หน้าที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องสวรรค์

   

                            หน้าที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องของสวรรค์

                                     สวรรค์  ๖  ชั้น

            

                                   นี่คือภาพสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

                    สวรรค์มี ๖ ชั้น

     ๑.จาตุมมะหาราชิกา

     ๒.ดาวะดึงส์

     ๓.ยามา

     ๔.ดุสิต

     ๕.นิมมานะระตี

     ๖.ปะระนิมมิตะวะสะวะตี

       รายละเอียดของสวรรค์แต่ละชั้น

    ๑.ความหมายของสวรรค์

     ๒.ระยะทางของสวรรค์

     ๓.อายุขัยของสวรรค์

     ๔.เทวดาผู้เป็นใหญ่

     ๕.เทวดาที่สำคัญ

     ๖.สถานที่สำคัญ

     ๗.บุรพกรรม

            จาตุมมหาราชิกา สวรรค์ชั้นที่ ๑

                ความหมายของสวรรค์

     -จาตุมมหาราชิกา   แปลว่า "สวรรค์อันเป็นที่อยู่ของท้าวมหาราชทั้ง ๔"

               ระยะทางของสวรรค์กับโลกมนุษย์ 

     -จาตุมมหาราขิกา   อยู่ห่างจากโลกมนุษย์  ๔๖๐๐๐  โยชน์ 

                       อายุขัยของสวรรค์

     -จาตุมมหาราชิกามีอายุขัย  ๕๐๐  ปีทิพย์   = ๙  ล้านปี  ในโลกมนุษย์                   

     -วันหนึ่งคืนหนึ่งในสวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกา   = ๕๐  ปี ในโลกมนุษย์

                      เทวดาผู้เป็นใหญ่

     -เทวดาผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นนี้  คือท้าวมหาราชทั้ง  ๔   ได้แก่

        ๑.ท้าวธตรฐะมหาราช       เป็นใหญ่ทางด้านทิศตะวันออก

        ๒.๒ท้าววิรุฬหกะมหาราช    เป็นใหญ่ทางด้านทิศใต้

        ๓.ท้าววิรูปักขะมหาราช     เป็นใหญ่ทางด้านทิศตะวันตก

        ๔.ท้าวกุเวระหรือท้าวกุเวรมหาราช        เป็นใหญ่ทางด้านทิศเหนือ

                    เทวดาที่สำคัญ

     -เทวดาที่สำคัญ  ในสวรรค์ชั้นนี้นอกจากท้าวมหาราชทั้ง ๔ แล้ว  ยังมีเทวดาสำคัญ

อีกหลายองค์   เช่น:-

                  

                        นี่คือรูปภาพของปัญจสิงขรเทพยุตร 

        -ทางด้านทิศตะวันออกเป็นที่อยู่อาศัยของพวกคนธรรพ์  คนธรรพ์ที่มีชื่อเสียงคือ

ปัญจสิงขรเทพบตร  ในตอนที่เกิดเป็นมนุษย์ ปัญจสิงขรเทพบุตรได้ทำบุญเอาไว้มากจึงมาเกิดเป็นเทวดาที่มีรูปงาม เทวดาองค์ไหนได้เห็นเข้าก็เกิดต้องตาต้องใจ  ปัญจสิงขรเทพบุตรมีความถนัดทางด้านดนตรีและเป็นผู้เชี่ยวชาญในการร้องเพลงและดีดสีตีเป่าหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก  จนเป็นที่โปรดปรานของท้าวสักกเทวราชผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ 

     ในตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดา เมื่อออกพรรษาแล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  การเสด็จในคราวนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จลงทางบันไดแก้วซึ่งอยู่ตรงกลาง โดยมีปัญจสิงขรเทพบุตรถือพิณนำหน้า  

    คนธรรพ์อีกองค์หนึ่งมีชื่อว่า "สุธรรมา" เป็นผู้ชำนาญในการตีกลองมาก เขามีมีกลองประจำตัวชื่อว่า "สุรันธะ"

    คนธรรพ์อีกองค์หนึ่งชื่อว่า "พิมพะสุระกะ"  ชำนาญในการตีกลองหน้าเดียวอย่างหาผู้เปรียบมิได้   ถ้าคนธรรพ์ทั้ง  ๓  ตน มาเล่นดนตรีร่วมกัน  วันนั้นจะได้ยินเสียงดนตรีอันไพเราะเสนาะโสตยิ่งนัก  เทวดาทั้งหลายก็จะสนุกสนานรื่นเริงบรรเทิงใจเป็นที่ยิ่ง

    สถานที่สำคัญในสวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกา

        ๑.เทพนครของท้าวมหาราชทั้ง ๔

        ๑.ภพอันเป็นที่อยู่ของคนธรรพ์

        ๒.ภพอันเป็นที่อยู่ของครุฑ

        ๓.ภพอันเป็นที่อยู่ของนาค

        ๔.ภพอันเป็นที่อยู่ของพวกกินนรและกินรี

        ๕.ภพอันเป็นที่อยู่ของวิทยาธร

                       เทพนครของท้าวมหาราชทั้ง ๔

    ๐เทวดาผู้เป็นพระราชา  คือเป็นผู้ปกครองเทวดาทั้งหลายในสวรรค์ชั้นแรกที่อยู่เหนือโลกมนุษย์ขึ้นไป ๔๖๐๐๐ โยชน์ เป็นแดนสุขาวดี มีเทวราชผู้ยิ่งใหญ่ ๔ พระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองดูแล จึงได้ชื่อว่า จาตุมหาราชิกา คือ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งทวยเทพมีท้าวจาตุมหาราช ทรงเป็นใหญ่
   สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีเมืองใหญ่เป็นเทพนครอยุ่ถึง  ๔  นคร แต่ละนครมีป้อมปราการ กำแพงทองเหลืองอร่ามงามนัก ประดับประดาไปด้วยสัตตรัตนะแก้ว ๗ ประการ  ภายในเทพนครอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น มีปราสาทแก้ว ซึ่งเป็นวิมานที่อยู่ของเทพยดาชาวฟ้าทั้งหลาย ตั้งเรียงรายอยู่มากมาย นอกจากนี้ ยังมีสระโบกขรณี ซึ่งมีน้ำใสยิ่งกว่าแก้ว เต็มไปด้วยดอกบัวนานาชนิด ส่งกลิ่นทิพย์หอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ มีดอกไม้นานาพรรณ มีสีสันวิจิตรตระการตา และมีรุขชาติต้นไม้สวรรค์ซึ่งมีผลอันโอชายิ่ง มิ่งไม้ในสวงสวรรค์ มีดอกมีผลเป็นทิพย์ ปรากฏให้เหล่าชาวสวรรค์ได้ชื่นชมตลอดกาลไม่มีวันร่วงโรยและหมดไปเลย
   สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา จำแนกย่อยพื้นที่บริเวณของหมู่เทพละเอียดลงไปอีก ตามขั้นตอนการถือกำเนิดเอาไว้ดังนี้

                  ท้าวมหาราชทั้ง ๔

  

                นี่คือรูปภาพของมหาราชทั้ง ๔

   ๑.ท้าวธตรฐะมหาราช

    ๒.ท้าววิรุฬหกะมหาราช

    ๓.ท้าวิรูปักขะมหาราช

    ๔.ท้าวเวสสุวัณมหาราช

                             ท้าวธตรฐะมหาราช

   

                   นี่คือรูปภาพของท้าวธตรฐะมหาราช

     ๐ท้าวธตรฐะมหาราช  ทรงเป็นจอมเทพปกครองเทพนครอยู่ทางด้านทิศตะวันออก  

เป็นมหาราช   มีรัศมี   มีปุญญานุภาพมาก  เป็นผู้มีบุตรชื่อว่า "อินทะ"  ซึ่งมีฤทธานุภาพ

มาก  และพระองค์ยังเป็นพระราชาของพวกคนธรรพ์ซึ่งถนัดในการเล่นดนตรีดีดสีตีเป่าร้องเพลงเต้นระบำรำฟ้อน  คนธรรพ์ที่มีชื่อเสียงในทางนี้คือ "ปัญจสิงขรเทพบุตร"   พระองค์ยังมีคนธรรพ์เทพบุตรตนหนึ่งชื่อว่า "สุธัมมา" ซึ่งชำนาญในการตีกลองประจำตัวของพระองค์ที่เรียกว่า "กลองสุรันธะ"  และพระองค์ยังมีคนธรรพ์เทพบุตรอีกตนหนึ่ง  ที่มีความชำนาญในการตีกลองหน้าเดียว  เมื่อทั้งสองมาตีกลองด้วยกันย่อมมีความไพเราะเสนาะโสตของเหล่าเทพยดาทั้งหลายยิ่งนัก

                      ภพของคนธรรพ์

    คันธัพพี คันธัพโพ  ได้แก่ เทวดาคันธัพพะ ที่ถือกำเนิดภายในต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม เรา เรียกกันว่านางไม้ หรือแม่ย่านาง ชอบรบกวนให้เกิดอุปสรรคต่าง ๆ เช่น ให้ เกิดเจ็บป่วย หรือทำอันตรายแก่ทรัพย์สมบัติที่นำไม้นั้นมาใช้สอย หรือนำมาปลูกบ้านเรือน เทวดาจำพวกนี้อยู่ในความปกครองของ ท้าวธตรัฏฐะ
    คันธัพพะเทวดานี้ สิงอยู่ในต้นไม้นั้นตลอดไป แม้ว่าใครจะตัดฟันไป ทำเรือ แพ บ้าน เรือน หรือเครื่องใช้สอยอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็คงสิงอยู่ในไม้นั้น ซึ่งผิดกับรุกขเทวดาที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้ ถ้าต้นไม้นั้นตายหรือถูกตัดฟัน ก็ย้ายจากต้นไม้นั้นไปต้นไม้อื่น

                 ท้าววิรุฬหกะมหาราช

   

         นี่คือรูปภาพของท้าววิรุฬหกะมหาราช

    ๐ท้าววิรุฬหกะมหาราช   เป็นเทพผู้ใหญ่ที่ปกครองเหล่าเทพยดาทางด้านทิศใต้  พระองค์เป็นมหาราชที่มีบุญญานุภาพมาก  มีรัศมี  มีบุตรที่มีฤทธานุภาพมาก  และพระองค์ยังเป็นจอมเทพที่ปกครองพวกกุมภัณฑ์อีกด้วย

    กุมภัณฑ์  คือ เทวดากลุ่มหนึ่งตามความเชื่อในศาสนาพุทธ มีรูปร่างสูงใหญ่ ท้องโต
ตาโตแดงก่ำเป็นบริวารของท้าววิรุฬหกะ กุมภัณฑ์มี ๒ พวก คือ กุมภัณฑ์ชั้นสูงอาศัยในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาและบนโลก ทำหน้าที่รักษาสถานที่ต่าง ๆ หากมีผู้ล่วงล้ำเข้าไป ก็จะจับผู้นั้นกินเสีย กุมภัณฑ์กลุ่มนี้เรียกว่ารากษส ส่วนกุมภัณฑ์ชั้นต่ำคือยมบาล อาศัยในนรกภูมิ มีหน้าที่ลงโทษสัตว์นรกต่าง ๆ ตามกรรมที่สัตว์นั้นได้ทำไว้

        

      นี่คือรูปภาพของกุมภัณฑ์ที่มีฤทธิ์มาก

                      ท้าววิรูปักขะมหาราช

      

             นี่คือรูปภาพของท้าววิรูปักขะมหาราช

    ๐ท้าววิรูปักขะมหาราช    เป็นเทวดาผู้ใหญ่ที่ปกครองเหล่าเทพยดาทังหลายที่ด้านทิศตะวันตก  และพระองค์ยังเป็นผู้ปกครองพวกพญานาคทั้งหลายในเมืองบาดาลอันเป็นที่อยู่ของพญานาคทั้งหลาย

    นาโค นาคี ได้แก่  เทวดานาคทั้งเพศผู้และเพศเมีย จะมีวิชาเกี่ยวกับเวทมนต์คาถาต่าง ๆ ขณะท่องเที่ยวไปในมนุษยโลก บางทีก็เนรมิตเป็นคน หรือเป็นสัตว์ เช่น เสือ ราชสีห์ เป็นต้น โดยเฉพาะชอบลงโทษพวกสัตว์นรก เทวดาจำพวกนี้ อยู่ในความปกครองของท้าววิรูปักขะมหาราช   
  นาคเป็นเจ้าแห่งงู แต่ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ แต่ก็จัดอยู่ฝ่ายสุคติภูมิ อยู่สวรรค์ชั้นจา  ตุมหาราชิกา แบ่ง ออกเป็น ๔ ตระกูลใหญ่ คือ:-
     ๑.ตระกูลวิรูปักษ์ พญานาคตระกูลสีทอง
     ๒.ตระกูลเอราปถ พญานาคตระกูลสีเขียว
     ๓.ตระกูลฉัพพยาปุตตะ พญานาคตระกูลสีรุ้ง
     ๔.ตระกูลกัณหาโคตมะ พญานาคตระกูลสีดำ
   พญานาคเกิดได้ทั้ง ๔ แบบ คือ:-
    ๑.แบบโอปปาติกะ เกิดแล้วโตทันที
    ๒.แบบสังเสทชะ เกิดจากเหงื่อไคล สิ่งหมักหมม
    ๓.แบบชลาพุชะ เกิดจากครรภ์
    ๔.แบบอัณฑชะ เกิดจากฟองไข่
   พญานาคชั้นสูงเกิดแบบโอปปาติกะ เป็นชนชั้นปกครอง ที่อยู่ของพญานาคมีตั้งแต่ในแม่น้ำ หนอง คลอง บึงต่างๆ ในอากาศ จนไปถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา พวกพญานาคอยู่ในการปกครองของท้าววิรูปักษ์ ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาด้านทิศตะวันตก

    เหตุที่มาเกิดเป็นพญานาคเพราะทำบุญเจือด้วยราคะ
     พระไตรปิฎกภาษาบาลีกล่าวถึงนาคราชหลายตน เช่น:-
   ๑.พญามณีกัณฐ์นาคราช มีแก้วมณีประดับที่คอ อาศัยในแม่น้ำคงคา ศรัทธาฤๅษีตนหนึ่งจึงขึ้นมาขดตัว ๗ รอบแล้วแผ่พังพานใหญ่บนศีรษะฤๅษีนั้น
   ๒.พญากาฬะนาคราช ที่หลับไหลอยู่ใต้บาดาล จะตื่นขึ้นเมื่อจะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ครั้งล่าสุดคือเมื่อ วันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือน ๖ เมื่อพระโคตมพุทธเจ้าลอยถาดทองคำเสี่ยงทาย เสียงของถาดทองคำที่ลอยทวนน้ำและจมลงกระทบกับถาดทองคำอีก ๓ ใบ (ของพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ก่อนหน้าในภัทรกัปนี้) ปลุกให้กาฬtนาคราชตื่นขึ้นและสวดมนต์สรรเสริญพระพุทธเจ้าก่อนที่จะกลับไปหลับต่อ
   ๓.พญามุจลินท์นาคราช ได้ขดตัว ๗ รอบพระโคตมพุทธเจ้า แล้วแผ่พังพานใหญ่บนพระเศียรเพื่อปกป้องพระองค์จากสภาพอากาศและสัตว์ต่าง ๆ ระหว่างทรงเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นจิกหลังตรัสรู้เป็นที่มาของปางนาคปรก
   ๓.พญาสุปัสสะนาคราช ผู้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่านาคที่ไม่มีศรัทธาเลื่อมใสอาจทำร้ายภิกษุที่ฉันเนื้องู เมื่อพญานาคกลับไปหลังจากฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ทรงบัญญัติสิกขาบทว่าภิกษุฉันเนื้องูต้องอาบัติทุกกฏ
      ประเภทของพญานาค
  นาคแบ่งตามลำดับชั้นตามหน้าที่ไว้เป็น ๔ จำพวก   คือ:-
   ๑.พญานาคสวรรค์ มีหน้าที่เผ้าวิมานเทพ และเทวดา
   ๒.พญานาคกลางหาว มีหน้าที่ให้ลมและให้ฝน  แก่มนุษย์  สัตว์  และต้นไม้ใบหญ้า
   ๓.พญานาคโลกบาล มีหน้าที่รักษาแม่น้ำลำคลอง ป่าเขาและต้นไม้
   ๔.พญานาครักษาขุมทรัพย์
  เมื่อรวมนาคทั้ง ๔ พวกแล้ว จะมีพญานาคทั้งสิ้นประมาณ ๕๓๒ ชนิด และแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ๒ ประเภท  คือ:-
    ๑.กามะรูปีพญานาค พญานาคที่เสวยกามคุณ
    ๒.อะพามะรูปีพญานาค พญานาคที่ไม่เสวยกามคุณ
   พญานาคบางพวกมีอายุสั้น บางพวกก็มีอายุยืน อาจจะมีอายุยาวนานเป็นกัปป์ก็ได้ อย่างพญานาคตัวหนึ่งชื่อพญานาคกาฬะ มีอายุยืนยาวได้ ๕ พุทธันดรในขณะนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่  คือตั้งแต่พระพุทธเจ้ากุสันธะจนถึงพระสมณโคตมะ และจะมีอายุไปจนถึงพระศรีอริยะเมตไตรย์ ตามปกติพญานาคจะกลัวพญาครุฑ  
   พญานาคที่ไม่กลัวพญาครุฑ คือพญาครุฑไม่สามารถจะกินเป็นอาหารได้มีอยู่  ๗  จำพวก  คือ:-
   ๑.พญานาคที่มีชาติกำเนิดที่ละเอียดกว่า และอยู่ภพภูมิที่สูงส่งกว่าพญาครุฑ
   ๒.พญากัมพลสัตระนาคราช
   ๓.พญาระตะรัฐนาคราช
   ๔.พญานาคราชที่อาศัยอยุ่ในแม่น้ำสีทันดรมหาสมุทรทั้ง ๗ แห่ง
   ๕.พญานาคราชที่อาศัยอยู่บนพื้นดิน
   ๖.พญานาคราชที่อาศัยอยู่ในภูเขา
   ๗.พญานาคราชที่อาศัยอยู่ในวิมาน
    พญานาคที่กล่าวมานี้ เป็นพญานาคที่มีปรากฏอยู่ในชาดกทางพุทธศาสนา
    ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จพร้อมด้วยพระอรหันต์จำนวน ๕๐๐ รูป เพื่อเสด็จไปยังเทวโลก ได้ผ่านวิมานของเหล่าพญานาค ที่กำลังมีการรื่นเริงกันอย่างสนุกสนาน ที่มี นันโทปนันทนาคราช เป็นประธานใหญ่ เมื่อเห็นคณะสงฆ์ผ่านไปเหนือวิมานจึงมีความโกรธมาก จึงได้ตรงไปยังเขาพระสุเมรุแปลงตนเป็นนาคขนาดใหญ่ พันโอบเขาพระสุเมรุด้วยขดถึง ๗ รอบ แล้วแผ่พังพานบังชั้นดาวดึงส์เอาไว้ เพื่อไม่ให้พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผ่านไปได้ และเมื่อเป็นดังนั้นได้มีพระอรหันต์หลายรูปอาสาปราบ แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต จนพระโมคคัลลานะ ผู้ซึ่งตามเสด็จไปด้วยอาสา พระองค์จึงทรงอนุญาต
   ดังนั้นพระโมคคัลลานะ จึงได้แปลงกายเป็นนาคราชขนาดใหญ่กว่าถึงเท่าตัว พันเอานาคนันโทปะนันทะนาคราช เอาไว้ด้วยขดถึง ๑๔ รอบ  นาคราชทนไม่ไหวบันดาลให้ไฟลุกขึ้น พระโมคคัลลานะ ก็ให้เกิดไฟขึ้นเช่นกัน ไฟของนันโทปะนันทะนาคราชสู่ไม่ไหว จึงถามว่า "ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นใคร" ตอบว่า "เราคือโมคคัลลานะ ศิษย์ของตถาคต" นันโทปะนันทะนาคราช จึงบอกว่า ท่านจงคืนร่างกลับเป็นพระเหมือนเดิมเถิด แต่ด้วยนิสัยของผู้รู้ว่า นันโทปะนันทะนาคราช เป็นคนไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ จึงได้แปลงกายให้เล็กนิดเดียว สามารถเข้ารูหู รูจมูกได้ แล้วเข้าไปตามรูต่างๆ จน นันโทปะนันทะนาคราช ทนไม่ไหว และนันโทปะนันทะนาคราช สู้ไม่ได้จึงหนีไป พระโมคคัลลานะ จึงแปลงร่างเป็นพญาครุฑใหญ่ไล่ติดตามไป เมื่อหนีไม่พ้นจึงแปลงร่างเป็นมาณพหนุ่ม ยอมแพ้พระโมคคัลลานะและที่สุดจึงยอมให้พระพุทธเจ้าพร้อมพระอรหันต์ผ่านไปแต่โดยดี
       กรรมที่ทำให้เกิดเป็นพญานาค
   ๑.ทำกรรมทั้งสองอย่างคือทั้งกุศลและอกุศลกรรม ๔ เมื่อทำทานก็ตั้งความปรารถนาเพื่อเกิดเป็นนาค เมื่อตายไปก็เกิดเป็นนาค หรือพวกทำ
กุศลปนไปด้วยราคะหนักไปในราคะความกำหนัดยินดีตายไปก็ไปเกิดเป็นพวกนาคได้
   ๒.พวกทำบุญแล้วตั้งความปรารถนาไว้ก็สามารถเกิดเป็นนาคได้

     นาคทั้งหลายไม่สามารถแปลงกายได้ในเหตุ ๕  ประการ

    ๑.ในเวลาเกิด

    ๒.ในเวลาตาย

    ๓.ในเวลานอนหลับ

    ๔.ในเวลาเสพสังวาสกัน

    ๕.ในเวลาลอกคราบ

              เรื่องจริงที่หลวงปู่ชอบเล่าให้ฟัง

       

