให้ได้พันตัว ก็ออกไปล่าช้างทุกวัน ฆ่า๒-๓ วัน ได้ตัวหนึ่ง ๔-๕ วันได้ตัวหนึ่ง เดือนหนึ่งได้ตัวหนึ่ง ทำไปอย่างนี้จนได้ ๙๙๙ ตัว ยังขาดอีกตัวหนึ่ง พอดีไปเจอช้างตกมันตัวหนึ่ง ช้างเห็นก็วิ่งเข้ามาจะมาแทงพรานช้างคนนั้น ชายคนนั้นก็กระโดดขึ้นต้นไม้ ช้างก็ไล่แทงที่ต้นไม้ ชายคนนั้นก็จับกิ่งไม้ไม่มั่นก็ร่วงลง
มา ไม่ทันนึกอันใด พอตกลงมาก็นึกพุทโธได้คำเดียวก็ตกถึงดิน ช้างก็เหยียบแทงกินชิ้น(เนื้อ) หมด บุญที่ร้องว่า พุทโธ นำเอาวิญญาณไปเกิดเป็นเทพอยู่บนชั้นฟ้า มีปราสาทสูง ๖ โยชน์ เสวยสุขอยู่นั่น สุขที่นึกคำว่า พุทโธ ได้ แต่ก่อนก็ไม่ได้นึก นึกแต่จะฆ่าช้างอย่างเดียว คงจะเป็นตัวกรรมตัวเวร ใช้กรรมใช้เวรหมดกันช้างตัวนั้นก็ไม่มีเวรติดกันทำให้นึกคำว่า "พุทโธ" ได้ก่อนจะตายเพราะดวงจิตจะยึดเอาอารมณ์สุดท้ายที่จิตเสวยอยู่นั้นมาเป็นอารมณ์จิตเลยข้าไปสู่ปรโลกได้ ไปก่อให้เกิดภพภูมิของจิต อันเปรียบเสมือนมิติ
แห่งความคิดที่ดวงจิตวิญญาณ เมื่อผ่านเข้าไปยังปรโลกใหม่ไปสร้างมิติแห่งความฝันนี้ให้บังเกิดขึ้น  อารมณ์ของจิตสุดท้ายก่อนตายนี้นับว่ามีความสำคัญมาก เพราะดวงจิตวิญญาณจะถูกยึดเอาไว้ เพื่อเป็นการน้อมนำไปสู่การเกิดใหม่ หรือบางครั้งอารมณ์จิตติดอยู่ในเรื่องราวอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงสำคัญมากที่จะต้องรักษาจิตสุดท้าย ไม่ให้ฟุ้งซ่าน มีสติอยู่เสมอ และภาวนาคำว่า “พุทโธ”

    ๒.สังเวโค   คือความสังเวชสลดใจในสัตว์และสังขาร  ให้ดูเรื่องของพระยสกุลบุตร  เช่น

   พระยสกุลบุตร เป็นพระสงฆ์กลุ่มแรก ๆ ในพระพุทธศาสนา โดยท่านเป็นพระสงฆ์สาวกองค์ที่ 6 ในพระพุทธศาสนา เมื่อท่านบวชแล้วได้เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการชักชวนสหายของท่านกว่า ๕๔ คนให้เข้ามาบวชช่วยเผยแพร่พระพุทธศาสนาในช่วงต้นพุทธกาล
   พระยสกุลบุตร เป็นบุตรนางสุชาดา (ผู้ถวายข้าวมธุปายาสแก่พระโคตมพุทธเจ้า) กับเศรษฐีชาวเมืองพาราณสี ก่อนบวชท่านมีเรือนอาศัยอยู่ 3 หลัง
มีประโคมดนตรี  มีสตรีรายล้อมเป็นจำนวนมาก คืนหนึ่งท่านหลับไปก่อนประโคมดนตรีจบ ท่านจึงตื่นขึ้นมากลางดึก เห็นสตรีนอนมีกิริยาน่าเกลียดน่า
กลัว ท่านจึงเกิดความเบื่อหน่ายและออกจากปราสาทไป พลางบ่นไปว่า "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ" ไปตลอดทาง จนเข้าเขตป่าอิสิปตนมฤค
ทายวัน (พระพุทธเจ้าทรงแผ่ญาณเพื่อตรวจดูเวไนยสัตว์ผู้ที่พอจะบรรลุ) เมื่อ ยสกุลบุตรเดินมาใกล้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง เชิญมาที่นี่ เราจะแสดงธรรมแก่เธอ"
  เมื่อยสกุลบุตรได้ยินดังนั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าๆ ก็ทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดแด่ท่านยสกุลบุตรจนได้ดวงตาเห็นธรรม ภายหลังบิดาท่านได้เดินออกมาตามหายสกุลบุตร ก็ได้ไปพบพระพุทธเจ้าและได้ฟังพระธรรมเทศนา ยสกุลบุตรจึงได้ฟังพระธรรมเทศนาเป็นครั้งที่ ๒ โดยส่งกระแสจิตไปตามธรรม จนได้บรรลุอรหัตแล้วท่านจึงทูลขอบวช เมื่อบิดาท่านสดับพระธรรมเทศนาจนได้ดวงตาเห็นธรรมและถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้น
พระพุทธเจ้าและพระยสะได้เข้าไปรับภัตตาหารที่บ้านบิดาพระยสะ มารดาท่านยสะ และ(อดีต)ภริยาของพระยสะได้สดับพระธรรมเทศนาจนได้ดวงตาเห็นธรรม แสดงตนเป็นอุบาสิกาคนแรกในพระพุทธศาสนา

    ๓.เต  สุจริตา  คือสุจริต  ๓  คือ:-

        ๑.กายสุจริต ๓  คือ:-

            ๑.ไม่ฆ่าสัตว์

             ๒.ไม่ลักทรัพย์

             ๓.ไม่เล่นชู้

        ๒.วจีสุจริต ๔   คือ

            ๑.ไม่พูดเท็จ

            ๒.ไม่พูดส่อเสียด

            ๓.ไม่พูดคำหยาบ

            ๔.ไม่พูดเพ้อเจ้อ

        ๓.มโนสุจริต ๓  

            ๑.ไม่โลภอยากได้ของคนอื่น

            ๒.ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น

            ๓.เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม

       https://www.youtube.com/watch?v=LbQFb4VXgtk

      

             จัตตาโร   ทุลลภา   อิมัสมิง   โลเก ฯ

     ๐สภาพอันสรรพสัตว์ทั้งหลายได้โดยยากในโลกนี้มีอยู่  ๔  อย่าง  คือ

        ๑.การเสด็จอุบัติขึ้นในโลกของพระพุทธเจ้า

        ๒.การได้สดับตรับฟังพระธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า

        ๓.การได้บวชเป็นพระภิกษุหรือสามเณรในพระพุทธศาสนา

        ๔.บุคคลที่ถึงพร้อมด้วยศรัทธาความเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย   

         ๐ดูตัวอย่างข้างบน และตัวอย่างของอนาถบิณฑิกะเศรษฐี

                อนาถบิณฑิกะเศรษฐี

    วันหนึ่งท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี  ถูกราชคฤหเศรษฐีเชิญให้ไปในงานทำบุญเลี้ยงพระ

มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานที่จัดขึ้น ณ ที่บ้านของคฤหเศรษฐี  การทำบุุญเลี้ยงพระในครั้งนี้

ท่านราชคฤหเศรษฐี ถือว่าเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่มโหฬาร  วัตถุทานที่สำคัญมีครบหมดทุกอย่างในงานนี้   เมื่อท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีมาเห็นเครื่องไทยทานที่ ท่านราชคฤหเศรษฐีจัดเตรียมล้วนแล้วแต่เป็นของดีๆและมีราคาแพง

    อนาถบิณฑิกะเศรษฐี จึงถามราชคฤหะเศรษฐีว่า "เครื่องไทยทานที่ท่านจัดเตรียมนี้มันราคาแพงและใช้เงินมาก  ท่านจัดเตรียมไว้เพื่อใครหรือ?"

