26.พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งโลก

                                พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งโลก

          

                                          พุทโธ  โลกวิทู

                    พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งโลก

    ๐พุทโธ  โลกวิทู     แปลว่า "พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งโลก"   คำว่า "โลก"  ในพุทธคุณบทนี้  หมายถึงโลก  ๓   คือ:-

      ๑.สังขาระโลก         โลกคือสังขารร่างกาย

      ๒.สัตตะโลก            โลกคือหมู่สัตว์

      ๓.โอกาสะโลก         โลกคือแผ่นดิน  แผ่นฟ้า  อากาศ  และน้ำ

                         สังขาระโลก

    ๐สังขาระโลก   โลกคือสังขารร่างกาย    คำว่า "สังขาร"  ในบทนี้   แปลว่า "การปรุงแต่ง"  สังขารร่างกายจะเกิดมีขึ้นมาได้ จะต้องถูกปรุงแต่งขึ้นด้วยธาตุ ๖    และคำว่าสังขารในบทนี้    หมายถึงสังขาร  ๒  คือ:-

      ๑.อุปาทินนะกะสังขาร       คือสังขารร่างกายที่มีจิตใจ     เช่น  มนุษย์   นรก   เปรต

อสุรกาย   สัตว์เดรัจฉาน   เทวดา   และพรหม

      ๒.อนุปาทินนะกะสังขาร     คือสังขารรูปกายที่ไม่มีจิตใจ    เช่น  ภูเขา   ต้นไม้   บ้านเรือน   รถเรือ   เครื่องบิน   โต๊ะเก้าอี้   สมุดดินสอ ฯลฯ

                          สังขารร่างกายที่มีจิตใจ

         

         ทั้งมนุษย์และควายในภาพนี้คือสังขารร่างกายที่มีจิตใจ

    ๐สังขารร่างกายที่มีจิตใจ    จะถูกปรุงแต่งขึ้นมาด้วยอำนาจของธาตุ  ๖   คือ:-

       ๑.ธาตุดิน            ๒๐

       ๒.ธาตุน้ำ            ๑๒

       ๓.ธาตุไฟ            ๔

       ๔.ธาตุลม            ๖

       ๕.อากาศธาตุ      ๑

       ๖.วิญญาณธาตุ   ๖

                    ธาตุดิน ๒๐

    ๐ธาตุดิน  ในร่างกายของมนุษย์มี   ๒๐   ชนิด   คือ:-

      -กลุ่มที่หนึ่งคือ  ๑.เกสา ผมทั้งหลาย    ๒.โลมา ขนทั้งหลาย   ๓.นะขา เล็บทั้งหลาย   ๔.ทันตา ฟันทั้งหลาย   ๕.ตะโจ หนัง
     -กลุ่มที่สองคือ  ๖.มังสัง เนื้อ   ๗.นะหารู เอ็นทั้งหลาย    ๘.อัฏฐี กระดูกทั้งหลาย   ๙.อัฏฐิมิญชัง    เยื่อในกระดูก    ๑๐.วักกัง ม้าม
     -กลุ่มที่สามคือ  ๑๑.หะทะยัง หัวใจ   ๑๒. ยะกะนัง ตับ   ๑๓.กิโลมะกัง พังผืด   ๑๔.ปิหะกัง ไต   ๑๕.ปัปผาสัง ปอด
     -กลุ่มที่สี่คือ  ๑๖.อันตัง ไส ้ใหญ่   ๑๗.อันตะคุณัง ไส้น้อย   ๑๘.อุทะริยัง อาหารใหม่   ๑๙.กะรีสัง อาหารเก่า   ๒๐.มัตถะเก มัตถะลุงคัง มันสมอง

       -กลุ่มที่หนึ่งมี  ๕  คือ ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง

       -กลุ่มที่สองมี  ๕   คือ  เนื้อ  เอ็น  กระดูก  เยื้อในกระดูก  ม้าม

       -กลุ่มที่สามมี   ๕   คือ  หัวใจ  ตับ  พังผืด  ไต  ปอด

       -กลุ่มที่สี่มี  ๕   คือ  ไส้ใหญ่  ไส้น้อย  อาหารเก่า  อาหารใหม่  มันในสมอง

                   ธาตุน้ำ ๑๒

    ๐ธาตุน้ำ  ในร่างกายมนุษย์มี  ๑๒  ชนิด   คือ:-

       ๑.ปิตตัง           คือ น้ำดี

       ๒.เสมหัง          คือ น้ำเสมหะ

       ๓.ปุพโพ          คือ น้ำหนอง

       ๔.โลหิตัง         คือ น้ำเลือด

       ๕.เสโท            คือ น้ำเหงื่อ

       ๖.เมโท            คือ น้ำมันข้น

       ๗.อัสสุ            คือ น้ำตา

       ๘.วะสา            คือ น้ำมันเหลว

       ๙.เขโฬ           คือ น้ำลาย

       ๑๐.สิงฆานิกา  คือ น้ำมูก

       ๑๑.ละสิกา       คือ น้ำไขข้อ

       ๑๒.มุตตัง        คือ น้ำเหยี่ยว    

    **ธาตุดินและธาตุน้ำรวมกัน เรียกว่า "อาการ ๓๒"  

                  ธาตุไฟ ๔

    ๐ธาตุไฟ  ในร่างกายมนุษย์มี  ๔  ชนิด   คือ:-
       ๑.สันตัปปัคคี         คือ  ไฟสำหรับทำให้ร่างกายอบอุ่น
       ๒.ปริทัยหัคคี         คือ  ไฟสำหรับทำให้ร้อนระส่ำระสาย
       ๓.ชิรนัคคี              คือ  ไฟสำหรับเผาร่างกายให้แก่ชรา
       ๔.ปริณามัคคี         คือ  ไฟสำหรับย่อยอาหาร              
               
ธาตุลม ๖ 

   ๐ธาตุลม   ในร่างกายของมนุษย์มี  ๖   ชนิด   คือ:-    

      ๑.อุทธังคะมาวาตา           คือ  ลมพัดขึ้นเบื้องบน
      ๒.อะโธคะมาวาตา            คือ  ลมพัดลงเบื้องล่าง
      ๓.กุจฉิสะยาวาตา             คือ  ลมพัดนอกไส้
      ๔.โกฐฐาสะยาวาตา          คือ  ลมพัดในไส้
      ๕.อังคะมังคานุสารีวาตา   คือ  ลมพัดไปทั่วร่างกาย
      ๖.อัสสาสะปัสสาสะวาตา    คือ  ลมหายใจเข้าออก

               อากาศธาตุ ๑

    ๐อากาศธาตุ   ในร่างกายของมนุษย์มี  ๑   ชนิด   คือ:-

      ๑.อากาสะธาตุ     คือ  ธาตุที่เป็นช่องว่างในร่างกาย

              วิญญาณธาตุ ๖

    ๐วิญญาณธาตุ   ในร่างกายของมนุษย์มี  ๖   ชนิด   คือ:-

      ๑.จักขุวิญญาณธาตุ         คือธาตุแห่งการรู้แจ้ง    เมื่อตาได้เห็นรูป

      ๒.โสตะวิญญาณธาตุ        คือธาตุแห่งการรู้แจ้ง    เมื่อหูได้ยินเสียง

      ๓.ฆานะวิญญาณธาตุ        คือธาตุแห่งการรู้แจ้ง     เมื่อจมูกได้กลิ่น       

      ๔.ขิวหาวิญญาณธาตุ       คือธาตุแห่งการรู้แจ้ง     เมื่อลิ้นได้ลิ้มรสอาหาร

      ๕.กายะวิญญาณธาตุ        คือธาตุแห่งการรู้แจ้ง     เมื่อกายได้สัมผัสกับ เย็น  ร้อน  อ่อน  แข็ง

      ๖.มะโนวิญญาณธาตุ        คือธาตุแห่งการรู้แจ้ง     เมื่อใจได้กระทบกับอารมณ์ที่จรเข้ามา

    ๐ ร่างกายของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย  จะต้องประกอบด้วย ธาตุทั้ง  ๖  เหล่านี้  เป็น

ตัวปรุงแต่งรูปร่างขึ้นมา  รูปร่างที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาจะดีหรือชั่วต้องขึ้นอยู่กับ ศีล ๕,กุศล

กรรมและอกุศลกรรม  เป็นตัวชี้ขาด

     -รูปร่างที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาด้วยธาตุทั้ง  ๖  เหล่านี้แล้ว  รูปร่างจะดี  สวยงาม  มีบุญวาสนา  มั่งคั่งร่ำรวย  สมบูรณ์ไม่พิกลพิการ  ในอดีตชาติจะต้องมีศีล ๕ เป็นตัวตั้งคือเป็นรากฐาน   และมีกุศลกรรมบถ ๑๐  เป็นตัวดำเนินในวิถ๊ชีวิต  รูปร่างจึงจะดีและสวยงาม

     -รูปร่างที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาด้วยธาตุทั้ง  ๖  เหล่านี้แล้ว  รูปร่างไม่ดี  ขี้เหร่   ไม่สวยงาม  ด้อยบุญวาสนา  ลำบากอยากจน  พิกลพิการไม่สมประกอบ   เพราะในอดีตชาติไม่มีศีล ๕ เป็นรากฐาน  และไม่ได้ดำเนินวิถีชีวิตด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐   รูปร่างที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาแล้วจึงไม่ดีและไม่สวยงาม

     -ถาม:  ศีล  ๕  คืออะไร?

     -ตอบ:  ศีล  ๕  คือข้องดเว้นที่ทำให้มนุษย์มีจิตใจสูงขึ้นและมีบุญบารมีสูงซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน  อันจะเป็นตัวทำให้มนุษย์กลายเป็นสัตว์ประเสริฐ  ที่เรียกกันว่า "มนุษย์ แปลว่าผู้มีจิตใจสูง"

                            ศีล  ๕

     ๑.ปาณาติปาตา     เวระมะณี             คือการให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์มีคนเป็นต้น

     ๒.อะทินนาทานา     เวระมะณี            คือการให้งดเว้นจากการลักขโมย  ปล้นจี้  ฉกชิง

วิ่งราว ที่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น

     ๓.กาเมสุมิจฉาจารา     เวระมะณี       คือการให้งคเว้นจากการเล่นชู้

     ๔.มุสาวาทา     เวระมะณี                   คือการให้งดเว้นจากการพูดเท็จ  พูดโกหกหลอกลวงต้มตุ๋นผู้อื่น

     ๕.สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา     เวระมะณี        คือการให้งดเว้นจากการดื่มน้ำ

เมา ได้แก่ สุรา  เมรัย  และยาเสพติดทุกชนิด

    -มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายถูกปรุงแต่งขึ้นมาจากธาตุทั้ง ๖  เหมือนกัน  แต่มีข้อแตกต่างกันด้วยศีล ๕  คือมนุษย์ทั้งหลายมีศีล ๕  แต่พวกสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายไม่มีศีล ๕

     -ถาม  กุศลกรรมและอกุศลกรรมมีข้อแตกต่างกันอย่างไร? มีกี่อย่างอะไรบ้าง?