            หลวงปู่ชอบถามพญานาค
    ๐บุพกรรมที่ทำให้เกิดเป็นพญานาค (หลวงปู่ชอบ ฐานสโม)
   หลวงปู่ชอบถามถึงบุพกรรมของกากะนาคราชกับคู่บารมี มีวิมานอยู่ในแม่น้ำโขงใต้ผาห่มพร้าว กรรมอะไรที่ทำให้ท่านทั้งสองได้มาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา กรรมอะไรที่ทำให้ท่านทั้งสองได้มาปกปักรักษาสมบัติของพระศาสนาอยู่ที่นี่
   กากะนาคราชบอกองค์ท่านว่า "ชาติที่ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าเป็นนักเลงใจร้อนมุทะลุ เมียข้าพเจ้าจึงชวนเข้าวัดปฏิบัติธรรมถือศีลอุโบสถในวันพระ บุญที่ข้าพเจ้ารักษาศีลห้าและศีลอุโบสถ ประกอบกับบุญที่ข้าพเจ้าได้อุปัฏฐากพระสงฆ์องค์เณร บุญกุศลนี้จึงส่งผลให้ข้าพเจ้าได้เกิดมาในเทวะภูมิ อันเป็นที่อยู่ของพญานาคในชาติปัจจุบัน
   ตอนเป็นมนุษย์ข้าพเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ในวัดวาศาสนา ข้าพเจ้าได้เผลอพลาดไปกรรมเพียงครั้งเดียวในการปฏิบัติต่อสมบัติศาสนา ข้าพเจ้ากับเมียยืมจอบเสียมมีดพร้าของวัดเอาไปปลูกผักทำไร่ พอพืชผักออกผลข้าพเจ้ากับเมียก็นำมาทำอาหารถวายพระสงฆ์องค์เณรในวัด มีดพร้าจอบเสียมที่ยืมของสงฆ์ไปชำรุดแตกหักข้าพเจ้าก็ไม่ได้นำมาใช้คืนให้สงฆ์ ปล่อยทิ้งสมบัติของสงฆ์เหล่านี้ไปเพราะชะล่าใจคิดว่ากรรมเล็กน้อยจักไม่เป็นผลเพราะตนเองไม่มีเจตนายักยอกของสงฆ์
   ก่อนตายจิตข้าพเจ้าไปยึดติดอยู่กับของสงฆ์ที่ตนเองเคยยืมไปใช้แล้วไม่ส่งคืน เพราะจิตยึดติดในของสงฆ์ที่ตนเองยืมไปใช้ไม่ส่งคืนจึงทำให้ข้าพเจ้ามาเกิดเป็นพญานาคปกปักรักษาสมบัติพระศาสนา ถ้าจิตตนเองไม่ไปยึดติดเรื่องนี้ก่อนตาย ข้าพเจ้าจักได้ไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นภูมิที่สูงกว่านี้  ส่วนคู่บารมีของข้าพเจ้าเขาปรารถนาเกิดเป็นคู่บารมีกับข้าพ เจ้าตลอดไป ความปรารถนาในประกอบบุญของเขา จึงทำให้เขาได้มาเกิดเป็นพญานาคคู่บารมีของข้าพเจ้า
  ท่านหลวงปู่ชอบ: ทำไมบ้านเมืองพญานาคจึงได้ชื่อว่า “ เมืองบาดาล ”
  พญานาคเจ้าจอมผาห่มพร้าวบอกท่านว่า " เมืองบาดาล " คือชื่อที่มนุษย์เรียกกันขึ้นมาเอง พวกข้าพเจ้ามีทิพย์วิมานซ่อนเหลื่อมใกล้กับภูมิมนุษย์ พญานาคบางหมู่บางเหล่าก็อยู่ในสวรรค์ บางหมู่บางเหล่าก็อยู่ภูเขา บางหมู่บางเหล่าก็อยู่ในน้ำ บางหมู่บางเหล่าก็อยู่ใต้พิภพ พวกข้าพเจ้าจะเรียกชื่อเมืองตามชื่อของพญานาคผู้เป็นใหญ่"
   ท่านหลวงปู่ชอบ: โลกมนุษย์อาศัยแสงสว่างจากไฟ จากพระอาทิตย์ แสงเดือนแสงดาว บ้านเมืองพวกท่านอาศัยแสงสว่างจากอะไรเป็นเครื่องดำรงอยู่
   พญานาคผาห่มพร้าวบอกองค์ท่านว่า "แสงสว่างของพระอาทิตย์ แสงเดือนแสงดาวไม่สามารถส่องถึงนาคาพิภพได้ ที่นาคพิภพไม่มีกลางวันกลางคืนเหมือนกับโลกมนุษย์ ที่เมืองนาคพิภพของพวกข้าพเจ้าจะมี " แก้วแสงทิพย์ " สว่างไสวอยู่สี่มุมเมือง แสงแก้วทิพย์นี้จะสว่างไสวอยู่ตลอดเวลาไม่มีวันดับ แสงสว่างของแก้วแสงทิพย์เย็นใสไม่ร้อนเหมือนแสงพระอาทิตย์ แก้วทิพย์แสงเมืองนี้เกิดจากบุญฤทธิ์ของพวกข้าพเจ้า พญานาคทุกตนจะมีแก้วทิพย์ประจำตัว แก้วทิพย์บุญฤทธิ์จะเป็นแก้วสารพัดนึกที่พญานาคทุกตนใช้ในการนิรมิต"
   ท่านหลวงปู่ชอบ:พวกมนุษย์กินเนื้อสัตว์ กินพืชผักเป็นอาหาร พวกพญานาคเขาพากันกินอะไรเป็นอาหาร"
   เจ้าจอมผาห่มพร้าวตอบองค์ท่านว่า "พญานาคเป็นพวกกายทิพย์ไม่มีเวทนาหิวโหยเหมือนมนุษย์ ความเหนื่อยความหิวไม่มีในพญานาค พวก
ข้าพเจ้า  " อิ่มในบุญ " จึงไม่มีเวทนาหิวโหยเหมือนพวกกายหยาบอย่างมนุษย์และเดรัจฉาน"
   ท่านหลวงปู่ชอบ: พญานาคมีฤทธิ์เดชมากแค่ไหน?
   เจ้าจอมผาห่มพร้าวบอกองค์ท่านว่า "พญานาคมีฤทธิ์มากเกินจะประมาณได้ ถ้าพวกข้าพเจ้าอยากจะทำร้ายผู้ใด เพียงแค่เพ่งฤทธิ์ใส่มนุษย์หรือสัตว์ผู้นั้น มนุษย์และสัตว์ผู้นั้นก็จะแหลกเป็นจุลในทันที พวกพญานาคมีหิริโอตัปปะธรรมสูงกว่ามนุษย์ธรรมดา ถ้าไม่เคยมีกรรมอันหนักต่อกันแล้วพวกพญานาคจะไม่ทำร้ายมนุษย์และสัตว์ให้ถึงแก่ความฉิบหายของชีวิต พญานาคมีฤทธิ์จะจำแลงเป็นอะไรก็ได้ตามที่อยากจะเป็น แต่สุดท้ายต้องกลับคืนสู่อัตภาพภูมิเดิมของตน"
   ท่านหลวงปู่ชอบ: เวลาพวกท่านอยู่บ้านเมืองของตน พวกพญานาคเขามีรูปร่างแบบใด?
   พญานาคเจ้าจอมผาห่มพร้าวบอกท่านว่า "พวกข้าพเจ้ามีรูปร่างเป็นมนุษย์เหมือนกับพระคุณเจ้านี้แหละ ไม่แตกต่างอะไรกับพวกท่านเลย"
   ท่านหลวงปู่ชอบ: รูปร่างของพญานาคเกิดขึ้นได้อย่างไร?
   กากะละนาคราชบอกองค์ท่านว่า รูปร่างของพญานาคจะเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุหกประการ  คือ:-
    ๑.เวลาแสดงตน
   ๒.เวลาเกิดโทสะ
   ๓.เวลาเดินทาง
   ๔.เวลาเผลอสติ
   ๕.เวลาแสดงฤทธิ์
   ๖.เวลาจิตเกิดปฏิพัทธ์ในกามคุณ
   ท่านหลวงปู่ชอบ: พญานาคขึ้นมาโลกมนุษย์เพราะเหตุอะไร?
   เขาบอกท่านว่า พญานาคขึ้นมาโลกมนุษย์ด้วยเหตุหลักสี่ประการ  คือ:-
    ๑.มาเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเครื่องหมายของพระศาสนา เช่น พระพุทธรูป สถูปเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารริกธาตุของพระพุทธเจ้า ของพระอรหันต์สาวก
    ๒.มาเพื่อกราบไหว้ฟังธรรมกับท่านผู้ทรงธรรม
    ๓.มาเพื่อบำเพ็ญบุญบารมีให้กับตนเอง
    ๔.มาเพื่อเที่ยวชมโลกมนุษย์ แต่มาเที่ยวโลกมนุษย์จะไม่ขึ้นมาบ่อย เพราะโลกมนุษย์วุ่นวายเต็มไปด้วยกิเลส บ้านเมืองพวกข้าพเจ้าสงบร่มเย็นกว่าโลกมนุษย์
   ท่านหลวงปู่ชอบ: พวกมนุษย์มีการทะเลาะเบาะแว้งเข่นฆ่าทำร้ายกัน พวกพญานาคเป็นแบบนี้เหมือนกับพวกมนุษย์หรือไม่?
   เขาตอบท่านว่า พวกพญานาคก็มีการวิวาทกันเหมือนกับมนุษย์ พอวิวาทกันพญานาคราชผู้เป็นเจ้าครองเมืองจะเป็นผู้พิพากษาเรื่องให้ การเข่นฆ่ากันในสังคมของพญานาคจะไม่มี เพราะพญานาคมี " เทวะธรรม " ครองใจ
   ท่านหลวงปู่ชอบ: กากะละนาคราช เจ้าจอมพญานาคผาห่มพร้าวในทุกแง่ที่องค์ท่านอยากรู้ กากะละนาคราชตอบทุกเรื่องที่องค์ท่านถาม พอถึงกาลสมควรกากะละนาคราชและคู่บารมีพากันลาองค์ท่านกลับไปยังบ้านเมืองของพวกเขา
   หลวงปู่ชอบเล่าว่าเวลาพญานาคทั้งสองกลับ เขาจะกลายร่างเป็นพญานาคจมลงไปในแม่น้ำโขงหน้าถ้ำผาห่มพร้าว เขาไม่ได้เอาหัวมุดลงไปในน้ำเหมือนพฤติกรรมแบบงูทั่วไป ท่านว่ากิริยาแบบนี้เป็นกิริยาในการไปการมาที่เป็นลักษณะเฉพาะของพวกพญานาคทั้งสี่ตระกูล
   พญานาคจะมีพฤติกรรมแตกต่างจากงูทั่วไปคือ เวลาพญานาคเดินทางเขาจะลอยตัวไปในอากาศลักษณะพุ่งไปข้างหน้าเหมือนลูกธนูพุ่งออกจากเกาฑัณคันศร หรือลอยไปในลักษณะเหมือนคลื่นน้ำ ต่างจากพวกงู พวกงูเวลาไปจะเลื้อยวกวนออกซ้ายออกขวา
   พญานาคจะไม่เอาหัวของตนเองแตะพื้นดินเหมือนกับงู พญานาคเวลาพักจะขดเป็นชั้นวงเอาหัวพาดวางไว้ที่ลำตัว
   เรื่องนี้ท่านหลวงปู่เคยถาม “ เทพนาคา ” พญานาคผู้พิทักษ์รักษา " พระพุทธบาทสี่รอย " เมืองเชียงใหม่ เพราะอะไรพญานาคจึงต้องแสดงกิริยาที่แตกต่างจากงู
    เทพนาคาบอกองค์ท่านว่า พญานาคเป็นเทพ มีศักดิ์เหนือกว่าพวกงูที่เป็นเดรัจฉาน พญานาคจึงแสดงศักดินาทิฐิตนเองแบบนี้
     พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม  วัดโคกมน  บ้านโคกมน  ต.ผาน้อย  อ.วังสะพุง   จ.เลย  ๔๒๐๐๐ 

    พญานาคที่มีชื่อเสียงในสมัยพุทธกาล

    ๑.พญามุจลินทร์นาคราช

             

                 พญามุจลินทร์นาดราช
    ๐พระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้แล้ว ครั้นเวลาล่วงไป ๗ วันแล้ว พระองค์ก็เสด็จไปประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ใต้ร่มไม้จิก อันมีนามว่า “มุจลินท์” อันตั้งอยู่ในทิศบูรพาแห่งไม้มหาโพธิ์ เสวยวิมุติสุขอยู่ ณ ที่นั้นอีก ๗ วัน
    ในกาลครั้งนั้นฝนได้ตกพรำตลอด ๗ วัน พญานาคมีนามว่า “มุจลินท์นาคราช” หรือ “พญาโกณจา” มีอานุภาพมาก อยู่ที่สระโบกขรณีใกล้ต้นไม้มุจลินท์พฤกษ์นั้น มีความเลื่อมใสในพระศิริวิลาศ พร้อมด้วยพระรัศมีโอภาสอันงามล่วงล้ำเทพยดาทั้งหลาย จึงเข้าไปใกล้แล้วขดเข้าซึ่งขนดกาย แวดวงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ๗ รอบ และแผ่พังพานอันใหญ่ ป้องปกเบื้องบนพระเศียร มิให้ลมและฝนถูกต้องพระกายพระผู้มีพระภาคเจ้า
    ครั้งล่วงไป ๗ วัน ฝนหายขาดแล้ว พญานาคก็คลายขนดจำแลงกายเป็นมานพ เข้าไปถวายอัญชลีเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานวาจาว่า “ความสงัดเป็นสุข สำหรับบุคคลผู้มีธรรมอันเห็นแล้ว ยินดีอยู่ในที่สงัด รู้เห็นตามความเป็นจริง ความไม่เบียดเบียน คือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย และความปราศจากความกำหนัด คือความล่วงกามทั้งหลายเสียได้ด้วยประการทั้งปวง เป็นสุขในโลก ให้นำอัสมิมานะ คือความถือ
ตัวออกไปให้หมดจะมีความเป็นสุขอย่างยิ่ง”
   พญามุจลินทร์ทรงถือครองพรหมจรรย์บำเพ็ญพรต ทรงหลุดพ้นจากภูมินาคที่เป็นภูมิดิรัจฉาน ไปจุติเป็นเทพนาคราชในชั้นพรหม และด้วยอานิสงค์ที่มีมาอยู่ก่อนแล้วจึงทรงบรรลุเป็นพระอนาคามีอยู่ในชั้นพรหมนั้นสืบมา  ทรงครองพรหมจรรย์ ไม่มีชายาประวัติท่านพญามุจลินทร์นาคราชได้มีกล่าวไว้ร่วมกับท่านพญาสุภัทรเมโธไว้ดังนี้ว่า พญาสุภัทรเมโธ มีอายุเท่ากันกับพญามุจลินทร์นาคราช เป็นพญานาคราชพระสหาย ร่วมสร้างบารมีกับท่านพญามุจลินทร์ มาตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า "สิขี" มีพระนามว่า "กีฬะตัสโสพรหม" ท่านพญามุจลินทร์ มีพระนามว่า "คุณะพรหม"

    เมื่อครั้ง พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า "สิขี"  ตรัสรู้ มีพญานาคพระนามว่า "วิฬุมัณโฑนาคราช" ขึ้นปรกพระเศียรพระพุทธเจ้าสิขี  คุณะพรหม (ท่านพญามุจลินทร์) รู้วาระ บารมีพรหมแห่งตนกำลังจะหมดลง เกิดแรงปีติศรัทธาเมื่อได้เห็น วิฬุมัณโฑนาคราช ปรกพระเศียรพระบรมศาสดา จึงกำหนดจิตอธิษฐานว่า "ในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งอันจะมีในอนาคต ขอให้ข้าพเจ้าจงได้เป็นต้นแห่งปางนาคปรก และได้ขึ้นแผ่ผังพาน ปกป้องพระพุทธเจ้า ก่อนข้าพเจ้าจะหมดวาระ  จึงเข้ามาเฝ้าพระสิขีพุทธเจ้า พระได้ทรงล่วงรู้ความปรารถนาแล้ว จึงทรงตรัสพยากรณ์แก่องค์คุณะพรหมว่า "ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า "สมณโคดม" ท่านจะบังเกิดเป็นโอปาฏิกะนาคราช เกิดกำเนิดจากแรงเปล่งวาจา ท้าวสักกะนาคราช ผ่านกำเนิดโดยมีพระฤาษีมุณีเป็นบิดา และจะบำเพ็ญ
พรหมจรรย์ คือ อยู่ครองพรหมจรรย์อยู่ที่สระมุจลินทร์ รอขึ้นแผ่พระเศียรปกพระพุทธเจ้าสมณโคดม (การจะบำเพ็ญมาเป็นนาคราชขึ้นปรกพระเศียรพระพุทธเจ้า จะต้องไม่เป็นนาคราชที่เคยเสพสังวาส) ส่วนกีฬะตัสโสพรหมผู้เป็นสหมิตรร่วมก็ได้ตั้งสัจจะอธิษฐาน ได้ปรารถนาขอให้ได้เป็นเทพนาคราช ผู้รองรับคนดีเมื่อยามโลกพลิก เพื่อคุ้มครองลูกของพระศาสดาหรือวิปัสสนาวงค์ทุกๆ คน พญาสุภัทรเมโธนาคราชจึงจะออกมายามวิกฤต
เท่านั้น

   ๒.พญากาฬะนาคราช

      

                       พญากาฬะนาคราช

     ๐พญากาฬะนาคราช     อาศัยอยู่ในแม่น้ำคงคา  พญานาคตนนี้มีหน้าที่เฝ้าถาดทองคำที่พระพุทธเจ้าทรงเสี่ยงทายในคราวที่บำเพ็ญทุกรกิริยาก่อนจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ตอนนี้ถาดทองคำที่พระมหาโพธิสัตว์ทรงเสี่ยงทายนั้นมี ๔ ถาดแล้ว  เหลืออยู่แต่ถาดของพระมหาโพธิสัตว์ศรีอริยเมตตรัย เมื่อมหาโพธิสัตว์ศรีอริยเมตตรัยเสด็จลงมาตรัสรู้ก็จะหมดหน้าในการเฝ้าถาดเสี่ยงทายจะได้ไปเกิดเป็นอย่างอื่นต่อไป

    ในสมัยพุทธกาล แม่น้ำเนรัญชราไหลผ่านแคว้นมคธ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ซึ่งตั้งอยู่บนลุ่มแม่น้ำเนรัญชรา อันเป็นภูมิสถานที่สงบน่ารื่นรมย์ พระมหาโพธิสัตว์ทรงเลือกที่แห่งนี้เป็นที่บำเพ็ญเพียร ทรงประทับอยู่ ณ ที่นี้ นานถึง ๖ ปี พระมหาโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาและเปลี่ยนมาทรงดำเนินในมัชฌิมาปฏิปทา จนได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราแห่งนี้

    ขณะที่พระพุทธองค์บำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ที่ภูเขาดงคสิริ ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม อยู่ไม่ห่างไกลกับบ้านนางสุชาดา ซึ่งเป็นธิดาของคหบดีผู้มั่งคั่งในตำบลนั้น มีบ้านอยู่บนเนินเขา อยู่ริมฝั่งทางทิศตะวันออกของแม่น้ำเนรัญชรา ภิกษุปัญจวัคคีย์ ก็คอยเฝ้าปฏิบัติบำรุง หวังไว้ว่าเมื่อตรัสรู้แล้วจะได้แสดงธรรมโปรดตน ต่อมาพระมหาโพธิสัตว์ทรงพิจารณาเห็นชัดว่า ทุกรกิริยาไม่ใช่ทางแห่งการตรัสรู้แน่นอน จึงกลับเสวยพระกระยาหารตามเดิม แล้วหันมาบำเพ็ญเพียรทางจิต พระภิกษุปัญจวัคคีย์เห็นเช่นนั้นเลยเข้าใจว่า พระองค์คงจะละความเพียรพยายามเสียแล้ว หมดหวังในการตรัสรู้ จึงพากันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองคำจนเต็มถาดไปถวายพระพุทธองค์ ซึ่งประทับอยู่ที่โคนต้นไทร หันพระพักตร์ทางทิศตะวันออก พระมหาโพธิสัตว์ได้เสวยจนหมด แล้วทรงถือถาดลงไปสู่แม่น้ำอธิษฐานเพื่อเสี่ยงพระบารมีว่า  “ถ้าหากข้าพเจ้าจะได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป  แต่ถ้าจะไม่บรรลุขอจงลอยไปตามกระแสน้ำ”
    ด้วยอานุภาพบารมีของพระองค์ ถาดทองคำก็ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปประมาณ ๘๐ ศอก แล้วจมลงไปตรงนั้นเป็นเส้นดิ่งตรงกับต้นพระศรีมหาโพธิ์  ถาดทองคำนั้นก็จมลงไปจนถึงภพของพญากาฬะนาคราช กระทบกับถาดทองคำของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ ส่งเสียงดังกริ๊ก ๆ แล้วได้รองอยู่ใต้ถาดเหล่านั้น พญากาฬะนาคราชได้ยินเสียงนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า เมื่อวานนี้ พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งบังเกิดขึ้นแล้ว  วันนี้พระพุทธเจ้า บังเกิดขึ้นอีกองค์หนึ่ง แล้วลุกขึ้นกล่าวสรรเสริญด้วยบทหลายร้อยบท ได้ยินว่า เวลาที่แผ่นดินใหญ่งอกขึ้นเต็มท้องฟ้าประมาณ ๑ โยชน์ ๓ คาวุต ได้เป็นเสมือนวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ สำหรับพญากาฬะนาคราชนั้น

                  อดีตกรรมของกาฬะนาคราช

   ๐อดีตชาติพญานาคราชตนนี้เคยเกิดเป็นสามเณรผู้ทำหน้าที่อุปัฏฐากภิกษุหลายร้อยรูป ตั้งแต่อุปัฏฐากภิกษุสามเณรไม่เคยได้หลับได้นอนเต็มอิ่มสักวัน จึงอธิษฐานขอให้ได้นอนไม่รู้จักตื่น เมื่อตายไปแล้วสามเณรได้ไปเกิดเป็นพญากาฬนาคราช นอนอยู่ในนาคพิภพอันเป็นทิพย์ พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้องค์หนึ่งจึงตื่นครั้งหนึ่ง

    ๓.อะปะลาละนาคราช

    ๔.จุโฬทะระนาคราช

    ๕.มโหทะระนาคราช
    ๖.อัคคิสิขะนาคราช

    ๗.ธูมะสิขะนาคราช
    ๘.อาละวาฬะนาคราช
   พญานาคทั้ง ๘ ตน เหล่านี้ พระพุทธเจ้าเจ้าทรงฝึกแล้ว คือทรงทำให้สิ้นพยศแล้วทรงให้ตั้งอยู่ในสรณะและศีลทั้งหลาย 

      เหตุปัจจัยที่ทำให้บุคคลไปเกิดเป็นนาคที่เป็นอุปปาติกะ
    ในพระนครสาวัตถี  ภิกษุรูปหนึ่ง นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มี
พระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บุคคลบางคนในโลกนี้เมื่อตายไป ย่อมไปเกิดเป็นสหายของพวกนาคที่เป็นอุปปาติกะ พระเจ้าข้า?"
    พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำกรรมทั้งสองคือกุศลกรรมและอกุศลกรรม ด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ เขาได้ยินมาว่า "พวกนาคที่เป็นอุปปาติกะ มีอายุยืน มีวรรณะงามมีความสุขมาก"  เขาจึงมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า "โอหนอ เมื่อข้าพเจ้าตายไปแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าได้ไปเกิดเป็นสหายของพวกนาคที่เป็นอุปปาติกะ"  ครั้นตายไป เขาก็ย่อมไปเกิดเป็นสหายของพวกนาคที่เป็นอุปปาติกะนั้นแล  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นสาเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้บุคคลบางคนในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้วย่อมไปเกิดเป็นสหายของพวกนาคที่เป็นอุปปาติกะ ฯ

                           ท้าวเวสสุวัณ

      

    ๐ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเทพเจ้าแห่งยักษ์ เป็นหนึ่งในจาตุมหาราช ผู้คุ้มครองและดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ทรงมีอิทธิฤทธิ์อานุภาพมากประทับอยู่ ณ โลกบาลทิศเหนือ ท้าวเวสสุวัณคือท้าวกุเวร คนไทยโบราณนิยมนำผ้ายันต์รูปยักษ์ผูกไว้ที่หัวเตียงเด็กเพื่อป้องกันวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารังควานแก่เด็ก ท้าวกุเวรองค์นี้มีกล่าวถึงในอาฏานาฏิยปริตรว่านำเทวดาในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกามาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้ถวายสัตย์ที่จะดูแลพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกไม่ให้ยักษ์หรือบริวารอื่น ๆ ของท้าวจตุโลกบาลไปรังควาน
    ท้าวกุเวรนี้สถิตอยู่บนยอดเขายุคนธรอีสานราชธานี มีสระโกธาณีใหญ่ ๑ สระ ชื่อ ธรณี กว้าง ๕๐ โยชน์ ในน้ำ ดารดาษไปด้วยประทุมชาติ และคลาคล่ำไปด้วย หมู่สัตว์น้ำต่างพรรณ ขอบสระมีมณฑปชื่อ "ภคลวะดี" กว้างใหญ่  ๑๒  โยชน์ สำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ปกคลุมด้วยเครือเถาภควะดีลดาวัลย์ ซึ่งมีดอกออกสะพรั่งห้อยย้อยเป็นพวงพู ณ สถานที่นี้ เป็นสโมสรสถานของเหล่ายักษ์บริวาร และยังมีนครสำหรับเป็นที่แปรเทพยสถาน
อีก ๑๐ แห่ง ท้าวกุเวรมียักษ์เป็นเสนาบดี ๓๒ ตน ยักษ์รักษาพระนคร ๑๒ ตน ยักษ์เฝ้าประตูนิเวศ ๑๒ ตน ยักษ์ที่เป็นทาส ๙ ตน   ท้าวเวสสุวัณมีกายสีเขียว สัณฐานสูง ๒ คาวุต ประมาณ ๒๐๐ เส้น มีอาวุธเป็นกระบอง มีพาหนะ ช้าง ม้า รถ บางทีปราสาท อาภรณ์มงกุฎประดับรูปนาค ดำรงอิสริยศเป็นเจ้าแห่งยักษ์ มีบริวารแสนโกฏิ ถือโล่แก้วประพาฬ และหอกทอง เป็นอาวุธประจำกาย

              สถานที่สำคัญในจาตุมมหาราชิกา

     ๑.ป่าหิมพานต์   

    ๑.ภพคธรรพ์

    ๒.ภพยักษ์

    ๓.ภพฉิมพลี

    ๔.ภพนาคา

    ๕.บรรพภูมิ

   ๖.ลับแลภูมิ

                           ป่าหิมพานต์

   

