๓๙.ประวัติชฎิลเศรษฐี

 

                              ประวัติชฎิลเศรษฐี

         


                                  ชฎิลเศรษฐี
     ๐ในบรรดาประชากรโลกประมาณ 7,000 ล้านคน มีคนที่เป็นเศรษฐีอยู่ไม่มาก ยิ่งเศรษฐีระดับที่มีสมบัติตักไม่พร่องด้วยแล้ว ยุคนี้ยังไม่เคยเห็น แม้ในพุทธกาลก็นับได้ไม่กี่คน ทั้งๆ ที่การเป็นเศรษฐีไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นแต่อย่างใด หากรู้วิธีการ และทำถูกต้องตามวิธีการ
       การศึกษาเรื่องราวของเศรษฐีตัวจริงในพระไตรปิฎก เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราได้เรียนรู้วิธีการเป็นเศรษฐี เพื่อนำมาใช้ออกแบบชีวิตให้สมบูรณ์พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ และเมื่อสมบูรณ์พร้อมด้วยทรัพย์แล้ว เราจะได้ใช้ทรัพย์นั้นในการสร้างความดีได้อย่างสะดวกสบาย เช่น เกื้อกูลหมู่ญาติและเพื่อนมนุษย์ รวมทั้งสร้างประโยชน์แก่ตนเองด้วย
การบำเพ็ญบุญกุศล แปรเปลี่ยนทรัพย์นั้นให้เป็นอริยทรัพย์เก็บไว้เป็นเสบียงบุญเลี้ยงตนเองไปทุกภพทุกชาติ จนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน
     เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องของชฎิลเศรษฐี ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ของเศรษฐีที่รวยที่สุดในครั้งพุทธกาล ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงพาราณสี มีลูกสาวเศรษฐีคนหนึ่งเป็นหญิงที่สวยงามมาก บิดาหวงแหนนางมากและไม่อยากให้ใครเห็น จึงให้นางขึ้นไปอาศัยอยู่บนปราสาทชั้นที่ 7 พร้อมกับคนรับใช้อีก 1 คน ต่อมานางได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยากับวิทยาธรที่เหาะผ่านมา และตั้งครรภ์ขึ้น เรื่องที่นางคบกับวิทยาธรและตั้งครรภ์ ไม่มีใครรู้เลย นอกจากคนรับใช้
     เวลาผ่านไป 10 เดือน นางคลอดลูกออกมาเป็นเด็กผู้ชาย ด้วยความกลัวว่าบิดามารดาจะรู้ นางจึงสั่งให้คนรับใช้อุ้มเด็กใส่ในภาชนะ ปิดฝาจนแน่น เอาพวงดอกไม้วางไว้ข้างบน แล้วนำไปลอยที่แม่น้ำคงคา ระหว่างทาง เวลามีคนถามว่า มีอะไรอยู่ในภาชนะนั้น คนรับใช้ตอบว่า “เป็นพลีกรรมของนายหญิงของฉัน”
     ทารกน้อยแรกเกิดที่นอนอยู่ในภาชนะ ลอยไปตามกระแสน้ำโดยไม่รู้ชะตากรรม จนกระทั่งไปถึงท่าน้ำแห่งหนึ่ง วันนั้นมีหญิง 2 คน กำลังอาบน้ำอยู่ในแม่น้ำคงคา ทั้ง 2 มองเห็นภาชนะที่ถูกกระแสน้ำพัดมา หญิงคนหนึ่งพูดขึ้นว่า
“ภาชนะนั้นเป็นของฉัน” ส่วนหญิงอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “สิ่งที่อยู่ในภาชนะนั้นเป็นของฉัน” ครั้นช่วยกันเปิดภาชนะนั้นออกดู ก็เห็นทารกเพศชายหน้าตาน่ารัก ทั้งคู่อยากได้เด็กไปเลี้ยง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงกราบทูลเรื่องราวให้พระราชาทรงตัดสิน พระราชาทรงวินิจฉัยให้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นอุปัฏฐากของพระมหากัจจายนะเป็นฝ่ายได้เด็กไป
นางตั้งชื่อให้ทารกน้อยว่า ชฎิล (แปลว่า รุงรังยุ่งเหยิง) เพราะผมของเด็กรุงรังยุ่งเหยิง เนื่องจากเมื่อคลอดออกมาแล้วไม่มีใครช่วยทำความสะอาดผมให้เกลี้ยง