     -ตอบ  กุศลกรรม   แปลว่า "กรรมดี"    อกุศลกรรม   แปลว่า "กรรมชั่ว"

                          กุศลกรรม ๑๐

     ๐กุศลกรรม หรือกุศลกรรมบถก็ได้มี  ๑๐  ประการ  คือ:-

   ๑.ปาณาติปาตา     เวระมะณี        คือไม่ฆ่าสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม

   ๒.อะทินนาทานา    เวระมะณี        คือไม่ลักขโมยปล้นจี้ ฉกชิงวิ่งราว ในทรัพย์สินของผู้อื่น

   ๓.กาเมสุมิจฉาจารา     เวระมะณี   คือไม่เล่นชู้

   ๔.มุสาวาทา     เวระมะณี              คือไม่พูดเท็จ พูดโกหกหลอกลวงต้มตุ๋นผ็ูอื่น

   ๕.ปิสุณายะ  วาจายะ   เวระมะณี   คือไม่พูดส่อเสียด ยุยงให้เขาแตกร้าวกัน

   ๖.ผะรุสายะ   วาจายะ   เวระมธณี    คือไม่พูดคำหยาบ

   ๗.สัมผัปปะลาปา    เวระมะณี         คือไม่พูดเพ้อเจ้อ

   ๘.อะนะภิขฌา         คือไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น

   ๙.อะพะยาบาท       คือไม่อาฆาตพยาบาทปองร้ายผู้อื่น

   ๑๐.สัมมาทิฏฐิ         คือเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม  คือเห็นว่า "บุญมี  บาปมี   นรกมี   สวรรค์มี   ทำดีได้ดี   ทำชั่วได้ชั่ว   พ่อแม่มีคุณ"

     มนุษย์ทั้งหลายผู้ดำเนินชีวิตด้วย "กุศลกรรมบถ ๑๐"  ก็จะมีความสุขกายสบายใจ  มีความร่มเย็นเป็นสุข ไม่ทุกข์ยากเดือดร้อน  เป็นคนดี  มั่งมีศรีสุข  มีสุขภาพดี  ครั้นเมื่อตายไปแล้วก็จะไปบังเกิดในสุคติภูมิคือ  มนุษย์   เทวดา   และพรหม

                      อกุศลกรรม ๑๐     

    ๐อกุศลกรรม หรืออกุศลกรรมบถก็ได้มี  ๑๐   ประการ   คือ:-

    ๑. ปาณาติบาต หมายถึง การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ห่มเหง รังเกสัตว์
    ๒. อะทินนาทาน หมายถึง การลักขโมย  ปล้นจี้  ฉกชิง  วิ่งราวทรัพย์สินเงินทองของผู้อื่น
    ๓. กาเมสุมิจฉาจาร หมายถึง การเล่นชู้  คือการผิดลูกผิดเมียหรือการผิดลูกผิดผัวของผู้อื่น
    ๔. มุสาวาท หมายถึง การพูดเท็จ พูดโกหกหลอกลวงต้มตุ๋นผู้อื่น
    ๕. ปิสุณะวาจา หมายถึง พูดส่อเสียด พูดยุยงให้เขาแตกความสามัคคีกัน
    ๖. ผะรุสะวาจา หมายถึง การพูดคำหยาบ
    ๗. สัมผัปปะลาปะ หมายถึง การพูดเพ้อเจ้อ เลื่อนลอย ไม่มีเหตุมีผล
    ๘. อภิชฌา หมายถึง ความอความโลภอยากได้ของของผู้อื่นมาเป็นของตน
    ๙. พยาบาท หมายถึง การคิดอาฆาตพยาบาทปองร้ายต่อผู้อื่น
    ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ หมายถึง การเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม คือเห็นว่า "บุญไม่มี   บาปไม่มี  ทำดีได้ชั่ว ทำชั่วได้ดี  นรกไม่มี   สวรรค์ไม่มี   พ่อแม่ไม่มีบุญคุณ 

     มนุษย์ทั้งหลายผู้ดำเนินชีวิตด้วย "อกุศลกรรมบถ ๑๐" จะเป็นคนไม่ดี  เป็นคนบาป  มีความทุกข์ยากเดือดร้อนมาก  เป็นคนยากจนเข็ญใจ  มีบุญวาสนาน้อย   สุขภาพไม่ดี    ครั้นเมื่อตายไปแล้วก็จะไปบังเกิดทุคติภูมิคือ  นรก   เปรต   อสุรกาย   และสัตว์เดรัจฉาน

  **หมายเหตุ:- มีปัญหาโลกแตกอยู่ข้อหนึ่ง  คนที่ถูกถามแล้วมักจะตอบไม่ได้

       -ถามว่า "มนุษย์หรือคนเกิดมาจากไหน?

       -บางคนอาจจะตอบว่า "มนุษย์หรือคนเกิดมาจากพ่อแม่"

       -ถามต่อไปว่า "พ่อแม่เกิดมาจากไหน์"

       -ตอบว่า "พ่อแม่เกิดมาจากปู่ย่าตายาย"

       -ถามต่อไปว่า "ปู่ย่าตายายเกิดมาจากไหน?"

       -ตอบว่า "ปู่ย่าตายายเกิดมาจากทวด"

       -ถามต่อไปว่า "ทวดเกิดมาจากไหน?"

       -คำตอบจะสิ้นสุดลงแค่นี้

       **คำเตือน: แต่ถ้าท่านได้อ่านเรื่องของ "สังขาระโลก"  ในบทนี้แล้วท่านจะตอบปัญหาข้อนี้ได้อย่างถูกต้องแท้จริงเลยทีเดียว  ข้าพเจ้าผู้เขียนตำราเล่มนี้ขอฝากให้ผู้อ่านตอบลองดูนะ

                     สังขารรูปกายที่ไม่มีจิตใจ

       

        ทั้งบ้าน รถยนต์ และต้นไม้ในภาพนี้เป็นสังขารรูปกายที่ไม่มีจิตใจ

    ๐สังขารรูปกายที่ไม่มีจิตใจ ได้แก่ ภูเขา   ต้นไม้   บ้านเรือน   รถเรือ   เครื่องบินจรวด

เก้าอี้   โต๊ะเตียง   ปากกา   สมุดดินสอ  เป็นต้น              

    ๐สังขารที่ไม่มีจิตใจถูกปรุงแต่งขึ้นมาด้วยธาตุ ๕ คือ:-

       ๑.ธาตุดิน    

       ๒.ธาตุน้ำ   

       ๓.ธาตุไฟ   

       ๔.ธาตุลม   

       ๕.อากาศธาตุ

                   สัตตะโลก

    ๐สัตตะโลก      โลกคือหมู่สัตว์     คำว่า "หมู่สัตว์ "  ในบทนี้หมายถึง  มนุษย์   นรก

เปรต   อสุรกาย   สัตว์เดรัจฉาน   เทวดา   และพรหม

     ๐มนุษยโลก    เป็นรากฐานคือเป็นสื่อกลางทำให้เกิดมีอีก   ๓   โลก   คือ:-

       ๑.อบายโลก         คือโลกของอบายภูมิ   แบ่งออกเป็น  ๔   ชนิด    คือ:-

          ๑.๑นรก  

          ๑.๒เปรต  

          ๑.๓อสุรกาย  

          ๑.๔สัตว์เดรัจฉาน

         ๐มนุษย์ผู้ที่ไม่มี ศีล ๕  และดำเนินชีวิตด้วย อกุศลกรรมบถ  ๑๐  เมื่อตายแล้วจะต้องไปบังเกิดในโลกทั้ง ๔  เหล่านี้

       ๒.เทวโลก       คือโลกของเทวดา    แบ่งออกเป็น   ๖   ชั้น    คือ:-

           ๒.๑ชั้นจาตุมมะหาราชิกา

           ๒.๒ชั้นดาวะดึงส์

           ๒.๓ชั้นยามา

           ๒.๔ชั้นดุสิต

           ๒.๕ชั้นนิมมานะระตี

           ๒.๖ชั้นปะระนิมมิตะวะสะวัตตี

         ๐มนุษย์ผู้มีศีล  ๕   และดำเนินชีวิตด้วย กุศลกรรมบถ ๑๐   เมื่อตายไปแล้วจะต้องไปบังเกิดในเทวโลกทั้ง  ๖  ชั้น  เหล่านี้ 

       ๓.พรหมโลก       คือโลกของพรหม    แบ่งออกเป็น   ๒๐   ชั้น    คือ:-

      ๐พรหมโลก  ๒๐  ชั้น  แบ่งเป็นรูปพรหม  ๑๖  ขั้น   แบ่งเป็นสุทธาวาสพรหม  ๕  ชั้น

และแบ่งเป็นอรูปพรหม  ๔   ชั้นดังนี้ 
  -รูปพรหมมี  ๑๖  ชั้น    คือ:-
    ชั้นที่ ๑ พรหมะปาริสัชชา
    ชั้นที่ ๒ พรหมะปุโรหิตา
    ชั้นที่ ๓ มะหาพรหมา
    ชั้นที่ ๔ ปะริตตาภาพรหม
    ชั้นที่ ๕ อัปปะมาณาภาพรหม
    ชั้นที่ ๖ อาภัสราพรหม
    ชั้นที่ ๗ ปริตตะสุภาพรหม
    ชั้นที่ ๘ อัปปะมาณะสุภาพรหม
    ชั้นที่ ๙ สุภะกิณหาพรหม
    ชั้นที่ ๑๐ เวหัปผะลาพรหม
    ชั้นที่ ๑๑ อะสัญญีสัตตาพรหม
  -สุทธาวาส  มี  ๕  ชั้น   คือ:-
    ชั้นที่ ๑๒ อะวิหาพรหม
    ชั้นที่ ๑๓ อะตัปปาพรหม
    ชั้นที่ ๑๔ สุทัสสาพรหม
    ชั้นที่ ๑๕ สุทัสสีพรหม
    ชั้นที่ ๑๖ อะกะนิฏฐะพรหม
  -อรูปพรหม  มึ   ๔   ชั้น   คือ:-  
    ชั้นที่ ๑๗ อากาสานัญจายะตะนะพรหม
    ชั้นที่ ๑๘ วิญญาณัญจายะตะนะพรหม
    ชั้นที่ ๑๙ อากิญจัญญายะตะนะพรหม
    ชั้นที่ ๒๐ เนวะสัญญานาสัญญายะตะนะพรหม