                                นี่คือภาพป่าหิมพานต์

                       ป่าหิมพานต์
    ๐ป่าหิมพานต์มีเนื้อที่ทั้งหมด  ๓๐๐๐  โยชน์  ภูเขาหิมพานต์ก็ตั้งอยู่ในป่าหิมพานต์   ภูเขาหิมพานต์สูงวัดได้  ๕๐๐  โยชน์  ส่วนที่เป็นเนิน
เขาสูงวัดได้  ๓๐๐  โยชน์  และส่วนที่เป็นยอดเขาสูงวัดได้  ๒๐๐  โยชน์   รวมเป็น  ๕๐๐  โยชน์   ถ้าวัดทางทิศตะวันออกทะลุถึงทางทิศตะวันตก 
วัดได้  ๓๐๐๐  โยชน์   และถ้าวัดทางทิศเหนือทะลุถึงทางทิศใต้  วัดได้  ๓๐๐๐  โยชน์   ถ้าวัดโดยรอบภูเขาหิมพานต์  วัดได้  ๙๐๐๐  โยชน์
    ภูเเขาหิมพานต์มียอดเขาเป็นจำนวนมากมีทั้งหมด  ๘๔๐๐๐  ยอด   มียอดเขาสุทัสสนะเป็นประธาน   และยอดเขาที่มีชื่อเสียง   คือ:-
     ๑.ภูเขาสุทัสสนะ
     ๒.ภูเขาจิตรกูฏ
     ๓.ภูเขกาฬะกูฏ
     ๔.ภูเขาคันธมาทน์
     ๕.ภูเขาไกรลาส
    เหตุที่มีชื่อว่าเขาหิมพาต์นั้น เพราะในภูเขาหิมพานต์นั้นมีหิมะตกหนักตลอดปี  เขาหิมพานต์นั้นมีแม่น้ำสายใหญ่อยู่  ๕  สาย   คือ:-
     ๑.อาวัฏฏะคงคา
     ๒.กัณหะคงคา
     ๓.อากาศคงคา
     ๔.ติยังคะฬะโบกขรณีคงคา
     ๕.พหลคงคา
   กระแสน้ำในแม่น้ำทั้ง ๕ สายเหล่านี้ ไหลผ่านไปโดยรอบภูเขาหิมพานต์มีเนื้อที่ประมาณ ๙๐๐๐  โยชน์  ในภูเขาหิมพานต์นี้ยังมีแม่น้ำอีกเป็น
จำนวนมาก  ในภูเขาหิมพานต์นี้มีสระใหญ่อยู่  ๗  สระ   คือ:-
     ๑.สระอโนดาด
     ๒.สระกัณณะมุณฑะ
     ๓.สระระถะการะ
     ๔.สระฉัททันต์
     ๕.สระกุณาละ
     ๖.สระมันทากินี
     ๗.สระสีหะปะปาตะ
    สระทั้ง ๗  สระเหล่านี้  มีความยาว ๕๐  โยชน์   มีความกว้าง  ๕๐  โยชน์  มีความลึก  ๕๐  โยชน์   และวัดโดยกลมรอบ  ๑๕๐  โยชน์  เท่ากันทั้ง  ๗ สระ  สระทั้งหลายเหล่านี้ประดิษฐานอยุ่บนเนินเขาหิมพานต์ 
    สระอโนดาดแวอล้อมไปด้วยภูเขา ๕ ลูก  คือ:-
      ๑.ภูเขาสุทัสสนะ
      ๒.ภูเขาจิตรกูฏ
      ๓.ภูเขากาฬะกูฏ
      ๔.ภูเขาคันธมาทน์
      ๕.ภูเขาไกรลาส
                    ภูเขาสุทัสสนะ
        -ภูเขาสุทัสสนะเป็นภูเขาที่เป็นทองคำทั้งหมดสูงวัดได้  ๒๐๐  โยชน์   ภายในของภูเขามีสัณฐานคตประดุจดังปากกา และเงื้อมเข้าไปปกปิดสระอโนดาดเอาไว้
                    ภูเขาจิตรกูฏ
        -ภูเขาจิตรกูฏเต็มไปด้วยแก้วหลากหลานขนิด  เป็นภูเขาแก้วทั้งหมด
                    ภูเขากาฬะกูฏ 
        -ภูเขากาฬะกูฏเต็มไปด้วยแก้วที่เป็นสีนิลคือสีดำเหลื่อมพรายเหมือนงูดิน สีสวยงามยิ่งนัก
                    ภูเขาคันธมาทน์
        -ภูเขาคันธมาทน์เต็มไปด้วยแก้วลาย ส่วนภายในของภูเขาเป็นแก้วมุกดาทั้งหมด  และภูเขาคันธมาทน์นี้มีว่านและต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม  ๑๐  ชนิด   คือ:-
           ๑.ต้นไม้ที่มีรากหอม
           ๒.ต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม
           ๓.ต้นไม้ที่มีกระพี้หอม
           ๔.ต้นไม้ที่มีเปลือกหอม
           ๕.ต้นไม้ที่มีสะเก็ดหอม
           ๖.ต้นไม้ที่มียางหอม
           ๗.ต้นไมีที่มีใบหอม
           ๘.ต้นไม้ที่มีดอกหอม
           ๙.ต้นไม้ที่มีผลหอม
          ๑๐.ต้นไม้ที่มีรสหอมหลายอย่างรวมกัน
        -ภูเขาคันธมาทน์นี้ ถ้าวันไหนเป็นวันข้างแรมเดือนมืดก็จะมีแสงรุ่งเรืองปรากฏประดุจดังถ่านเพลิงที่ลุกโชติช่วงอยู่ฉะนั้น
        -ที่ภูเขาคันธมาทน์นี้มีเงื้อมอันหนึ่งที่มีชื่อว่า "เงื้อมนันทมูล"  ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
        -ในภูเขาคันธมาทน์นี้มีถ้ำอยู่  ๓  ถ้ำ   คือ:-
          ๑.ถ้ำสุวรรณคูหาเป็นถ้ำทองคำ
          ๒.ถ้ำมณีคูหาเป็นถ้ำแก้ว
          ๓.ถ้ำระชะตะคูหาเป็นถ้ำเงิน
        ในสถานที่ๆอยู่ใกล้ปากถ้ำมณีคูหานั้นมีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่งชื่อว่า "ต้นอุโลก"  สูงได้  ๑  โยชน์  ร่มของต้นไม้นี้แผ่ออกไปได้ ๑ โยชน์   ในเบื้องหน้าของต้นอุโลกนี้มีโรงแก้วโรงหนึ่งใหญ่โตมาก  เสาฝาและหลังคาเป็นแก้วไปทั้งหมด  โรงแก้วอันนี้เป็นที่อาศัยกระทำอุโบสถของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย  เมื่อถึงวันทำอุโบสถของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย  ดอกไม้ทั้งหลายที่อยู่ในน้ำและบนบกในบริเวณเขตเขาคันธมาทน์นั้น
ก็จะบานสะพรั่งทุกหนทุกแห่งมีกลิ่นหอมและสีสันอันสวยงามมากยิ่งนัก  
    ด้วยอานุภาพแห่งบารมีของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายทำให้เกิดมีลมวิเศษ  ๖  ชนิด   คือ:-
      ๑.ลมสัมมัชชะนะกะวาตะ     ลมชนิดนี้พัดเอาหยากเหยื่อฝุ่นฝอยละอองในโรงแก้ว  แล้วหอบอุ้มพัดเอาไปทิ้งในที่ไกล
      ๒.ลมสะมะกะระณะวาตะ     ลมชนิดนี้มีหน้าที่พัดหุ้มหอบเกลี่ยทรายแก้วในโรงแก้วให้ราบเรียบเสมอกันเป็นหน้ากลอง
      ๓.ลมสิญจะนะวาตะ     ลมชนิดนี้มีหน้าที่ พัดวนเวียนอุ้มเอาน้ำในสระอโนดาดมาปะพรมไม่ให้เม็ดทรายแก้วที่ละเอียดฟุ้งขึ้นมาได้
     ๔.ลมสุคันธะกะระณะวาตะ     ลมชนิดนี้มีหน้าที่พัดเอากลิ่นหอมของดอกไม้ทั้งหลายมาอบไว้ในโรงแก้ว
     ๕.ลมโอจินกะวาตะ     ลมชนิดนี้มีหน้าที่พัดตัดขั้วของดอกไม้ ให้หล่นลงบนพื้น
     ๖.ลมสันถะระณาวาตะ     ลมชนิดนี้มีหน้าที่พัดกวาดดอกไม้ทั้งหลายมาดาดไว้เป็นอาสนะดอกไม้ในโรงแก้วนั้น     พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อถึงวันทำสังฆกรรมในโรงแก้วนั้น ก็จะต้องนั่งบนอาสนะดอกไม้นั้น
    พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่ตรัสรู้และอยู่ในโรงแก้วนี้มาก่อนมีเท่าไหร่ก็จะมาประขุมพร้อมเพรียงกันที่โรงแก้วนี้ในวันกระทำอุโบสถกรรม  และปัจเจกพุทธเจ้า
เกิดใหม่ก็จะต้องไปนั่งบนอาสนะดอกไม้นั้น  พระปัจเจกพุทธเจ้าที่อยู่บนภูเขาคันธมาทน์นี้มาก่อนก็จะสอบถามพระปัจเจกพุทธเจ้าใหม่ถึงกรรมฐานที่ได้บำเพ็ญจนกระทั่งได้ตรัสเป็นพระปัจเจกโพธิญาณ  พระปัจเจกพุทธเจ้าใหม่ก็จะบอกกล่าวมูลกรรมฐานที่ตนพิจารณาเป็นอารมณ์นั้นแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเก่าทั้งหลาย  โรงแก้วนั้นตั้งอยู่บนปากถ้ำแก้วแห่งภูเขาคันธมาทน์นั้น
            ภูเขาไกรลาส

    ๐ภูเขาไกรลาสเป็นภูเขาเงินทั้งหมด  ภูเขาทั้ง ๕  คือ ภูเขาสุทัสสนะ   ภูเขาจิตรกูฏ   ภูเขากาฬะกูฏ   ภูเขาคันธมาทน์   และภูเขาไกรลาส มีลักษณะคดค้อมเช้าหากัน  และมีสัณฐานดังปากกาเหมือนกันทั้ง ๕ เขา  ต่างกันแต่ส่วนสูงเท่านั้น  ภูเขาสุทัสสนะสูงได้  ๒๐๐  โยชน์   ภูเขาจิตรกูฏสูงได้  ๒๕๐ โยชน์   ภูเขากาฬะกูฏสูงได้  ๒๕๐  โยชน์   ภูเขาคันธมาทน์สูงได้  ๒๕๐  โยชน์   ภูเขาไกรลาสสูงได้  ๒๕๐  โยชน์   ส่วนความกว้างและยาว  ๕๐  โยชน์ เท่ากันหมด  มีเชิงอันติดเนื่องกันและเป็นขอบคันของสระอโนดาด   ยอดเขาทั้ง ๕ เหล่านี้เงื้อมน้อมเข้าหากันปกปิดสระอโนดาดเอาไว้   กระแสน้ำในแม่น้ำน้อยใหญ่ไหลเอิบอาบซึมซาบเข้าไปในภูเขาทั้ง ๕ แล้วก็ไหลเอิบอาบเข้าไปในสระอโนดาด  เพราะฉะนั้นสระอโนดาดจึงไม่มีคำว่าน้ำแห้งขอดเหื้อดหายไปโดยเด็ดขาด   ถึงแม้ว่าสระอโนดาดจะมีช่องปากที่น้ำไหลออกถึง ๔ ปาก  คือ:-
    ๑.ปากราชสีห์
    ๒.ปากช้าง
    ๓.ปากม้า
    ๔.ปากโค
   ซึ่งมีน้ำไหลออกเท่าๆกันทุกวันก็ตาม สระอโนดาดก็จะไม่เหื้อดแห้งเลย   พระจันทร์และพระอาทิตย์จะส่องแสงสว่างเข้าไปในสระอโนดาดได้ ก็ต่อเมื่อโคจรในทางอ้อมคือโคจรจากทิศใต้ไปทิศเหนือ  แสงสว่างที่ส่องเข้าไปนั้นก็จะส่องเข้าไปในระหว่างเขาของภูเขาทั้ง ๕ ลูก เท่านั้น   แต่ถ้าโคจรไปในทางตรงก็จะส่องแสงเข้าไปไม่ได้เลย  ภูเขาทั้ง ๕ ลูกเหล่านี้เงื้อมเข้าหากันปิดป้องกำบังสระอโนดาดเอาไว้  ด้วยเหตุฉะนี้น้ำในสระอโนดาดจึงไม่ร้อน  อาศัยเหตุที่น้ำไม่ร้อนนี้  สระนี้จึงมีชื่อว่า "สระอโนดาด"
    ในสระอโนดาดนี้มีท่าน้ำอยู่ ๔ ท่า  คือ:-
      ๑.ท่าเทพอัปสร     ท่านี้เป็นท่าที่ชำระสระสรงของนางฟ้าเทพธิดาทั้งหลาย
      ๒.ท่าเทพบุตร     ท่านี้เป็นท่าชำระสระสรงของเทพบุตรทั้งหลาย
      ๓.ท่ายักษา     ท่านี้เป็นท่าขำระสระสรงของพวกยักษ์ทั้งหลาย
      ๔.ท่าวิชาธร     ท่านี้เป็นท่าชำระสระสรงของพวกวิทยาธร
   บันไดที่จะลงไปสู่ท่าน้ำทั้ง ๔ เหล่านั้น ล้วนแล้วแต่เป็นบันไดแก้วทั้งนั้น  น้ำในสระอโนดาดนั้นใสสะอาดประดุจดังแก้วผลึกปราศจากปลาและเต่าเย็นชุ่มฉ่ำกายยิ่งนัก  พระพุทธเจ้า   พระปัจเจกพุทธเจ้า   พระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลาย  และท่านผู้มีอิทธิฤทธิ์ทั้งหลาย  ย่อมลงสระสรงขำระร่างกายในที่ท่าน้ำทั้ง ๔  ในสระอโนดาดได้
    แม่น้ำในสระอโนดาดที่ไหลออกจากปากช่องท่าน้ำทั้ง ๔ เหล่านั้น ไหลออกไปเป็นแม่น้ำ  ๔  สาย  แม่น้ำแต่ละสายกว้างลึกใหญ่น้อยเท่าๆกัน  ในขณะที่จะไหลออกจากปากสระอโนดาดนั้น แม่น้ำก็จะไหลเวียนขวา  ๓  รอบ แล้วจึงไหลถั่งเทไปในที่ต่างๆกัน  แม่น้ำที่ไหลออกทางช่องปากราชสีห์นั้นก็มีราชสีห์ชุมกันอยู่เป็นจำนวนมาก   แม่น้ำที่ไหลออกทางปากช้าง  ก็จะมีช้างชุมนุมกันอยู่ที่นั้นเป็นจำนวนมาก   แม่น้ำที่ไหลออกทางปากม้า  ก็จะมีม้าชุมนุมกันอยู่เป็นจำนวนมาก   และแม่น้ำที่ไหลออกทางปากโค  ก็จะมีโคชุมนุมกันอยู่เป็นจำนวนมาก
    -แม่น้ำที่ไหลออกทางด้านทิศตะวันออกคือข่องปากราชสีห์นั้นก็จะไหลวนรอบสระอโนดาด ๓ รอบแล้วก็จะไหลออกไปสู่คลองแห่งอมนุษย์ในป่าหิมวันต์ทางด้านทิศตะวันตก  แล้วแม่น้ำนั้นก็จะไหลออกไปสู่มหาสมุทร  ในทวีปทั้ง ๔
   -แม่น้ำที่ไหลออกทางด้านทิศตะวันตกคือช่องปากช้างและทิศเหนือคือช่องปากม้า  ครั้นไหลวนรอบสระอโนดาด ๓ รอบแล้ว ก็ไหลออกไปทางด้านแดนของพวกยักษ์และปีศาจทั้งหลายในป่าหิมวันต์ทางด้าทิศตะวันตกและทิศเหนือ  สายน้ำนั้นก็ตกลงเหนือแผ่นศิลาอันมีชื่อว่า "ติยังคะฬะ"  แล้วก็ไหลอาบแผ่นศิลาลงไปจนถึงมหาสมุทร  ในทวีปทั้ง ๔

    -และแม่น้ำที่ไหลออกทางปากช่องโคทางด้านทิศใต้  เมื่อไหลวนรอบสระอโนดาด ๓ รอบ แล้วก็ไหลตรงไปบนหลังแผ่นศิลาลาดทางด้านทิศใต้  ๖๐  โยชน์   สายน้ำนี้ก็ไหลไปกระทบกับภูเขาลูกหนึ่ง  สายน้ำก็จะเกิดไหลเชี่ยว  ครั้นไหลกระทบกับภูเขา สายน้ำก็กระโจนขึ้นสูงไปในอากาศ  ๓๐๐  เส้น  และสายน้ำที่โจนไปนั้นเป็นระยะทางไกลได้  ๖๐  โยชน์  สายน้ำนั้นก็ตกลงบนแผ่นศิลาที่มีชื่อว่า "ติยังคฬะปาสาณะ"  สายน้ำนั้นเมื่อตกลงด้วยกำลังแรงก็แตกกระจัดกระจายซ่านเซ็นกระเด็นขึ้นสูงดังเม็ดฝน  ในที่ๆตกลงไปนั้นมีสระโบกขรณีอยู่สระหนึ่งมีชื่อว่า "ติยังคะฬะโบกขรณี"  สระโบกขรณีอันนี้เกิดจากการกัดเซาะของน้ำที่ตกลงมาซึ่งมีความกว้างประมาณ  ๕๐๐  โยชน์
    น้ำนั้นครั้นตกลงในสระโบกขรณีนั้นแล้วก็จะทำลายซึ่งขอบสระให้เป็นช่องด้วยกระแสน้ำอันไหลเชี่ยว  แล้วจึงไหลไปบนช่องของศิลาซึ่งมีระยะไกลได้  ๖๐  โยชน์   สายน้ำนั้นก็จะทำลายซึ่งแผ่นดินอันหนาให้เป็นช่องแล้วก็ไหลไปโดยอุโมงค์ที่มีชื่อว่า "อุมังคะคงคา"  ไหลภายใต้อุโมงค์นี้ไปได้  ๖๐  โยชน์   สายน้ำที่ไหลไปภายใต้แผ่นดินในอุโมงค์นี้  ก็จะไหลไปกระทบกับภูเขาลูกหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า "ติรัจฉานบรรพต"  ภูเขาลูกนี้มียอด ๕ ยอดประดุจนิ้วมือ ๕ นิ้วแต่มีเชิงเขาเป็นอันเดียวกัน  กระแสน้ำที่ไหลไปกระทบกับภูเขาลูกนี้ทำให้เกิดเป็นแม่น้ำ ๕ สาย  และสายน้ำที่ไหลไประหว่างของภูเขาทั้ง ๕ ลูกเหล่านี้ทำให้เกิดเป็นปัญจะมหานที  คือแม่น้ำใหญ่  ๕  สาย   ได้แก่
    ๑.แม่น้ำคงคา
    ๒.แม่น้ำยมุนา
    ๓.แม่น้ำอจิรวดี
    ๔.แม่น้ำสรภู
    ๕.แม่น้ำมหิ
   -แม่น้ำทั้ง ๕ สายเหล่านี้ต้นกำเนิดของมันเกิดมาจากภูเขาติรัจฉานบรรพต  เพราะเหตุนั้นในที่นี้ผู้อ่านทั้งหลายพึงรู้ว่า กระแลน้ำที่ไหลวนรอบที่สระอโนดาดนั้นเรียกว่า "อาวัฏฏะคงคา"  และสายน้ำที่ไหลไปบนแผ่น "ศิลาลาด" เป็นระยะทางไกลได้ ๖๐ โยชน์นั้นเรียกว่า "กัณหะคงคา"
    -สายน้ำที่กระโจนขึ้นไปบนอากาศเป็นระยะทาง ๖๐ โยชน็นั้นเรียกว่า "อากาศคงคา"
    -สายน้ำที่ไหลผ่านติยังคะฬะโบกขรณีอันมีระยะทาง ๕๐ โยชน์นั้นเรียกว่า "ติยังคะฬะโบกขรณีคงคา"
    -สายน้ำที่ทำลายฝั่งแห่งสระโบกขรณีแล้วจึงไหลไปในช่องศิลาเป็นระยะทางได้ ๖๐ โยชน์นั้น เรียกว่า "พหลคงคา"
    -สายน้ำที่ไหลไปกระทบกับภูเขาติรัจฉานบรรพตแล้วไหลแยกออกเป็นแม่น้ำใหญ่ ๕ สาย เรียกว่า "คงคา   ยุมนา   อจิรวดี   สรภู   และมหิ"  อยู่ในชมพูทวีป
นี้เป็นข้อมูลที่ละเอียดของแม่น้ำที่เกิดมาจากแม่น้ำในสระอโนดาด         

 

     ๐ป่าหิมพานต์นั้นเป็นดินแดนซึ่งเป็นรอยต่อซ้อนมิติระหว่างโลกทิพย์กับโลกมนุษย์นั้นเอง ซึ่งภายในป่าไม่ว่าพืชหรือสัตว์จะมีรูปร่างที่แปลกไปจากเมืองมนุษย์เรา ที่มีตำนานกล่าวไว้ว่าป่าหิมพานต์ตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย (ประเทศอินเดีย) ทอดตัวต่ำลงมาในแดนมนุษย์ทับซ้อนมิติกันอยู่กับโลกมนุษย์ในหลายประเทศ และแถบสุวรรณภูมิทั้งหมด หลายคนเคยสงสัยบ้างไหม เมื่อเราได้ยินได้ฟังคนโบราณพูดถึงแดนลับแล แดนสนธยา
ป่าหิมพานต์ โลกทิพย์ เหล่านี้ ผู้รู้ได้กล่าวว่าดินแดนทั้งหลายเหล่านี้นั้นก็คือ เป็นดินแดนที่อยู่บนโลกใบเดียวกันกับมนุษย์เรา เพียงแต่อยู่ต่างมิติกันหรืออยู่กันคนละคลื่นความถี่เท่านั้นเอง
    ซึ่งหากมนุษย์คนใดสามารถปรับให้คลื่นความถี่ของจิตตรงกันได้ เขาคนนั้นก็สามารถพบเห็นดินแดนต่างๆ ที่อยู่ซ้อนกันกับเราได้ ซึ่งบางพวกบางเหล่าก็เป็นมนุษย์เหมือนกันกับเรา มีเลือด มีเนื้อ มีชีวิตจิตใจเหมือนเราทุกประการ เช่น มนุษย์ที่อยู่ในเมืองลับแล เขาเหล่านี้มีการใช้ชีวิตที่คล้ายคลึงเราทุกอย่าง แต่จะต่างกันก็ตรงที่ทุกคนในเมืองลับแลอยู่แบบธรรมชาติ ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันเคร่งครัดในศีล ๕ มากกว่ามนุษย์โลก แดนหิมพานต์ถือเป็นดินแดนที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์ที่มีรูปร่างแปลกประหลาดมีอิทธิฤทธิ์ ไม่ว่าพืชหรือสัตว์ ตลอดจนแร่ธาตุต่างๆ ล้วนมีพลังอำนาจมหัศจรรย์ อีกทั้งยังเป็นที่อยู่ของบรรดานักสิทธิ์ วิทยาธร คนธรรพ์ ยักษ์ ฤษี ชีไพร ผู้ทรงอภิญญาทางจิตกล้าแข็งทั้งหลาย อยู่กันอย่างสันติภาพไม่เบียดเบียนกัน
   และในบ้านเรานั้นก็มีอยู่หลายจังหวัดที่เป็นรอยต่อเชื่อมหรือที่เรียกว่า ประตูผ่านมิติ โดยบางคนอาจจะเคยได้ยินว่ามีคนพลัดหลงเข้าไปยังดินแดนต่างมิติกับเรา เช่น จังหวัดหนองคายเป็นรอยต่อกับเมืองบาดาล จังหวัดอุตรดิตถ์ก็เป็นรอยต่อกับเมืองลับแล แล้วตรงบริเวณป่าแถบกาญจนบุรีเป็นรอยต่อกับป่าหิมพานต์ เป็นต้น
   และแน่นอนว่าเพราะป่าหิมพานต์มีสิ่งชีวิตที่แปลกจากเราๆ นัก บางคนอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าสัตว์ในป่านั้นที่เด่นๆ นั้นมีอะไรบ้างมาดูกันได้เลย