    ราชคฤหะเศรษฐีตอบว่า "ข้าพเจ้าจัดเตรียมไว้เลี้ยงพระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน"

    อนาถบิณฑิกะเศรษฐีถามซ้ำอีกถึง ๒ ครั้งว่า "ท่านพูดอะไรนะ"

    ราชคฤหะเศรษฐีก็ตอบว่า "จัดเตรียมไว้เลี้ยงพระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน"

    พอท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีได้ยินคำว่า "พุทโธ"  เท่านั้นแหละ  ใจของท่านก็เกิดปราบปรืมยินดีปรีดาปราโมชอย่างเหลือกำลัง มันเกิดความซาบซ่านไปทั่วทุกขุมขน  ปานประหนึ่งว่าตัวของท่านลอยขึ้นไปในอากาศ ๗ ชั่วลำตาล

    อนาถบิณฑิกะเศรษฐีจึงกล่าวกับราชคฤหเศรษฐีว่า "บคคลจะได้ยินคำว่า "พุทโธ" นี้ยากนักหนาในโลกนี้  ร้อยกัปป์  พันกัปป์  หมื่นกัปป์  แสนกัปป์  ยังไม่เคยได้ยินคำว่า     "พุทโธ" เลยก็มี  เราพึงได้ฟังคำว่า "พุทโธ"  จากสำนักของท่านในวันนี้ๆแหละ  นับว่าเป็นบุญลาภอันประเสริฐของเรายิ่งนัก

 

               คนมีอวัยวเพศบกพร่องบวชไม่ได้

    ๑.คนถูกตอน

    ๒.ขันที

    ๓.กะเทย

    ๔.บัณเฑาะก์

    ๕.คนมี ๒ เพศ

    ๖.พวกลักเพศ  คือผูชายแต่งตัวเป็นผู้หญิง  ผู้หญิงแต่งตัวเป็นผู้ชาย  ทุกวันนี้เขาเรียกกันว่า "ทอม"

               

    กัณฑ์เทศน์เรื่องการทำบุญอุทิศให้คนตาย

     

    ๐สัพพัง  เภทะปะริยันตัง              เอวัง  มัจจานะ ชีวิตัง ฯ

    ๐ทุกชีวิตที่เกิดมาแล้วต้องแตกสลายไปในที่สุด ฯ

      ๐ลำดับขั้นตอนของการเทศน์มีดังนี้

         ๑.อธิบายเรื่องความตายสวักเล็กน้อย

         ๒.การทำบุญอุทิศเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่ได้รับมรดกจากพ่อแม่

             -ถ้าเราคิดถึงพ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วเราจะทำอย่างไร

             -ตอบวิธีที่ดีที่สุดคือทำบุญอุทิศไปให้   ทำบุญอุทิศไปให้มีหลายวิธีด้วยกัน  เช่น:-

                ๑.ทำบุญ  ๓    วัน

                ๒.ทำบุญ  ๗   วัน

                ๓.ทำบุญ  ๕๐   วัน

                ๔.ทำบุญ  ๑๐๐  วัน

                ๕.ทำบุญแจกข้าว

                ๖.ทำบุญสรงอัฏฐิตอนสงกรานต์

         ๓.การทำธาตุหรือเจดีย์เก็บกระดูกเอาไว้เพื่อเตือนให้ลูกหลานที่เกิดมาในภายหลังไม่ลืมพ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่ตายไปแล้ว  ถ้าทำบุญอื่นไม่ได้ให้ทำสังฆทานอุทิศไปให้  ถ้า

ปราถนาจะทำให้ใครก็ให้เจาะจงผู้นั้นโดยตรง    บางแห่งเมื่อเผาศพเสร็จเรียบร้อยแล้วนิยมเอาเถ้าและกระดูกที่เรียกว่า "อังคาร" ไปลอยน้ำเพื่ออยากให้คนตายไปแล้วร่มเย็นเป็นสุขและวิญญาณจะได้ไปเกิดในสวรรค์    การเอากระดูกไปลอยน้ำเป็นความเชื่อของชาวฮิวดู โดยพวกเขมีความเชื่อว่า "เวลาตายจะต้องนำเอาศพไปเผาที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสี  ถ้าใครได้เผาศพที่นี้และได้เอากระดูกเถ้าถ่านไปลอยในแม่น้ำคงคาเชื่อว่าผู้ตายจะร่มเย็นเป็นสุขและจะได้ไปเกิดในเมืองสวรรค์

         เมืองพาราณสี
   เมืองพาราณสี หรือ วาราณสี (Varanasi) เป็นชื่อของเมืองหลวงแคว้นกาสี ประเทศอินเดีย มีแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ไหลผ่าน มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 4,000 ปี เป็นเมืองที่ถือว่าเป็นสุทธาวาสที่สถิตแห่งศิวเทพ ถือว่าเป็นเมืองอมตะของอินเดียและเป็นที่แสวงบุญทั้งของชาวฮินดูและชาวพุทธทั่วโลก
   พาราณสียังเป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาในหลายด้าน คือเป็นที่เกิดของพระโพธิสัตว์หลายครั้ง พื้นที่เมืองพาราณสี มีอาณาเขตครอบคลุมถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า สารนาถ อันเป็นสังเวชนียสถานแห่งหนึ่ง
  เมืองพาราณสี เป็นเมืองที่มีแม่น้ำคงคาจากสรวงสวรรค์ไหลผ่าน เมืองพาราณสีจึงถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีความศักดิ์สิทธิ์สูงสุด มีผู้คนนับล้านจากทั่วถิ่นอินเดียเดินทางมาประกอบพิธีกรรม ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา
  เมืองพาราณสี เมืองนี้ยังคงเป็นเมืองที่มีเสนห์เฉพาะตนและเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุด ชาวฮินดูที่เลื่อมใสและถือปฎิบัติโดยเคร่งครัดที่จะพากันอาบน้ำ ชำระร่างกายในแม่น้ำคงคา โดยมีเชื่อกันอย่างจริงจังตลอดมานับพันๆปีว่า หากไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคา บาปนั้นจะหมดสิ้นไป และในวันหนึ่งๆจะมีผู้คนพากันไปอาบน้ำล้างบาปกันเต็มท่าน้ำไปหมด โดยเฉพาะท่าอัศวเมธ เมืองพาราณสี
  เมืองพาราณสี ยิ่งวันเพ็ญเดือนสิบสองด้วยแล้ว ชาวฮินดูนับแสนคนจากทั่วทุกสารทิศ จะพากันมุ่งหน้าสู่นครพาราณสี เพียงเพื่อจะล้างบาปที่แม่น้ำคงคา
  สำหรับคนไทยแล้วเมืองพาราณสี คือสถานที่มาแสวงบุญ ส่วนคนอินเดียเมืองพาราณสี คือสถานที่มาล้างบาปและสถานที่เดินทางมาตายที่นี่ ว่ากันว่าชาวฮินดูทุกคนล้วนปราถนาที่จะมาตายและได้เผาศพที่นี่ บางคนรู้ตัวว่าใกล้ตาย ก็จะให้ลูกหลานพามานอนรอความตายที่นี่เลย เพื่อจะได้ไปสู่ภพชาติที่ดีกว่าและบาปจะได้รับการชำระเสียแต่ชาตินี้ บางคนก็สั่งเสียลูกหลานไว้ ให้มาเผาหรือลอยน้ำที่นี่
  ศาสนาพราหมณ์ให้ความสำคัญของแม่น้ำคงคามาก่อนพุทธกาล ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น เพราะเชื่อกันว่าแม่น้ำคงคาไหลมาจากสวรรค์ทางช้างเผือกดินแดนสุขาวดี
 กล่าวกันว่า แม่คงคาเป็นมเหสีองค์หนึ่งของพระศิวะหรือพระอิศวร เทพประธานบนยอดเขาไกรลาส เขาพระสุเมรุ แม่คงคาไหลผ่านเมืองใด พราหมณ์ผู้นำความเชื่อทางศาสนาฮินดูก็ให้ความสำคัญเมืองนั้น
  จนมีคำกว่าว่า ไฟเผาศพไม่เคยดับมาแต่อดีตกาล อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 4,000 ปี
  น้ำในแม่น้ำคงคา มองดูแล้วสีขุ่น แถมยังมีเศษขยะ ซากศพและสิ่งปฎิกูล แต่ไม่น่าเชื่อว่ามีหลายต่อหลายองค์กรนำน้ำในแม่น้ำคงคาคงคา ไป ตรวจพิสูจน์แล้วพบว่าไม่มีสิ่งสกปรก เพราะมีแร่ธาตุบางชนิดที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้
  การล่องแม่น้ำคงคาอยู่ที่ ท่ามณิกรรนิการ์ หรือท่าตุ้มหูพระศิวะ ที่ได้ชื่อว่า ท่าตุ้มหูพระศิวะ เพราะมีเรื่องเล่ากันมาว่า ท่านี้เป็นท่าน้ำที่พระศิวะมาอาบน้ำ เมื่อทรงอาบน้ำเสร็จก็ขึ้นมาจากแม่น้ำ ปรากฎว่าตุ้มหูของพระองค์หล่นหายหาเท่าไรก็ไม่เจอ
  บริเวณท่าแห่งนี้ มีการเผ่าศพทุกวัน  วันละเป็นสิบๆ ศพ รอบๆ สถานที่แห่งนี้จะมี “โรงแรมแห่งความตาย” เป็นโรงแรมห้องเล็ก ๆ ไว้สำหรับคนที่รอความตายมาพัก และยังมีที่หลบแดดหลบฝนของญาติ ๆ ที่นำศพมาทำพิธี
  ชาวฮินดูเชื่อว่าความตายเป็นการทิ้งสังขารเก่าที่ผุพัง ไปเกิดใหม่ตามแต่บุญกรรมของดวงวิญญาณนั้น คล้ายกับพุทธเราเลยนะ ความตายจึงเป็น
เรื่องธรรมดา ๆ