   ๐มนุษย์ผู้เจริญสมาธิจิตจนได้ฌาน ๔  หรือ สมาบัติ ๘  จึงจะได้ไปบังเกิดในพรหมโลก  ๒๐  ชั้น  เหล่านี้   

                    รายละเอียดของสัตตะโลก

    ๐ต่อแต่นี้ไปข้าพเจ้าจะได้อธิบายรายละเอียดของคำว่า "สัตตะโลก โลกคือหมู่สัตว์"

คำว่า "หมู่สัตว์" ในบทนี้  หมายถึง มนุษย์   นรก   เปรต   อสุรกาย   สัตว์เดรัจฉาน   เทวดา   และพรหม 

                       มนุษย์

     

            นี่คืดภาพของมนุษย์ทั้งชายและหญิง

    ๐มนุษย์    แปลว่า "ผู้มีจิตใจสูง"  คือมนุษย์ที่มีศีล ๕  จึงจะเรียกว่าเป็นผู้มีจิตใจสูง

      -การที่เรียกว่า "มนุษย์" นั้น เพราะมนุษย์สืบเชื้อชาติมาจากพระมนู  และพระมนูก็สืบเชื้อชาติมาจากพรหมซึ่งมาเกิดเป็นมนุษย์คนแรกในต้นภัทรกัปป์นี้  ต่อมาพระมนูก็ได้รับการแต่งตั้งจากประชาชนให้เป็นพระมหากษัตริย์ซึ่งมีชื่อเรียกกันว่า "พระเจ้ามหาสมมุติวงศ์บรมโพธิสัตว์"  และพระองค์ก็ได้เป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกของโลกในจักรวาลนี้

       -มนุษย์   ในโลกและจักรวาลนี้มีอยู่  ๔   ชนิด   คือ:-

       ๑.มนุษย์ในชมพูทวีป

       ๒.มนุษย์ในปุพพะวิเทหะทวีป

       ๓.มนุษย์ในอุตตะระกุรุทวีป

       ๔.มนุษย์ในอมรโคยานทวีป 

                 มนุษย์ในชมพูทวีป 

    ๐มนุษย์ในชมพูทวีปมีลักษณะหน้าตาดังนี้       

     มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีใบหน้ารูปไข่  มึอายุยืนได้ตั้งแต่ ๑๐ ปี  ถึง ๑ อสงไขยปี   พระพุทธเจ้าทุกพระองค์และพระสาวก  จะต้องลงมาเกิดในชมพูทวีปนี้เท่านั้นจะไม่ไปเกิดในทวีปอื่น

     ถ้ายุคใดมนุษย์ทั้งหลายรักศีล ๕  ได้ครบทุกข้อ มนุษย์ก็จะมีอายุยืนถึง อสงไขปี   แต่ถ้ายุคใดมนุษย์ทั้งหลายรักศีล ๕  ได้ไม่ครบ ๕ ข้อ คือไม่มีศีลเลยแม้แต่ข้อเดียว  ยุคนั้นมนุษย์ทั้งหลายก็จะมีอายุสั้นลงเหลือแค่  ๑๐  ปี   คือเมื่อเกิดมาอายุได้ ๕ ปี ก็แต่งงาน   อายุ  ๑๐  ปี ก็ตายไป  เพราะหมดอายุขัย

     -คำว่า "อสงไขย"  แปลว่า "นับไม่ได้"   คือไม่สามารถจะนับเป็นตัวเลขได้

            เรื่องอสงไขย
    กาลเวลาที่เรียกว่า “อสงไขย” แปลว่านับไม่ได้ คือ ไม่สามารถที่จะนับเวลาออกมาเป็นจำนวนกี่เดือน กี่ปีได้ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า "อสงไขย"   ได้มีคำอุปมาเปรียบเทียบเอาไว้ว่า “ฝนตกใหญ่มโหฬารในโลกทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นเวลานานถึง ๓ ปี ตกติดต่อกันมิได้หยุด มิได้ขาดสาย  จนน้ำฝนเจิ่งนองท่วมท้นเต็มขอบเขาจักรวาล อันมีระดับความสูงได้ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ถ้าสามารถนับเม็ดฝน และหยาดแห่งน้ำฝน ที่ตกกระจายเป็นฟองฝอยใหญ่น้อย ติดต่อกัน ๓  ปีได้  นั่นแหละจึงจะมีระยะเวลาเทียบเท่ากับกับระยะเวลา    ของอสงไขปี

           เรื่องของชมพูทวีป

    ๐ ชมพูทวีป  คือเกาะหรือแผ่นดินผืนใหญ่ที่มีต้นไม้หว้าใหญ่เป็นสัญญาลัษณ์ของทวีป มีเนื้อที่ ๑๐๐๐๐ โยชน์  และมีทวีปน้อยเป็นบริวารอีก ๕๐๐ ทวีป ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์   ในเนื้อที่ ๑๐๐๐๐ โยชน์นี้  เป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ ๓๐๐๐ โยชน์   เป็นป่าหิมวันต์ ๓๐๐๐ โยชน์   และเป็นน้ำทะเล ๔๐๐๐ โยชน์  ชมพูทวีปและทวีปน้อย ๕๐๐ ทวีป ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนนีลสาคร คือทะเลที่มีน้ำเป็นสีเขียว
   ในชมพูทวีปมีต้นหว้าใหญ่ที่เป็นไม้ประจำทวีปนี้ วัดตั้งแต่โคนต้นถึงปลายยอด  วัดได้ ๑๐๐ โยชน์   วัดรอบต้นได้ ๑๕ โยชน์  มีกิ่ง ๔ กิ่ง  แผ่ออกไป ๔ ทิศๆ ละกิ่ง  กิ่งหนึ่งยาวได้ ๕๐ โยชน์  ต้นไม้หว้าประจำทวีปนี้มีอายุยืนได้ หนึ่งวิวัฏฏัฏฐายีกัปป์  ตั้งอยู่บนเนินเขาแห่ป่าหิมพานต์ทางด้านทิศเหนือของทวีป  ใต้กิ่งต้นหว้าที่แผ่ออกไป ๕๐ โยชน์นั้นมีแม่น้ำมหานทีหลายสายไหลผ่านในป่าหิมวันต์  ปลายแม่น้ำก็จะไหลไปตกลงที่นีลมหาสมุทร  แม่น้ำที่เกิดขึ้นภายใต้ต้นหว้านี้ล้วนแล้วแต่เกิดจากน้ำฝนและน้ำค้างที่ตกเซาะลงไปในดิน ทุกวันจึงกลายเป็นแม่น้ำใหญ่หลายสาย   ผลหว้าสุกแล้วก็หล่นลงไปในสองฝั่งของแม่น้ำ  สายใหญ่พอตกลงถึงพื้นดินแล้วก็จะกลายเป็นหน่อทองคำชมพูนุทมีเนื้อทองสุกปลั่งเหลือง อร่ามสวยงามยิ่งนัก  ผลไม้หว้านี้ถ้าหล่นลงไปในแม่น้ำก็เป็นอาหารของปลาและเต่า  ถ้าหล่นลงบนบกก็จะเป็นอาหารของนกที่มีตัวใหญ่เท่าเรือนยอดและใหญ่เท่าช้างมาเล็มกินเป็นอาหาร   ผลหว้านี้มีรสชาติอันอร่อยมีกลิ่นหอมมีรสหวานเหมือนน้ำผึ้งมีโอชารสยิ่งนัก  ผลหว้านี้มีผลใหญ่เท่าช้าง

    ๐ชมพูทวีป    คือแผ่นดินผืนใหญ่อันเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ มีเนื้อที่ทั้งหมด  ๑๐๐๐๐  โยชน์   เป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์  ๓๐๐๐  โยชน์   เป็นป่าเขาและต้นไม้  ๓๐๐๐  โยชน์   และเป็นทะเลแม่น้ำและมหาสมุทร  ๔๐๐๐  โยชน์

      -ชมพูทวีปตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของภูเขาพระสุเมร  ซึ่งเป็นภูเขาที่เป็นแกนกลางของ

โลก

      -ชมพูทวีปตั้งอยู่ตรงกลางของมหาสมุทร  อันมีชื่อเรียกว่า "นีลสาคร"  คือทะเลที่มีน้ำเป็นสีเขียว 

      -ชมพูทวีปมีทวีปน้อยใหญ่ที่เป็นบริวารอยู่  ๕๐๐  ทวีป  ทวีปบริวารทั้งหลายเหล่านี้ก็ตั้งอยู่ในนีลสาครเหมือนกัน  ทวีปหรือเกาะใดที่มีน้ำทะเลเป็นสีเขียว  ทวีปหรือเกาะนั้นเป็นบริวารของชมพูทวีปทั้งสิ้น

                   เรื่องของมนุษย์ 

    ๐มนุษย์ในชมพูทวีปนี้มีอยู่ด้วยกัน  ๒  ประเภท  คือ:-

       ๑.บัณฑิตมนุษย์       คือมนุษย์ที่เป็นคนดี  ฉลาด  มีศีลธรรม  มีบุญ  มีรูปร่างสวยงาม  เป็นคนมั่งมีศรีสุข  มีสุขภาพดี   เป็นคนสมบูรณ์ไม่เป็นคนพิกลพิการ    เมื่อตายไปแล้วก็จะได้ไปบังเกิดในสุคติภูมิคือ  มนุษย์   เทวดา   และพรหม

      