            นกการเวก

   

   ๐ปักษาวายุภักษ์ หรือ นกการเวก เป็นนกที่มีเสียงไพเราะเป็นอย่างมาก เมื่อสัตว์ทุกชนิดได้ยินเสียงร้องของมันเมื่อไรก็จะหยุดฟังเสียงนั้นในทันที ส่วนอาหารของนกการเวกกล่าวไว้ในคัมภีร์ปัญจสุทนีว่ากินน้ำมะม่วงสุกเป็นอาหาร  แต่เพราะนกการเวกตามหายากจึงมีการเข้าในว่าอยู่แต่บนท้องฟ้ากินลมเป็นอาหารเลยมีการตั้งชื่อเรียกอีกชื่อว่า วายุภักษ์ อีกทั้งในวรรณดคีไตรภูมิพระร่วงก็ได้กล่าวว่าขนนกการเวกเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งเนื่องจากสามารถกลายเป็นทองคำได้อีกด้วย
                                    ครุฑ

     

                             นี่คือภาพของพญาครุฑ

    ๐ครุฑ เชื่อว่าทุกคนจะต้องรู้จักที่มีรูปร่างครึ่งคนครึ่งนกอินทร์จนได้ชื่อว่าเป็นพญาแห่งนก แต่กระนั้นครุฑมักมีเรื่องบาดหมางกับนาคเป็นประจำอีกทั้งครุฑนั้นเป็นสัตว์ใหญ่ จึงมีอานุภาพและพละกำลังมหาศาล แข็งแรง บินได้รวดเร็ว มีสติปัญญาเฉียบแหลม อ่อนน้อมถ่อมตน และมีสัมมาคารวะ
    และในทางความเชื่อศาสนาพุทธ ครุฑจัดว่างเป็นเทวดาชั้นล่างประเภทหนึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของท้าววิรุฬหกะเทพบุตร ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาด้านทิศใต้         สาเหตุที่ทำให้มาเกิดเป็นครุฑเพราะทำบุญที่เจือไปด้วยโมหะ (คือความหลงผิด)

        

               นี่คือรูปภาพของกินนร - กินรี

                 เรื่องของกินนรและกินรี

    ๐กินนร (ตัวผู้) และ กินรี (ตัวเมีย) เป็นสัตว์อีกประเภทหนึ่งในป่าหิมพาต์ที่มีร่างกายท่อนบนเป็นมนุษย์ท่อนล่างเป็นนกและมีปีกบินได้ ตามตำนานบอกเอาไว้ว่ามันอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ณ เชิงภูเขาไกรลาศ อันเป็นที่ประทับอยู่ของพระอิศวร นับว่ามันเป็นสัตว์ที่มีปรากฏอยู่ในงานศิลปะของไทยมาก ส่วนในวรรณคดีไทยก็มีการอ้างถึงกินรีด้วยเช่นกัน

    ภูเขาไกรลาสแวดล้อมไปด้วยสระอโนดาด  บนยอดภูเขาลูกนี้มีเมืองๆหนึ่งชื่อว่า "สุวัณนคร" เมืองนี้มีความสนุกสนานและสะดวดสบายอย่างยิ่งประดุจดังเมืองสวรรค์  ในสุวณ นครนี้มีพญากินนรตนหนึ่งมีชื่อว่า "พระเจ้าทุมราช"  เป็นผู้เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองนี้      ในสมัยนั้นพระพุทธโคดมพุทธเจ้าทรงเกิดเสวยพระชาติเป็นพระสมุททโฆสทีเมืองพรหมบุตรนครมีพระนามว่า "พระสมุททะเโฆส" เป็นพระราชโอรสของพระเจ้า วินทะทัต  
    วันหนึ่งพระสมุททะโฆสได้พาพระเทวี ทรงพระนามว่า "วินทุมดี" ออกเสด็จประพาสต้น คือเสด็จท่องเที่ยวไปในต่างถิ่นต่างเมือง  พอพระองค์ได้เสด็จมาถึงเมืองสุวัณนครก็ทรงเสด็จแวะเข้าไปเยี่ยมชมดู  พระเจ้าทุมราชทรงเห็นพระบรมโพธิสัตว์ก็ทรงทราบได้โดยทันทีว่า "ท่านผู้นี้คือพระบรมโพธิสัตว์"  จึงทรงคิดในพระทัยว่า "พระราชกุมารทรงพาพระเทวีมาเที่ยวถึงภูเขาไกรราชนี้ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ"  ว่าแล้วพระองค์ก็ได้ทำการปฏิสันฐานผู้มาเยือนว่า "ขอเรียนเชิญพระราชกุมารสมุททะโฆสและพระชายา มานั่งบนอาสนะอันเดียวกันกับข้าพเจ้าเถืด" 
    พระบรมโพธิสัตว์จึงทรงพาพระชายาเสด็จเข้าสู่พระตำนักของพระเจ้าทุมราช  ถวายบังคมพระเจ้าทุมราชพญากินนรแลัวทรงนั่งบนอาสนะที่เสมอกันกับพญากินนรๆ ทรงสวมกอดพระบรมโพธิสัตว์ทรงจูบกระหม่อมและทรงจูบเศียรเกล้า  แล้วทรงมีพระราชดำรัสตรัสถามว่า "ดูก่อนพระราชกุมาร เหตุผลกลใดจึงทำให้พระองค์เสด็จขึ้นมาถึงพิภพของข้าพเจ้า พระองค์ทรงปรถนาสิ่งใดหรือ?"
    พระบรมโพธิสัตว์ตรัสว่า " ข้าแต่พระบรมบพิตรผู้เป็นเจ้าแห่งกินนรและกินรีทั้งปวง  ข้าพเจ้ามิได้ปรถนาสิ่งใด ข้าพเจ้าพาพระเทวีมาเที่ยวเล่นให้สนุกสบายเท่านั้น"
    พระพญากินนรตรัสว่า "ผิว์ดังนั้น  ข้าพเจ้าขอถวายพระนครที่ล้อมรอบด้วยกำแพงทองคำนี้ให้พระองค์ทรงเสวยทิพยสมบัติในพระนครนี้ครึ่งหนึ่ง  พระนครนี้เกิดจากบุญกุศลของข้าพเจ้าจึงมีความสนุกสบายยิงนัก"
    พระบรมโพธิสัตว์ตรัสว่า "ข้าแต่พระบรมบพิตร  ข้าพเจ้าขอขอบพระทัยของพระองค์ที่ได้ทรงแบ่งเมืองให้ข้าพเจ้าครอบครองครึ่งหนึ่ง  ข้าพเจ้าจะขออยู่เล่นให้สนุกสบายในเมืองนี้เดือนหนึ่ง  ข้าพเจ้าก็จะขอลาไป"
    พระญากินนรก็ได้แบ่งเมืองสุวัณนครให้พระบรมโพธิสัตว์ครอบครองครึ่งหนึ่ง   พระบรมโพธิสัตว์ก็ทรงครอบครองเมืองสุวัณนครที่อยู่บนยอดภูเขาไกรลาสพร้อมด้วยพระนางวินทุมดีเป็นเวลาหนึ่งเดือน  เมื่อทรงอยู่ในเมืองสุวัณนครครบหนึ่งเดือนแลัวก็ได้ทรงทูลลาพระเจ้าทุมราชเสด็จดำเนินไปข้างหน้าต่อไป
   พระบรมโพธิสัตว์และพระเทวีก็เสด็จเหาะขึ้นไปในอากาศแล้วก็เหาะไปด้วยอำนาจของพระแสงขรรค์อันศักดิ์สิทธิ์  ในขณะที่กำลังเหาะไปในอากาศนั้น ก็ได้ทรงมองเห็นซึ่งสระอโนดาคแต่ไกล  ก็ทรงมีพระประสงค์จะสรงสนานชำระวรกายที่สระอโนดาดแห่งนี้  เมื่อทรงคิดดังนั้นแล้วพระองค์ก็ทรงพาพระเทวีเสด็จลงไปสู่ท่าสระอโนดาด  พระองค์และพระเทวีก็ทรงลงสรงน้ำในสระอโนดาดอันเย็นฉ่ำสดชื่นร่างกายยิ่งนัก  พระองค์และเทวีก็ทรงเที่ยวชมแม่น้ำและป่าเขาอันสวยงามอย่างเพลิดเพลินเจริญตาเป็นอย่างยิ่ง  พระองค์พาพระเทวีเที่ยวชมดอกไม้ป่าไม้และสิงสาราสัตว์อันสวยงามที่สระอโนดาดเป็นเวลา ๑ เดือน  ต่อจากนั้นพระบรมโพธิสัตว์ก็พาพระเทวีไปเที่ยชมฉัตทันสระต่อไป  พอพระองค์เสด็จไปถึงสระฉัตทันพระองค์ก็บังเกิดชาติสรญาณคือระลึกชาติหนหลังได้แล้วพระองค์จึงตรัสเล่าชาติหนหลังให้พระเทวีฟังว่า "ดูก่อนแม่นางวินทุมดี  ผู้มีพระพักตร์อันเจริญ  ในบุพพชาติปางก่อนของพี่เคยเกิดเป็นพญาช้างตัวประเสริฐมีชื่อว่า "พญาฉัตทัน" อาศัยอยู่ในถ้ำทองแห่งฉัตทันสระนี้พร้อมด้วยนางช้างผู้เป็นบริวารนับได้ ๘๐๐๐ ตัว"
    เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ตรัสเล่าดังนี้แล้ว  พระนางวินทุมดีเมื่อได้ทรงฟังบรมโพธิสัตว์ตรัสเล่าดังนั้นก็ได้บังเกิดชาติสรญาณคือเกิดระลึกชาติหนหลังของตัวเองได้  ก็ทรงกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ  ในบุพพชาติปางก่อนโพ้น  ตัวข้าพเจ้าก็ได้เกิดเป็นนางช้างตัวประเสริฐที่มีชื่อว่า "มหาสุภัทรา"  ได้เป็นบาทบริจาของพระองค์และได้อาศัยอยู่ในถ้ำทองเดียวกันกับพระองค์ 
    กษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์ต่างคนก็ได้เล่าชาติหนหลังของตนแก่กันและกัน  เมื่อได้เสด็จมาถึงฉัตทันสระแล้วก็เสด็จแวะลงไปสู่ฉัตทันสระ  ทรงเก็บดอกไม้ประดับประดาพระองค์อย่างสนุกสนานเพลิดเพลินสำราญพระทัยยิ่งนัก   เสร็จแล้วพระองค์และพระเทวีก็เสด็จขึ้นจากสระฉัตทันแล้วก็เหาะดำเนินไปในอากาศต่อไป  พอเสด็จเหาะไปได้ไม่นานก็ทรงเห็นเมือง

สุวัณณภูมิ ที่อยู่กลางป่าบนยอดเขาสูงในป่าหิมพานต์  เมืองสุวัณณภูมินี้มีบ่อทองคำอยู่ ๒ บ่อ  บ่อหนึ่งเต็มไปด้วยน้ำอีกบ่อหนึ่งเต็มไปด้วยเครื่องหอม  เหตุที่มีบ่อทองคำ ๒ บ่อ เมืองนี้จึงมีชื่อว่า "สุวัณณภูมิ"  และในที่ท่ามกลางแห่งเมืองนี้มีแผ่นแก้ว แผ่นหนึ่งที่ทำด้วยแก้วไพฑุรย์ สูงวัดได้ ๔๐ ศอก  กว้างและยาววัดได้ ๓๐ ศอก

    แผ่นแก้วไพฑูรย์นี้เป็นที่นั่งของพวกวิชาธรหรือวิทยาธร   วิชาธรทั้งหลายเมื่อมาตักน้ำในบ่อทองคำแล้วก็ได้มานั่งเล่นบนแผ่นแก้วไพฑูรย์นี้เสมอ   ส่วนพระบรมโพธิสัตว์และพระเทวีครั้นทรงทอดพระเนตรเห็นแผ่นแก้วไพฑูรอันศิริโสภาคงดงามยิ่งนัก  พระองค์ทรงตรัสกับพระเทวีว่า "ดูก่อนพระน้องนางผู้เจริญ เราจะลงไปนอนเล่นพักผ่อนที่แผ่นแก้วไพฑูรย์นั้นก่อนจึงค่อยไปที่รัมมะบุรีนครในภายหลังดีไหม?"

    พระเทวีตรัสตอบว่า "ดีเหมือนกันเสด็จพี่"

    พระบรมโพธิสัตว์เมื่อได้ยินพระเทวีตรัสเช่นนั้นแล้วก็ได้ลงไปสู่แผ่นแก้วไพฑูรย์นั้นในทันที  พอลงไปถึงก็เอาพระหัตถ์ทั้งสองข้างวักน้ำในบ่อทองคำและวักเครื่องหอมในบ่อทองคำที่มีเครื่องหอมมาชะโลมลูบไล้พระวรกาย  พระบรมโพธิสัตว์และพระเทวีก็ทรงบรรทมหลับสนิทเหนือแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์นั้น ในท่ามกลางแห่งยอดภูเขานั้นในทันที

    ในขณะที่พระบรมโพธิสัตว์และพระเทวีกำลังบรรทมหลับอยู่นั้น  ได้วิชาธร หรือ วิทยาธรตนหนึ่ง เหาะผ่านมาตรงนั้น แล้วก็มองเห็นพระบรมโพธิสัตว์และเทวีกำลังบรรมหลับอยู่บนแผ่น กระดานแก้วไพฑูรย์จึงมีใจริษยาจึงย่องเข้าไปใกล้แล้วลักเอาพระแสงขรรค์แล้วก็เหาะหนีไป   เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ทรงตื่นบรรทมไม่เห็นพระแสงขรรค์ก็ทรงตกพระทัยจึงได้ปลุกพระเทวีให้ตื่นบรรทมแล้วจึงตรัสว่า "ไม่รู้ใครมาขโมยเอาพระแสงขรรค์ของเราไป" ทั้งสองพระองค์ก็จนพระทัยไม่รู้จะไปตามที่ไหนก็จึงพากันเดินลงจากภูเขาด้วยพระบาท

    พอเสด็จมาถึงริมฝั่งแม่น้ำอันเป็นอ่าวสมุทร  ก็ทรงขี่ขอนไม้งิ้วข้ามอ่าวสมุทรไปแต่ยังข้ามไม่ถึงฝั่งก็เกิดลมพายุพัดอย่างรุนแรง  ขอนไม้งิ้วเมื่อต้องคลื่นใหญ่ก็ทนไม่ได้ต้องหัก

สะบั้นออกเป็น ๒ ท่อนในท่ามกลางสมุทร  พระบรมโพธิสัตว์และพระเทวีก็พลัดกันไปคนละข้างร้องเรียกหากันได้ ๔-๕ คำก็สุดพระสุรเสียง จะว่ายเข้าหากันก็ไม่ได้เพราะคลื่นมันแรงมาก   พระเทวีพอรุ่งเช้าก็ถูกพายุพัดเข้าไปถึงฝั่ง  ส่วนพระบรมโพธิสัตว์ทรงเกาะขอนไม้ลอยไปในสมุทรถึง ๗ วัน  เดชอำนาจที่พระบรมโพธิสัตว์ลอยอยู่ในแม่น้ำถึง ๗ วันนี้มันไปทำให้พระแท่นบันฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะเทวราชแข็งกระด้าง  ท้าวสักกะเทวราชจึงส่องทิพยเนตรดูก็รู้ว่าพระบรมโพธิสัตว์เดือดร้อน เพราะถูกวิทยาธรลักเอาพระแสงขรรค์ไปในขณะที่ทรงบรรทมหลับ จึงทำให้พระองค์เหาะไปไหนไม่ได้ต้องเดินมาข้ามน้ำแล้วถูกพายุพัดให้ทรงพัดพรากกับพระเทวีลอยคออยู่ในแม่น้ำเป็นเวลา ๗ วันแล้ว

    ท้าวสักกเทวราชเมื่อทรงทราบเหตุดังนั้นแล้ว จืงเสด็จไปตวาดเสียงคุกคามใส่วิทยาธรขี้ขโมยว่า "เจ้านี้เป็นวิทยาธรเสียเปล่าทำไมถึงไปลักเอาพระแสงขรรค์ของพระบรมโพธิ สัตว์ในขณะที่พระองค์ทรงบรรทมหลับต้องรีบเอาไปคืนพระองค์เสียตอนนี้  ก่อนที่จะได้รับโทษอันร้ายแรงเพราะผิดกฏของสวรรค์"

    วิทยาธรกลัวจึงรีบเอาพระแสงขรรค์ไปคืนพระบรมโพธิสัตว์ๆ เมื่อได้พระแสงขรรค์คืนแล้วพระบรมโพธิสัตว์ก็ออกเสด็จติดตามหาพระเทวี  ได้ไปพบพระเทวีบวชเป็นนางชีซึ่งกำลังแจกทานให้คนกำพร้า  ยาจก  วณิพก  และคนเดินทางทั้งหลายอยู่  พระบรมโพธิสัตว์จึงพาพระเทวีกลับสู่พรหมบุตรนคร  เมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรตตแล้วก็ได้รับการราชาภิเษกเป็นพระราชาแห่งเมืองพรหมบุตรนตรต่อไป

    **หมายเหตุ:-

   -คำถาม: มีคนอยากทราบว่าพระบรมโพธิสัตว์สมุททะโฆสพระองค์ได้พระแสงขรรค์นี้มาอย่างไร?  ตามความเป็นจริงแล้วพระแสงขรรค์นี้มันเป็นอาวุธของพวก "วิทยาธร" เขาใช้กัน  มนุษย์เราไม่ว่าจะเป็นใครก็จะไม่มีอาวุธชนิดนี้ใช้เลย

   -คำตอบ: พระแสงขรรค์เล่มนี้พระบรมโพธิสัตว์ท่านได้จากวิทยาธร ที่มีชื่อว่า "ระณะปัตตะ"  เป็นคนมอบถวายให้ท่าน  เพื่อแสดงความขอบคุณที่พระองค์มีน้ำพระทัยช่วยรักษาแผลที่ถูกวิทยาธรที่มีชื่อว่า "ระณาภิมุข" ฟันเอาในคราวที่ต่อสู้กันกลางอากาศแล้วก็ถูกฟันตกลงมาที่พระราชอุทยานของพระสมะททะโฆส  ในวันนั้นพระสมุททะโฆส  พระเทวีและอำมาตย์เสด็จไปเที่ยวในพระราชอุทยานนั้นพอดีแล้วไปเจอเข้าเลยนำไปรักษาอยู่ ๕ วันแผลที่ถูกฟันจึงหายขาด

                  วิทยาธร

    

    ๐  วิทยาธร แปลว่า ผู้ทรงไว้ซึ่งความรู้ แต่งตัวคล้ายเทวดาแต่สวมชฏาเป็นดอกลำโพง หรือโพกผ้าแบบฤๅษี  มักถือพระขรรค์เป็นอาวุธเหาะไปในที่ต่างๆ ได้

    วิทยาธร เป็นพวกที่ทรงความรู้ในศาสตร์ต่างๆ มีศิลปศาสตร์ ๑๘  ประการ เช่น โหราศาสตร์ แพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น พวกนี้เหาะได้ มีเวทมนตร์ คาถา อาคมต่างๆ วิทยาธรมีรูปร่างหลากหลาย อยู่แบบเดี่ยวๆก็มี อยู่เป็นหมู่เป็นกลุ่มก็มี 

     บรรดาวิทยาธรทั้งหลาย อาศัยอยู่ที่เชิงเขาสุทัสน์ อันเป็นหนึ่งในเจ็ดของภูเขาสัตบริภัณฑ์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ

    บนยอดเขาหิมพานต์มียอดเขายอดหนึ่งมีชื่อว่า "จันทบรรพต"  ภูเขายอดนี้เต็มไปด้วยเงิน  ยอดเขาและแผ่นดินก็เป็นเงินไปทั้งหมดพระพุทธเจ้าโคดมเมื่อตอนพระองค์เสวยพระชาติเป็นพญาจันทกินนร พระองค์ก็ได้ทรงอาศัยอยู่บนยอดเขาจันทบรรพตนี้
   วันหนึ่งพญาจันทกินนรได้พาจันทกินรีบินลงไปเที่ยวในถิ่นของมนุษย์ที่หาดทรายแห่งหนึ่งที่มีทรายขาวสวยงามประดุจดังแผ่นเงิน วันนั้นพระเจ้าพรหมทัตต์แห่งเมืองพาราณสีเสด็จออกเที่ยวป่าคนเดียวเสด็จไปถึงตรงหาดทรายนั้นก็ได้มองเห็นพญาจันทกินนรและจันทกินรีกำลังเล่นน้ำกันอยู่จึงเกิดความรักใคร่ในนางจันทกินรีผู้สวยงาม จึงได้หยิบธนูขึ้นมาแล้วยิงไปถูกจันทกินนรตาย จึงเดินตรงเข้าไปหวังจะจับเอานางจันทกินรีไปเป็นเมีย 

   พระนางจันทกินรีรู้กิริยาท่าทีของพระเจ้าพรหมทัตต์ดีจึงรีบบินหนีขึ้นไปอยู่บนยอดเขาแล้วจึงประกาศก้องออกมาว่า "ดูก่อนพระราชาผู้โหดร้าย  พระองค์ทำประทุษร้ายสามีของเราให้ถึงแก่ความตายแล้ว  ยังมีหน้าจะเอาตัวเราไปเป็นภรรยาอีก ช่างหน้าไม่อายเสียนี่กระไร เรายอมตายดีกว่าที่จะไปเป็นภรรยาของคนแสนชั่วเช่นพระองค์  เราขอสาปแช่งพระองค์ให้พลัดพรากจากบิดามารดาคนรักและลูกเมีย พระเจ้าพาราณสีเห็นท่าจะไม่ได้นางจันทกินรีแล้วก็เสด็จหนีไปจากที่นั้น
   ฝายนางจันทกินรีก็ได้นำร่างพญาจันทกินนรผู้สามีกลับสู่ยอดเขาจันทบรรพตอันเป็นที่อยู่แล้ววางร่างของพญาจันทกินนรบนตักแล้วร้องไห้คร่ำครวญต่างๆนาๆแล้วนางได้ใช้มือลูบไปที่หน้าอกของพญาจันทกินนรรู้สึกว่ายังอุ่นอยู่  จึงได้ยกพระหัตถ์ประนมมือขึ้น
ประกาศแก่ทวยเทพทั้งหลายว่า "ข้าแต่ทวยเทพทั้งหลาย ทุกวิมานผู้รักษาโลกนี้ ขอให้พวกท่านทั้งหลายจงช่วยสามีข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากความตายในครั้งนี้ด้วยเถิด"

   เมื่อพระนางจันทกินรีได้ประกาศวิงวอนอยู่นั้นมันก็ร้อนขึ้นไปถึงพระแท่นบัณฑุกมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกเทวราช  พระอค์จึงได้ส่องทิพยเนตรตรวจดูก็ทรงรู้ว่าเป็นเพราะพระนางจันทกินรีเดือดร้อน  พระองค์ก็ทรงถือเอาเต้าน้ำแล้วก็เหาะลงมาในทันที  บัดเดี๋ยวใจก็ถึงที่อยู่ของพระนางจันทกินรี  ท้าวสักกเทวราชก็ทรงรดน้ำทิพย์ลงบนร่างของพญากินนร   พระบรมโพธิสัตว์ก็หายจากโรคร้ายทรงลุกขึ้นได้  พระนางจันทกินรีทรงดีใจยิ่งนักกราบลงแทบเท้าของท้าวสักกเทวราช  ท้าวสักกเทวราชทรงกล่าวสอนให้พญาจันทกินนรและพระนางจันทกินรีให้เล่นอยู่ในเขตป่าหิมพานต์อย่าไปเล่นในถิ่นของมนุษย์เพราะมันมีแต่อันตรายมาก
    การที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงเรื่องของสุวัณนครอันเป็นเมืองของพระพญากินนรชื่อว่าทุมราช และภูเขาจันทบรรพตอันเป็นที่อยู่ของพญากินนรชื่อว่าจันทกินนร  ก็เพราะต้องการให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายทราบว่าพวกกินนรและกินรีทั้งหลายมีอยู่จริงในป่าหิมพานต์ ฯ