                   เรื่องของนายทนงค์ศักดิ์   พรมสานต์

       ๐นายทนงศักดิ์     พรมสานต์  ชื่อเล่นว่า "โอเร่" อยู่บ้านเลขที่  ๓๘  หมู่ที่  ๔  บ้านท่าดีหมี  ต.ปากตม   อ.เชียงคาน   จ.เลย    เขาถูกรถชนตาย
ในวันที่  ๔  เดือนเมษายน  พ.ศ.๒๕๕๐  อายุได้  ๒๓  ปี
    เมื่อเผาศพเสร็จแล้วพ่อแม่ของเขาได้แบ่งกระดูกออกเป็น  ๒  ส่วน  ส่วนหนึ่งเอาเก็บไว้ที่วัด อีกส่วนหนึ่งพ่อแม่เอากระดูกใส่ในขวดโหลแล้วเอาขวดที่ใส่กระดูกแล้วนั้น  ลอยเรือออกไปกลางแม่น้ำโขงแล้วจึงจับขวดโยนลงไปกลางแม่น้ำโขง ด้วยคิดว่าจะให้ลูกชายที่ตายไปแล้วเย็นสบายดี นี้คือความหวังดีที่ผิดของพ่อแม่ แต่มันกลับกลายเป็นผลร้ายแก่ลูกที่ตายไปแล้ว  พอโยนขวดกระดูกลงไปที่แม่น้ำโขงได้  ๑  เดือน  ลูกฃายที่ตายไปแล้วมาเข้าฝันบอกว่า "แม่ครับผมอยู่ในน้ำได้  ๑  เดือนแล้ว  ผมหนาวจริงๆ ขอให้แม่นำขวดกระดูกของผมขึ้นมาจากน้ำเถอะ"  ฝันคืนแรกแม่เขายังไม่เชื่อ  แม่ของเขาเข้าใจว่าคนตายไปแล้วมันจะหนาวได้อย่างไร? ไม่จริง  พอฝันติดกัน  ๓  คืน แม่ก็ชักเอะใจไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เลยจ้างคนไปงมเอาขวดกระดูกขึ้นมาแต่งมเท่าไหร่ก็ไม่เจอไม่รู้ว่าน้ำมันผัดพาไปที่ไหน  ข้าพเจ้าว่ามันเป็นกรรมของคนตาย  จึงทำให้แม่ของเขาเข้าใจผิดเช่นนี้  เขาจะต้องทรมานไปอีกนานจนกว่าจะหมดหนี้กรรม  เมื่อหมดหนี้กรรมนี้แล้วเขาก็จะเกิดที่ใหม่เอง  สมมุติว่าเขามีอายุขัยที่จะต้องตายในอายุ ๗๐  ปี แต่เขามาตายก่อนเพราะอุบัติเหตุในอายุ  ๒๓  ปี  เป็นอันว่าเขาจะต้องทนหนาวอยู่ในน้ำอีก  ๔๗  ปี  จึงจะพ้นกรรมนี้ได้
    เรื่องนี้ข้าพเจ้าขอฝากท่านผู้รู้และนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายช่วยกันคิดค้นหาความจริง
ว่า "ทำไมคนที่ตายไปแล้วจึงมีความหนาวอยู่"  
   อนึ่งข้าพเจ้ามีเรื่องการเก็บกระดูกอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ, น่าคิด, และน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งจะนำมาเสนอท่านผู้อ่านให้ช่วยกันศึกษาและพิจารนาดู
ว่า เรื่องแบบนี้มันเป็นไปได้อย่างไร ฯ
   

         ๔.การทำบุญอุทิศให้คนตาย ผู้ทำเป็นคนแรกคือท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี  

              ต้นกำเหนิดการทำบุญอุทิศให้คนตาย
   วันหนึ่งหลานสาวของท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีเล่นตุ๊กตาที่ทำจากแป้งเล่นไปเล่นมาก็ทำหล่นลงบนพื้นแตก หลานสาวก็ร้องไห้ด้วยความเสียดายตุ๊กตาที่แตกไป เพราะจะไม่มีตุ๊กตาเล่นอีก   ท่านเศรษฐีก็ได้ปลอบโยนหลานว่า “ไม่เป็นไร เรามาช่วยกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ตุ๊กตากันเถิด” ปรากฏว่าหลานหยุดร้องไห้ รุ่งเช้าท่านเศรษฐีจึงพาหลานไปทำบุญเลี้ยงพระแล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ตุ๊กตาข่าวการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ตุ๊กตาของท่านเศรษฐี แพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วประชาชนชาวพุทธบริษัททั้งหลาย เห็นเป็นเรื่องแปลกและเป็นสิ่งที่ดีที่ควรกระทำ ดังนั้นเมื่อญาติผู้เป็นที่รักของตนตายลงก็พากันทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ประเพณีการทำบุญกรวดน้ำให้คนตายจึงกลายเป็นประเพณีสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้

        ๕.การทำบุญให้คนตาย
         การทำบุญให้คนตายตามหลักที่ถูกต้องแล้วมีดังนี้คือ
    หลังจากที่ญาติพี่น้องและมิตรสหายที่ล่วงลับไปแล้ว  แต่มีสิ่งที่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ตาย คือการปฏิบัติตามธรรมเนียมของท่านผู้รู้ที่สมบูรณ์  คือ:-
   ๑.ไม่พึงสวดอ้อนวอนให้ไปดี หรือสาปแช่งให้ผู้ตายไปไม่ดี   
     ในบางลัทธิศาสนา มีการสวดอ้อนวอนให้ผู้ตายเพื่อหวังให้ผู้ตายไปแล้ว   ได้ไปอยู่ร่วมกับเทพเจ้าของตนหรือไม่ก็สวดสาปแช่งศัตรูให้ไปสู่อบาย ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นนอกจากจะไม่มีประโยชน์ ยังทำให้จิตใจผู้ทำเศร้าหมองด้วยโมหะอีกด้วย เพราะผู้ทำกรรมใดไว้ในโลกนี้ ก็ย่อมต้องเสวยผลแห่งกรรมที่ตนทำเองทั้งในโลกนี้และโลกหน้า การทำเพียงสวดอ้อนวอนจึงไม่มีประโยชน์อะไร (ดูในภูมกสูตร)