       ตัวอย่างบัณฑิตมนุษย์ทำบุญแล้วตายไปเกิดในเทวโลก

                    เรื่องของธัมมิกะอุบาสก

                อุบาสกและครอบครัวบำเพ็ญกุศลเป็นนิตย์               
    ๐ในเมืองสาวัตถี ได้มีอุบาสกผู้ปฏิบัติธรรมประมาณ ๕๐๐ คน  ในบรรดาอุบาสกเหล่านั้น อุบาสกแต่ละคน จะมีอุบาสกที่เป็นบริวารคนละ ๕๐๐   อุบาสกที่เป็นหัวหน้าของอุบาสกเหล่านั้นมีชื่อว่า "ธัมมิกะ"  เขามีลูกขาย ๗ คน และลูกสาวอีก ๗ คน  ในบรรดาบุตรและธิดาทั้งหลายเหล่านั้น แต่ละคนได้จัดเตรียมการทำบุญเอาไวัดังนี้
    ๑.สลากยาคู                  คือข้าวต้มที่ทำถวายเป็นประจำทุกวัน
    ๒.สลากภัต                    คือข้าวปลาอาหารที่ทำถวายแก่พระภิกษุสามเณรทุกวัน
    ๓.ปักขิกภัต                    คือสลากที่ทำถวายตามปักษ์ (เวลา ๑๕ วัน)
    ๔.สังฆภัต                      คือข้าวปลาอาหารที่ทำถวายแก่พระสงฆ์ ๔ รูป
    ๕.อุโปสถิกภัต                คือข้าวปลาอาหารที่ทำถวายในวันอุโบสถ               
    ๖.อาคันตุกภัต                คือข้าวปลาอาหารที่ทำถวายแก่พระภิกษุผู้จรมา
    ๗.วัสสาวาสิกภัต            คือข้าวปลาอาหารที่ทำถวายแก่พระสงฆ์ผู้จำพรรษา
  การถวายทานเยี่ยงนี้ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาชั่วลูกชั่วหลานจนเป็นประเพณีปฏิบัติ  ลูกหลานที่เกิดมาภายหลังก็จะต้องประพฤติปฏิบัติตามอย่างเครงครัด   เป็นอันว่าการทำบุญทั้ง  ๗  ชนิดนี้  ทุกคนจะต้องมี คือ:-
   ๑.ธัมมิกะอุบาสกก็มี  ๗  ชนิด
   ๒.ภรรยายของธัมมิกะอุบาสกก็มี  ๗  ชนิด
   ๓.ลูกชายทั้ง ๗ คน  ก็มีคนละ  ๗  ชนิด
   ๔.ลูกสาวทั้ง ๗ คน  ก็มีคนละ  ๗  ชนิด
  การทำบุญโดยทำนองนี้ต้องทำไล่กันไปทุกวัน พอทำครบ ๗ วันแล้วก็เริ่มต้นใหม่เป็นอยู่เช่นนี้จนกว่าจะตาย   ข้าพเจ้าคิดว่าการทำบุญเช่นนี้ผู้ทำจะต้องมีทรัพย์สมบัติมากจึงจะทำได้  เพราะวันหนึ่งจะหมดค่าใช้จ่ายมาก  ตระกูลของธัมมิกะอุบาสกมีคำสั่งสอนประจำตระกูลอยู่ข้อหนึ่งว่า
  "มีทรัพย์จะต้องใช้จ่ายให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและครอบครัว  อย่าหาทรัพย์มาสะสมไว้เพื่อการแข่งรวย  เมื่อตายแล้วความร่ำรวยและทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่ก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้  เพราะคนตายเป็นผีไปแล้วไม่สามารถจะใข้เงินและทรัพย์สินนั้นได้  การที่เราแสวงหาทรัพย์มาได้เป็นจำนวนมากนั้น ก็จะเป็นการเมื่อยเปล่า  เมื่อตายไปแล้วก็จะลำบากเพราะไม่มีสมบัติภายในติดตัวไปด้วย  สมบัติภายในที่ดีที่สุดก็คือการให้ทานนั่นเอง"   ธัมมิกะอุบาสกพร้อมทั้งบุตรและภรรยา ได้เป็นผู้มีศีล มีศรัทธา  มีกัลยาณธรรม มีความยินดีในการจำแนกแจกทานอย่างสมบูรณ์ ด้วยประการฉะนี้  
  ในกาลต่อมา เมื่อธัมมิกะอุบาสกแก่ชราลง  โรคภัยไข้เจ็บก็เบียดเบียน อายุสังขารเสื่อมรอบแล้ว  เขาเจ็บป่วยจนเดินเหิรไปไหนมาไหนก็ลำบากไม่สามารถจะไปฟังธรรมและรักษาศีลที่วัดได้  เขาจึงให้ภรรยาและบุตรไปกราบทูลพระพุทธเจ้า ซึ่งตอนนั้นพระองด์ได้ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ที่เมืองสาวัตถีว่า "ธัมมิกะอุบาสก  ไม่สบายเดินไปไหนมาไหนก็ลำบาก  เขากราบทูลขออนุญาตให้พระทธองค์ทรงส่งพระภิกษุ ๘ รูป 
ให้ไปสวด "พระสูตร" ที่บ้านเขาต้องการฟังการสวดพระสูตร พระเจ้าข้า"
                อุบาสกป่วยนอนฟังธรรม              
    พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงส่งพระภิกษุทั้งหลายไป ภิกษุเหล่านั้น ไปแล้วก็นั่งลงบนอาสนะที่ตบแต่งไว้แล้ว ซึ่งปูล้อมเตียงของเขา เขาก็กล่าวว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  การได้เห็นพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ของกระผมเป็นการยาก  กระผมเป็นคนทุพพลภาพ  ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จงสาธยายพระสูตรๆ หนึ่ง โปรดกระผมด้วยเถิด”
   พระภิกษุทั้งหลายจึงถามว่า “ท่านประสงค์จะฟังสูตรไหน? อุบาสก”
   เมื่อเขาเรียนว่า “สติปัฏฐานสูตร ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ทรงละแล้ว”
   พระภิกษุทั้งหลาย  จึงเริ่มสวดสติปัฏฐาสูตรว่า  “ เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา ” (ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางไปอย่างเอก
เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย). เป็นต้น

       เทวดานำรถมารับอุบาสกไปเกิดในเทวโลก               
    ขณะนั้น รถ ๖ คันประดับด้วยอลังการทุกอย่าง เทียมด้วยม้าสินธพพันตัวๆใหญ่ประมาณได้ ๑๕๐ โยชน์ มาจากเทวโลก ๖ ชั้น  เทวดายืนอยู่บนรถเหล่านั้น ต่างก็เชื้อเชิญว่า “ข้าพเจ้าจักนำท่านไปยังเทวโลกของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าจักนำไปยังเทวโลกของข้าพเจ้า  ท่านผู้เจริญขอจงเกิดในที่นี้ เพื่อความยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้า เหมือนคนทำลายภาชนะดินแล้วถือเอาภาชนะทองคำ.”
    อุบาสกไม่ปรารถนาจะให้เป็นอันตรายแก่การฟังธรรม จึงกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย จงรอก่อน ท่านทั้งหลาย  จงรอก่อน”
    พวกพระภิกษุและบุตรธิดาอุบาสกเกิดความเข้าใจผิด  คิดว่า "อุบาสก ห้ามให้พระหยุดสวด"              
    พระภิกษุทั้งหลายจึงยุดสวด ด้วยเข้าใจว่า “อุบาสกพูดให้พวกเราหยุดสวด.”
    ลำดับนั้น บุตรและธิดาของเขาคิดว่า “แต่ก่อนบิดาของพวกเรา เป็นผู้ไม่อิ่มต่อการฟังธรรม  แต่บัดนี้ บิดานิมนต์ให้พระภิกษุหยุดสวด
   ชื่อว่าสัตว์ผู้ไม่กลัวต่อภัยคือมรณะไม่มี” ดังนี้แล้ว ได้พากันร้องไห้
   พวกภิกษุปรึกษากันว่า “บัดนี้ไม่เป็นโอกาสแล้ว” จึงพากันลุกจากอาสนะแล้วจึงหลีกไป  อุบาสกหยุดนิ้งเล็กน้อย  จึงกลับได้สติถามลูกๆ ว่า “เพราะเหตุไร พวกเจ้าจึงพากันร้องไห้?”
               พวกบุตรจึงบอกว่า “พ่อ ท่านพ่อให้นิมนต์พระภิกษุมาแล้ว เพื่อฟังการสวด แต่พ่อก็ห้ามเสียเอง  เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกผมจึงคิดว่า ชื่อว่าสัตว์ผู้ไม่กลัวต่อมรณะไม่มี’ จึงได้พากัร้องไห้”
               อุบาสก: พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไปไหนเสียแล้วตอนนี้?
               บุตร: พ่อ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ท่านพูดกันว่า ‘ไม่เป็นโอกาส’ ลุกจากอาสนะหลีกหนีไปแล้ว.
               อุบาสก: พ่อมิได้พูดกับพระผู้เป็นเจ้านะ
               บุตร: ถ้าเช่นนั้น พ่อพูดกับใคร?
               อุบาสก: เทวดาประดับรถ ๖ คัน นำมาจากเทวโลก ๖ ชั้น พักอยู่ในอากาศ ต่างก็เปล่งเสียงชักชวนว่า ‘ขอท่านจงยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้า
ขอท่านจงยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้า  พ่อพูดกับเทวดาเหล่านั้น ต่างหากเล่า
               บุตร: พ่อ รถอยู่ที่ไหน? พวกผมไม่เห็น
               อุบาสก: ก็ดอกไม้ที่ร้อยเป็นพวงเพื่อพ่อนั้น มีไหม?
               บุตร: มีจะพ่อ 
               อุบาสก: เทวโลกชั้นไหน? ควรเป็นที่รื่นรมย์.
               บุตร เทวโลกชั้นดุสิต อันเป็นที่ประทับอยู่ของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ของพระพุทธมารดา และของพระพุทธบิดา เป็นที่น่ารื่นรมย์ซิ
พ่อ
               อุบาสก: ถ้ากระนั้น พวกเจ้าจงเสี่ยงทายว่า ‘ขอพวงดอกไม้พวงนี้ จงไปคล้องที่รถซึ่งมาจากเทวโลกชั้นดุสิต ดังนี้แล้ว เหวี่ยงพวงดอกไม้ออกไปเถอะ.
               บุตรเหล่านั้นได้เหวี่ยงไปแล้ว พวงดอกไม้นั้นได้คล้องที่แอกรถห้อยลงในอากาศ  มหาชนเห็นแต่พวงดอกไม้เท่านั้น ไม่เห็นรถ
               อุบาสกพูดว่า “เจ้าทั้งหลายเห็นพวงดอกไม้นั่นไหม?”
               เมื่อบุตรตอบว่า “เห็นจ้ะ” จึงกล่าวว่า “พวงดอกไม้นั่น มันห้อยที่รถซึ่งมาจากเทวโลกชั้นดุสิต  เราจะไปเกิดในเทวโลกชั้นดุสิตนั้น พวกเจ้า
อย่าวิตกไปเลย  ถ้าพวกเจ้ามีความปรารถนาจะเกิดในสำนักของพ่อ  ก็จงทำบุญทั้งหลาย ตามทำนองที่พ่อได้กระทำแล้วนั้นเถิด” ดังนี้แล้ว ก็สิ้นใจตาย ดำรง
อยู่บนรถที่มาจากเทวโลกชั้นดุสิต  อัตภาพของเขาสูงประมาณ ๓ คาวุต ประดับด้วยอลังการหนักได้ ๖๐ เล่มเกวียน เกิดในทันใดนั้นเอง  มีนาง
เทพอัปสรพันหนึ่งแวดล้อมเป็นบริวาร  มีวิมานแก้วประมาณ ๒๕ โยชน์ได้บังเกิดขึ้นแล้ว
               พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถามภิกษุแม้เหล่านั้น ผู้มาถึงวิหารแล้วโดยลำดับว่า “ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกได้ฟังธรรมเทศนาแล้วหรือ?”
               ภิกษุทั้งหลาย ฟังแล้ว พระเจ้าข้า แต่อุบาสกได้ห้ามเสียในระหว่างนั่นแล ว่า "ขอท่านจงรอก่อน" 
      ลำดับนั้น บุตรและธิดาของอุบาสกนั้นก็พาร้องไห้คร่ำครวญแล้ว   พวกข้าพระองค์จึงได้ปรึกษากันว่า "บัดนี้ไม่เป็นโอกาส" จึงลุกออกมาจากอาสนะ พระเจ้าข้า
      พระพทธองค์จึงตรัสว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสกนั้นไม่ได้กล่าวกับพวกเธอนะ  ก็เทวดานำรถ ๖ คัน ที่ประดับประดาแล้ว มาจากเทวโลก ๖ ชั้น แล้วเชื้อเชิญอุบาสกนั้นให้ไปเกิดในภพของตนเอง เธอไม่ปรารถนาจะทำอันตรายแก่การแสดงธรรม จึงกล่าวกับเทวดาเหล่านั้นว่า "ขอท่านจงรอก่อนๆ"
        ภิกษุทั้งหลาย อย่างนั้นหรือ? พระเจ้าข้า.
        พระพุทธเจ้าตรัสว่า " อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย.
        ภิกษุทั้งหลายจึงทูลถามว่า " บัดนี้เขาไปเกิดแล้ว ณ ที่ไหน พระเจ้าข้า?"
        พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "เขาไปเกิดในเทวโลกชั้นดุสิต ภิกษุทั้งหลาย"
        ภิกษุทั้งหลาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสกนั้นเที่ยวชื่นชมในท่ามกลางญาติในโลกนี้แล้ว  ไปเกิดในฐานะเป็นที่ชื่นชมนั่นแลอีกหรือ?
     พระพุทธองค์ตรัสว่า “อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย เพราะคนผู้ไม่ประมาทแล้วทั้งหลาย เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ย่อมบันเทิงในที่ทั้งปวงทีเดียว”    ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า
     "ผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมบันเทิงในโลกนี้  ตายไปแล้ว        ก็ย่อมบันเทิง ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง
      เขาเห็นความหมดจดแห่งกรรมของตนแล้ว            ย่อมบันเทิง  และรื่นรมณ์ ฯ"  