                  เรื่องของนารีผล
      
     ๐ในป่าหิมพานต์นั้นมีป่าไม้พิเศษจำพวกหนึ่ง มีชื่อว่า "นารีผล  หรือ มัคคีผล" ต้นไม้ในป่านั้นมีดอกงาม อันนำมาซึ่งความยินดีแก่ผู้เห็น  ดอกไม้นั้นถ้าบานจะมีรูปร่างสัณฐานและอวัยวะน้อยใหญ่เหมือนผู้หญิงมาก  เป็นต้นที่แปลกปะหลาดมหัศจรรย์อย่างยิ่ง  ใครได้ไปพบเห็นเข้าก็จะมีอารมณ์เตลิดเปิดเปิงในความรักยากที่จะหักห้ามใจเอาไว้ได้ เพราะฉะนั้นต้นนารีผลนี้จึงกลายเป็นต้นไม้เพื่อทอดสอบความอดทนทางจิตของฤาษี โยคี ดาบส  ว่าจะอดกลั้นในกามราคะได้หรือไม่  ถ้าอดทนไม่ได้ก็แสดงให้เห็นว่าจิตยังอยู่ในระดับต่ำ

              เรื่องของนารีผล
   ต้นนารีผลสามารถใช้เป้นที่ทดสอบจิตใจของฤาษีได้ ว่ากันว่า ฤๅษีบางตนที่บำเพ็ญเพียรจนตบะแก่กล้า และไร้กิเลส จะเดินทางมาที่ต้นนารีผลเพื่อทดสอบจิตตน โดยพวกเขาจะเหาะมาที่ต้นนารีผล และจ้องมองผลนารีเหล่านั้น เพื่อดูว่าตนจะอดทนได้หรือไม่ หรือบางครั้งก็ฤๅษีที่เป็นอาจารย์พาลูกศิษย์มาทดสอบระดับจิต ซึ่งก็สามารถใช้ต้นนารีผลเป็นเครื่องมือในการฝึกการควบคุมจิตได้เช่นกัน แต่ก็มีพวกนักสิทธิ์วิทยาธร ที่มักจะเหาะมาเพื่อเก็บนารีผลกลับไปเชยชม แล้วค่อยฝึกจิตใหม่ภายหลังก่อนจะกลับมาอีกครั้ง
   นารีผล จึงกลายเป็นที่โปรดปรานของสัตว์วิเศษรวมถึงวิทยาธรทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วยังไม่หมดกามราคะ ดังนั้น ทำให้นารีผลส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะแห้งตายคาต้น เพราะก่อนที่จะหมดอายุขัยของมันก็มักจะมีเทวดา สัตว์วิเศษ และวิทยาธร มาเก็บเอาไปเชยชมเสียก่อนแล้ว
   ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตขึ้นครองราชย์ปกครองพระนครพาราณสี ได้มีพระโพธิสัตว์มาบังเกิดในตระกูลของพราหมณ์ ณ กาสิกะรัฐ เมื่อพระโพธิสัตว์เติบโตขึ้นก็ได้ร่ำเรียนสรรพศิลปศาสตร์ ก่อนจะบวชเป็นฤๅษี โดยมีผลไม้ในป่าเป็นเครื่องยังชีพ
   ครั้งหนึ่ง เกิดมีแม่เนื้อตัวหนึ่งไปเคี้ยวกินหญ้าในสถานที่ที่พระดาบสท่านถ่ายปัสสาวะ ทำให้หญ้านั้นเจือปนไปด้วยน้ำเชื้อ ซึ่งเป็นเหตุให้แม่เนื้อเกิดมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ในพระดาบส และตั้งครรภ์ขึ้นมา นับแต่นั้นเป็นต้นมา แม่เนื้อตัวนี้ก็คอยดูแลอยู่ไม่ห่างจากอาศรมของดาบสไม่ไปไหนเลย ต่อมาไม่นาน  แม่เนื้อเกิดมีท้องขึ้นมาและก็ได้คลอดบุตรออกมาเป็นมนุษย์ ซึ่งพระมหาสัตว์ก็ทรงรู้เหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้น จึงได้ทรงรับเลี้ยงทารกผู้นั้นเอาไว้ด้วยความรักใคร่ในฐานะที่เป็นบุตรของตน พร้อมตั้งนามว่า อิสิสิงคะกุมาร
   เวลาผ่านไป เมื่ออิสิสิงคะกุมารเติบใหญ่ขึ้น พระมหาสัตว์จึงทรงบวชให้บุตรชาย และได้พาดาบสกุมารไปพบนารีผลในป่าหิมพานต์ พร้อมกับสอนบุตรของตนว่า ลูกรัก เหล่าสตรีก็เป็นเหมือนเช่นกับดอกไม้ที่มีอยู่ในป่าหิมพานต์นี้ สตรีทั้งหมดย่อมมีผลทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจเกิดความพินาศฉิบหายอย่างใหญ่หลวงได้  เจ้าไม่ควรที่จะไปหลงอำนาจของสตรีพวกนี้ จากนั้น ก็ทำกาลกิริยา ก็ไปบังเกิดในพรหมโลก 

   ส่วนอิสิสิงคะดาบส ก็ประลองฌานของตนอยู่ในหิมวันตประเทศ จนได้เป็นผู้มีตบะแรงกล้ามาก    ครั้งหนึ่ง เมื่อพิภพของท้าวสักกเทวราชสั่นครอนด้วยตบะเดชะของอิสิสิงคะดาบส ท้าวสักกเทวราชได้ทรงใคร่ครวญดู ว่ามันเกิดจากอะไรและทรงเห็นว่า เหตุนี้มันเกิดจากฤทธิ์เดชตบะของอิสิสิงคะดาบสๆผู้นี้น่าจะเป็นบุคคลที่ทำให้เราหลุดจากการเป็นท้าวสักกะได้ ขืนปล่อยให้เขาขึ้นมาเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เขาก็จะได้เป็นท้าวสักกะเทวราช ตัวเราก็จะเคลื่อนย้ายจากตำแหน่งนี้อย่างแน่นอน  จำเราจะต้องทำลายศีลของพระดาบสรูปนี้เสียจึงจะทำให้ปลอดภัย ว่าแล้วพระองค์ก็ใคร่ครวญดูนางฟ้าทั้งหลาย ๒๕ ล้านองค์  ที่เป็นบาทบริจาริกาของพระองค์  ก็ทรงทราบว่านางฟ้าที่มีชื่อว่า "นางอลัมพุสา"  เป็นผู้สามารถจะไปทำลายตบะของฤาษีได้   นางฟ้าอลัมพุสานี้เป็นคนฉลาดในการใช้มายาบำเรอบุรุษยิ่งกว่าใครๆนางเป็นผู้สามารถเล้าโลมบุรุษให้ตกอยู่ในอำนาจได้ เมื่อทรงพิจารณาเห็นแล้วว่า เหล่าเทพบาทบริจาริกาจำนวน ๒๕ ล้านองค์  คงจะมีแต่นางฟ้าที่มีนามว่า อลัมพุสา เพียงผู้เดียวที่จะทำลายศีลของพระอิสิสิงคะดาบสให้แตกได้   เมื่อทรงเห็นเช่นนั้นพระองค์ก็ตรัสสั่งเรียกนางฟ้าอลัมพุสามาพบแล้วทรงตรัสว่า "พี่มีเรื่องสำคัญ

ที่อยากให้เธอช่วยเหลือ

    นางอลัมพุสาทูลถามว่า "พระองค์จะใช้หม่อมฉันไปทำอะไรให้บอกมาเถิด"

    ท้าวสักกเทวราชก็ตรัสว่า "พี่เห็นแต่เธอคนเดียวจะทำงานนี้ได้สำเร็จ"

    นางอลัมพุสาทูลถามว่า "งานอะไรหรือ?"

    ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า "พี่จะส่งเธอให้ไปทำลายศีลของอิสิสิงคะดาบส"

    นางอลัมพุสาทูลว่า "การที่พระองค์จะให้หม่อมฉันไปทำลายศีลของอิสิสิงคะดาบส ผู้มีศีลปานฉะนี้นั้นมันเป็นบาปกรรมอันใหญ่หลวงนัก  หม่อมฉันคิดถึงบาปในข้อนี้แล้วก็เกิดขนพองสยองเกล้า  ขอให้พระองค์เลือกเอานางฟ้าคนอื่นเถิด  พระเจ้าข้า"

   ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า "นางฟ้าคนอื่นเรามองไม่เห็นใครจะมีความสามารถในการเล้าโลมบุรุษให้ตกอยู่ในอำนาจได้เหมือนเธอ  และเธอก็ยังสวยกว่านางฟ้าทุกคนอีกด้วย"

   นางอลัมพุสากล่าวว่า "สตรีที่ทำการเล้าโลมดาบสผู้มีศีลให้ลุุ่มหลงจนศีลขาดนั้นมันเป็นบาปอันมหันต์เมื่อเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏจะจมอยู่ในกองทุกข์ไม่อาจเอาตัวรอดได้เหลือจะคณานับ"  เมื่อพระองค์ทรงใช้แล้วหม่อมฉันก็ไม่อาจจะขัดได้  เพราะหม่อมฉ้น

เป็นบาทบริจาริกาของพระองค์  ว่าดังนั้นแล้วนางก็เข้าไปสู่ห้องแต่งตัวแล้วประดับแต่งตัวอันสวยงามยิ่งนักเสรร็จแล้วก็ได้ลงไปสู่สำนักของอิสิสิงคะดาบส  แล้วไปยืนต่อหน้าของ

อิสิสิงคะดาบส   เมื่อพระดาบสได้เห็นนางก็ตกตะลึงในความสวยงามของนางจนเผลอสติไป ก็ให้นึกรักใคร่ในตัวนางยิ่งนักจนลืมคำสั่งสอนของบิดาที่สั่งสอนเอาไว้ทั้งหมด

   เมื่ออิสิสิงคะดาบสได้รับสัมผัสอันเป็นทิพย์บนเรือนร่างของนางฟ้าอลัมพุสาก็ทำให้หลับสนิทสิ้นสติไป  นางอลัมพุสาก็นึกถึงท้าวสักกเทวราช  พระองค์ก็ได้ส่งทิพยบัลลังก์ลงมา

นางอลัมพุสาก็อุ้มเอาพระดาบสแนบอยู่บนอกขึ้นสู่บัลลังก์ทิพย์แล้วก็นำไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์  พระดาบสสลบไปสามปีแต่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลาเพียงครู่เดียว  เมื่อครบสามปีแล้วก็กลับได้สติฟื่นคืนมาดังเดิม  นางอลัมพุสาก็บันดาลให้บัลลังก์ทิพย์หายไปและกายของนางก็หายไปด้วย

   ฝ่ายอิสิสิงคะดาบสเมื่อรู้สึกตัวแล้วก็เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่พบใครเห็นแต่ดอกไม้และป่าก็เกิดความรันทดสังเวชสลดใจยิ่งนักถึงกลับน้ำตาไหลพรากร้องไห้พร่ำบ่นออกมาว่า

"ใครหนอมาทำลายศีลและตบะของเราให้พินาศไป"  นางอลัมพุสาเมื่อได้ฟังคำพร่ำบ่นของดาบสแล้วก็คิดว่า "ถ้าเรานิ่งเสียไม่ออกตัวในบัดนี้ ดาบสก็จะสาบแช่งเราให้เกิดความฉิบหาย จำเราจะต้องปรากฏตัว แล้วพูดจากลับท่านดาบส"  เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้วนางก็แสดงตัวให้ปรากฏและได้พูดจากับพระดาบสว่า "ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ  ข้าพเจ้านี้แหละบำเรอพระคุณเจ้า  ข้าพเจ้าลงมาบำเรอพระคุณเจ้าตามคำสั่งของสมเด็จอมรินทร์"

    เมื่ออิสิสิงคะดาบสได้ฟังคำของนางอลัมพุสากล่าวดังนั้นก็ระลีกได้ถึงคำสั่งสอนของบิดาก็ปริเทวนาว่ากล่าวต่อไปว่า "เราเป็นคนชั่ว เราโง่เอง  เราไม่ฟังคำสั่งสอนของบิดา

บิดาอุตส่าห์พาเราไปถึงป่าหิมพานต์ดูนารีผลให้เราดูเป็นตัวอย่างว่า ตัวอันตรายต่อพรหมจรรย์มีลักษณะหน้าตาเป็นเช่นนี้  แต่เมื่อเราได้เห็นนาง อลัมพุสาเราก็ถูกอำนาจของสตรีควบคุมจนทำให้ลืมคำสั่งสอนของบิดาจนถึงกับทำลายศีลและฌานให้เสื่อมสิ้นไป"

    อิสิสิงคะดาบสจึงกล่าวกับนางอลัมพุสาว่า "เอาหละคราวนี้เราได้เสียทีแก่เธอแล้ว ก็ให้แล้วกันไปเถิด  ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะตั้งใจรักษาศีลและเจริญสติใหม่  ข้าพเจ้าจะต้องทำให้มันกลับมาเหมือนเดิมให้ได้  เมื่อออกวาจาดังนี้แล้วอิสิสิงคะดาบสก็ตั้งใจเจริญกสิณบริกรรมภาวนาต่อไปไม่นานฌานสมบัติก็กลับมาเหมือนเดิม  นางอลัมพุสาคนสวยก็ขอ

อภัยโทษพระดาบสที่ได้ล่วงเกินท่านไป  พระดาบสก็ให้อภัยแก่นาง  ส่วนนางอลัมพุสาก็กลับสู่บัลลังก์ทิพย์ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เหมือนเดิม

   การที่ข้าพเจ้าเอาเรื่องนี้มาแสดงก็เพื่อจะให้รู้ว่าในป่าหิมวันต์นั้น  มีต้นไม้วิเศษที่มีดอกเมื่อบานแล้วมีรูปเหมือนผู้หญิงจริง  พวกวิทยาธรทั้งหลายพากันไปช่วงชิงเก็บเอาดอกไม้นารีผลมาเชยชมแทนภรรยา  วิทยาธรทั้งหลายนั้นแบ่งออกเป็น  ๒  จำพวก คือ

    ๑.พวกที่เหาะไปมาได้ในอากาศด้วยอำนาจของมนต์ที่มีชื่อว่า "คันธาระมนต์"

    ๒.พวกที่เหาะไปมาในอากาศได้ด้วยอำนาจของอาวุธที่มีชื่อว่า "แสงขรรค์"

 

   การณ์เอาไว้ก็บังเกิดความสำเร็จ เมื่อนางอลัมพุสาเทพอัปสรได้เข้าไปปรากฎตัวให้อิสิสิงคะดาบสได้เห็น ซึ่งในขณะที่อิสิสิงคะดาบสได้ประกอบความเพียรในตอนกลางคืนเสร็จสิ้นแล้ว ก็ไปสรงน้ำและทำอุทกกิจเสร็จ จากนั้นจึงยับยั้งอยู่ด้วยฌานสุขในบรรณศาลา ก่อนจะออกมากวาดโรงไฟแต่เมื่อเห็นนางอลัมพุสาเทพอัปสรมาเผยโฉมความงามอยู่เบื้องหน้าของพระอิสิสิงคะดาบส และแสดงมารยาหญิงอันทรงเสน่ห์ ก็ทำให้พระดาบสหนุ่มลุ่มหลง และถูกทำลายศีลในที่สุด

 

                               ยักษ์

       

    ๐ยักษ์จะมีหลายระดับชั้นขึ้นอยู่กับบุญบารมี ยักษ์ชั้นสูง จะมีวิมานเป็นทอง มีรูปร่างสวยงาม มีเครื่องประดับ มีรัศมี แต่ผิวจะดำ ดำอมเขียว อมเหลือง อมดำแดงก็มี ถึงจะดำก็ดำเนียน มีอาหารทิพย์ มีบริวารคอยรับใช้ ปกติไม่เห็นเขี้ยว เวลาโกรธจึงจะมีเขี้ยวงอก ออกมา ยักษ์ชั้นกลาง ส่วนใหญ่จะเป็นบริวารคอยรับใช้ของยักษ์ชั้นสูง ส่วนยักษ์ชั้นต่ำที่บุญน้อยก็จะมีรูปร่างน่าเกลียด ผมหยิก ตัวดำ ตาโปน ผิวหยาบ เหมือนกระดาษทราย
นิสัยดุร้าย  ยักษ์ชั้นต่ำส่วนมากมักจะถูกนำเอาไปใช้งานในเมืองนรก มีหน้าที่ลงโทษพวกสัตว์นรก
    ยักษ์เกิดได้ ๓ แบบ คือ:-
    ๑.เกิดแบบโอปปาติกะ   คือเกิดแล้วโตทันที
    ๒.เกิดแบบชลาพุชะ   คือเกิดในครรภ์
    ๓.เกิดแบบสังเสทชะ   คือเกิดในเหงื่อไคล
   ที่อยู่ของยักษ์ มักอยู่ตามถ้ำ ตามป่าเขา  ในน้ำ ในพื้นดิน ในป่าหิมพานต์ และ อยู่ในอากาศมีวิมานอยู่ที่เชิงเขาสิเนรุในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา พวกยักษ์จะอยู่ในการปก ครองของท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวกุเวรมหาราชผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา  ทางด้านทิศเหนือ เหตุที่มาเกิดเป็นยักษ์เพราะทำบุญที่เจือด้วยความโกรธ และมักหงุดหงิดรำคาญใจในเวลาทำบุญ