    หญิงคนนี้เลี้ยงดูทารกน้อยด้วยความรัก และตั้งใจว่าจะถวายเด็กน้อยแด่พระมหากัจจายนะ เพื่อให้บวชในสำนักของท่าน วันหนึ่ง พระมหากัจจายนะไปบิณฑบาตที่บ้านของหญิงผู้นี้ ตอนนั้นเด็กน้อยชฎิลอายุราว 7 ขวบ นางจึงถวายเด็กน้อยให้ไปบวชเป็นสามเณรในสำนักของท่าน แต่พระมหากัจจายนะเห็นด้วยญาณทัสสนะว่า เด็กน้อยคนนี้เป็นผู้มีบุญมาเกิด เมื่อโตขึ้นจะได้ครอบครองสมบัติในเพศคฤหัสถ์เสียก่อนแล้วจึงจะบวช ดังนั้น แทนที่จะให้ชฎิลบวชเป็นสามเณร ท่านจึงพาเด็กน้อยไปฝากไว้ที่บ้านของอุบาสกผู้เป็นอุปัฏฐากคนหนึ่งในกรุงตักสิลา ซึ่งอุบาสกได้เลี้ยงดูเด็กน้อยเสมือนบุตรชายของตน
    อุบาสกคนนี้มีอาชีพค้าขาย เขามีสินค้าจำนวนมากที่ตกค้างมาเป็นเวลานานถึง 12 ปี เพราะขายไม่ออก วันหนึ่งอุบาสกมีธุระ เขาฝากสินค้าเหล่านี้ไว้กับชฎิล ด้วยมหาทานบารมีที่ชฎิลเคยสั่งสมมาในกาลก่อน เทวดาผู้รักษาพระนคร จึงบันดาลให้ผู้คนพากันหลั่งไหลไปซื้อสิ่งของที่พ่อค้าเก็บไว้นานถึง 12 ปี จนหมดเกลี้ยงภายในวันเดียว ตกตอนเย็น อุบาสกกลับมาไม่เห็นสินค้าแม้แต่ชิ้นเดียว ก็ตกใจมาก เขาถามชฎิลว่า “เจ้าทำสินค้าเสียหายหมดแล้วหรือ” แต่พอทราบว่า เด็กชายชฎิลขายสินค้าได้หมด เขาก็บังเกิดความตื่นเต้นยินดีและอัศจรรย์ใจ และรู้ว่าเด็กคนนี้เป็นผู้มีบุญมา
เกิด
    ต่อมา เมื่อชฎิลเติบโตเป็นหนุ่ม อุบาสกจึงยกบุตรสาวให้ และสั่งให้บริวารสร้างบ้านหลังใหญ่โตมโหฬารให้อยู่ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ชฎิลและภรรยาจึงเตรียมตัวย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ ในทันทีที่ชฎิลก้าวเท้าข้ามธรณีประตูแล้วเหยียบลงที่พื้นบ้านด้วยเท้าเพียงข้างเดียว เหตุมหัศจรรย์บังเกิดขึ้นคือ มีภูเขาทองประมาณ 80 ศอก แทรกแผ่นดินขึ้น
มาบริเวณหลังบ้าน ด้วยอำนาจบุญของเขา ภูเขาทองคำนี้ เป็นสมบัติอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นสำหรับชฎิลและลูกชายคนเล็กเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครขุดทองออกมาได้นอกจากชฎิลกับลูกชายคนเล็ก คนอื่นแม้จะมีกำลังมหาศาลเพียงใด หรือใช้วัตถุที่แข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่สามารถขุดได้ แต่สำหรับชฎิลนั้น เมื่อไรที่ต้องการทองคำ เขาก็ใช้จอบเพชรด้ามทองขุดทองขึ้นมาได้เลย
    ภูเขาทองคำที่เกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์นี้ สร้างความแตกตื่นแก่มหาชนทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อพระราชาทรงทราบว่ามีภูเขาทองคำบังเกิดขึ้นที่บ้านของชฎิล ก็ทรงแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งเศรษฐี พร้อมทั้งพระราชทานฉัตรประจำตำแหน่งเศรษฐีให้ นับตั้งแต่นั้นมา ชฎิลผู้มีบุญก็กลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีสมบัติอันมหาศาลยิ่งกว่าใครๆ ในแคว้นนั้น มหาชนจึงพากันเรียกขานเขาว่า “ชฎิลเศรษฐี”
    ชฎิลเศรษฐีผู้มีภูเขาทองคำที่เกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์ด้วยอำนาจบุญที่เขาเคยทำไว้
    ชฎิลเศรษฐี ใช้ชีวิตอยู่ในเพศคฤหัสถ์ท่ามกลางสมบัติอันมหาศาลเรื่อยมา จนวันหนึ่ง ท่านเกิดความเบื่อหน่ายในการครองเรือน ท่านเห็นว่า การบวชคือหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ชีวิตพบกับความสุขสงบได้อย่างแท้จริง ท่านจึงคิด