       แต่ถ้าบัณฑิตมนษย์คนใดเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วได้เกิดความประมาทเห็นผิดเป็นชอบ

ไม่ให้ทานรักษาศีลและเจริญภาวนา  เขาก็จะกลับกลายเป็นพาลมนุษย์  เมื่อเขาตายไปแล้วเขาก็จะไปบังเกิดในทุคติภูมิคือ  นรก   เปรต   อสุรกาย   และสัตว์เดรัจฉาน

           ตัวอย่างบัณฑิตมนุษย์กลับกลายเป็นพาลมนุษย์

                    เรื่องของอนุชัยคหบดี
    อนุชัยยคหบดีเกิดในตระกูลทีมีฐานะทางการเงินดี  เขาชอบเล่นการพนันตั้งแต่อายุยังน้อย พ่อแม่ให้เรียนหนังสือแก่ก็ไม่เอาเพราะแก่ชอบการพนันมากกว่าการเรียนหนังสือ  หลังจากพ่อแม่ได้เสียชีวิตไปแล้ว  แก่ก็ได้รับทรัพย์มรดกทั้งหมด เพราะพ่อแม่มีลูกชายคนเดียว  อนุชัยยคหบดีแก่มีนิสัยดือดึงและโกรธง่าย  นางนิสาภรรยาของแก่เป็นคนมีนิสัยดีชอบทำบุญให้ทาน  พวกเขาดำเนินชีวิตเล่นการพนันเป็นอาชืพ  ที่บ้านของแก่เป็นบ่อนเล่นการพนันทุกชนิด   มีโต๊ะเล่นสนุกเก้อด้วย  แต่ละวันมีคนมาเล่นการพนันเป็นจำนวนมาก  ต่อมาในช่วงหลังแกได้ไปมีสัมพัธ์กับหญิงสาวคนหนึ่งจึงได้หย่าล้างกับภรรยาคนเดิมคือนางนิสา  พวกเขาได้แบ่งทรัพย์มรดกออกเป็น ๒ ส่วน   ส่วนที่เป็นบ้านหลังใหญ่
ได้ตกเป็นของภรรยาหลวงและลูกๆ  ส่วนที่เป็นที่ดินที่อยู่ในทำเลที่เหมาะมีราคาสูงได้ตกเป็นสมบัติส่วนตัวของแก่  แก่จึงขายสัมบัติอันเป็นที่ดินได้เงิน ๙๐ ล้าน   แก่ได้เงินมามากแทนที่แก่จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้พ่อแม่ผู้เป็นเจ้าของมรดก  แต่แกก็ใช้เงินไปในทางการพนันจดหมด 

    ต่อมาภรรยาไปสร้างหนี้สินไว้เป็นจำนวนมาก  ถึงกับต้องขายบ้านหลังใหม่ที่สร้างมาหลายล้านและที่ดินไปอีกเพื่อใช้หนี้เขา  ภายหลังสุดแกก็เลิกกับภรรยาน้อยคนนี้  แกก็ไปสร้างกระต๊อบอยู่คนเดียวที่ไร่   ต่อมาไม่นานแกก็ตายอย่างไร้ญาติขาดมิตรขาดผู้ดูแล ณ ที่กระท่อมหลังน้อยนั้นเอง
    เขาเกิดมาเป็นมนุษย์บัณฑิต เกิดมาในตระกูลร่ำรวยมั่งมีทรัพย์สินเงินทองค่อนข้างมาก  แต่แก่ใช้ชีวิตเสเพกลายเป็นพาลมนุษย์ ไม่ทำบุญให้ทานและไปตายอยู่คนเดียวอย่างไร้ญาติขาดมิตร ทรัพย์สมบัติมากมายก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย ฯ       

       อนึ่งถ้าบัณฑิตมนุษย์คนใดให้ทาน  รักษาศีล   เจริญภาวนา จนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์   บัณฑิตมนุษย์คนนั้นก็จะหมดสิ้นทุกข์ เข้าถึงถึงบรมสุข  คือพระนิพพาน  โดยไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

       ๒.พาลมนุษย์     คือมนุษย์ที่เป็นคนชั่ว  โง่เขลา  เป็นคนทุศีล   ไม่มีบุญ   มีรูปร่างขี้เหร่   เป็นคนลำบากยากจน   มีสุขภาพไม่ดี   เป็นคนบกพร่องไม่สมบูรณ์พิกลพิการ    เมื่อตายไปแล้วก็จะได้ไปบังเกิดในทุคติภูมิ คือ  นรก   เปรต   อสุรกาย   และสัตว์เดรัจฉาน

     

         ตัวอย่างพาลมนุษย์ทำบาปแล้วตายไปเกิดในยมโลก         
                   เรื่องของนายจุนทะสูกะริก
   ๐ในสมัยพุทธกาลมีบุรุษคนหนึ่งมีชื่อว่า "จุนทะสูกะริก"  เขามีอาชีพฆ่าหมูขาย  ในปีใดข้าวมีราคาแพงเขาจะเอาเกวียนบรรทุกข้าวเปลือกออกสู่ชนบท เพื่อจะเอาข้าวเปลือกไปแลกกับหมู  หมูตัวหนึ่งแลกข้าวเปลือกได้  ๒  ทนาน  ถ้าตัวเล็กหน่อยก็แลกได้ ๑ ทนาน  ข้าวเปลือก ๑ เกวียนแลกหมูได้หลายตัว  เมื่อได้หมูตามต้องการแล้ว  เขาก็ขนมันกลับบ้าน  พอถึงบ้านเขาก็ล้อมที่แห่งหนึ่งทำเป็นคอกหมู  ทางด้านหลังของคอกหมูเขาทำเป็นสวนผักปลูกผักให้หมูกิน 

   เมื่อพวกหมูทั้งหลายได้กินผักสดทุกวัน  พวกมันก็เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและอ้วนท้วนสมบูรณ์มีเนื้อสันหนาขึ้นมา   ครั้นเขาเห็นว่ามันอ้วนท้วนล่ำสันดีแล้ว  เขามีความประสงค์จะฆ่าหมูตัวใด ก็จะมัดตัวนั้นให้แน่น ณ ที่ฆ่าแล้ว ทุบด้วยค้อน ๔ เหลี่ยม เพื่อให้เนื้อของมันพองหนาขึ้น ครั้นรู้ว่า เนื้อหนาขึ้นแล้ว เขาก็ง้างปากของมันออกแล้วก็สอดไม้เข้าไปในระหว่างฟัน เสร็จแล้วก็กรอกน้ำร้อนที่เดือดพล่าน เข้าไปในปากของมันด้วยทะนานโลหะ    น้ำร้อนนั้นก็เข้าไปเดือดพล่านอยู่ในท้องของมัน 

   น้ำร้อนก็จะขับกรีสออกมาในทางทวารหนัก  เมื่อเขาเห็นกรีสยังเหลืออยู่เล็กน้อย  เขาก็จะกรอกน้ำร้อนเข้าไปจนมันกลายเป็นน้ำขุ่น เมื่อท้องของมันสะอาดดีแล้ว มันก็จะไหลออกมาเป็นน้ำใส ไม่ขุ่น  บัดนั้นเขาจึงราดน้ำที่ยังเหลืออยู่ลงบนหลังของมัน  น้ำนั้นก็จะลอกเอาหนังดำออกไป  ต่อแต่นั้นเขาจึงลนขนของมันด้วยคบหญ้า  เสร็จแล้วจึงตัดเอาศีรษะของมันด้วยดาบอันคม และรองเอาโลหิตของมันที่ไหลออกมาด้วยภาชนะ เขาเอาเนื้อของมันเคล้าด้วยโลหิต แล้วจึงปิ้งนั่งรับประทานในท่ามกลางบุตรและภรรยา ส่วนที่เหลือก็ขายออกไป