    ยักษ์ที่สำคัญ

   ๑.อาฬะวะกะยักษ์

   ๒.ปุณณกะยักษ์

   ๓.ชะนะวะสะภะยักษ์

              อาฬะวะกะยักษ์

    ๐ยักษ์นั้น เป็นเทวดาจำพวกหนึ่งอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิก อยู่ในปกครองของท้าวเวสสุวรรณ ในสมัยที่เป็นมนุษย์นั้น บุคคลพวกนี้มักเป็นคนเจ้าโทสะ โกรธง่าย โมโหง่าย แต่ได้ทำบุญอยู่บ่อยๆ เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วจึงได้ไปเกิดเป็นยักษ์
   ในครั้งพุทธกาล มียักษ์ตนหนึ่ง ชื่อ อาฬะวะกะยักษ์ มีวิมานอยู่ที่ต้นไทรใกล้เมืองอาฬวี ยักษ์นี้มีฤทธิ์มาก เหาะเหินเดินอากาศได้ และมีนิสัยดุร้าย ชอบจับคนและสัตว์กินเป็นอาหาร โดยอาฬะวะกะยักษ์ได้รับพรจากท้าวเวสสุวรรณให้สามารถจับมนุษย์และสัตว์ที่เข้าไปสู่ร่มไทรของตนกินเป็นอาหารได้
   ในครั้งนั้น นครอาฬะวี มีกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อ "พระเจ้าอาฬะวกะ"  พระเจ้าอาฬะวะกะเป็นพระราชาที่โปรดการล่าเนื้อมาก พระองค์เสด็จออกล่าเนื้อเป็นประจำ ระหว่างการล่าเนื้อพระองค์ได้ตั้งกติกาเอาไว้ว่าถ้าเนื้อหนีออกไปทางผู้ใด ผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบติดตามเนื้อนั้นกลับมาให้ได้
   วันหนึ่ง ระหว่างการออกล่าเนื้อ เนื้อตัวหนึ่งได้หลบหนีไปทางที่พระเจ้าอาฬะวะกะประทับอยู่ ดังนั้น พระองค์จึงทรงธนูเสด็จติดตามเนื้อนั้นไปเป็นระยะทางถึง ๓ โยชน์ ในที่สุด พระองค์ก็สามารถฆ่าเนื้อนั้นได้
   พระเจ้าอาฬะวะกะทรงตัดเนื้อออกเป็น ๒ ท่อน แล้วหาบกลับมา ระหว่างที่เสด็จกลับมานั้นเป็นเวลาเที่ยง เมื่อพระองค์เห็นต้นไทรใบหนาร่มเย็นจึงได้เสด็จเข้าไปประทับพักเหนื่อย โดยไม่รู้ว่าเป็นที่อยู่ของอฬะวะกะยักษ์ พระองค์จึงถูกอาฬะวะกะยักษ์จับตัวไว้กินเป็นอาหาร แต่พระเจ้าอาฬะวะกะทรงขอชีวิตและสัญญาว่าจะส่งคนและสำรับอาหารมาให้เป็นประจำ วันใดพระองค์ไม่ส่งคนมาให้ ก็ขอให้อาฬะวะกะยักษ์ไปจับพระองค์กินได้ อาฬะวะกะยักษ์จึงปล่อยพระองค์ไป
   เมื่อพระเจ้าอาฬะวะกะเสด็จกลับพระนครแล้ว พระองค์ก็ทรงปฏิบัติตามสัญญาโดยจัดส่งนักโทษไปให้อาฬะวะกะยักษ์กินเป็นอาหารทุกวันจนนักโทษในคุกหมด     อาฬะวะกะ ยักษ์นี้มีกำลังมาก เคี้ยวกินนักโทษเหมือนกินเผือกกินมัน คนที่ไปส่งนักโทษเห็นเข้าก็หวาดกลัว นำมาบอกเล่าสู่กันฟังจนชาวเมืองอาฬะวีไม่มีผู้ใดกล้าทำความผิด ในไม่ช้าจึงไม่มีนักโทษส่งไปให้ยักษ์อีก แม้พระเจ้าอฬะวะกะจะแกล้งเอาทรัพย์ไปทิ้งล่อไว้กลางทาง ก็ยังไม่มีใครกล้าหยิบฉวยเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเพราะกลัวจะถูกจับเอาไปเป็นอาหารยักษ์
  เสนาอำมาตย์จึงแนะนำให้นำเด็กบ้านละ ๑ คน ส่งไปเป็นอาหารยักษ์ ทำให้บ้านที่มีบุตรหรือบ้านที่มารดากำลังมีครรภ์อยู่ พากันอพยพหนีไปอยู่เมืองอื่น เมืองอาฬะวีต้องจัดส่งคนไปเป็นอาหารแก่อาฬะวะกะยักษ์อยู่ถึง ๑๒ ปี ในที่สุดก็ไม่มีเด็กจะให้ยักษ์กิน คงเหลือเด็กเพียงคนเดียว ก็คืออาฬะวะกะกุมาร พระโอรสของพระเจ้าอาฬะวะกะนั่นเอง ซึ่งพระเจ้าอาฬะวะกะก็ตัดสินใจส่งราชโอรสของตนให้ไปเป็นอาหารของยักษ์เพื่อทรงปฏิบัติตามสัญญา
    เช้าตรู่วันนั้น พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูสรรพสัตว์ด้วยสัพพัญญุตาญาน ได้ทรงเห็นว่าอาฬะวะกะยักษ์นี้มีอุปนิสัยพอจะบรรลุโสดาปัตติผลได้ ครั้นทรงกระทำภัตตกิจเช้าเสร็จแล้ว จึงเสด็จจากเมืองสาวัตถีไปยังที่อยู่ของอาฬะวะกะยักษ์ เป็นระยะทาง ๓๐ โยชน์
   พระพุทธเจ้าทรงเสด็จถึงหน้าวิมานของอาฬะวะกะยักษ์ในเวลาค่ำ ยักษ์รักษาประตูชื่อ คัทรภะ เห็นจึงเข้าไปถวายบังคมแล้วกราบทูลถาม พระพุทธองค์จึงทรงตรัสตอบว่า พระองค์มีพระประสงค์จะพักแรมในที่นี้สักคืนหนึ่ง คัทรภะยักษ์ จึงกราบทูลว่า เจ้าของวิมานนี้คือ อาฬะวะกะยักษ์ เป็นยักษ์ที่โหดร้ายหยาบคายมาก ไม่ยอมไหว้ใครๆ แม้แต่บิดามารดาของตน ไม่รู้จักสมณะชีพราหมณ์ และไม่เคารพพระรัตนตรัย พระพุทธองค์อาจจะมีอันตรายได้ แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงออกพระโอษฐ์ขอพักอาศัยถึง ๓ ครั้ง ในที่สุดคัทรภะยักษ์ ก็อนุญาตให้พระพุทธองค์เข้าพักได้ แต่ขอให้ตนไปแจ้งให้อาฬะวะกะยักษ์ทราบเสียก่อน แล้วคัทรภะยักษ์ก็ออกจากวิมานมุ่งตรงไปป่าหิมพานต์ เพื่อแจ้งให้อาฬะวะกะยักษ์ซึ่งกำลังประชุมอยู่ที่สมาคมยักษ์ได้ทราบ
   ขณะนั้น ประตูวิมานของอาฬะวะกะยักษ์ก็เปิดออกเอง พระพุทธเจ้าจึงเสด็จเข้าไปประ ทับนั่ง เปล่งพระรัศมีเป็นสีทองอยู่บนบัลลังก์ทิพย์ของอาฬะวะกะยักษ์ พวกนางสนมของอาฬะวะกะยักษ์เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปก็มีความยินดี พากันมาถวายบังคมแล้วมานั่งฟังธรรม
   ทางด้านคัทรภะยักษ์ เมื่อไปถึงป่าหิมพานต์ก็นำความไปแจ้งอาฬะวะกะยักษ์ให้ทราบ อาฬะวะกะยักษ์ก็นิ่งไว้ไม่ได้แสดงอาการเพราะอาย กลัวว่ายักษ์อื่นๆจะรู้ว่ามีพระสมณะเข้าไปในที่อยู่ของตน
   ขณะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดนางสนมยักษ์อยู่นั้น มียักษ์อีก ๒ ตน คือ สาตาคิระยักษ์ และเหมะวะตะยักษ์ พร้อมด้วยบริวาร พากันเหาะไปประชุมที่ป่าหิมพานต์ แต่เมื่อมาถึงวิมานของอาฬะวะกะยักษ์ก็ไม่สามารถจะเหาะผ่านไปได้ พอทราบว่าพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่นี่จึงพากันแวะลงไปเฝ้าฟังธรรมก่อนจะเดินทางต่อ เมื่อไปถึงสมาคมยักษ์แล้ว สาตาคิระยักษ์และเหมะวะตะยักษ์ จึงแจ้งให้อาฬะวะกะยักษ์ทราบว่าพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่วิมานของเขา และแนะนำให้เขาไปเฝ้าพระพุทธองค์
    เมื่อได้ทราบเช่นนั้นแล้ว อาฬะวะกะยักษ์ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แม้สาตาคิระยักษ์และเหมะวะตะยักษ์ จะอธิบายว่าพระบรมศาสดาคือพระโพธิสัตว์ที่จุติมาจากดุสิตสวรรค์มาตรัสรู้เพื่อสั่งสอนสรรพสัตว์ อันเทวดาทั้งหลายรู้ดี แต่อาฬะวะกะยักษ์ก็ไม่ยอมเชื่อฟัง ลุกขึ้นเอาเท้าซ้ายเหยียบพื้นศิลา เท้าขวาเหยียบยอดเขาไกรลาส ส่งเสียงร้องประกาศชื่อของตนดังก้องไปทั่วชมพูทวีป
   อิทธิฤทธิ์ของอาฬะวะกะยักษ์นั้น แม้เสียงร้องประกาศก็ดังก้องไปทั่วชมพูทวีป นับเป็นเสียงหนึ่งในบรรดาเสียงที่ดังเป็นพิเศษ ๔ เสียงที่ได้ยินกันทั่วชมพูทวีป คือ:-
    ๑. เสียงปุณณะกะยักษ์ส่งเสียงไชโย ในคราวชนะพนันพระเจ้าธนัญชัย  โกระพะยะ
    ๒. เสียงท้าวสักกะร้องประกาศขู่จะกินพุทธบริษัทผู้ใจบาป ไม่ถือศีลถือธรรมครั้งปลายพุทธกาลของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธพุทธเจ้า
    ๓. เสียงพระเจ้ากุสะราชร้องประกาศพระนามของพระองค์ ในคราวที่พระองค์ทรงพาพระนางปะภาวดีเสด็จขึ้นช้างออกจากพระนคร เมื่อตอน นครกุสาวดีถูกกษัตริย์ทั้ง ๗ เมืองปิดล้อมเอาไว้
    ๔. เสียงร้องของอาฬะวะกะยักษ์ที่มีความโกรธแค้นในพระพุทธองค์
   แล้วอาฬะวะกะยักษ์ก็บันดาลลมพายุใหญ่ ให้พัดตรงเข้าทำลายพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าทรงอธิษฐานปิดภัยพิบัตินั้นเสีย  อาฬะวะกะยักษ์บันดาลห่าฝนใหญ่ให้ตกลงมา จะใช้น้ำท่วมพระพุทธเจ้าให้ตาย แต่แม้ว่าฝนจะตกรุนแรงจนแผ่นดินแตกเป็นช่องๆ แต่ฝนนั้นก็ไม่อาจเปียกจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้
   อาฬะวะกะยักษ์บันดาลฝนแผ่นหินให้ตกลงมาจากยอดเขาใหญ่ๆ พ่นควันลุกโพลงลงมาทางอากาศ แต่พอถึงพระพุทธเจ้า ฝนหินก็กลับกลายเป็นดอกไม้ทิพย์ไปทันที
   อาฬะวะกะยักษ์ทำฝนเครื่องประหาร ฝนถ่านเพลิง ฝนเถ้ารึง ฝนทราย ให้ตกลงมา แต่ฝนเหล่านั้นก็กลายเป็นของหอมอันเป็นทิพย์มาบูชาพระพุทธองค์ไปจนหมดสิ้น
   อาฬะวะกะยักษ์นั้น เมื่อไม่อาจทำอันตรายพระพุทธเจ้าได้ด้วยการบันดาลฝนต่างๆ จึงพาพลยักษ์และภูตเข้าไปหา แต่ภูตเหล่านั้นก็ไม่อาจเข้าใกล้พระพุทธเจ้าได้ ดุจดังแมลงวันไม่อาจตอมก้อนเหล็กที่ลุกโพลงได้ฉันนั้น
   ผ่านไปครึ่งคืน อาฬะวพกะยักษ์คิดว่าจำเป็นต้องใช้อาวุธที่ร้ายแรงที่สุดของตน ก็คือ ทุสสาวุธ ซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงดุจวชิราวุธของพระอินทร์ คฑาวุธของท้าวเวสสุวรรณ และนัยนาวุธของพระยายมราช
   ทุสสาวุธนี้มีลักษณะเป็นผืนผ้า หากโยนขึ้นไปในอากาศ ก็จะทำให้ฝนแล้งถึง ๑๒ ปี ถ้าทิ้งลงพื้นดิน ต้นไม้ต่างๆ ก็จะไหม้ทำลายถึง ๑๒ ปี  ถ้าทิ้งลงมหาสมุทร น้ำก็จะแห้งขอด ถ้าทิ้งบนภูเขา แม้เขาสิเนรุมาศก็จะระเบิดกระจัดกระจายเป็นผุยผง
   เมื่ออฬะวะกะยักษ์จะใช้ทุสสาวุธ บรรดาเทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุต่างก็มาชุมนุมกันเต็มไปหมด เพื่อรอดูพระบารมีของพระพุทธองค์ในการปราบอาฬะวะกะยักษ์
   อาฬะวะกะยักษ์เหาะวนรอบพระพุทธเจ้า แล้วปล่อยทุสสาวุธไปในอากาศ ทุสสาวุธก็ส่งเสียงดังน่าสะพรึงกลัวประดุจสายฟ้าผ่า แต่สุดท้ายก็ลอยตกลงมากลายเป็นผ้าเช็ดพระบาทที่แทบเท้าพระพุทธองค์
   อาฬะวะกะยักษ์เห็นดังนั้น คิดว่าอาวุธทั้งหมดไม่อาจทำอันตรายพระพุทธองค์ได้ จึงออกคำสั่งแก่พระพุทธองค์ว่า “สมณะ ท่านจงออกไปเดี๋ยวนี้”  พระพุทธเจ้าทรงดำริว่าอาฬะวะกะยักษ์เป็นผู้มีจิตใจแข็งกระด้าง หากตอบโต้ด้วยความแข็งกระด้างก็จะกลับมีจิตใจกระด้างขึ้นกว่าเก่า ดำริแล้วก็ทรงลุกขึ้นและเสด็จออกจากวิมานยักษ์
   อาฬะวะกะยักษ์เห็นดังนั้นจิตใจก็อ่อนลง คิดว่าพระพุทธเจ้านี้ว่าง่าย แล้วออกคำสั่งต่อว่า “สมณะ ท่านจงเข้าไป” พระพุทธเจ้าก็ทรงเสด็จเข้าไปในวิมานยักษ์ อาฬะวะกะยักษ์ได้ใจ ออกคำสั่งให้พระพุทธเจ้าเข้าๆ ออกๆ อยู่ ถึง ๓ ครั้ง ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงทำตาม ประดุจการตามใจบุตรเมื่อร้องไห้ แต่เมื่อถึงครั้งที่ ๔ อาฬะวะกะยักษ์สั่งว่า “สมณะ ท่านจงออกไป” ครั้งนี้พระพุทธเจ้าทรงดำรัสตอบว่า “เราไม่ออกไป ท่านจะทำอะไรก็ทำเถิด”
เมื่ออาฬะวะกะยักษ์ถามเหตุผล พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า “เมื่อเราเข้ามานั้นเราไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้าน เมื่อเจ้าให้ออกเราจึงออก แต่เมื่อเจ้าผู้เป็นเจ้าของบ้านอนุญาตให้เราเข้ามาแล้ว เหตุใดเราต้องออกไปอีกเล่า ดูก่อน อาฬะวะกะยักษ์ เจ้าอนุญาตให้ใครเขาเข้ามาแล้วออกปากไล่เขานั้น ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย ไม่มีใครนับถือ”
   อาฬะวะกะยักษ์แปลกใจในพุทธปัญญา จึงเปลี่ยนเป็นทูลถามปัญหา โดยขู่ว่า "หากพระองค์แก้ไม่ได้ เขาก็จะฉีกหัวใจ และจับร่างพระองค์เหวี่ยงข้ามแม่น้ำคงคา"
   แล้วอาฬะวะกะยักษ์ก็ไปนำคำถามมาถามพระพุทธเจ้า โดยคำถามนี้มีที่มาจากในอดีต กาลในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อน คือ พระกัสสปะพุทธเจ้า บิดามารดาของอาฬะวะกะยักษ์ได้เคยถามปัญหาจากพระพุทธกัสสปะ และได้นำมาสั่งสอนอาฬะวะกะยักษ์ แต่พอนานวันเข้าอาฬะวะกะยักษ์ก็จำได้แต่คำถาม แต่ลืมคำตอบ ถามใครๆ ก็ไม่มีใครตอบได้ เพราะเป็นปัญหาที่ตอบได้เฉพาะพระพุทธเจ้า อาฬะวะกะยักษ์จึงเขียนคำถามเก็บไว้ในวิมาน
   พระพุทธเจ้าก็ทรงแก้ปัญหาให้อาฬะวะกะยักษ์เหมือนที่พระกัสสปะพุทธเจ้าเคยแก้ไว้ ดังนี้
   ปุจฉา : อะไรเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐของคนในโลกนี้ อะไรที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ อะไรเป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย และผู้เป็นอยู่อย่างไรที่นักปราชญ์ยกย่องว่าประเสริฐสุด
   วิสัชนา : ศรัทธาเป็นทรัพย์อันประเสริฐของคนในโลก ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ ความสัตย์เป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลายและผู้อยู่ด้วยปัญญานักปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญว่าประเสริฐสุด
   ปุจฉา : คนข้ามโอฆะได้อย่างไร ข้ามอรรณพได้อย่างไร ล่วงทุกข์ได้อย่างไร บริสุทธิ์ได้อย่างไร
   วิสัชนา : คนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา
   ปุจฉา : คนมีปัญญาได้อย่างไร หาทรัพย์ได้อย่างไร หาชื่อเสียงได้อย่างไร ผูกมิตรได้อย่างไร และทำอย่างไรจึงจะไม่เศร้าโศกเมื่อไปสู่ภพหน้า
   วิสัชนา : บุคคลเชื่อฟังธรรมย่อมได้ปัญญา บุคคลไม่ประมาท ฉลาด ไม่ทอดธุระ มีความเพียร ย่อมหาทรัพย์ได้ บุคคลย่อมได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้ และบุคคลผู้มีธรรม ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ จาคะ และขันติ บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก
   ในที่สุดแห่งการทูลถามปัญหานี้ อาฬะวะกะยักษ์ ผู้ส่งจิตใจไปตามพระธรรมเทศนา ก็สำเร็จเป็นพระโสดาบันในรุ่งแจ้งนั้นเอง  เมื่ออาฬะวะกะยักษ์สำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้วก็เปล่งเสียงสาธุการ เป็นเวลาเดียวกับที่คนจากเมืองอาฬะวีนำอาฬะวะกะกุมารมามอบให้
   อาฬะวะกะยักษ์รับพระราชกุมารนั้นแล้วก็ประคองราชกุมารน้อมถวายแด่พระพุทธองค์ด้วยความเคารพ พระพุทธองค์ทรงรับพระราชกุมารนั้นมา ทรงประทานพรแล้วทรงมอบคืนให้คนของกษัตริย์เมืองอาฬะวี พระราชกุมารนั้นจึงมีพระนามว่า หัตถะกะอาฬะวะกะ
แล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองอาฬะวี มีอาฬะวะกะยักษ์เดินถือบาตรและสังฆาฏิตามมาส่งถึงครึ่งทางแล้วจึงกลับ หลังจากนั้นอาฬะวะกะยักษ์ก็อยู่ในศีลธรรม เลิกกินเนื้อมนุษย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
   ฝ่ายพระเจ้าอาฬะวะกะพร้อมด้วยข้าราชบริพารและประชาชน ได้ตามไปเฝ้าพระพุทธ เจ้าที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่งใกล้ประตูเมืองอาฬะวี และทูลถามเหตุว่าพระพุทธองค์ทรงโปรดยักษ์ร้ายได้อย่างไร
   พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงอาฬะวะกะสูตร กษัตริย์และประชาชนเหล่านั้นได้ฟังธรรมแล้วก็บรรลุมรรคผลถึง ๘๔,๐๐๐ คน ส่วนหัตถะกะอาฬะวะกะกุมาร ต่อมาก็ได้บวชเรียนและสำเร็จเป็นพระอนาคามี
   หัตถะกะอาฬะวะกะกุมาร นั้น เมื่อเจริญวัยขึ้นมา ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดา ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี ประกาศตนเป็นอุบาสกขอถึง
พระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต เมื่อเขาจะไปที่ใด ๆ ก็จะมีอุบาสกผู้เป็นอริยะ ๕๐๐ คน ติดตามแวดล้อมตลอดเวลา พระบรมศาสดาได้ตรัสถาม
เขาว่า “ มีหลักสงเคราะห์บริษัทบริวารอย่างไร? ”
   หัตถะกะอาฬะวะกะกุมาร กราบทูลว่า “ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการคือ:-
     ๑. ทาน ถ้าเขายินดีด้วยการให้ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการให้
     ๒. ปิยวาจา ถ้าเขายินดีด้วยการพูดจาไพเราะน่ารัก ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยวาจาไพเราะน่ารัก
     ๓. อัตถจริยา ถ้าเขายินดีด้วยการให้ทำกิจที่เกิดขึ้นจนสำเร็จข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการช่วยทำกิจที่เกิดขึ้นให้สำเร็จ
     ๔. สมานัตตตา ถ้าเขายินดีด้วยการวางตนเสมอกัน ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการวางตนเสมอกัน
   พระบามศาสดา ทรงอนุโมทนาในการสงเคราะห์บริษัทบริวารของเขา แล้วทรงประกาศบกย่องหัตถะกะอาฬะวะกะอุบาสก ให้ดำรงตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งปวง ในฝ่าย ผู้สงเคราะห์บริษัทด้วยสังควัตถุ ๔ ฯ