                ภูมกสูตร
             [๕๙๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปาวาริกอัมพวัน ใกล้
เมืองนาฬันทา ครั้งนั้นแล นายบ้านนามว่าอสิพันธกบุตร เข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
*พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์ชาว
ปัจฉาภูมิ มีคณโฑน้ำติดตัว ประดับพวงมาลัยสาหร่าย อาบน้ำทุกเช้าเย็น บำเรอไฟ
พราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่ายังสัตว์ที่ตายทำกาละแล้วให้เป็นขึ้น ให้รู้ชอบ ชวนให้
เข้าสวรรค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันตสัมมา-
*สัมพุทธเจ้า สามารถกระทำให้สัตว์โลกทั้งหมด เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ได้หรือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนายคามณี ถ้าอย่างนั้น เราจัก
ย้อนถามท่านในข้อนี้ ปัญหาควรแก่ท่านด้วยประการใด ท่านพึงพยากรณ์ปัญหา
ข้อนั้นด้วยประการนั้น ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษในโลกนี้ฆ่าสัตว์
ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด หมู่มหาชนมาประชุมกันแล้ว
พึงสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบผู้นั้นว่า ขอบุรุษนี้เมื่อตายไป
จงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเมื่อตายไป
พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เพราะเหตุการสวดวิงวอน เพราะเหตุการสรรเสริญ หรือ
เพราะเหตุการประนมมือเดินเวียนรอบดังนี้หรือ ฯ
             คา. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             [๕๙๙] พ. ดูกรนายคามณี เปรียบเหมือนบุรุษโยนหินก้อนหนาใหญ่
ลงในห้วงน้ำลึก หมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้วสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือ
เดินเวียนรอบหินนั้นว่า ขอจงโผล่ขึ้นเถิดท่านก้อนหิน ขอจงลอยขึ้นเถิดท่าน
ก้อนหิน ขอจงขึ้นบกเถิดท่านก้อนหิน ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ก้อน
หินนั้นพึงโผล่ขึ้น พึงลอยขึ้น หรือพึงขึ้นบก เพราะเหตุการสวดวิงวอน สรรเสริญ
ประนมมือเดินเวียนรอบของหมู่มหาชนบ้างหรือ ฯ
             คา. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             พ. ดูกรนายคามณี ฉันนั้นเหมือนกัน บุรุษคนใดฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์
ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วย
อภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด หมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้วสวด
วิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า ขอบุรุษนี้เมื่อตายไป
จงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็จริง แต่บุรุษนั้นเมื่อตาย พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก ฯ
             [๖๐๐] ดูกรนายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษในโลก
นี้เว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา
ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ ไม่มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบ
หมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้วสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบ
บุรุษนั้นว่า ขอบุรุษนี้เมื่อตายไป จงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ท่านจะ
สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก เพราะเหตุการสวดวิงวอน สรรเสริญ หรือเพราะเหตุการประนมมือเดิน
เวียนรอบของหมู่มหาชนบ้างหรือ ฯ
             คา. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             [๖๐๑] พ. ดูกรนายคามณี เปรียบเหมือนบุรุษลงยังห้วงน้ำลึกแล้ว
พึงทุบหม้อเนยใสหรือหม้อน้ำมัน ก้อนกรวดหรือก้อนหินที่มีอยู่ในหม้อนั้น พึง
จมลง เนยใสหรือน้ำมันที่มีอยู่ในหม้อนั้นพึงลอยขึ้น หมู่มหาชนพึงมาประชุมกัน
แล้วสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบเนยใสหรือน้ำมันนั้นว่า
ขอจงจมลงเถิดท่านเนยใสและน้ำมัน ขอจงดำลงเถิดท่านเนยใสและน้ำมัน ขอจง
ลงภายใต้เถิดท่านเนยใสและน้ำมัน ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เนยใส
และน้ำมันนั้นพึงจมลง พึงดำลง พึงลงภายใต้ เพราะเหตุการสวดวิงวอน
สรรเสริญ หรือเพราะเหตุการประนมมือเดินเวียนรอบของหมู่มหาชนบ้างหรือ ฯ
             ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             พ. ดูกรนายคามณี ฉันนั้นเหมือนกัน บุรุษใดเว้นจากปาณาติบาต
อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ
ไม่มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบ หมู่มหาชนจะพากันมา
ประชุมแล้วสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า ขอบุรุษ
นี้เมื่อตายไป จงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็จริง แต่บุรุษนั้นเมื่อตายไป
พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
             [๖๐๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว นายบ้านนามว่าอสิพันธก-
*บุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเทศนาของ
พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้ง
นัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายของที่คว่ำ เปิด
ของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือส่องไฟในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุ
จักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค
กับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำข้า-
*พระองค์ ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้
เป็นต้นไป ฯ