   เขาหากินเลี้ยงชีพโดยทำนองนี้ เป็นเวลานานถึง ๕๕ ปี  ตอนนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ใน "ธุรวิหาร" การบูชาพระองค์ด้วยดอกไม้เพียงดอกเดียวก็ไม่มี   การถวายข้าวเพียงทัพพีหนึ่งก็ไม่มี ชื่อว่าบุญอื่นเพียงนิดหน่อยก็ใม่มี   ครั้นขึ้นปีที่  ๕๖  เขาก็เกิดเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย  เขาเกิดอาการเร่าร้อนกระสับกระส่ายจนทำให้เขามีอาการเพ้อคลั่ง  กินไม่ได้นอนไม่หลับ เร่าร้อนกระวนกระวายแทบจะขาดใจตาย  เขาส่งเสียงร้องเหมือนหมู แล้วก็คลานไปมาในในบริเวณบ้านคือ คลานไปทิศเหนือบ้าง  คลานไปทางด้านทิศใต้บ้าง  คลานไปทางทิศตะวันออกบ้าง   คลานไปทางด้านทิศตะวันตกบ้าง 
คลานวนไปวนมาแบบนี้  จนลูกเมียเกิดความเมื่อยล่า  เสียงที่เขาคลานร้องไปนั้นได้ยินไปถึง  ๗  หลังคาบ้าน  ชาวบ้านใน ๗  หลังคาบ้านนั้นก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอนต้องพลอยเป็นทุกข์เดือดร้อนวุ่นวายไปด้วย  

    เสียงที่เขาร้องออกมานั้นไม่สามารถจะห้ามไม่ให้ดังออกไปข้างนอกได้  ลูกเมียอับอายและเกรงใจเพื่อนบ้านจึงเอาผ้าไปปิดปากเขาไว้  ปิดเท่าไหร่ก็ไม่อยู่ ดังออกมาเหมือนเดิม  ฝ่ายลูกเมียเห็นปิดไม่ไหวจึงให้ปิดประตูเรือนไว้ไม่ให้เขาคลานออกมาร้องข้างนอกเรือน ให้คลานร้องอยู่แต่ในบริเวณข้างในบ้าน  เขามีอาการคลานเที่ยวร้องอยู่เช่นนี้ เป็นเวลา ๗ วัน พอถึงวันที่ ๘ เขาก็ขาดใจตาย  เมื่อเขาขาดใจตายไปแล้ว เขาก็ได้ไปบังเกิดในอเวจีมหานรก

     พวกภิกษุที่เดินผ่านทางประตูเรือนของเขา ได้ยินเสียงนั้นแล้ว ก็ความสำคัญว่า “นี่คือเสียงหมู” ไปสู่วิหาร เมื่อนั่งในสำนักพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ทูลถามอย่างนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นายจุนทะสูกะริก  ปิดประตูเรือนฆ่าหมูหลายตัว  วันนี้เป็นวันที่ ๗ แล้ว ที่เขาปิดประตูเรือนฆ่าหมู  ชะรอยเขาคงจะจัดงานมงคลอะไรแน่นอน  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เมตตาจิตสักนิดเดียวก็ไม่มีในหัวใจของเขาเลย   ผู้ฆ่าสัตว์มากมายเช่นนี้ ข้าพระองค์ไม่เคยเห็นเลย พระเจ้าข้า"
    พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เสียร้องของหมูที่พวกเธอทั้งหลายได้ยินเป็นเวลา ๗ วันนั้น  ไม่ใช่เสียงร้องของหมู  แต่เป็นเสียงร้องของนายจุนทะสูกะริกเอง  เขาป่วยเป็นโรคความเร่าร้อนจากไฟนรกแผดเผา  เขาจึงร้องครวญครางออกมาเป็นเสียงหมูแล้วก็เที่ยวคลานไปมาในบริเวณบ้านอย่างทนทุกข์ทรมาน  วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเขาแล้ว  เขาจะตายในวันนี้  และเมื่อตายแล้วเขาก็จะต้องไปบังเกิดในอเวจีมหานรก  อันเป็น นรกขุมใหญ่ ขุมที่ ๘"
    พวกภิกษุทั้งหลายกราบทูลถามว่า

    พระพุทธองค์ตรัสว่า “ เป็นเช่นนั้น ภิกษุทั้งหลาย  ขึ้นชื่อว่าผู้ทำบาปแล้ว เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม  เป็นพระภิกษุก็ตาม ย่อมเศร้าโศกเดือดร้อนในโลกทั้งสองเป็นแน่แท้"  พระพุทธองค์จึงตรัสสั่งสอนภิกษุทั้งหลายว่า

   ๐ผู้ทำบาปไว้แล้ว   ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้      ตายไปแล้ว  ย่อมเศร้าโศก       
   ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง           เขาเห็นกรรมอันเศร้าหมองของตนแล้ว   ย่อมเศร้าโศก ฯ
      นี่คือเรื่องราวที่เป็นตัวอย่างของพาลมนุษย์ ที่เกิดขึ้นแล้วในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีชีวิตอยู่         

   แต่พาลมนุษย์คนใดเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วได้เกิดความสำนึกบาปขึ้นมาในจิตใจว่า "ที่เราเกิดมาลำบากยากจน หรือเกิดมาเป็นคนพิการก็เพราะเราไม่เคยรักษาศีลและทำบุญเอาไว้ เกิดมาชาตินี้เราจึงลำบากยากจนอย่างแสนสาหัส เอาหละตั้งแต่นี้ต่อไปเราจะเริ่มทำบุญให้ทานรักษาศีลและเจริญภาวนา"  เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็จะกลับกลายเป็นบัณฑิตมนุษย์ได้  เมื่อตายไปแล้วก็จะไปบังเกิดในสุคติภูมิคือ มนุษยโลก   เทวโลก   พรหมโลก   ตลอดจนเข้าถึงนิพพานได้

      ตัวอย่างพาลมนุษย์ทำบุญแล้วได้ไปเกิดในเทวโลก

          เรื่องของมหาทุคคตะ
      ในสมัยพุทธกาลมีชายยากจนเข็ญใจคนหนึ่ง  เขามีความยากจนมากกว่าใครๆทั้งหมดในเมือง บางวันเขาและภรรยาก็ต้องไป ขออาหารเหลือเดนที่ชาวบ้านกำลังจะเททิ้งมากินประทังชีวิต ใครๆ ก็เรียกเขาว่า "นายมหาทุคคตะ" ซึ่งแปลว่า ยากจนมากหรือโคตรจน นั่นเอง !
     อยู่มาวันหนึ่ง มีบัณฑิตคนหนึ่งเดินทางผ่านมาพบเขาเข้า ก็บังเกิดความสงสาร อยากจะให้เขาพ้นจากความยากลำบาก จึงได้บอกเรื่องที่ตนนิมนต์พระเอาไว้และชักชวนให้นายมหาทุคคตะ รับเป็นเจ้าภาพ เลี้ยงพระสักรูปหนึ่ง มหาทุคคตะปฏิเสธทันที เพราะรู้ว่าตนเอง ยากจนเข็ญใจขนาดไม่มีอะไรจะกิน ต้องมาขอเศษอาหารเขากินแทบทุกวัน จะทำการถวายทานนั้นมันเป็นไปไม่ได้   แต่บัณฑิตคนนี้ ก็ไม่ละความพยายาม ยังชักชวนต่อไปว่า "สหายเอ๋ย คนในเมืองนี้ ต่างก็มั่งคั่งร่ำรวยกันทั้งนั้นมีแต่คุณคนเดียวที่ลำบากยากจน พวกเขาไม่ต้องทำงานหนักก็ได้เงินทองมากมาย เพราะเขาทำบุญมาดี ส่วนท่านยากจนอยู่เช่นนี้ เพราะไม่เคยให้ทานอะไร จงรีบทำบุญเถิดนะ จะได้สบายกับเขาบ้าง"
    มหาทุคคตะเมื่อได้ฟังการชัดชวนเช่นนั้นก็มีสติปัญญาได้คิดขึ้นมาว่า " ที่เรายากจนอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะความตระหนี่ของเราแท้ๆ ที่ไม่มีเพราะไม่ได้ทำบุญมา ดังนั้นวันนี้เราจะต้องทำบุญใหญ่ให้ได้" เขาจึงตัดสินใจรับเลี้ยงพระภิกษุ ๑ รูป วันนั้นทั้งวัน เขาและภรรยาช่วยกัน รับจ้างทำงานที่บ้านเศรษฐี เพื่อหาเงินมาซื้อภัตตาหารเลี้ยงพระ ท่านเศรษฐีรู้เข้าก็เกิดความเลื่อมใส จึงได้ให้ค่าแรงเพิ่มเป็นสองเท่า
   ในวันรุ่งเช้า ปรากฏว่าบัณฑิตที่มาชักชวนเขาทำบุญนั้น ลืมจดชื่อของเขาไว้ในบัญชีรายการผู้ทำบุญ  มหาทุคคตะจึงไม่ได้พระที่จะเลี้ยง เมื่อไม่ได้พระภิกษุที่จะเป็นเนื้อนาบุญให้ เขาจึงรู้สึกเสียใจมาก บัณฑิตผู้นั้นรู้สึกละอายใจมาก ได้กล่าวขอโทษเขาและแนะนำเขาว่า "สหายเอ๋ย ยังมีพระผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่เหลืออยู่รูปหนึ่ง คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าท่านมีบุญ พระองค์ก็คงจะรับอาราธนาเป็นแน่แท้"
    มหาทุคคตะจึงมุ่งหน้าไปสู่ประตูพระคันธกุฎี ทรุดเข่าลงร่ำไห้ ทูลอ้อนวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ในเมืองนี้คนที่จนกว่า ข้าพระองค์คงไม่มีอีกแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดสงเคราะห์ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า" 
    ธรรมดาของพุทธเจ้า จะต้องทรงอนุเคราะห์คนยากจนด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระพุทธองค์ทรงประทานบาตรให้นายมหาทุคคตะ เขารับบาตรไปด้วยความดีใจ เสมือนหนึ่งเขาได้ตำแหน่งพระเจ้ามหาจักรพรรดิ  เขามีน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองช้าง ด้วยความปลาบปลื้มปีติ แม้พระราชาและมหาอำมาตย์ จะต่อรองขอซื้อบาตร ด้วยราคาอันแพงลิ่วอย่างไร เขาก็ไม่ยอมขาย เขาตอบปฏิเสธว่า "สิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่สุด ในเวลานี้คือบุญ ทรัพย์สมบัติ แม้จะเอามากองโตเท่าภูเขา ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องการ "
    มหาทุคคตะเป็นคนมีปัญญา เห็นว่าบุญเท่านั้นที่จะเป็นสมบัติติดตัวไปได้ทั้งในภพนี้และภพเบื้องหน้า เขาจึงไม่ยอมยกบุญนี้แก่ใคร ในที่สุดเขาได้ถวายทาน แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยใจที่อิ่มเอิบเบิกบาน หลังจากพระพุทธองค์เสด็จกลับไปแล้ว สิ่งมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น ฝนรัตนะได้ตกลงมาที่บ้านของมหาทุคคตะ เป็นเพชรเป็นพลอยมากมาย สูงท่วมถึงหัวเข่าทีเดียว เพราะการถวายทานด้วยเจตนาอันแรงกล้า ด้วยใจเบิกบานผ่องใสและผู้รับทานเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ ทานที่ถวายในครั้งนี้จึงให้ผลทันตาเห็น เป็นที่น่าอัศจรรย์ ทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐี ประจำเมืองในวันนั้นเอง พอได้เป็นเศรษฐีแล้ว เขาก็ไม่ได้ประมาทในชีวิต เพราะรู้ฤทธิ์ของความจนแล้วว่ามันทรมานเพียงไร จึงตั้งใจที่จะรื้อความจนให้หมดไป ตั้งผังความรวยอย่างถาวรเลยทีเดียว ด้วยการตั้งใจทำบุญ ทำทานยิ่งขึ้นไปจนตลอดชีวิต เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วก็ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์  เสวยทิพยสมบัติยาวนานถึง ๑ พุทธันดร 
    ในชาตินี้ เมื่อลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีก บุญก็ส่งผลให้มาเกิดในตระกูลเศรษฐี ชื่อว่า "บัณฑิต" เพราะตั้งแต่มาอยู่ในครรภ์ของมารดา ก็ทำให้ทุกคน ในบ้านกลายเป็นคนฉลาดกันไปหมด พออายุได้ ๗ ขวบ บุญในตัวกระตุ้นเตือนให้อยากออกบวช พ่อแม่
ก็ไม่ได้ขัดใจ กลับอนุโมทนาในความเป็นผู้มีใจเด็ดเดี่ยวของเขา ครั้นบวชได้ไม่กี่วัน ก็ได้บรรลุธรรมเป็นสามเณรอรหันต์ ฯ  