                เรื่องของปุณณะกะยักษ์

    ๐ในเมืองอินทปัตต์ แคว้นกุรุ พระราชาทรงพระนามว่า ธนัญชัย ทรงมีนักปราชญ์ประจำราชสำนักคนหนึ่งชื่อว่า "วิธุระ" วิธุรเป็นผู้มีวาจาฉลาดหลักแหลม เมื่อจะกล่าวถ้อยคำสิ่งใดก็สามารถทำให้ผู้ฟังเกิดความเลื่อมใสครัทธราและ ชื่นชมยินดีในถ้อยคำนั้น
    ในครั้งนั้นมีพราหมณ์อยู่ ๔ คน เคยเป็นเพื่อนสนิทกันมาแต่เก่าก่อน ต่อมาพราหมณ์ทั้งสี่คน ได้ออกบวช เป็นฤษีบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าหิมพานต์ และบางครั้งก็เข้ามาสั่งสอนธรรมแก่ผู้คนในเมืองบ้าง ครั้งหนึ่งมีเศรษฐี ๔ คน ได้อัญเชิญฤาษีทั้งสี่ไปที่บ้านของตน เมื่อฤาษีบริโภคอาหารแล้ว ได้เล่าให้เศรษฐีฟังถึง สมบัติในเมืองต่างๆ ทีตนได้เคยไปเยือนมา
   ฤาษีองค์หนึ่งเล่าถึงสมบัติของพระอินทร์ องค์ที่สองเล่าถึงสมบัติของพญานาค องค์ที่สามเล่าถึงสมบัติพญาครุฑ และองค์สุดท้ายเล่าถึงสมบัติของพระราชาธนัญชัยแห่งเมืองอินทปัตต์ เศรษฐีทั้งสี่ได้ฟังคำพรรณนาก็เกิดความ เลื่อมใสอยากจะได้สมบัติเช่นนั้นบ้าง ต่างก็พยายามบำเพ็ญบุญ ให้ทาน รักษาศีลและอธิษฐาน ขอให้ได้ไปเกิดเป็นเจ้าขอสมบัติดังที่ต้องการ
   ด้วยอำนาจแห่งบุญ ทาน และศีล เมื่อสิ้นอายุแล้ว เศรษฐีทั้งสี่ก็ได้ไปเกิดในที่ที่ตั้ง ความปรารถนาไว้ คือ คนหนึ่งไปเกิดเป็น ท้าวสักกะเทวราช  คนที่สองไปเกิดเป็น พญานาคชื่อว่า ท้าววรุณ คนที่สามไปเกิดเป็น พญาครุฑ และคนที่สี่ไปเกิดเป็นโอรสพระเจ้าธนัญชัย ครั้นเมื่อพระราชาธนัญชัยสวรรคตแล้ว ก็ได้ครอง ราชสมบัติในเมืองอินทปัตต์ต่อมา
  ทั้งท้าวสักกะ พญานาควรุณ พญาครุฑ และ พระราชา ล้วนมีจิตใจ ปรารถนาจะรักษาศีล บำเพ็ญธรรม ต่างก็ได้แสวงหาโอกาสที่จะรักษา ศีลอุโบสถและบำเพ็ญบุญ ให้ทาน อยู่เป็นนิตย์
   วันหนึ่งบุคคลทั้งสี่เผอิญได้มาพบกันที่สระโบกขรณี ด้วยอำนาจแห่งความผูกพันที่มีมาตั้งแต่ครั้งยังเกิดเป็นเศรษฐีสี่สหาย ทั้งสี่คนจึงได้ทักทายปราศรัยกันด้วยไมตรี ขณะกำลังสนทนาก็ได้เกิดถกเถียงกันขึ้นว่า ศีลของใครประเสริฐที่สุด
  ท้าวสักกะกล่าวว่า พระองค์ทรงละทิ้งสมบัติทิพย์ในดาวดึงส์ มาบำเพ็ญพรตอยู่ในมนุษย์โลก ศีลของพระองค์ จึงบริสุทธิกว่าผู้อื่น
   ฝ่ายพญานาควรุณกล่าวว่า ธรรมดาครุฑนั้นเป็นศัตรูตัวร้ายของนาค เมื่อตนได้พบกับพญาครุฑ กลับสามารถอดกลั้นความโกรธเคืองได้ จึงนับว่าศีลของ ตนบริสุทธิ์กว่าผู้อื่น
  พญาครุฑกล่าวแย้งว่า ธรรมดานาคเป็นอาหารของครุฑ ตนได้พบนาคแต่ สามารถอดกลั้นความอยากในอาหารได้ นับว่าศีลของตนประเสริฐที่สุด
   ส่วนพระราชาทรงกล่าวว่า พระองค์ได้ทรงละพระราชวังอันเป็นสถานที่สำราญ พรั่งพร้อมด้วยเหล่านารีที่เฝ้าปรนนิบัติ มาบำเพ็ญธรรมแต่ลำพังเพื่อประสงค์ความสงบ ดังนั้นจึงควรนับว่า ศีลของพระองค์บริสุทธิ์ที่สุด
   ทั้งสี่ถกเถียงกันเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงชวนกันไปหาวิธุรบัณฑิต เพื่อให้ช่วยตัดสิน วิธุรบัณฑิตจึงถามว่า "เรื่องราวเป็นมาอย่างไรกัน ข้าพเจ้าไม่อาจตัดสินได้หากไม่ทราบเหตุอันเป็นต้น เรื่องของปัญหาอย่างละเอียด ชัดเจนเสียก่อน"  แล้วทั้งสี่ก็เล่าถึงเรื่องราวทั้งหมด วิธุรบัณฑิตฟังแล้วก็ตัดสินว่า
  "คุณธรรมทั้งสี่ ประการนั้น ล้วนเป็นคุณธรรมอันเลิศทั้งสิ้น ต่างอุดหนุนเชิดชูซึ่งกันและกัน ไม่มีธรรมข้อไหน ต่ำต้อยกว่ากันหรือเลิศกว่ากัน บุคคลใดตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมทั้งสี่นี้ ถือได้ว่าเป็นสันติชนในโลก"
    ทั้งสี่เมื่อได้สดับคำตัดสินนั้น ก็มีความชื่นชมยินดีในปัญญาของวิธุรบัณฑิต ที่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีเหตุมีผล ต่างคน ต่างก็ได้บูชาความสามารถของวิธุรบัณฑิต ด้วยของมีค่าที่เป็นสมบัติของตน
   เมื่อพญานาควรุณกลับมาถึงเมืองนาคพิภพ พระนางวิมลา มเหสีได้ทูลถามขึ้นว่า "แก้วมณีที่พระศอของพระองค์หายไปไหนเพคะ"
  พญานาควรุณตอบว่า "เราได้ถอดแก้วมณี ออกให้กับวิธุรบัณฑิต ผู้มีสติ ปัญญาเฉียบ แหลมมีวาจาอันประกอบด้วยธรรมไพเราะ จับใจเราเป็นอย่างยิ่ง และไม่ใช่แต่เราเท่านั้น ที่ได้ให้ของอันมีค่ายิ่งแก่วิธุรบัณฑิต ทั้งท้าวสักกะเทวราช พญาครุฑ และพระราชาต่างก็ ได้มอบของมีค่าสูง เพื่อบูชาธรรมที่วิธุรบัณฑิต แสดงแก่เราทั้งหลาย"
   พระนางวิมลาทูลถามว่า "ธรรมของวิธุรบัณฑิตนั้นไพเราะจับใจอย่างไร"
   พญานาคทรงตอบว่า "วิธุรบัณฑิตเป็นผู้มีปัญญา เฉียบแหลม รู้หลักคุณธรรมอันลึกซึ้ง และสามารถแสดงธรรมเหล่านั้นได้อย่างไพเราะจับใจ ทำให้ผู้ฟังเกิดความชื่นชมยินดีในสัจจะแห่งธรรมนั้น"
   พระนางวิมะลาได้ฟังดังนั้นก็เกิดความปราถนา จะได้ฟังวิธุรบัณฑิตแสดงธรรมบ้าง จึงทรงทำอุบายว่าเป็นไข้ เมื่อพญานาควรุณทรงทราบก็เสด็จไปเยี่ยมตรัสถามว่า "พระนางป่วยเป็นโรคใดทำอย่างไรจึงจะหายจากโรคได้ "
   พระนางวิมลา ทูลตอบว่า "หม่อมฉันไม่สบายอย่างยิ่ง ถ้าจะให้หายจากอาการก็ขอได้โปรดประทานหัวใจวิธุรบัณฑิตให้หม่อมฉันด้วยเถิด"
   พญานาคได้ฟังก็ตกพระทัย ตรัสว่า "วิธุรบัณฑิตเป็นที่รักใคร่ของผู้คนทั้งหลายยิ่งนัก คงจะไม่มีผู้ใด สามารถล่วงล้ำเข้าไปเอาหัวใจวิธุรบัณฑิตมาได้ พระนางวิมลาก็แสร้งทำเป็นอาการป่วยกำเริบหนักขึ้นอีก พญานาควรุณก็ทรง กลัดกลุ้มพระทัยอย่างยิ่ง
   ฝ่ายนางอริทันตี ธิดาพญานาคเห็นพระบิดาวิตกกังวลจึงถามถึงเหตุที่เกิดขึ้น พญานาควรุณ ก็เล่าให้นางฟัง นางอริทันตีจึงทูลว่า นางประสงค์จะช่วยให้พระมารดาได้สิ่งที่ต้องการให้จงได้ นางอริทันตีจึงป่าวประกาศให้บรรดาคนธรรพ์ นาค ครุฑ มนุษย์ กินนร ทั้งปวงได้ทราบว่า หากผู้ใดสามารถนำหัวใจวิธุรบัณฑิตมาให้นางได้ นางจะยอมแต่งงานด้วย
   ในขณะนั้น ปุณณะกะยักษ์ผู้เป็นหลานของท้าวเวสุวัณมหาราชผ่านมาได้เห็นนางก็นึกรักอยากจะได้นางเป็นชายา จึงเข้าไปหา นางและบอกกับนางว่า "เราชื่อปุณณะกะยักษ์ ประสงค์จะได้นางมาเป็นชายา จงบอกแก่เราเถิดว่าวิธุรบัณฑิตเป็นใคร อยู่ที่ไหน เราจะ นำหัวใจของเขามาให้นาง"
   เมื่อปุณณะกะยักษ์ ได้ทราบว่าวิธุรบัณฑิตเป็นมหาราชครูในราชสำนักพระเจ้าธนัญชัย จึงดำริว่า "หากเราต้องการตัววิธุรบัณฑิต จะไปพามาง่ายๆ นั้น คงไม่ได้ ทางที่ดีเราจะต้องท้าพนันสกากับพระเจ้าธนัญชัย โดย เอาวิธุรบัณฑิตเป็นสิ่งเดิมพัน ด้วยวิธีนี้เราคงจะเอาตัววิธุรบัณฑิตมาได้"
   คิดดังนั้นแล้ว ปุณณะกกะยักษ์ก็ไปสู่ราชสำนักของพระราชาธนัญชัย และทูลพระราชาว่า "ข้าพระองค์มาท้าพนันสกา หากพระองค์ชนะข้าพเจ้าข้าพเจ้าจะถวายแก้วมณีวิเศษอันเป็นสมบัติสำหรับพระเจ้าจักรพรรดิ กับจะถวายม้าวิเศษคู่บุญพระเจ้าจักรพรรดิ"
   พระราชาธนัญชัยทรงปรารถนาจะได้แก้วมณี และม้าแก้วอันเป็นของคู่บุญจักรพรรดิ จึงตอบ ปุณณกยักษ์ ว่าพระองค์ยินดีจะเล่นพนันสกา ด้วยปุณณะกะยักษ์ก็ทูลถามว่า หากพระราชาแพ้พนัน จะให้อะไร เป็น เดิมพัน พระราชาก็ทรงตอบว่า "ยกเว้นตัวเรา เศวตฉัตร และมเหสีแล้ว เจ้าจะเอา อะไรเป็นเดิมพันเราก็ ยินยอมทั้งสิ้น"
   ปุณณกยักษ์ พอใจคำตอบจึงตกลงเริ่มทอดสกาพนัน ปรากฏว่าพระราชาทรงทอดสกาแพ้ ปุณณกยักษ์จึงทวงทรัพย์เดิมพัน โดยทูลพระราชาว่า "ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาทรัพย์สมบัติใดๆ ทั้งสิ้น ขอแต่วิธุรบัณฑิตแต่ผู้เดียวเป็นรางวัลเดิมพันสกา"
   พระราชาตกพระทัย ตรัสกับปุณณกยักษ์ว่า "อันวิธุรบัณฑิตนั้นก็เปรียบได้กับตัวเราเอง เราบอกแล้วว่า ยกเว้นตัวเรา เศวตฉัตร และ มเหสีแล้ว เจ้าจะขออะไรก็จะให้ทั้งนั้น"
    ปุณณกยักษ์ทูลว่า "เราอย่ามาโต้เถียงกันเลย ขอให้วิธุรบัณฑิตเป็นผู้ตัดสินดีกว่า"
เมื่อพระราชาให้ไปตามวิธุรบัณฑิตมา ปุณณะกะยักษ์ก็ถามว่า "ท่านเป็นทาสของพระราชา หรือว่าท่านเสมอกับพระราชา หรือสูงกว่าพระราชา"
   วิธุรบัณฑิตตอบว่า "ข้าพเจ้า เป็นทาสของพระราชา พระราชาตรัสสิ่งใดข้าพเจ้าก็จะทำตาม ถึงแม้ว่าพระองค์จะพระราชทานข้าพเจ้าเป็นค่าพนัน ข้าพเจ้าก็จะยินยอมโดยดี"
   พระราชาได้ทรงฟังวิธุรบัณฑิตตอบดังนั้น ก็เสียพระทัยว่า วิธุรบัณฑิตไม่เห็นแก่พระองค์กลับไปเห็นแก่ ปุณณะกะยักษ์ ซึ่ง ไม่เคยได้พบกันมาก่อนเลย
   วิธุรบัณฑิต จึงทูลว่า "ข้าพระองค์จักพูดในสิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่เป็นธรรมเสมอ ข้าพระองค์จักไม่หลีกเลี่ยงความเป็นจริงเป็นอันขาด วาจา อันไพเราะนั้นจะมีค่าก็ต่อเมื่อประกอบด้วยหลักธรรม"
   พระราชาได้ฟังก็ทรงเข้าพระทัย แต่ก็มีความโทมนัสที่จะสูญเสียวิธุรบัณฑิตไป จึงขออนุญาตปุณณะกะยักษ์ ให้วิธุรบัณฑิต ได้แสดงธรรมแก่พระองค์เป็นครั้งสุดท้าย ปุณณะกะยักษ์ก็ยินยอม วิธุรบัณฑิตจึงได้แสดงธรรมของผู้ครองเรือนถวายแด่พระราชา ครั้นเมื่องแสดงธรรมเสร็จแล้ว ปุณณะกะยักษ์ก็ สั่งให้วิธุรบัณฑิตไปกับตน เพราะพระราชาได้ยกให้เป็นสินพนันแก่ตนแล้ว
   วิธุรบัณฑิต จึงกล่าวแก่ปุณณะกะยักษ์ว่า "ขอให้ข้าพเจ้า มีเวลาสั่งสอนบุตรและภรรยาสักสามวันก่อน ท่านก็ได้เห็นแล้วว่าข้าพเจ้าพูดแต่ความเป็นจริง พูดโดยธรรม มิได้เห็นแก่ผู้ใดหรือสิ่งหนึ่ง สิ่งใด ยิ่งไปกว่าธรรม ท่านได้เห็นแล้วว่าข้าพเจ้า มีคุณ แก่ท่าน ในการที่ทูลความเป็นจริงแก่พระราชา ฉะนั้นขอให้ท่านยินยอมตามความประสงค์ ของข้าพเจ้าเถิด"
  ปุณณะกะยักษ์ได้ฟังดังนั้น ก็เห็นจริงในถ้อยคำ ที่วิธุรบัณฑิตกล่าว จึงยินยอมที่จะพักอยู่เป็น เวลาสามวัน เพื่อให้วิธุรบัณฑิตมีเวลาสั่งสอนบุตรภรรยา
   วิธุรบัณฑิตจึงเรียกบุตรภรรยา มาเล่าให้ทราบความที่เกิดขึ้น แล้วจึงสอนบุตร ธิดาว่า "เมื่อพ่อไปจากราชสำนักพระราชา ธนัญชัยแล้ว พระองค์อาจจะทรงไต่ถามเจ้า ทั้งหลายว่า พ่อได้เคยสั่งสอนธรรมอันใดไว้บ้าง เมื่อพวกเจ้ากราบทูลพระองค์ไป หากเป็นที่พอพระทัยก็อาจจะตรัสอนุญาตให้เจ้า นั่งเสมอ พระราชอาสน์ เจ้าจงจดจำไว้ว่าราชสกุลนั้น จะมีผู้ใดเสมอมิได้เป็นอันขาด จงทูลปฏิเสธ พระองค์ และนั่งอยู่ในที่อันควรแก่ฐานะของตน"
  จากนั้น วิธุรบัณฑิตก็แสดงธรรมชื่อว่า ราชวะสะดีธรรมอันเป็นธรรมสำหรับข้าราชการ จะพึงปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ในหน้าที่การงานและเพื่อเป็นหลักสำหรับ ยึดถือในการปฏิบัติหน้าที่และการแก้ไข ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น วิธุรบัณฑิตกล่าวในที่สุด ว่า "เป็นข้าราชการต้องเป็นผู้สุขุมรอบคอบ ฉลาดในราชกิจ สามารถจัดการต่างๆ ให้ดำเนินไปโดยเรียบร้อย รู้จักกาล รู้จักสมัย ว่าควรปฏิบัติอย่างไร"
  เมื่อได้แสดงราชวะสะดีธรรมแล้ว วิธุรบัณฑิต จึงได้ออกเดินทางไปกับปุณณะกะยักษ์ ในระหว่างทางปุณณยักษ์คิดว่า เราเอาแต่หัวใจของวิธุรบัณฑิตไปคงจะสะดวกกว่าพาไปทั้งตัว คิดแล้ว ก็พยายามจะฆ่าวิธุรบัณฑิตด้วยวิธีต่างๆ แต่ ก็ไม่เป็นผล ในที่สุด วิธุรบัณฑิตจึงถามว่า "ความจริงท่านเป็นใคร ท่านต้องการจะฆ่าข้าพเจ้าทำไม"
   ปุณณะกะยักษ์จึงเล่าความเป็นมาทั้งหมด วิธุรบัณฑิตหยั่งรู้ได้ด้วยปัญญาว่าที่แท้นั้นพระ นางวิมลา ปราถนาจะได้ฟังธรรมอันเป็นที่เลื่องลือของตนเท่านั้น จึงคิดว่าควรจะแสดงธรรมแก่ปุณณะกะยักษ์ เพื่อมิให้หลงผิด กระทำ การอันมิควรกระทำ
   ครั้นแล้ววิธุรบัณฑิตจึงได้แสดงธรรมชื่อว่า สาธุนรธรรม ธรรมของคนดีแก่ปุณณกยักษ์ มีใจความว่า บุคคลที่มีอุปการคุณ ชื่อว่าเป็นผู้มีฝ่ามือ อันชุ่มเสียแลัวยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ประทุษร้ายต่อมิตรด้วย อนึ่ง ไม่ควรตกอยู่ในอำนาจของ สตรีที่ประพฤติการอันไม่สมควร ปุณณะกะยักษ์ได้ฟังธรรม ก็รู้สึกในความผิดว่า วิธุรบัณฑิตมีอุปการคุณแก่ตน ไม่ควรจะกระทำร้ายหรือแม้แต่คิดร้ายต่อวิธุรบัณฑิต ปุณณกยักษ์จึงตัดสินใจว่าจะพาวิธุรบัณฑิต
กลับ ไปยังอินทปัตต์ ตนเองจะไม่ตั้ง ความปรารถนา ในนางอริทันตีอีกต่อไปแล้ว
   เมื่อวิธุรบัณฑิต ทราบถึงการตัดสินใจของปุณณะกะยักษ์จึง กล่าวว่า "นำข้าพเจ้าไปนาคพิภพเถิด ข้าพเจ้าไม่เกรงกลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่เคยทำความชั่วไว้ในที่ใด จึงไม่เคยรู้สึกกลัวว่าความตายจะมาถึงเมื่อไร"
   ปุณณะกะยักษ์จึงนำวิธุรบัณฑิตไปเฝ้าพญานาควรุณในนาคพิภพ    เมื่ออยู่ต่อหน้าพญานาควรุณ วิธุรบัณฑิต ทูลถามว่า สมบัติในนาคพิภพนี้ พญานาควรุณได้มาอย่างไร พญานาควรุณตรัสตอบว่าได้มาด้วยผลบุญ เมื่อครั้งที่ได้บำเพ็ญธรรม รักษาศีลและให้ทานในชาติก่อนที่เกิดเป็นเศรษฐี
  วิธุรบัณฑิตจึงทูลว่า ถ้าเช่นนั้น ก็แสดงว่าพญานาควรุณทรงตระหนักถึง กรรม และผลแห่งกรรมดี ขอให้ทรงประกอบ กรรมดีต่อไป แม้ว่าในเมืองนาคนี้จะไม่มีสมณชีพราหมณ์ที่พญานาคจะบำเพ็ญทานได้ ก็ขอให้ทรงมีเมตตาแก่บุคคล ทั้งหลายในเมืองนาคนี้ อย่าได้ประทุษร้ายแก่ผู้ใดเลย หากกระทำได้ดังนั้นก็จะได้เสด็จไปสู่เทวโลก ที่ดียิ่งกว่านาคพิภพนี้
   พญานาควรุณได้ฟังธรรมอันประกอบด้วย วาจาไพเราะของวิธุรบัณฑิตก็มีความพอ พระทัยเป็นอันมาก และตรัสให้พาพระนางวิมลา มาพบวิธุรบัณฑิต เมื่อพระนางทอดพระเนตร เห็นวิธุรบัณฑิตก็ได้ถามว่า "ท่านตกอยู่ใน อันตรายถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่มีอาการ เศร้าโศกหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด"
   วิธุรบัณฑิตทูลตอบว่า "ข้าพเจ้าไม่เคยทำความชั่วจึงไม่กลัวความตาย ข้าพเจ้ามีหลักธรรม และมีปัญญา เป็นเครื่องประกอบตัว จึงไม่หวั่น เกรงภัยใดๆ ทั้งสิ้น"
   พญานาควรุณและพระนางวิมลาพอพระทัย ในปัญญาและความมั่นคงในธรรมของวิธุรบัณฑิต
   พญานาควรุณจึงตรัสว่า "ปัญญานั้นแหละคือหัวใจของบัณฑิต หาใช่หัวใจที่เป็นเลือดเนื้อไม่"
  จากนั้นพญานาควรุณก็ได้ยกนางอริทันตีให้แก่ปุณณะกะยักษ์ ผู้ซึ่งมีดวงตาสว่างไสวขึ้นด้วยธรรมของวิธุรบัณฑิต พ้นจากความหลงในสตรีคือนางอริทันตี แล้วสั่งให้ปุณณะกะยักษ์พาวิธุรบัณฑิตไปส่งยังสำนักของพระราชาธนัญชัย
   พระราชาทรงโสมนัสยินดีอย่างยิ่ง ตรัสถาม วิธุรบัณฑิตถึงความเป็นไปทั้งหลาย วิธุรบัณฑิตจึงทูลเล่าเรื่องราวทั้งสิ้น และกราบทูลในที่สุดท้ายว่า " ธรรมเป็นสิ่งสูงสุด บุคคลผู้มี ธรรมและปัญญาย่อมไม่หวั่นเกรงภยันตราย ย่อมสามารถเอาชนะภยันตรายทั้งปวงด้วย คุณธรรมและด้วยปัญญาของตน การแสดงธรรม แก่บุคคล ทั้งหลายนั้นคือการแสดงความจริง ให้ประจักษ์ด้วยปัญญา "

                       เรื่องของชะนะวะสะภะยักษ์

    ๐วันหนึ่งพระพุทธองค์ทรงนั่งตรวจดูคติภพข้างหน้าของชาวมคธที่ล่วงลับไปแล้ว  คราวนั้นมียักษ์ตนหนึ่งมีผิวพรรณผุดผ่องยิ่งนัก  มาปรากฏเฉพาะพระพักร์ของพระองค์แล้ว กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์มีนามว่า "พิมพิสาร"  แต่ก่อนข้าพระองค์

เมื่อคราวเป็นมนุษย์ได้เป็นพระราชามีชื่อว่า "พิมพิสาร" ในแคว้นมคธ  เมื่อข้าพระองค์ได้ตายไปแล้วได้ไปเกิดเป็นยักษ์ในสวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกาซึ่งเป็นสหายของท้าวเวสสุวัณ

   ข้าพระองค์ได้เวียนว่ายตายเกิดในสวรรค์ชั้นนี้  ๗  ชาติแล้ว  และได้เวียนว่ายตายเกิดเป็นมนุษย์อีก ๗ ชาติ  ข้าพระพุทธองค์ได้ปราถนาเป็นพระอริยบุคคลชั้นพระสะกะทาคามี

ในอนาคต  ตามความเป็นจริงแล้วพระเจ้าพิมพิสารพระองค์ก็เป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดา บันแล้ว จะไปบังเกิดในเทวโลกชั้นสูงกว่านี้ก็ได้  แต่พระองค์ไม่ไปเพราะพระองค์เคยอยู่

ในสวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกานี้มา ๗ ชาติแล้ว  พระองค์มีความคุ้นเคยในสวรรค์ชั้นนี้และพระองค์ก็เป็นเพื่อนสนิทสนมกับท้าวเวสสุวัณ  เพราะฉะนั้นพระองค์จึงพอใจจะอยู่ในสวรรค์จาตุมมหาราชิกา 

 

 

 

 

 

                       อุปัตติเทพ
   การถือกำเนิดด้วยการอุบัติขึ้นมา โดยมีกายทิพย์ หรือ กายละเอียด เป็นวัยหนุ่มสาวขึ้นมาทันใด  ถ้าเป็นเพศชาย เมื่อสร้างบุญไม่มากพอที่จะมีวิมานของตนเอง ก็จะไปถือกำเนิดเป็นบุตรของเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง  ถ้าเป็นเพศหญิง เมื่อสร้างบุญมาไม่มากพอที่จะมีวิมานของตนเอง ต้องไปถือกำเนิดเป็นบาทบริจาริกาของเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง
   ถ้าหญิงหรือชายสร้างบุญไว้น้อยก็จะถือกำเนิดเป็นเทพผู้คอยดูแลในเรื่องเครื่องทรงของเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง
   ถ้าสร้างบุญกุศลไว้มากพอ ก็จะอุบัติขึ้นมาเป็นเจ้าของวิมาน พรั่งพร้อมด้วยบริวาร
และสิ่งของอันเป็นทิพย์

   - บาดาล
   เมืองบาดาลคือภพที่อยู่ใกล้มนุษย์มากที่สุด มีลักษณะเป็นงูต่าง ๆ
   - ภูมมะเทวดา
   ภุมมะเทวดเป็นที่อยู่ของภูมิเจ้าที่ต่าง ๆ
   - รุกขเทวดา
   รุกขเทวดา คือเทวดาที่อยู่เหนือหัวเราขึ้นไปเพียงเล็กน้อย มีวิมานอยู่บนต้นไม้
   - ฉิมพลีภูมิ
   ฉิมพลีภูมิ  คือดินแดนอันเป็นที่อยู่ของพวกครุฑ กึ่งเทพ กึ่งสัตว์ มีฤทธิ์มาก
   - คนธรรพ์ภูมิ
   คนธรรพ์ภูมิ ดินแดนรอยต่อระหว่างมนุษย์โลกกับเทวโลก
- หิมพานต์
ดินแดนรอยต่อระหว่างมนุษย์โลกกับเทวโลก
- บรรพภูมิ
ดินแดน แห่งฤาษีผู้บำเพ็ญพรต ที่หลบลี้จากโลกมนุษย์
- ลับแลภูมิ
ภูมิของหญิงสาวที่บำเพ็ญเพียร ถือสัจจะเป็นหลัก


       ที่อยู่ของเทวดา
   เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา มีอยู่ตั้งแต่กลางเขาสิเนรุ จนกระทั่งพื้นดินที่มนุษย์อยู่
ทางไปสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา
   สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสไว้ในทานสูตรว่า...
"ถ้าผู้ใดให้ทานโดยหวังผลบุญจากการให้ทาน เมื่อตายไปจะไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา"
   "ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทานมีจิตผู้พันในผลแห่งทานแล้วให้ทานมุ่งการสั่งสมทาน ให้ทาน ด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลแห่งทานนี้ เขาผู้นั้น เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมหาราช"

 

 


สวรรค์ชั้นที่ 2
ดาวดึงส์ภูมิ
อยู่เหนือจาตุมหาราชิกาขึ้นไป 46,000 โยชน์
ดาวดึงส์ หรือ ดาวดึงสา คือ ภูมิอันเป็นที่เกิดของบุคคล 33 คน ที่ได้สร้างกุศลไว้ในอดีต มีมาฆมานพ
เป็นหัวหน้า เมื่อตายแล้วก็ได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์ พร้อมบริวารอีก 32 รวมเป็น 33
เป็นเทวดาชั้นผู้ใหญ่ในชั้นดาวดึงส์
ดาวดึงสานี้ เป็นผืนแผ่นดินผืนแรก ที่เกิดขึ้นในโลกหลังจากโลกนี้ถูกทำลายด้วยน้ำ เมื่อน้ำงวดลง
แผ่นดินผืนแรกที่โผล่ขึ้นก่อนแผ่นดินอื่น ๆ ก็คือ ยอดเขาสิเนรุ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
นี้เอง
ลักษณะของดาวดึงส์ภูมิ เป็นมหานครใหญ่ อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล เหนือเขาสิเนรุราชบรรพต ปรางค์ ปราสาท
ล้วนแล้วไปด้วยแก้วอันเป็นทิพย์ แวดล้อมรอบเทวนครด้วยปราการกำแพงแก้วทิพย์ อีกเช่นกัน
มีประตูกำแพงแก้วถึง 1,000 ประตู เมื่อประตูเหล่านั้นเปิดออกแต่ละครั้ง ปรากฏเสียงดังไพเราะยิ่งนัก
ในท่ามกลางพระนครนั้น มีปราสาทพิมานอันมีชื่อเสียงปรากฏเลื่องลืออยู่วิมานหนึ่ง คือ ไพชยนตปราสาทพิมาน
มีรูปทรงสูง ประดับไปด้วยแก้ว 7 ประการ งามสุดจะพรรณนา เป็นที่ประทับแห่งสมเด็จพระอมรินทราธิราช
เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์ กับ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว 100 ปีในมนุษย์ เท่ากับ 1
วันในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

เทวดาที่อยู่ชั้นดาวดึงส์
  อยู่ 2 จำพวก
- ภุมมัฏฐเทวดา
เทวดา ที่อยู่บนพื้นดิน ได้แก่ พระอินทร์ และ เทวดาผู้ใหญ่ 32 องค์ พร้อมทั้งบริวาร และเทวอสุรา 5 จำพวก
ที่อยู่ใต้เขาสิเนรุ
- อากาสัฏฐเทวดา
เทวดา ที่อยู่ในอากาศ ได้แก่ เทวดาที่มีวิมานลอยไปในกลางอากาศ ตั้งแต่เหนือพื้นดินยอดเขาสิเนรุ
ไปจดขอบจักรวาล บางวิมานก็มีเทวดาอยู่ บางวิมานก็ไม่มีเทวดาอยู่
ความเป็นอยู่ของเทวดาในชั้นดาวดึงส์
ล้วนแต่เป็นผู้เสวยทิพยสมบัติจากผลบุญที่ได้กระทำไว้ อารมณ์ที่ได้รับในชั้นดาวดึงส์
จึงล้วนแต่เป็นอารมณ์ที่ดีเลย เทพบุตรจะมีวัย 20 ปี ส่วนเทพธิดามีวัย 16 ปี เหมือนกันทุก ๆ องค์
ไม่มีการแก่ เจ็บ ตาย ให้เห็น มีแต่ความสวยงาม เป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดไป

เทพบุตรองค์หนึ่ง อาจจะมีนางฟ้าเป็นบาทบริจาริกา(ภรรยา) 500-1,000 หรือมากกว่า
ขึ้นอยู่กับบุญบารมีที่ได้ทำไว้
เทวดาในโลกนี้ มีการไปมาหาสู่ เบียดเบียนกันเช่นเดียวกับมนุษยโลก มีนักดนตรี นักร้อง เทพบุตร เทพธิดา
มีความรักใคร่ปรารถนาเป็นคู่ครองกัน หากขาดคู่ครอง ก็ย่อมจะเกิดความเบื่อหน่ายในความเป็นอยู่ของตน
ไม่เบิกบานรื่นเริงเหมือนเทวดาที่มีคู่ครอง
เทวดาในชั้นดาวดึงส์ทั้งหลาย ต่างก็ไปหาความสุขสำราญในสวนทั้ง 4 แห่ง
พร้อมด้วยบริวารของตนอย่างสำเริงสำราญ