  ๒.พึงทำบุญอุทิศให้
      การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับถือว่าเป็นหน้าที่หนึ่งของคนที่ยังเป็นอยู่ทีเดียว เป็นสิ่งที่คนทุกชาติทุกศาสนาควรศึกษาไว้ให้ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะผู้ที่ล่วงลับไปแล้วในภูมิอื่น (เว้นมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉาน) ย่อมไม่มีการทำมาหากินเลย ผู้ล่วงลับไปจะมีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับกรรมดีกรรมชั่วที่ตนเองกระทำตอนเป็นมนุษย์ และเพราะอาศัยการทำบุญอุทิศให้ของผู้ที่ยังเป็นอยู่ในโลกมนุษย์นี้เท่านั้น  และการทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับก็ต้องทำกับผู้รับที่มีศีลมีธรรมเท่านั้น เช่น พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เข้าถึงพระรัตนตรัย บุญนั้นจึงจะถึงแก่ผู้ตายไปอย่างแน่นอน ตามภูมิตามกำเนิดที่สามารถรับผลบุญที่อุทิศให้ แต่ถ้าทำกับผู้รับที่ไม่มีศีลธรรม บุญก็จะไม่ถึงแก่ผู้ตาย    
     ส่วนกิจอื่น เช่น การร้องไห้คร่ำครวญ การแสดงอาการเศร้าโศก การสวดอ้อนวอนฝากกับเทพเจ้า การเล่นมหรสพ เป็นต้น ซึ่งบางท้องถิ่นยังนิยมทำกันจนเป็นประเพณี เป็นต้นว่ามีการจ้างนักร้องมาร้องเพลงเศร้า เช่น มอญครวญ มอญร้องไห้
    อาชีพร้องไห้หน้าศพ
 การร้องไห้หน้าศพ ถือเป็นการไม่สมควรเลย
   พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ไม่สมควรทำเลย เพราะไม่มีประโยชน์อะไรทั้งแก่ผู้เป็นอยู่และผู้ตาย  มีแต่จะสิ้นเปลืองไป และเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี นอกจากไม่ได้บุญกุศลอะไรแล้ว ซ้ำร้ายยังทำจิตใจให้เศร้าหมองด้วยบาปอกุศลทั้งฝ่ายคนเป็นอยู่และผู้ที่ตายไปอีกด้วย  เพราะทำไปด้วยความเห็นผิดเข้าใจผิด 
    ๒.๑วิธีอุทิศบุญให้ถึงแก่ผู้ตาย           
      นอกจากนี้ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถายังแสดงว่า ทักษิณา คือผลบุญที่ญาติสาโลหิตอุทิศให้ย่อมสำเร็จผลให้เป็นสมบัติมีอาหาร ที่พัก เครื่องนุ่งห่มเป็นต้นแก่ผู้ล่วงลับในขณะนั้นได้ ก็ด้วยองค์ประกอบ ๓ ประการคือ:-
     ๑. ด้วยการถึงพร้อมแห่งทักขิไณยบุคคล เช่น พระภิกษุ สามเณรผู้มีศีลบริสุทธิ์  
     ๒. ด้วยการอุทิศของทายกทั้งหลาย 
     ๓. ด้วยการอนุโมทนาด้วยตนเองของเปรตทั้งหลาย                                              
    ในองค์ประกอบทั้ง ๓ นั้น องค์ที่ ๑ และ ๒ ขาดไม่ได้ ส่วนองค์ที่ ๓ ขาดได้ เพราะแม้เปรตจะไม่อนุโมทนาบุญด้วยตนเอง บุญที่ญาติอุทิศให้ก็ยังคงไปถึงได้บ้าง
      หากมีผู้สงสัยว่า เปรตจำพวกไหนบ้างที่ได้สามารถได้รับผลบุญที่หมู่ญาติอุทิศให้ พระอรรถกถาจารย์ตอบว่า
       “ฐานะใด ตรัสไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ทานนั้น ย่อมสำเร็จผลแก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่ในปิตติวิสัยใด ปิตติวิสัยนั้นแล เป็นฐานะดังนี้ ทักษิณาที่สำเร็จผล
ในฐานะนั้น อันแตกต่างกันโดยประเภทแห่งเปรตมี ขุปปิปาสิกเปรต วันตาสาเปรต ปรทัตตูปชีวีเปรต และนิชฌามตัณหิกเปรต เป็นต้น ก็ตรัสว่า
ย่อมสำเร็จผลโดยฐานะ” 
    สรุปคือ เปรตทุกจำพวกสามารถได้รับผลบุญที่ญาติมิตรอุทิศให้ได้
    ข้อที่ควรคำนึงของผู้จะตาย !
     จากข้อความข้างต้นนี้ มีสิ่งที่น่าพิจารณาอยู่ว่า  ถ้าผู้ตายสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่เคยศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนาเลย หรือศึกษาแต่ผิวเผินเพราะความไม่ใส่ใจ ไม่ทุ่มเทในการประกอบบุญกุศลในโลกนี้  เมื่อละโลกไปแล้ว  แม้มีผู้อุทิศส่วนกุศลให้ แต่ตนอนุโมทนาบุญไม่เป็นก็ย่อมไม่ได้รับส่วนบุญเท่าที่ควร นี้เป็นข้อผิดพลาดของตนคือผู้ตายข้อที่ ๑
  -ญาติทำบุญให้ก็อดเหมือนเดิม
  -ญาติไม่ทำบุญให้ก็อดเหมือนเดิม
  หรือลูกหลานทะเลาะกันเรื่องแบ่งสมบัติ  ซึ่งเราได้เห็นได้ยินกันอยู่ทั่วไป พ่อแม่จวนตาย ลูกหลานแย่งสมบัติกัน บางทีฆ่ากันตายก่อนพ่อแม่ก็มี ตนเองก็ต้องมาทุกข์ใจก่อนตาย  เพราะสมบัติของตนเป็นเหตุ เมื่อตายไป  จึงไม่มีใครอุทิศส่วนกุศลให้เลย เพราะตนเองมิได้คบหากับบัณฑิตทางธรรมและไมเคยทำแบบอย่างเช่นนี้ไว้ให้ลูกหลานดูเลย นี้เป็นข้อผิดพลาดของตนข้อที่ ๒                                
    และข้อสุดท้าย แม้บุตรธิดาทำบุญอุทิศให้  แต่ทำไม่ถูกเนื้อนาบุญ   เช่น ทำบุญกับผู้ทุศีล มีความเห็นผิด ไม่เชื่อกรรม ผลของกรรม นรกสวรรค์เป็นต้น  ทั้งนี้ก็เพราะสมัยที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ก็ไม่เคยศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนาเลย  ไม่เข้าหาพระภิกษุสามเณรผู้รู้ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ซึ่งสามารถชี้แจงโลกนี้โลกหน้าได้กระจ่างชัด   แต่กลับไปคบหานักบวชอื่นหรือพระภิกษุและพุทธศาสนิกชนที่ไม่เชื่อเรื่องโลกนี้โลกหน้า  จึงไม่ฉลาดในวิธีอุทิศส่วนกุศล  บุตรธิดาจึงได้แบบอย่างที่ไม่ถูกต้องตามตนเอง เมื่อถึงคราวต้องการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย  จึงทำไม่ถูกวิธีเช่นกัน  นี้ก็เป็นผู้ผิดพลาดข้อที่ ๓ ของผู้ตาย
     ๒.๒. วันและสถานที่ที่ควรทำบุญให้เป็นพิเศษ
     วันหรือโอกาสที่ควรทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับไปแล้วเป็นพิเศษที่คนสมัยโบราณผู้มีปัญญานิยมทำกัน ตามภูมิรู้ภูมิธรรมที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาจากอดีต ด้วยความพากเพียรทางจิต อันประกอบไปด้วยเหตุผลที่ตนเห็นมาเอง มิใช่เป็นเพียงแค่ความเชื่อ แต่ปัจจุบันเหตุผลดังกล่าวได้หายสาบสูญไป   จึงเหลือเพียงความเชื่อตามปัญญาของคนสมัยโบราณ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นประเพณีนิยมที่ดีงาม ที่น่าทำสืบ ๆ กันไป เพื่อเป็นแบบแผน         
            การทำบุญอุทิศให้คนตาย
      การทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้คนตาย
      ให้กับอนุชนรุ่นหลัง วันสำคัญดังกล่าวได้แก่ วันพระ วันครบรอบวันตาย ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน การทำบุญในสถานที่เกิดอุบัติเหตุ  ซึ่งมีเหตุผลดังต่อไปนี้ 
      ๒.๒.๑. วันพระ  เฉพาะวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นวันที่ยมโลกนรกหยุดทัณฑ์ทรมานให้สัตว์นรก ๑ วันโลกมนุษย์  สัตว์นรกมีทุกขเวทนาเบาบางลง จึงมีโอกาสระลึกถึงบุญกุศลที่ตนทำและอนุโมทนาส่วนบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้ได้เต็มที่  ส่วนญาติที่เกิดเป็นเทวดาก็จะนิยมมาฟังธรรมในวันพระและตรวจดูการทำบุญกุศลและอนุโมทนาบุญกับผู้ที่ทำความดีในโลกนี้
      ดังนั้นญาติหรือมิตรสหายที่อยู่ในโลกนี้ จึงควรสละเวลามาทำบุญในวันพระให้กับผู้มีอุปการคุณของตนเอง เพื่อเป็นแบบแผนที่ดีงามให้กับอนุชนรุ่นหลังโดยเฉพาะบุตรธิดาของตน เพราะเมื่อถึงคราวตนเองละโลกนี้ไปแล้วบุตรธิดาก็จะได้ทำบุญอุทิศให้บ้าง หากเราไม่ทำเป็นแบบอย่างไว้ เมื่อเราล่วงลับไปแล้วก็จะไม่มีบุญให้ได้รับความสุขให้ภพหน้าและไม่มีใครอุทิศส่วนบุญให้ด้วย
       ๒.๒.๒. วันครบรอบวันตาย ๗ วัน  ในกรณีที่ผู้ตายไปแล้วเป็นผู้ที่ทำกรรมดีและชั่วไม่มากพอ บุญบาปที่ตนทำในโลกนี้ยังไม่ส่งผลในทันที  ผู้ตายจะวนเวียนอยู่ ๗ วันเพื่อให้มีโอกาสระลึกถึงบุญกุศลได้ และเจ้าหน้าที่ยมโลก (กุมภัณฑ์) กำลังผลัดเปลี่ยนเวรกัน ระหว่างที่รอเจ้าหน้าที่ซึ่งจะพาตัวไปยมโลกนรก หากผู้ตายระลึกถึงบุญกุศลที่ตนเคยทำได้ หรือ หากญาติมิตรทำบุญอุทิศให้อย่างถูกวิธี และอนุโมทนาบุญ ผลบุญนั้นก็จะพาไป
เกิดในที่   ดี ๆ โดยไม่ต้องไปยมโลกนรก อุสสทนรก หรือ มหานรก อนึ่ง ผู้ตายที่ทำบาปกรรมไว้ เมื่อครบ ๗ วันผู้ตายต้องกลับมา ณ สถานที่ตาย หากเห็นญาติมิตรทำบุญให้ก็จะอนุโมทนาบุญ และจะไปสู่สุคติได้การนิมนต์พระมาสวดพระอภิธรรม                                                     
              การนิมนต์พระมาสวดพระอภิธรรมในงานศพ
             ๒.๒.๓. วันครบรอบวันตาย ๕๐ วัน ในกรณีที่ผู้ตายถูกเจ้าหน้าที่ยมโลกพาไปยมโลกแล้ว ช่วงระหว่างเวลา ๕๐ วันหลังตาย คือช่วงเวลาที่ผู้ตายกำลังรอคอยลำดับคิวการพิพากษาตั้งแต่ถูกลากตัวไปจากมนุษย์โลก ผ่านประตูยมโลก อยู่หน้าลานรอขานชื่อเพื่อเข้าพบพระยายมราช                           
     *พระยายมราช คือ เทพชั้นจาตุมหาราชิกาประเภทหนึ่งที่มีกรรมเกี่ยวพันด้านกฎหมาย ชอบตัดสินคดีความด้วยความซื่อสัตย์ตอนสมัยเป็นมนุษย์และทำบุญ หรือเมื่อทำบุญก็ตั้งความปรารถนาไว้  
           ๒.๒.๔. วันครบรอบวันตาย ๑๐๐ วัน  ช่วงเวลาระหว่าง ๕๑ ถึง ๑๐๐ วัน คือช่วงกำลังถูกพิพากษา พระยายมราชจะซักถามความประพฤติตอนสมัยเป็นมนุษย์  และจะส่งไปเกิดเป็นอะไรต่ออะไร เช่น ไปเกิดในยมโลก อุสสทนรก และมหานรก ไปเป็นมนุษย์ เทวดา เป็นเปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน ตามกรรมที่ปรากฏเป็นภาพหน้าบัลลังก์ของพระยายมราช    ช่วงนี้ถ้าญาติอุทิศบุญให้ก็ยังรับบุญได้                                       
        นี้เป็นหลักการส่วนใหญ่ มิใช่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นญาติมิตรผู้ยังเป็นอยู่ในโลกมนุษย์จึงควรศึกษาวิธีอุทิศส่วนกุศลให้ถูกวิธี และรีบทำบุญทุกบุญอย่างเต็มกำลังและอุทิศส่วนกุศลให้ในวันดังกล่าว