    เรื่องของมหาทุคคตะนี้เป็นตัวอย่างที่ดีให้เราได้เรียนรู้ถึงชะตาชีวิตของคนว่าแม้จะเกิดมาเป็นพาลมนุษย์ ลำบากยากจนแต่ถ้ามีจิตสำนึกบาปขึ้นมาได้เริ่มทำบุญสร้างกุศล

ก็จะร่ำรวยเป็นเศรษฐีได้และเมื่อตายไปแล้วก็ไปเกิดในเทวโลกได้   

      -มนุษย์ที่เป็นคนดีและฉลาด  คือมนุษย์ที่รักษาศีล ๕  ได้   และดำเนินชีวิตให้เป็นไปด้วย กุศลกรรมบถ ๑๐  ประการ   คือ:-

          ๑.ไม่ฆ่าคนและสัตว์

          ๒.ไม่ลักขโมย  ปล้นจี้  ฉกชิงวิ่งราว  และฉ้อโกง  ในทรัพย์สินของผู้อื่น

          ๓.ไม่เล่นชู้   คือไม่นอกใจเมียหรือไม่นอกใจผัว

          ๔.ไม่พูดเท็จ  พูดโกหกหลอกลวงต้มตุ๋นผู้อื่น

          ๕.ไม่พูดส่อเสียด    คือพูดยุยงให้เขาแตกแยกกัน

          ๖.ไม่พูดคำหยาบ

          ๗.ไม่พูดเพ้อเจ้อ

          ๘.ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น

          ๙.ไม่คิดอาฆาตพยาบาท ปองร้ายผู้อื่น

          ๑๐.เป็นสัมมาทิฏฐิ  คือมีความเห็นชอบตวามตามทำนองคลองธรรม  เช่น เห็นว่า  บุญมี   บาปมี   นรกมี   สวรรค์มี   ทำดีได้ดี   ทำชั่วได้ชั่ว   พ่อแม่มีคุณ

     -มนุษย์ที่เป็นคนชั่วและโง่เขลา    คือมนุษย์ที่ไม่มีศีล ๕   และดำเนินชีวิตให้เป็นไปด้วยอกุศลกรรมบถ  ๑๐   ประการ   คือ:-

         ๑.ชอบฆ่าตนและสัตว์

         ๒.ชอบลักขโมย  ปล้นจี้  ฉกชิง  วิ่งราว   และฉ้อโกงในทรัพย์สินของผู้อื่น

         ๓.ชอบเล่นชู้

         ๔.ชอบพูดเท็จ  พูดโกหกหลอกลวงต้มตุ๋นผู้อื่น

         ๕.ชอบพูดจาส่อเสียด  ยุยงเขาให้แตกแยกกัน

         ๖.ชอบพูดคำหยาบ

         ๗.ชอบพูดเพ้อเจ้อ

         ๘.โลภอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตัว

         ๙.คิดอาฆาตพยาบาทปองร้ายผู้อื่น

         ๑๐.เป็นมิจฉาทิฏฐิ     คือเห็นผิดตามทำนองคลองธรรม  เช็น  เห็นว่า  บุญไม่มี   บาปไม่มี   นรกไม่มี   สวรรค์ไม่มี   ทำชั่วได้ดี   ทำดีได้ชั่ว   พ่อแม่ไม่มีคุณ

       -มนุษย์ที่เป็นคนชั่วจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จะเข้าถึงพระนิพพานคือสิ้นสุดแห่ทุกข์ไม่ได้

         ตัวอย่างของบุคคลผู้รักษากุศลกรรมบถ ๑๐

                 หมู่บ้านธรรมปาลคาม

    ๐หมู่บานธรรมปาลคาม  เป็นหมู่บ้านที่ประชาชนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่  ตลอดถึงคนรับใช้และผู้มารับจ้างทำงานที่หมู่บ้านนี้  ทุกคนจะต้องรักษากุศลกรรมบถ ๑๐  ประการ  อย่างเคร่งครัด   ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าของพวกเราได้มาบังเกิดในสกุลมหาพราหมณ์ที่เป็นหัวหน้าในหมู่บ้านนี้  โดยรับการตั้งชื่อจากบิดามารดว่า "ธรรมบาลกุมาร"   พอธรรมบาลกุมารมีอายุเจริญวัยขึ้น  บิดาได้ให้เงิน  ๑๐๐๐  กหาปณะ แล้วส่งให้ไปเรียนหนังสือที่สำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ที่มีชื่อเสียง  ณ ที่เมืองตักกะศิลา   ธรรมบาลกุมารเป็นลูกศิษย์

คนโตและได้เป็นหัวหน้าของลูกศิษย์ทั้งหมดในจำนวน  ๔๙๙  คน   นักศึกษาที่เข้ามารับการศึกษาในปีนั้นเป็นจำนวน  ๕๐๐  คน

    ครั้นอยู่มาวันหนึ่งลูกชายคนโตชองอาจารย์ได้เสียชีวิตลง  อาจารย์และลูกศิษย์ทั้ง ๔๙๙  คน  ได้พากันรัองไห้เศร้าโศกเสียใจด้วยความพิไรรำพันว่า "ไม่น่าเลย ลูกชายของอาจารย์เขาเป็นคนนิสัยดี  สุภาพเรียบร้อย  กิริยามารยาทก็แฉล้มแช่มช้อย ต้องมาตายพลัดพรากไปจากพ่อแม่  ตั้งแต่อายุยังน้อย"  ในเหตุการณ์นี้มีคนไม่ร้องไห้อยู่คนเดียวคือธรรมบาลกุมาร

    ธรรมบาลกุมารจึงพูดกับเพื่อนๆว่า "ดูกรสหาย  การที่ลูกชายอาจารย์  มาตายตั้งแต่อายุยังน้อยนี้ ข้าพเจ้าว่ามันไม่ควรเลย"

    พวกเพื่อนๆของธรรมบาลจึงพูดว่า "ดูกรสหาย  ควรหรือไม่ควรไม่ต้องพูดถึง  ธรรมดาว่าสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้ย่อมมีความตายเป็นที่สุด, สหาย ไม่รู้หรือว่าความตายจะต้องเกิดขึ้นแก่ทุกคนไม่ว่าหนุ่มหรือแก่"

    ธรรมบาลกุมารจึงกล่าวว่า "ดูกรหายทั้งหลาย  ข้อนั้นผมรู้ดี  แต่คนเราไม่น่าจะมาตายตอนหนุ่ม  ถ้ตายตอนแก่ผมจะไม่ว่าอะไรเลย"

    เพื่อนของธรรมบาลกุมารจึงพูดว่า "ดูกรสหาย  ท่านจะว่าอย่างนั้นไม่ได้  เพราะความตายไม่ว่าหนุ่หรือแก่มันก็ตายได้ทั้งนั้น, ธรรมดาว่าสังขารทั้งหลายนั้นเป็นสภาวะที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอนเกิดมาแล้วก็มีความตายเป็นเบื้องหน้า"

    ธรรมบาลกุมารจึงกล่าวว่า "ดูกรสหายทั้งปวง  คำที่พวกท่านกล่าวมานั้นมันก็จริงอยู่  สังขารทั้งหลายเกิดมาแล้ว  มันก็จะแตกสลายไปในที่สุด  แต่ตอนหนุ่มๆนั้นก็ไม่ควรจะตาย

แก่แล้วตายสมควรอย่างยิ่ง   พญามัจจุราชนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่เลือกหน้านะ  ที่เลือกหน้าก็มีอยู่"

    เพื่อนทั้งหลายจึงถามว่า "ดูกรธรรมบาล  คำพูดเช่นนี้พวกเราสงสัยยิ่งนัก  คนในเรือน

ของท่านนั้นพญามัจจุราชนั้นเขาเลือกหน้าว่า จะต้องตายตอนแก่หรือ?"