คุณธรรม 7 ประการ ที่ทำให้เป็นพระอินทร์
ใครที่ปรารถนาจะเกิดเป็นพระอินทร์ จะต้องหมั่นสร้างบุญกุศลโดยสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องมีคุณธรรม
7 ประการ
1.เลี้ยงดูบิดา มารดา
2.เคารพผู้ใหญ่ในตระกูล
3.กล่าววาจาอ่อนหวาน
4.ไม่กล่าวคำส่อเสียด
5.ไม่มีความตระหนี่
6.มีความซื่อสัตย์
7.ระงับความโกรธได้
ปัจจุบันพระอินทร์ หรือ ท้าวสักกะเทวราช องค์นี้ ได้สำเร็จโสดาบันแล้ว
ด้วยการฟังพระธรรมเทศนาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสักกปัณหสูตร นับเป็นพระอริยบุคคลขั้นแรกในพระพุทธศาสนา
และอยู่ในดาวดึงส์ภิภพนี้ต่อไปจนสิ้นอายุขัย
  เมื่อจุติจากชั้นดาวดึงส์แล้ว จะมาบังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในมนุษยโลก และ
สำเร็จเป็นพระสกทาคามีบุคคล
เมื่อสิ้นชีพแล้วก็ไปกลับไปเกิดในชั้นดาวดึงส์อีก และได้สำเร็จเป็นพระอนาคามี
เมื่อสิ้นอายุแล้ว จะไปบังเกิดเป็นพรหมโลก ในชั้นสุทธาวาสภูมิขั้นต้น คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี
และ อกนิฏฐาภูมิ ตามลำดับ และเข้านิพพาน ในชั้นสุดท้าย
   สถานที่สำคัญในดาวดึงส์ภูมิ
สวรรค์ชั้นที่ 2 มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามากมาย ทำให้เกิดเป็นพุทธศาสนสถาน
ที่สำคัญของเทวโลกหลายแห่ง ดังนี้
   ศาลาสุธรรมาเทวสภา
สถานที่ฟังธรรมในเทวโลก บรรดาเทวดาทั้งหลายจะมาประชุมกันเพื่อฟังธรรม โดยมีท้าวสักกะเทวราช
องค์อมรินทร์เป็นประธาน
ศาลาแห่งนี้ ประกอบด้วยรัตนะ 7 ประการ สูง 500 โยชน์ วัดโดยรอบได้ 1,200 โยชน์
พื้นที่ประกอบด้วยแก้วผลึก เสาเป็นทอง
เครื่องบน คือ ขื่อ คาน ระแนง ทำด้วยรัตนะทั้ง 7 หลังคามุงด้วยอินทนิล
เพดาน เสา ประกอบด้วยแก้วประพาฬ ลวดลายต่าง ๆ ช่อฟ้า ใบระกา ทำด้วยเงิน
ตรงกลางศาลา เป็นที่ตั้งธรรมาสน์ สูง 1 โยชน์ ทำด้วยรัตนะทั้ง 7 ปกกั้นด้วยเศวตฉัตรสูง 3 โยชน์
ข้างธรรมาสน์ เป็นที่ประทับของท้าวโกสีย์เทวราช ถัดไปเป็นที่ประทับของเทวดาผู้ใหญ่ 32 องค์ และ
เทวดาอื่น ๆ

ต้นปาริชาต (กัลปพฤกษ์)
อยู่ในอุทยานทิพย์ปุณฑริกวัน มีบริเวณกว้างขวาง มีกำแพงล้อมรอบ 4 ด้าน
กลางสวนนั้นมีต้นไม้ทองหลางใหญ่แผ่สาขาอยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า ต้นปาริชาต หรือ กัลปพฤกษ์
ซึ่งเป็นต้นไม้ทิพย์
   ต้นกัลปพฤกษ์ นี้ 100 ปี ถึงจะออกดอกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงคราวนั้น ดอกไม้ในสวรรค์นี้ก็จะบานสะพรั่ง
เหล่าเทพบุตร เทพธิดา ก็จะพากันมารื่นเริง ผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาเฝ้าจนกว่าดอกไม้จะบาน
เมื่อดอกไม้สวรรค์บานแล้ว จะปรากฏแสงรุ่งเรืองงดงามยิ่งนัก
รัศมีดอกปาริชาติจะส่องรัศมีรุ่งเรืองไปไกลหลายหมื่นวา เมื่อลมรำเพยพัดพาไปในทิศใด
ย่อมส่งกลิ่นหอมไปในทิศนั้น เป็นระยะไกลแสนไกล
ดอกไม้นี้จะบานสะพรั่งไปทุกกิ่งก้านทั่วทั้งต้น ถ้าเทพบุตรเทพธิดาองค์ใด
ปรารถนาจะได้ดอกปาริชาตก็จะตกลงมาในมือดั่งรู้ใจ ถ้ายังไม่ได้รับในมือ ดอกก็ยังไม่ทันตกลงดิน
โดยมีลมชนิดหนึ่ง จะพัดชูดอกไว้ในอากาศ จนกว่าเทพยดาผู้ใดประสงค์ก็จะมารับเอาไป

       บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์
แท่นศิลาแก้ว สีแดงดังดอกชบา อ่อนนุ่มดังฟูก
เมื่อพระอินทราธิราชประทับพักผ่อนอิริยาบถอยู่เหนือแท่นศิลาอาสน์แล้ว แท่นทิพย์นี้ก็จะอ่อนยุบลงไป
และเมื่อพระองค์ทรงลุกขึ้น แท่นศิลาก็จะฟูขึ้นเต็มตามเดิม
เป็นแท่นศิลาที่ประหลาดมหัศจรรย์ยุบและฟูเองโดยธรรมชาติ

       สวนสวรรค์
อุทยาทิพย์ที่มีความรื่นรมย์ สนุกสนาน หาที่เปรียบไม่ได้ในมนุษยโลก เต็มไปด้วยบุพผาชาตินานาพรรณ
มีสระโบกขรณีอันทิพย์ มีน้ำใสดั่งแก้ว มีก้อนศิลาที่เป็นทิพย์ รัศมีรุ่งเรือง มีแท่นที่นั่งอันอ่อนนุ่ม
สีใสสะอาด เหล่าเทพบุตรเทพธิดา ก็จะมาในสวนสำราญเหล่านี้อย่างไม่ขาดสาย
    อุทยานทิพย์ มีชื่อเสียง 4 อุทยาน ได้แก่
- นันทวันอุทยาน
- จิตรลดาวันอุทยาทิพย์
- มิสกวันอุทยาทิพย์
- ปารุสกวันอุทยานทิพย์

     พระเกศจุฬามณีเจดีย์
สร้างด้วยแก้วอินทนิลอันเป็นทิพย์ มีความสวยงามรุ่งเรืองยิ่งนัก ยอดพระเจดีย์เป็นทองคำบริสุทธิ์
ประดับด้วยรัตนะ 7 ประการ สูง 80,000 วา มีกำแพงทองคำล้อมรอบทั้ง 4 ทิศ มีความยาว 160,000 วา
ประดับด้วยธงนานาชนิด พระเจดีย์นี้เป็นที่บรรจุสิ่งที่มีค่ายิ่ง 2 อย่างคือ
- พระเกศโมลี ขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ มวยผมที่ตัดออก ขณะที่เสด็จออกบรรพชา และได้อธิษฐานว่า
"ถ้าจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ขอให้มวยพระเกศโมลีจงลอยขึ้นไปบนนภากาศเถิ
อย่าได้ตกลงสู้พื้นปฐพีเลย" ครานั้นสมเด็จพระมหาอมรินทราธิราช ผู้เป็นใหญ่ในชั้นดาวดึงส์นี้
จึงนำเอาพระผอบทองมารองรับพระเกศโมลีไว้ แล้วนำขึ้นไปบนดาวดึงส์สวรรค์
สร้างเจดีย์สำหรับบรรจุพระโมลีโดยเฉพาะ
  - พระบรมธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องขวา ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในสมัยที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โทณพราหมณ์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
ได้นำเอาพระเขี้ยวแก้วซ่อนไว้ที่ผ้าโพกศีรษะ แล้วจึงได้จัดพระบรมสารีริกธาตุที่เหลือออกเป็น 8
ส่วนเพื่อถวายแก่กษัตริย์ต่างๆ ในครั้งนั้น
ท้าวสักกะเทวราชจึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเขี้ยวแก้วจากผ้าโพกศีรษะของโทณพราหมณ์นั้น
ลงสู่ผอบทองคำทิพย์อีกทอดหนึ่งด้วยกิริยาอันเลื่อมใส
แล้วรีบเสด็จมาประดิษฐานบรรจุไว้ในพระเกศจุฬามณีเจดีย์นี้
ทางไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
สร้างเสบียงไว้นำทางคือ บุญกุศล พยายามทำตนให้เป็นคนดีมีศีลธรรม
ห้ามตนไม่ให้ทำกรรมอันหยาบช้าลามก
อย่าให้บังเกิดความสกปรกแห่งกาย วาจา ใจ
ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...
"ถ้าผู้ใดทำทานโดยไม่หวังผลบุญของการทำทาน แต่ทำทานโดยคิดว่า การทำทานนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม
เมื่อตายลงย่อไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์"
   "ดูกร สารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน แล้วให้ทาน
ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้ว เราจักได้เสวยผลทานนี้
แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า การให้ทาน เป็นการกระทำที่ดี
เขาผู้นั้น ให้ทานด้วยอาการอย่างนี้แล้ว เมื่อทำการกิริยาตายไป
ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาทั้งหลายในชั้นดาวดึงส์สวรรค์"

   สวรรค์ชั้นที่ 3
   ยามาภูมิ
   ยามาภูมิอยู่ในอากาศ สูงกว่ายอดเขาสิเนรุ 42,000 โยชน์
เป็นภูมิที่สวยงามและประณีตกว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นสวรรค์ที่พรั่งพร้อมด้วยความสุขที่เป็นทิพย์
ปราศจากความยากลำบากใด ๆ ถึงซึ่งความสุขอันเป็นทิพย์วิมาน และทิพยสมบัติก็ปราณีตมาก
พระสยามเทวธิราช หรือเรียกว่า พระสุยามะ หรือ ท้าวสุยามะเทวราช ผู้มีอายุยืนถึง 2,000 ปีทิพย์
เป็นผู้ปกครองสวรรค์ชั้นยามา
เทวดาทั้งหลายที่อยู่ในชั้นนี้ เรียกว่า ยามา หรือ ยามะ เป็นจำพวกอากาสัฏฐเทวดาจำพวกเดียว
เพราะมีวิมานลอยอยู่ในอากาศเป็นที่อยู่
เทวดาที่อยู่ในภูมิสูงขึ้นไปกว่าชั้นนี้ก็ล้วนแต่เป็นอากาสัฏฐเทวดาทั้งสิ้น
เทวดาในชั้นยามาภูมิ ล้วนเป็นผู้มีบุญมาก หน้าตางดงามรุ่งเรืองนัก มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างผาสุก
เสวยสมบัติอันเป็นทิพย์ตามสมควรแก่อัตภาพ ทิพย์วิมานเป็นปราสาทเงิน ปราสาททอง ปราศจากแสงพระอาทิตย์
และพระจันทร์ เพราะว่าอยู่สูงกว่าพระอาทิตย์ และ พระจันทร์ มากมายนัก
มีความสว่างอันเกิดจากรัศมีแห่งแก้ว และรัศมีจากกายของเหล่าเทวดาทั้งหลาย ถ้าดอกไม้บานก็จะเป็นกลางวัน
ดอกไม้หุบจะเป็นกลางคืน
เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์ กับ สวรรค์ชั้นยามาภูมิแล้ว 200 ปีในมนุษย์ เท่ากับ 1 วันในสวรรค์ชั้นยามา
ทางไปสวรรค์ชั้นยามา
ต้องพยายามสร้างบุญ ต้องเป็นผู้หนักแน่นในการบำเพ็ญบุญ
ในทานสูตร กล่าวไว้ว่า...
"ถ้าผู้ใดทำทานโดยไม่คิดว่าเป็นการทำดี แต่คิดว่าบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย
ได้เคยทำบุญทำทานมาโดยตลอด เราก็ควรได้ทำตามประเพณีที่ท่านเคยทำมา
ถ้าผู้นั้นให้ทานด้วยอาการอย่างนี้แล้ว เมื่อทำกาลกิริยาตายไป
ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเหล่าเทวดาทั้งหลายในสวรรค์ชั้นยามา"
   "ดูกร เธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้
กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลประมาณยิ่ง แต่ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อถึงกาลกิริยาตายไปแล้ว เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา"
    สวรรค์ชั้นที่ 4
      ดุสิตาภูมิ
   ห่างไกลจากสวรรค์ชั้นยามาภูมิ ขึ้นไปเบื้องบนประมาณ 42,000 โยชน์ เป็นแดนสุขาวดี
เป็นที่สถิตอยู่แห่งปวงเทวดาชาวฟ้าทั้งหลาย ผู้ไม่มีความทุกข์ ปราศจากความร้อนใจ แต่กลับมีแต่ความยินดี
และ ความแช่มชื่นอยู่เป็นนิตย์ อีกทั้งยังเป็นภูมิที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
ก่อนที่จะไปบังเกิดในมนุษยโลก และ บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ยังเป็นที่เกิดของผู้ที่จะเป็นอัครสาวก ก่อนที่จะไปบังเกิดในมนุษยโลกอีกด้วย
ดังนั้นเทวดาที่อยู่ในชั้นดุสิตาภูมินี้ จึงนับว่าเป็นเทวดาที่ประเสริฐกว่าเทวดาในภูมิอื่อน ๆ โดยมี
สมเด็จพระสันดุสิตเทวาธิราช ทรงดำรงตำแหน่งเป็นเทวาธิบดี
เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์ กับสวรรค์ชั้นดุสิตาภูมิแล้ว 400 ปีในมนุษย์ เท่ากับ 1
วันในสวรรค์ชั้นดุสิตาภูมิ
ดุสิตาภูมิ เป็นเทพนครที่ตั้งกลางนภากาศ มีปราสาทวิมานอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน
- รัตนวิมาน คือ วิมานแก้ว
- สุวรรณวิมาน คือ วิมานทอง
- รชตวิมาน คือ วิมานเงิน
   ปราสาทวิมานเหล่านี้ ตั้งอยู่เรียงรายเป็นระเบียบสวยงาม แต่ละวิมานเป็นปราสาททิพย์
มีความวิจิตรตระการเหลือที่จะพรรณนา มีรัตนปราการกำแพงแก้วล้อมรอบทุก ๆ วิมาน
มีรัศมีรุ่งเรืองเลื่อมพรรณราย สวยงามยิ่งกว่าปราสาทวิมานแห่งเทวดาทั้งหลาย ในสรวงสวรรค์ชั้นยามาภูมิ
เทวสถานชั้นนี้ มีสระโบกขรณี และ สวนขวัญอุทยานทิพย์อีกมากมาย
สำหรับเป็นที่เที่ยวพักผ่อนให้ได้รับความชื่นบานเริงสราญแห่งเทพยดาชาวฟ้าทั้งหลาย
ปวงเทพเจ้าทั้งหลาย ผู้เคยได้สร้างกามาวจรกุศลกรรมและผลวิบากแห่งกามาวจรกุศลกรรม ชักนำให้มาอุบัติเกิด ณ
โลกสวรรค์ชั้นดุสิตาภูมินี้ แต่ละองค์มีความสง่างามกว่าเหล่าเทวดาชั้นต่ำ ๆ
มีจิตใจรู้บุญรู้ธรรมเป็นอย่างดี มีจิตยินดีต่อการที่จะได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาเป็นยิ่งนัก
ทุกวันธรรมสวนะ ปวงเทพเจ้าเหล่าดุสิตาภูมินี้ ย่อมจะมีเทวสันติบาตประชุมฟังธรรมกันอยู่เสมอมิได้ขาด
โดยมีสมเด็จพระสันดุสิตเทวาธิราช ทรงดำรงตำแหน่งเป็นเทพยสภาบดี
ทั้งนี้ก็เพราะพระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าผู้เป็นพหูสูต
เป็นผู้รู้ธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอันมาก จึงทรงมีพระอัธยาศัยน้อมไปในการแสดงธรรม
และสดับตรังฟังพระธรรมเทศนา
ปัจจุบันนี้ สมเด็จพระศรีอริยะเมตไตรย พระโพธิสัตว์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ
เป็นที่รู้จักกันในหมูพุทธบริษัทว่า จะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตอันตรกัปที่ 13 แห่งภัทรกัปนี้
พระองค์ก็สถิตอยู่ ณ สรวงสวรรค์ชั้นนี้ และมักได้รับอาราธนาให้เป็นองค์แสดงธรรม
โปรดเหล่าเทพบริษัทในดุสิตสวรรค์นี้อยู่เสมอ
ทางไปสวรรค์ชั้นดุสิต
   ต้องอุตส่าห์พยายามสร้างบุญกุศล ชอบสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา เพื่ออบรมปัญญาให้เจริญผ่องใส
ไม่หวั่นไหวโยกคลอน ในการประกอบกุศล ไม่เป็นผู้มัวเมาประมาทในวัยและชีวิตของตน เร่งสร้างกุศล เช่น
บำเพ็ญทาน และรักษาศีลเป็นนิตย์
ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...
"ผู้ใดให้ทานโดยไม่คิดว่าทำตามบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ที่เคยทำมาจนเป็นประเพณี
แต่ให้ทานโดยคิดว่าเราหุงหากิน สมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่ได้หุงหากิน ถ้าเราไม่ให้ทาน
ก็เป็นสิ่งไม่ควรอย่างยิ่ง
เมื่อเขาตายลง ก็ย่อมไปบังเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดุสิต"

   สวรรค์ชั้นที่ 5
  นิมมานรดีเทวภูมิ
  เทวภูมินี้ เป็นที่สถิตของปวงเทพเจ้า ผู้มีความยินดีเพลิดเพลินในกามคุณารมณ์
ที่เนรมิตขึ้นตามความพอใจของตนเอง โดยมีเทพเจ้ามเหศักดิ์ ทรงนามว่า สมเด็จท่านท้าวสุนิมมิตเทวาธิราช
ทรงเป็นอธิบดีผู้ปกครอง จึงได้ชื่อว่า นิมมานรดีภูมิ คือ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งทวยเทพ
อันมีสมเด็จพระนิมมิตเทวาธิราช ทรงเป็นอธิบดี
ภายในเทพนคร มีปราสาทเงิน ปราสาททอง และปราสาทแก้ว ทั้งมีกำแพงแก้ว กำแพงทอง อันเป็นของทิพย์
เป็นวิมานที่อยู่ของเหล่าเทวดา
นอกจากนั้น พื้นภูมิภาคยังมีสภาวะเป็นทองราบเรียบเสมอกัน มีสระโบกขรณี และ สวนอุทยานอันเป็นทิพย์
สำหรับเป็นที่เที่ยวเล่นสำราญแห่งเหล่าชาวสวรรค์นิมมานรดีทั้งหลาย
เช่นเดียวกับสมบัติทิพย์ในสวรรค์ชั้นดุสิต ต่างกันแต่ว่าทุกอย่างที่นี่มีสภาวะสวยสดงดงามกว่า
และประณีตกว่าทิพยสมบัติในดุสิตภูมิ
เทพยดาทั้งหลายในสวรรค์ชั้นนี้ มีรูปทรงสวยงามน่าดูชม ยิ่งกว่าชาวสวรรค์ชั้นที่ต่ำกว่าทั้งหลาย
และมีกายทิพย์ ซึ่งมีรัศมีรุ่งเรืองเป็นยิ่งนัก หากเขาเกิดความปรารถนาจะเสวยสุขด้วยกามคุณารมณ์สิ่งใด
เขาย่อมเนรมิตเอาได้ตามความพอใจชอบใจแห่งตนทุกสิ่งทุกประการ ไม่มีความขัดข้อง
และเดือดเนื้อร้อนใจในกรณีใด ๆ เลย ปรองดอง รักใคร่ และได้รับความสุขสำราญชื่นบาน ทุกถ้วนหน้า
  ทางไปสวรรค์ชั้นนิมมานรดี
ผู้ที่จำอุบัติในสวรรค์ชั้นนี้ ต้องเพียรบริจาคทานเป็นอันมาก อย่างเสมอต้นเสมอปลาย จิตใจบริสุทธิ์
รักษาศีลไม่ขาดตกบกพร่อง ต้องอุตส่าห์ก่อสร้างกองบุญกุศลให้ยิ่งใหญ่ อบรมจิตใจของตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง
ไม่ให้สกปรกลามกมีมลทิน พยายามรักษาศีลไม่ให้ขาด มีใจสมบูรณ์ด้วยศีล ผลวิบากแห่งทาน
และศีลอันสูงส่งเท่านั้น จึงจะบันดาลให้ไปอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้
  ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...
"ผู้ใดทำทานโดยไม่คิดว่าเราหุงหากิน แต่สมณพราหมณ์เหล่านั้น ไม่ได้หุงหากิน
เราจะไม่ให้ทานก็ไม่บังควรอย่างยิ่ง แต่ได้คิดว่าเราจะให้ทานเหมือนอย่างฤาษีทั้งหลาย
ที่ได้กระทำมาในอดีต เมื่อตายลงย่อมไปบังเกิดเป็นเทวดา ในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี"
 
     สวรรค์ชั้นที่ 6
  ปรนิมมิตวสวัตตีเทวภูมิ
   สวรรค์ชั้นสูงสุดของแดนสุขาวดี ตั้งอยู่ในอากาศ ห่างจากนิมมานรดี 42,000 โยชน์
เทวดาในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมินี้ ทั้งที่เป็นเทพบุตรและเทพธิดา เวลาใดที่ปรารถนาจะเสวยในกามคุณ
ก็มีเทวดาที่รู้ใจเนรมิตให้ เมื่อได้เสวยกามคุณสมความปรารถนาแล้ว สิ่งที่เนรมิตมาก็จะสิ้นไป
เทวดาชั้นปรนิตมิตวสวัตตีจึงไม่มีคู่ครองประจำเหมือนเทวดาในสวรรค์ชั้นอื่น ๆ
วิมาน ทิพยสมบัติ และร่างกาย ของเทวภูมิชั้นนี้มีความสวยงามประณีต มากกว่าเทวดาในชั้นนิมมานรดี
มีอายุยาวกว่าประมาณ 4 เท่า ถือว่าเป็นยอดภูมิ คือ ภูมิที่สูงสุดของเทวดาในเทวภูมิ 6
เทวภูมิชั้นนี้ เป็นที่สถิตอยู่ของเหล่าเทพยดาจำพวกมารทั้งหลาย โดยมีสมเด็จพระปรนิมมิตเทวราช และ
สมเด็จพระปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราช ทรงเป็นอธิบดี จึงได้ชื่อว่า ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ คือ
ภูมิที่อยู่แห่งทวยเทพ
อำนาจปกครองมิได้อยู่แต่เฉพาะเทวดาที่อยู่ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมิเท่านั้น
แต่ยังมีอำนาจปกครองทั่วไปถึงสวรรค์ชั้นต่ำลงอีก 5 ชั้นด้วย คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต
นิมมานรดี และมีการปกครองที่แตกต่างจากเทวภูมิอื่น คือแบ่งเป็น 2 แดน อยู่กันฝ่ายละแดน
มีเขตแดนกั้นในระหว่างกลาง ต่างฝ่ายต่างอยู่ หากมีกิจจำเป็นจึงจะไปมาหาสู่แก่กัน
แดนเทพยดา มีสมเด็จพระปรนิมมิตเทวราช ทรงเป็นพระเทวาธิราชปกครอง
แดนมาร มีท้าวปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราช ปกครอง
เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์ กับ สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมิแล้ว 1,600 ปีในมนุษย์ เท่ากับ 1
วันในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวาวัตตี
ทางไปสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
  ผู้ที่จะมาอุบัติในสวรรค์ชั้นนี้ ต้องอุตส่าห์ก่อสร้างกองการกุศลให้ยิ่งใหญ่
อบรมจิตใจให้สูงส่งด้วยคุณธรรม เมื่อจะให้ทานรักษาศีล ก็ต้องบำเพ็ญอย่างจริงจัง
ด้วยศรัทธาอย่างยิ่งยวดและถูกต้อง และผลวิบากแห่งทานและศีลอันสูงยิ่งเท่านั้น
จึงจะบันดาลให้ไปอุบัติสวรรค์ชั้นนี้ได้
  ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...
"ผู้ใดทำทาน โดยไม่ได้คิดว่าทำทานตามฤาษีในอดีตที่เคยทำมา แต่คิดว่าทำทาน
เพื่อให้จิตเกิดความปลาบปลื้มปิติในบุญที่ทำ เมื่อตายลง ย่อมไปเกิดเป็นเทวดา
ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี"

 

      

เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ …

Visitors: 39,062