      การอุทิศส่วนกุศลในพระพุทธศาสนาไม่ต้องใช้นํ้าการที่พระเจ้าพิมพิสารเป็นองค์แรกที่อุทิศส่วนกุศลโดยใช้นํ้าก็เพราะท่านเพิ่งพบพระพุทธเจ้า เนื่องจากศาสนาพราหมณ์เขาถือว่าถ้าจะให้อะไรกับใคร ต้องให้คนนั้นแบมือแล้วเอานํ้าราดลงไป ท่านยังชินอยู่กับประเพณีของพราหมณ์ แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ห้าม เพราะเห็นว่าใจท่านตั้งตรงเวลาอุทิศส่วนกุศลเวลาอุทิศส่วนกุศลให้ว่าเป็นภาษาไทยชัดๆ และให้สั้นที่สุด ให้บอกว่า "บุญใดที่ฉันบำเพ็ญมาแล้วตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผลบุญทั้งหมดนี้จะมีประโยชน์ ความสุขแก่ฉันเพียงใด ขอเธอจงโมทนาผลบุญนั้นและรับผลเช่นเดียวกับฉันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"
   การได้รับส่วนกุศลนี้ขึ้นอยู่กับท่านนั้นมีโอกาสโมทนาท่านก็ได้รับ แต่ถ้าท่านนั้นไม่มีโอกาสโมทนาก็ไม่ได้รับ เปรียบเหมือนเราเอาสิ่งของไปให้ แต่ผู้รับเขาไม่รับ เขาก็จะไม่ได้ของ ถ้าเราอุทิศให้แผ่กระจายเขาโมทนาได้ จึงต้องให้เจาะจงเฉพาะตรง ถ้าไม่ให้ตรงเฉพาะก็รับไม่ได้เพราะกรรมหนัก ฉะนั้นการอุทิศส่วนกุศลเวลาจะให้ ๆ ว่าเป็นภาษาไทยให้เรารู้เรื่องและให้สั้นที่สุด
   การอุทิศส่วนกุศลแก่บุคคลต่างๆ ที่ตายไปแล้ว ถ้านึกได้ออกชื่อเขาก็ดี เพราะถ้ากรรมหนาอยู่นิดถ้าออกชื่อเจาะจงเขาก็ได้รับเลย ถ้านึกไม่ออกก็ว่า รวมๆ “ญาติก็ดี ไม่ใช่ญาติก็ดี” ถ้าขืนไปนั่งไล่ชื่อน่ากลัวจะไม่หมด การถวายสังฆทานก็ดี การเจริญพระกรรมฐานก็ดี ควรตั้งจิตอธิษฐานตามความประสงค์ การตั้งจิตอธิษฐานเรียกว่า “อธิษฐานบารมี” ถ้าท่านตั้งใจเพื่อพระนิพพานก็ต้องอธิษฐานเผื่อไว้ โดยอธิษฐานว่า
   “ขอผลบุญทั้งหมดนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ แต่ถ้าหากข้าพเจ้ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด จะไปเกิดใหม่ในชาติใดก็ตาม ขอคำว่า “ไม่มี”จงอย่าปรากฏแก่ข้าพเจ้า”
   การทำบุญไปแล้วครั้งหนึ่งสักกี่ปีๆ บุญก็ยังมีอยู่ ถ้าทำไปแล้วสัก ๓๐ ปีก็ยังอุทิศส่วนกุศลได้ บุญไม่หาย ไม่ใช่เราทำบุญแล้วเดี๋ยวเดียวบุญหายไป ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าทำบุญแล้วไม่ได้อุทิศส่วนกุศล ผู้ทำเป็นผู้ได้บุญเต็มที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะให้เขาหรือไม่ให้ ถ้าเราไม่ให้เราก็กินคนเดียว ทีนี้ถ้าเราให้เขาบุญของเราก็ไม่หมด ส่วนที่เราให้ไปไม่ได้ยุบไปจากของเดิม
   “การอุทิศส่วนกุศลก็เหมือนกัน เราให้เขา เขาก็โมทนา แต่บุญของเราก็ยังอยู่เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้หายไป” การสร้างบุญเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ขึ้นอยู่กับสร้างดีก็ได้บุญ ถ้าสร้างไม่ดีก็ได้บาป แต่ถ้าหากตั้งใจทำบุญโดยมีเจตนาบริสุทธิ์ ไม่มีบาปมีแต่บุญ อย่างนี้ผู้สร้างบุญก็ได้บุญเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ คือบุญนี่จะต้องได้แก่ผู้สร้างบุญก่อน แล้วผู้สร้างจึงจะอุทิศส่วนกุศลให้คนอื่นได้

       คำอุทิศส่วนกุศล
“อิทัง ปุญญะผะลัง” ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้บำเพ็ญแล้ว ณ โอกาสนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่เคยล่วงเกินมาแล้ว แต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายจงโมทนาส่วนกุศลนี้ ขอจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่วันนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน
   -บทอุทิศส่วนกุศลท่อนแรกนี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวร หลวงปู่โตท่านมาบอก และบทอุทิศส่วนกุศลอีก ๓ ท่อน ท่านพระยายมราชท่านมาบอก
มีดังนี้
   -ท่อนที่สอง
และ ข้าพเจ้าทั้งหลายขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เทพเจ้าทั้งหลายที่ปกปักรักษาข้าพเจ้า และเทพเจ้าทั้งหลายทั่วสากลพิภพ และพระยายมราช
ขอเทพเจ้าทั้งหลายและพระยายมราชจงโมทนาส่วนกุศลนี้ ขอจงเป็นสักขีพยาน ในการบำเพ็ญกุศลของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเถิด
  -ท่อนที่สาม
และ ขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่ท่านทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี เสวยความทุกข์อยู่ก็ดี เป็นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี ขอท่านทั้งหลาย
จงโมทนาส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ ความสุข เช่นเดียวกับข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด
  -ท่อนที่สี่
ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้บำเพ็ญมาแล้ว ณ โอกาสนี้ ขอผลบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เถิด..