    ธรรมกุมารตอบว่า "ใช่  เป็นเช่นนั้น  คนในบ้านของผมจะไม่มีคนตายตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว  แก่แล้วจึงตาย"

    เพื่อนทั้งหลายถามว่า "นี่เป็นประเพณีเลยใช่ไหม ?  แก่แล้วจึงตาย  ไม่ตายตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวโดยเด็ดขาด"

    ธรรมกุมารจึงตอบว่า "ใช่เลย  เป็นเช่นนี้จริงๆ   การไม่ตายตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว   มัน

เป็นประเพณีสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว"

    พวกเพื่อนๆทั้งหลายจึงนำเอาคำพูดของธรรมบาลกุมารไปบอกแก่อาจารย์   อาจารย์

จึงได้เรียกธรรมบาลกุมารเข้ามาหาแล้วสอบถามว่า "คนในบ้านเรือนของเธอไม่มีใครตายตอนเป็นหนุม่เป็นสาวจริงหรือไม่?"

    เมื่ออาจารย์ได้ยินดังนั้นก็ได้เกิดอัศจรรย์ใจเป็นยิ่งนัก  คิดว่าคนในครอบครัวของธรรมบาลกุมารจะต้องมีคุณวิเศษอะไรซักอย่างหนึ่ง อย่างแน่นอน  จึงไม่ตายตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว  ตายตอนแก่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  จำเราจะต้องไปบ้านของธรรมบาลกุมารเพื่อสืบดูข้อมูลตามความเป็นจริงให้ได้  ถ้าเป็นดังที่ธรรมกุมารเล่าให้ฟังแล้ว ข้าพเจ้าก็จะปฏิบัติตามลัทธิของเขา  จะเอาเขาเป็นครูเป็นอาจารย์ต่อไป

    อาจารย์ทิศาปาโมกข์จึ่งให้เรียกธรรมบาลกุมารแล้วจึงสั่งว่า "ธรรมบาล  อาจารย์จะไป

ธุระที่ต่างเมืองประสักสี่ห้าจึงจะกลับ  เธอช่วยบอกศิลปศาสตร์แก่ลูกศิษย์ทั้งหลายแทนอาจารย์ด้วยนะ"  สั่งเสร็จแล้วอาจารย์ทิศาปาโมกข์กับคนอุปฐากคนหนึ่งก็ออกเดินทาง

ตรงไปยังเมืองกาสิกะรัฐมหาชนบทอันเป็นบ้านเกิดของธรรมบากุมาร  ในระหว่างทางท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์ก็ได้เก็บเอากระดูกแพะและกระดูกแกะใส่กระทอไปด้วย  เมื่อเดินทางไปถึงเมืองกาสิกะรัฐมหาชนบทแล้วก็ถามหาหมู่บ้านธรรมปาลคามว่าอยู่ที่ไหน?  เมื่อได้รับการบอกเล่าจากชาวบ้านแล้ว  อาจารย์ทิศาปาโมกข์ก็เดินตรงไปยังหมู่บ้านธรรมปาลคามทั้นที  ครั้นไปถึงก็ถามหาเรือนของมหาพราหมณ์ผู้เป็นบิดาของธรรมบาลกุมารทันที่

เมื่อถามได้ข้อมูลชัดแล้ว  อาจารย์ทิศาปาโมกข์ก็ไปยืนอยู่แทบประตูเรือนของมหาพราหมณ์  

    ฝ่ายมหาพราหมณ์ครั้นทราบว่าอาจารย์ของลูกชายมาเยี่ยมที่บ้าน  ก็ทำความเคารพ

แล้วเชื้อเชิญใหัเข้าไปนั่งข้างในบ้านบนอาสนะ  แล้วกระทำซึ่งวัตรปฏิบัติแก่อาจารย์ทิศาปาโมกข์ตามมายาทเช่นมีการล้างเท้าเป็นต้น

    อาจารย์ทิศาปาโมกข์จึงกล่าวด้วยเลศนัยว่า "ดูกรท่านมหาพราหมณ์  ธรรมบาลกุมารบุตรชายของท่านนั้นเขาเป็นคนฉลาดมีปัญญาดีเรียนไตรเพทและศิลปศาสตร์ทั้ง ๑๒ ศาสตร์ได้ดีและรวดเร็วกว่าใครๆ  พออยูู่มาวันหนึ่งเขาได้ล้มป่วยลงซึ่งมีอาการหนักมาก

จนไม่สามารถจะรักษาได้  ในที่สุดเขาก็ได้ตายไป  เมื่อมหาพราหมณ์ได้ยินอาจารย์ทิศาปาโมกข์พูดเช่นนั้นก็ปรบมือหัวร่ออย่างดัง

    อาจารย์ทิศาปาโมกก็ถามว่า "ท่านหัวร่อทำไม"

    มหาพราหมณ์พูดว่า "กระผมหัวเราะ  เพราะลูกชายของกระผมจะไม่ตาย  ที่ตายต้องเป็นคนอื่น"

    อาจารย์ทิศาปาโมกข์จึงพูดว่า "ถ้าท่านไม่เชื่อก็จงดูกระดูกของเขาดูสิ"  ว่าแล้วก็เทกระดูกออกจากกระทอว่าดูซินี่คือกระดูกของเขา   เมื่อมหาพราหมณ์ดูกระดูกก็พูดว่า

 "นี่มันกระดูกแพะและกระดูกแกะ  ไม่ใช่กระดูกของธรรมบาล ลูกชายของเรา  ลูกข้ายังไม่ตาย  เพราะคนในตระกูลของข้า ไม่เคยตายตอนหนุ่มตายตอนสาว  แก่แล้วเท่านั้นจึงตาย  เป็นประเพณีสืบกันมาดังนี้ชั่ว  ๗  อายุคนแล้ว  ที่ท่านพูดมานี่เป็นการโกหกทั้งสิ้น"

    ในขณะนั้นคนทั้งหลายในหมู่บ้านธรรมปาลคามรู้ว่าอาจารย์ธรรมบาลมาเยี่ยมมหา

พราหมณ์ก็แห่กัมาถามข่าว เมื่อได้ยินอาจารย์ทิศาปาโมกข์พูดว่า "เจ้าธรรมบาลกุมารได้ตายเสียแล้ว" 

    คนทั้งหลายเหล่านั้นก็พากันตบมือหัวเราะบอกว่า "ไม่จริง  เจ้าธรรมบาลกุมารยังไม่ตาย  เพราะคนในหมู่บ้านของพวกเราไม่เคยตายตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว สืบทอดกันมา  ๗

ชั่วอายุคนแล้ว"  พ่อของธรรมบาลกุมารและประชาชนในหมู่บ้านธรรมปาลคามนี้  มีความเชื่อมั่นอย่างร้อยเปอร์เซ็นเต็มเลยทีเดียวไม่ใช่อย่างแน่นอน

    อาจารย์ทิศาปาโมกข์เมื่อได้เห็นด้วยตาและได้ฟังด้วยหูของตนเองเช่นนั้น ก็เกิดความอัศจรรย์ใจจริงๆ จึงคิดว่า "ธรรมบาลกุมารพูดนั้นมันเป็นเรื่องจริงทั้งหมด  เรามาครั้งนี้ไม่เสียเที่ยวเลย"   ว่าแล้วอาจารย์ทิศาปาโมกข์ก็กราบคารวะขอโทษมหาพราหมณ์พ่อของธรรมบาลกุมารและประชาชนทั้งหลายที่มีเยี่ยมในวันนั้นว่า "ข้าพเจ้าได้ยินธรรมบาลกุมารบุตรชายของท่านพูดว่าหมู่บ้านเกิดของผมชื่อหมู่บ้านธรรมปาลคามไม่เคยมีใครตายตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวเลย  มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ ข้าพเจ้าก็เลยมาพิสูจน์ดูครับ"

    อาจารย์ทิศาปาโมกข์กล่าวกับท่านมหาพราหมณ์ว่า "ดูกรท่านมหาพราหมณ์  หมู่บ้าน

ของพวกท่านประพฤติและปฏิบัติธรรมข้อไหน  จึงพากันอายุยืนไม่ตายตอนเป็นหนุมเป็น

สาวครับ"

    มหาพราหมณ์ตอบว่า "หมู่บ้านของพวกเรา ยึดถือและปฏิบัติตามกุศลกรรมบถ ๑๐ ข้ออย่างเคร่งครัด"

    อาจารย์ทิศาปาโมกข์ถามว่า "กุศลกรรมบถ ๑๐ ข้อนั้นมีอะไรบ้างครับ?"

    มหาพราหมณ์ตอบว่า "กุศลกรรมบถ ๑๐ ข้อนั้น มีดังนี้     
          ๑.ไม่ฆ่าคนและสัตว์

          ๒.ไม่ลักขโมย  ปล้นจี้  ฉกชิงวิ่งราว  และฉ้อโกง  ในทรัพย์สินของผู้อื่น

          ๓.ไม่เล่นชู้   คือไม่นอกใจเมียหรือไม่นอกใจผัว

          ๔.ไม่พูดเท็จ  พูดโกหกหลอกลวงต้มตุ๋นผู้อื่น

          ๕.ไม่พูดส่อเสียด    คือพูดยุยงให้เขาแตกแยกกัน

          ๖.ไม่พูดคำหยาบ

          ๗.ไม่พูดเพ้อเจ้อ

          ๘.ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น

          ๙.ไม่คิดอาฆาตพยาบาท ปองร้ายผู้อื่น

          ๑๐.เป็นสัมมาทิฏฐิ  คือมีความเห็นชอบตวามตามทำนองคลองธรรม  เช่น เห็นว่า  บุญมี   บาปมี   นรกมี   สวรรค์มี   ทำดีได้ดี   ทำชั่วได้ชั่ว   พ่อแม่มีคุณ ฯ"

     ถ้าใครรักษากุศลกรรมบถ ๑๐ ข้อ เหล่านี้ได้ครบทุกข้อ ผู้นั้นจะมีพลานุภาพดังนี้

        ๑.มีอายุยืนยาว  ๑๐๐  ปี  ขึ้นไป

        ๒.จะไม่ตายตอนอายุยังน้อย  และไม่ตายตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว

        ๓.มีโรคภัยไขเจ็บเบียดเบียนน้อย

        ๔.มีสุขภาพดีไม่แก่ชราง่าย

        ๕.มีรูปร่างสวยงาม  ไม่เป็นคนพิกลพิการ

        ๖.สามารถกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก

        ๗.เมื่อตายไปแล้วก็จะได้ไปเกิดในโลกทั้ง ๓  โลกใดโลกหนึ่งคือ  มนุษยโลก   เทวโลก   พรหมโลก  

      

 

  

 

 

 

    

            

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     

เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ …

Visitors: 35,944