หาหนทางที่จะออกบวชเรื่อยมา ต่อมา เมื่อเห็นว่าถึงเวลาที่เหมาะสม ท่านจึงไปทูลขอพระบรมราชานุญาตออกบวช เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ชฎิลเศรษฐีจึงเรียกลูกชายทั้ง 3 คน มารับมรดก
    ก่อนอื่น ท่านให้ลูกๆ ทดลองขุดภูเขาทองคำ ปรากฏว่า ลูกคนโตและคนรองขุดไม่ได้ ไม่ว่าจะพยายามสักเพียงใด แต่ลูกชายคนเล็กกลับขุดได้ง่ายราวกับขุดดินเหนียว ท่านจึงมอบภูเขาทองคำให้ลูกชายคนเล็ก แล้วบอกกับลูกอีก 2 คน ว่า “ภูเขาทองลูกนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อพวกเจ้า และไม่ใช่ของสาธารณะแก่คนทั่วไป แต่เกิดขึ้นเพื่อพ่อและน้องคนเล็ก หากลูกทั้ง 2 ต้องการทอง ก็จงขอจากน้องเถิด” เมื่อกล่าวให้โอวาทและอบรมสั่งสอนลูกเรียบร้อยแล้ว ชฎิลเศรษฐีก็ก้าวออกจากเรือนไปบวชเป็นพระภิกษุโดยปราศจากความอาลัยในทรัพย์สมบัติ ท่านตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม ในเวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น ก็สามารถทำพระนิพพานให้แจ้ง บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ พร้อมคุณวิเศษทั้งหลาย
    ส่วนสาเหตุที่ท่านถูกแม่สั่งให้คนใช้เอาไปลอยน้ำ สาเหตุที่มีภูเขาทองเกิดขึ้นหลังบ้าน และสาเหตุที่ลูกชายคนเล็กขุดทองจากภูเขาทองได้นั้น อยู่ในเรื่องราวต่อไปนี้
    ย้อนไปเมื่อหนึ่งพุทธันดรที่ผ่านมา ในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งนั้น ชฎิลเศรษฐีมีอาชีพเป็นช่างทอง ภายหลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้ว มหาชนได้ร่วมกันสร้างพระเจดีย์ทองคำเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เจดีย์นั้นมีความสูง 1 โยชน์ สร้างโดยใช้หรดาลมโนศิลาแทนดินเหนียว ใช้น้ำมันแทนน้ำ แล้วก่อด้วยอิฐ
ทองคำ มหาชนทั้งหลายต่างช่วยกันสร้างพระเจดีย์อย่างเต็มที่เต็มกำลัง แต่ทองคำยังไม่เพียงพอ เมื่อพระอรหันต์องค์หนึ่งทราบข่าว ท่านจึงอาสานำข่าวบุญไปแจ้งแก่ชาวเมือง ท่านเดินแจ้งข่าวให้ชาวเมืองทราบโดยทั่วกันว่า ทองคำไม่พอสร้างเจดีย์ เมื่อเดินไปถึงบ้านนายช่างทอง ท่านก็แวะแจ้งข่าวให้นายช่างทองทราบว่า ทองสำหรับสร้างพระเจดีย์ยังไม่พอ ปรากฏว่าขณะนั้น นายช่างทองกำลังทะเลาะกับภรรยาอยู่ เขาอารมณ์ไม่ดี จึงตวาดออกไปว่า “ท่านจงโยนพระศาสดาของท่านลงในน้ำ แล้วจงไปเสีย” ภรรยาของเขาตกใจมาก กล่าวว่า “ท่านทำกรรมหนักเสียแล้ว ท่านโกรธดิฉัน ก็ควรจะด่าหรือเฆี่ยนตีดิฉัน เหตุไฉนท่านจึงสร้างเวรกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่า”
   เมื่อนายช่างทองได้ยินคำพูดของภรรยา ก็ได้สติสำนึกผิด และเกิดความร้อนใจในการกระทำของตน เขาจึงเข้าไปขอขมาพระอรหันต์ แต่พระอรหันต์กล่าวว่า “ท่านไม่ได้ล่วงเกินอาตมาเลย ท่านล่วงเกินพระบรมศาสดาต่างหาก ท่านจงขอให้พระศาสดายกโทษให้เองเถิด” พร้อมทั้งแนะนำให้นายช่างทองทำหม้อดอกไม้ทองคำ 3 ใบ บรรจุไว้ภายในพระเจดีย์ แล้วไปกราบขอขมาพระศาสดาต่อหน้ามหาเจดีย์ กรรมหนักจะได้กลายเป็นเบา นายช่างทองตัดสินใจที่จะทำตามคำแนะนำของพระอรหันต์ เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ลูกชายทั้ง 3 ฟังว่า