     การทำบุญอุทิศส่วนกุศล เขาทำกันอย่างไร
    ทำไมต้องมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ?
  การทำบุญอุทิศส่วนกุศล ครบ ๗ วัน ๕๐ วัน และ ๑๐๐ วัน ให้กับคนตาย ถือเป็นการทำบุญใหญ่อย่างหนึ่ง เพราะเป็นการเติมกำลังบุญให้ผู้เสียชีวิตได้เดินทางสู่สุขคติ หมดห่วง ทั้งนี้ก่อนมีพิธีการทำบุญครบรอบวันตายนั้น เจ้าภาพจะต้องติดต่อวัด จัดเตรียมชุดสังฆทาน ผ้าบังสุกุล และอาราธนาคณะสงฆ์สวดอภิธรรม ๓ คืน ๕ คืน หรือ ๗ คืน ต่อเนื่องที่วัด เพื่อให้ผู้ตายได้ระลึกถึงบุญกุศลในขณะที่มีชีวิตอยู่ และในวาระครบรอบ ๗ วัน ๕๐ วัน หรือ ๑๐๐ วัน จึงสามารถนิมนต์พระเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อถวายสังฆทาน ภัตตาหาร และทอดผ้าบังสุกุลต่อเนื่องที่บ้าน เพื่อส่งบุญให้กับผู้เสียชีวิต
   วิธีนับวันตาย เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศล ครบ ๗ วัน ๕๐ วัน หรือ ๑๐๐ วัน
ให้นับวันตายเป็นวันที่ ๑ เช่น ถ้าเสียชีวิตวันจันทร์ ก็นับวันจันทร์เป็นวันที่ ๑ วันอังคารเป็นวันที่ ๒ วันพุธเป็นวันที่ ๓ จนถึงวันอาทิตย์เป็นวันที่ ๗
   ดังนั้นในการทำบุญครบ ๗ วัน จึงต้องกำหนดทำบุญในวันอาทิตย์ที่ ๗
อย่างไรก็ตาม การทำบุญครบรอบวันตาย ๗ วัน ๕๐ หรือ ๑๐๐ วัน
  กรณีทำบุญวันเดียว เจ้าภาพจะต้องนิมนต์พระสงฆ์ ๕ รูป ๗ รูป หรือ ๙ รูป เพื่อมาสวดพระพุทธมนต์ และเลี้ยงอาหารพระ ให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียวกัน อาจจะทำในช่วงฉันเช้าหรือฉันเพล แล้วแต่ความสะดวกของเจ้าภาพ
  กรณีทำบุญสองวัน เจ้าภาพจะต้องนิมนต์พระสงฆ์ ๕ รูป ๗ รูป หรือ ๙ รูป มาสวดพระพุทธมนต์ในตอนเย็น และในวันรุ่งขึ้นก็เลี้ยงอาหารพระในตอนเช้า
  * ในกรณีทำบุญครบ ๕๐ วัน หรือ ๑๐๐วัน ใช้วิธีนับวันตายแบบเดียวกับทำบุญครบ ๗ วัน และมีรูปแบบการทำบุญเหมือนกัน คือ จะทำ ๑ วัน หรือ ๒ วันก็ได้
  นอกเหนือจากนี้ หากเจ้าภาพต้องการเลื่อนวันทำบุญครบรอบวันตาย ถ้ามีความจำเป็นก็สามารถเลื่อนวันทำบุญได้ (โดยทั่วไปแล้วจะนิยมเลื่อนวันทำบุญเข้ามามากกว่าเลื่อนออกไป) ทั้งนี้ทั้งนั้นในทางพุทธศาสนาไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องวันเท่าใดนัก แต่ขอให้ยึดถือความพร้อมและความสะดวกของเจ้าภาพและพระสงฆ์เป็นหลักไว้ เพื่อความราบรื่นในการทำบุญ
  การทำบุญครบรอบในทั้งสามวาระนี้ จึงถือเป็นพิธีที่สำคัญ นอกจากให้ผู้ตายได้รับส่วนบุญจากการทำบุญแล้ว ขั้นตอนพิธีการทำบุญนั้นก็สำคัญอย่างยิ่ง จึงจำเป็นต้องมีพิธีการและขั้นตอนที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ตายได้รับบุญอย่างแท้จริง...

   
             คำกรวดน้ำจากยมบาล
       จากปากคนตายแล้วฟื้น เผยบท “กรวดน้ำ” โดย “ยมบาล” อุทิศอย่างไรให้ถึงผู้ตาย ประกาศบุญไปให้ไพศาล
“อ.นิติกฤตย์” เผยบทกรวดน้ำ จากปากคนตายแล้วฟื้น ยมบาลสอนมาให้ทำแบบนี้ จะได้อุทิศถึงผู้ตาย เทวดา เจ้าที่ฯลฯ ประกาศบุญไปให้ไพศาล คือในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทยที่กำลังจะถึงนี้ นอกจากกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวรอคอยที่จะเล่นสาดน้ำกันแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือการทำบุญ ไม่ว่าจะเข้าวัดทำบุญ ปล่อยนก ปล่อยปลา หรือจะทำบุญด้วยวิธีใดก็ตาม มีหลักที่สำคัญอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ และไม่ควรจะลืมเด็ดขาด ก็คือการกรวดน้ำ บางคนคิดว่าไม่สำคัญ บางคนกรวดไม่เป็น บางคนไม่เคยแผ่ส่วนกุศลให้ใคร นั่นจะเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อไปยังเวลาที่คุณไม่มีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์แล้ว และจะเป็นสิ่งชี้วัดว่าคุณจะต้องลงนรก หรือได้ขึ้นสวรรค์
   สำหรับเคล็ดลับการทำบุญคนอื่นเขาจะเริ่มต้นด้วยการปล่อยปลา ปล่อยนกกี่ตัวอะไรต่างๆ อันนั้นคือต้นทาง แต่สิ่งที่ผมอยากจะให้ทุกคนทำคือปลายทางตอนจบ วิธีการทำบุญมันมีตอนจบที่สำคัญคือการกรวดน้ำ แล้วคนไทยจำนวนมากไม่เข้าใจเรื่องการกรวดน้ำ บางคนก็กรวดน้ำไม่เป็นมันมีหลากหลายบทให้ใช้และไม่รู้จะจบยังไง ผมก็จะแนะนำให้ใช้บทนี้ มันจะชื่อว่า บทกรวดน้ำไทยโบราณ อันนี้เป็นชื่อที่เขาตั้งขึ้นมา แต่จริงๆ
มันอาจจะไม่ได้ชื่อนี้ก็ได้
  มีเรื่องเล่าของบทกรวดน้ำจากอาม่าที่เป็นคนจีน เมื่อประมาณสัก 60 ปีที่แล้ว แกตายไปไม่ถึง ๗ วันแกก็กลับฟื้นคืนมา  เมื่อแกฟื้นขึ้นมาได้ ลูกหลานก็ถามว่า ทำไมถึงฟื้น แล้วไปไหนมา อาม่าแกก็เล่าว่า เขาตายไปก็มียมฑูตมารับไป พอไปถึงสำนักพญายม พญายมก็บอกว่าคนนี้ยังไม่หมดอายุขัย เนื่องจากในตอนนั้นคนจีนจะมีชื่อซ้ำกัน นามสกุลก็แซ่เดียวกัน เขาก็จับวิญญาณผิด แต่ท่านบอกว่าไหนๆ ก็มาถึงนรกแล้วก็ขอให้ได้รับรู้ ท่านก็พาทัวร์นรก อาม่าก็ได้เห็นสิ่งต่างๆ มากมาย
  แต่มันมีเรื่องที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่งคือแกไปเจอคนที่อยู่บ้านใกล้กันอยู่คนหนึ่งคือลุงทัน แกตายไปเมื่อต้นปี แกเดินเข้ามาใกล้ๆ และขอร้องให้อาม่าช่วย เพราะร่างของแก  มีขวานจามผ่าศีรษะเอาไว้ และมีการเอาเหล้ามาราดที่หัวของแกตรงที่เป็นแผล มันเจ็บปวดและทรมานมาก เขาก็บอกว่าช่วยกลับไปบอกลูกหลานเขาด้วยว่า "ในโลงศพของแกจะมีขวานกับเหล้าอยู่ ช่วยเอาออกจากโลงศพให้าด้วย

   อาม่าก็ถามว่าใส่ไว้ทำไม เขาบอกเขาเป็นคนสั่งเองว่า "ถ้าตายให้ใส่เหล้ากับขวานไว้ในโลงศพด้วย เพราะเขาไม่เชื่อเรื่องนรก เขาคิดว่าเขาจะเอาขวานฟันต้นงิ้วและจะกินเหล้าอวดยมบาล พอมาตอนนี้สิ่งที่เขาทำไว้กลับเป็นเครื่องมือทรมานเขา เขาสำนึกแล้วช่วยไปบอกลูกหลานเขาให้เอาออกจากโลงศพที
   คือแกก็ท่องนรกไปเรื่อย มีเหตุการณ์หลายอย่าง และก่อนจะกลับท่านก็สอนให้อาม่าคนนี้สวดมนต์ แต่คนแก่คนจีนพูดไทยก็ไม่ชัด ท่านก็ให้บทกรวดน้ำมาบทหนึ่ง ท่านก็ท่องให้ฟัง บทกรวดน้ำนี้ก็จะเป็นคำกลอน พออาม่าได้ฟังด้วยความที่มันยาวมาก อาม่าแกก็บอกยมบาลว่ามันยาวมากจำไม่ได้ท่านบอกว่าพอขึ้นไปจะจำได้ทุกเรื่อง พอหลังจากแกฟื้นขึ้นมาที่งานศพ แกก็เคาะฝาโลง พอเปิดมาแกก็ฟื้นจริงๆ แล้วแกก็เล่าในสิ่งที่แกเจอ
   ข้อพิสูจน์ก็คือแกก็ไปบอกลูกหลานของคนแก่คนนั้นที่ขอร้องให้เอาขวานกับเหล้าออกจากโลงศพให้ พอไปบอกทางนั้นก็ตกใจ เพราะเป็นความลับของบ้านเขาแต่ทำไมถึงรู้ อาม่าก็บอกว่าไปเห็นแบบนี้มา ลูกหลานก็เอาเหล้าเอาขวานออกจากโลงศพให้ แล้วอาม่าเองก็กรวดน้ำบทนี้ได้และสวดมนต์ไทยได้ ไม่รู้สวดบทไหนนะ แต่สวดเป็นเฉยเลย และแกก็บอกว่าพญายมราชฝากบอกว่า กลับไปบอกคนที่โลกมนุษย์ว่า นรก สวรรค์มีจริง ฝากไป
เตือนการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วมีจริง

   อ.นิติกฤตย์ ยังเผยอีกว่า เรื่องที่เล่ามานี้เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับที่เมื่อตอนสมัยอยู่ป.5 มีครูคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องการถอดจิต ตายแล้วฟื้น จนพอโตถึงวัยบวชเรียนก็ได้เจอหนังสือเรื่องกฎแห่งแห่งกรรมของนักเขียนท่านหนึ่งที่ใช้นามปากกาว่า ท.เลียงพิบูลย์ เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการบวชเรียนและกฎแห่งกรรมได้อย่างลึกซึ้ง รวมไปถึงบทกรวดน้ำไทยโบราณนี้ด้วย จนเมื่ออายุได้ 19 ปีจึงได้พบกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่มีซิก
เซ้นส์สามารถติดต่อกับโลกวิญญาณได้ อาจารย์จึงได้เล่าถึงบทกรวดน้ำนี้ให้ฟัง จึงได้มารู้ความจริงว่าเป็นเรื่องราวของอาม่าของผู้ใหญ่ท่านนี้นี่เอง และถึงได้เชื่อว่าเรื่องนี้คือเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้น
  ทีนี้เจอใครผมก็จะแนะนำว่าให้ใช้บทกรวดน้ำนี้ มันเหมือนเป็นสิ่งที่เบื้องบนประทานให้ และอีกอย่างชาวพุทธจำนวนมากไม่รู้ว่าการกรวดน้ำสำคัญยังไง ครูบาอาจารย์ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำเล่าเรื่องเกี่ยวกับการไปนรกให้ฟังว่า คนเข้าใจผิดว่าไปสำนักพญายมราชไปเจอท่านนี่เป็นคราวซวยล่ะ ต้องลงนรกแน่ แต่แท้ที่จริงแล้วการเจอพญายมราชเนี่ย ท่านมีหน้าที่ช่วยเราให้เราจำได้ ช่วยให้เรานึกได้ว่าเรามีความดีอะไรเพื่อให้เราไม่ต้องลงนรก ท่านก็จะถามว่านึกความดีอะไรออกบ้าง ท่านจะถามอย่างน้อย 3 ครั้ง แต่พอนึกความดีไม่ออก ท่านก็ใช้ตัวช่วยว่า ลองประกาศในโลกวิญญาณ มีวิญญาณท่านใดบ้างที่รู้ว่าดวงวิญญาณนี้ ชื่อนี้ทำความดีอะไรไว้บ้างช่วยมายืนยันหน่อย เพราะถ้ามีพยานยืนยันความดีเขาก็มีโอกาสขึ้นสวรรค์
  แต่เราจะไม่มีใครมายืนยันถ้าเราไม่กรวดน้ำและมีพยาน กรวดน้ำแบ่งผลบุญให้คนนั้น คนนี้ เทวดา ต้นไม้นั่นนี่ เจ้าที่เจ้าทาง ก็จะมีพยานประจักษ์ความดีเรา ถึงเวลาจนแล้วจนรอดเราก็ต้องไปตรงนั้น เราก็จะมีตัวช่วย มันก็ส่งผลมาจากตรงนี้ ถ้าเราทำบุญไม่ปราณีต สักแต่ว่าทำ ตอนจบก็ไม่ได้อุทิศให้ใคร หรือไม่เข้าใจก็ละเลยไม่ทำ เราก็เสียโอกาสในการใช้ชีวิต ฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ไม่จำเป็นต้องเทศกาลนี้ก็ได้ ทำได้ทุกเทศกาล
ทุกเวลา ถ้ามีโอกาสก็ลองใช้เรื่องนี้ไป คนที่มาช่วยถ่ายทอดก็ได้บุญ ก็สาธุด้วยครับ”
  อ.นิติกฤตย์ ย้ำอีกว่าโลกวิญญาณนั้นมีอยู่จริง แต่คนที่ไม่เชื่อและยังลบหลู่ รับรองว่ามีที่ทรมานแบบเฉพาะให้แน่นอน ต้องเวียนว่ายตายเกิดจนฉลาดรู้ว่าโลกวิญญาณนั้นมีอยู่จริง และบทกรวดน้ำนี้เหมาะสำหรับการทำบุญใหญ่ เพราะมีคำกล่าวถึงเทวดาที่ละเอียด และเป็นคำกลอนที่ท่องง่าย ใครทำได้ย่อมเกิดผลดีต่อตัวเองแน่นอน

    คำกรวดน้ำภาษาไทยโบราณ
บุญทานที่ทำ กลายเป็นข้าวน้ำ เครื่องทิพย์นานา
เป็นวิมานทอง เรืองรองโสภา กับทั้งนางฟ้า
พันหนึ่งบริวาร เครื่องทิพย์ครั้งนี้ ส่งถึงชนนี
บิดาอย่านาน ถึงญาติทุกหมู่ ครูบาอาจารย์
พ้นทุกข์อย่านาน ได้วิมานทอง ฝูงเปรตทั้งหลาย
นรกอสุรกาย หมู่สัตว์ทั้งผอง เต่า ปลา ปู หอย
กุ้งน้อยเนืองนอง จงตั้งใจปอง รับเอาส่วนบุญ
สัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ ตัวเรานี้ไซร้ ได้กระทำทารุณ
ด้วยกายน้ำใจ ฝากไว้เป็นทุน รับเอาส่วนบุญ
อย่าเป็นเวรกรรม อินทราเทวา อีกทั้งพรมมา
   ท้าวเวสสุวรรณ พระภูมิเจ้าที่ พระอาทิตย์พระจันทร์
พระอังคารพุทธัญ พฤหัสบดี พระศุกร์พระเสาร์
เทพเจ้าทั้งหลาย สิบสองราศี พระยมพระกาฬ
จตุโลกบาลทั้งสี่ ครุฑานาคี กินรีกินนรา
เทพเจ้าทั้งหลาย ทั้งหญิงและชาย จงอนุโมทนา
รับเอากุศล ผลบุญนี้หนา ทั้งพสุธา
คงคาวารี ชื่อว่าเข็ญใจ ขอจงอย่าได้
ไปบังเกิดมี ความยากอย่าได้เห็น ขอเป็นเป็นเศรษฐี
คฤหบดี มนตรีพระยา คนพาลอย่าได้พบ
ขอให้ประสพ คนมีปัญญา เดชะกุศล
ได้พ้นอสุรา ขอให้ตัวข้า พบพระศรีอาริย์
ได้ฟังคำสอน จิตใจโอนอ่อน สำเร็จอย่านาน
ลุถึงเมืองแก้ว กล่าวแล้วนิพพาน ดับชาติสังขาร จากโลกโลกีย์


                คำกรวดน้ำ
       อิทัง ปุญญะ พะลัง  ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญ มาล้ว ณ.โอกาสนี้  ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลนี้  ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่เคยล่วงเกินมาแล้ว ตั้งแต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงอนุโมทนาส่วนกุศลนี้ และขอจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่วันนี้..ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน และข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เทพเจ้าทั้งหลาย ที่ปกปักรักษาตัวข้าพเจ้า  และเทพเจ้าทั้งหลายทั่วสากลพิภพ  และพญายมราช  ขอให้เทพเจ้าทั้งหลาย  และพญายมราช  จงอนุโมทนาส่วนกุศลนี้ และขอจงเป็นสักขีพยาน ในการบำเพ็ญกุศลของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเถิด และข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลนี้  ให้แก่ท่านทั้งหลาย  ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี เสวยความทุกข์อยู่ก็ดี เป็นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์  และความสุข  เช่นเดียวกับข้าพเจ้า จะพึงได้รับ ณ.กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด ผลและบุญใดที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้ว ณ.โอกาสนี้ ขอผลบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้เข้าถึง  ซึ่งพระนิพพาน ในชาติปัจจุบันนี้เทอญ

 

    

 

 

 

 

เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ …

Visitors: 34,886