เขาได้กล่าวถ้อยคำล่วงเกินพระบรมศาสดา และตอนนี้กำลังจะทำหม้อดอกไม้ทองคำบรรจุไว้ในพระเจดีย์ เพื่อเป็นการขอขมาพระองค์ นายช่างทองชวนลูกๆ ทั้ง 3 คน   ให้มาช่วยกันทำหม้อดอกไม้ทองคำขนาด 1 คืบ 3 ใบ ด้วยฝีมือที่ละเอียด ประณีต งดงาม เสร็จแล้วก็พากันนำหม้อดอกไม้ทองคำทั้ง 3 ใบ ไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ แล้วไปกราบขอขมาพระบรมศาสดา น้อมระลึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณ
ของพระพุทธองค์ ณ เบื้องหน้าพระเจดีย์นั้น
    ด้วยวิบากกรรมที่กล่าวคำดูหมิ่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้นายช่างทองถูกทิ้งลงแม่น้ำมาแล้วถึง 7 อัตภาพ ตลอด 1 พุทธันดร และด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ได้บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(บุคคลบริสุทธิ์) ด้วยหม้อดอกไม้ทองคำที่ล้ำค่าและวิจิตรงดงาม(วัตถุบริสุทธิ์) เพื่อกราบขอขมาและระลึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
(เจตนาบริสุทธิ์) ทำให้ภูเขาทองคำสูง 80 ศอก บังเกิดขึ้นสำหรับช่างทองและลูกชายคนเล็กเป็นอัศจรรย์ ภูเขาทองที่เกิดขึ้นกับชฎิลเศรษฐีอย่างอัศจรรย์ เป็นเรื่องจริงที่ปรากฎขึ้นด้วยอำนาจบุญ และถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก เป็นตำนานแห่งความดีสืบต่อกันมาจนกระทั่งปัจจุบัน
    ประวัติศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจอดีต เพื่อนำมาเป็นบทเรียนในปัจจุบันได้ฉันใด เรื่องราวของชฎิลเศรษฐีก็ช่วยให้เราเข้าใจ know-how หรือวิธีการในการเป็นเศรษฐี เพื่อนำมาสร้างความเป็นเศรษฐีให้เกิดขึ้นกับตนเองได้ฉันนั้น จากเรื่องราวของชฎิลเศรษฐี เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า การเป็นเศรษฐีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนสามารถเป็นได้ด้วย
การทำทานหรือการให้ และถ้าใครให้อย่างไร เขาก็จะได้อย่างนั้นเป็นการตอบแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากให้ทานอย่างถูกหลักวิชา คือ ถึงพร้อมด้วยวัตถุบริสุทธิ์ เจตนาบริสุทธิ์ และบุคคลบริสุทธิ์ ซึ่งชฎิลเศรษฐีกระทำถูกต้องครบถ้วนทั้ง 3
ประการ ส่งผงให้ท่านได้ครอบครองภูเขาทองคำที่ตักใช้ไม่รู้จักพร่อง กลับกลายจากคนธรรมดามาเป็นเศรษฐีระดับ top five คือเป็นเศรษฐีที่รวยอยู่ในระดับ 1 ใน 5 ของเศรษฐีที่รวยที่สุดในครั้งพุทธกาล
    สำหรับการหล่อรูปเหมือนพระเดชพระคุณหลวงปู่ด้วยทองคำนั้น หากวัตถุทานของเราบริสุทธิ์ เจตนาของเราบริสุทธิ์ เชื่อได้เลยว่า บุญที่เกิดขึ้นก็สามารถส่งผลให้เรามีสมบัติที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน เพราะพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่าน เป็นพระภิกษุที่มีความบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ เปี่ยมด้วยคุณธรรมและคุณวิเศษ หากใครทำบุญกับท่านเต็มที่เต็มกำลังจนกระทั่งบุญเต็มเปี่ยม อย่าว่าแต่ภูเขาทองเลย แม้สมบัติใหญ่กว่านี้ก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งเรื่องนี้มิได้กล่าวขึ้นมาลอยๆ ในพระไตรปิฎกก็มีหลักฐานบันทึกไว้ว่า สมบัติที่ยิ่งใหญ่กว่าภูเขาทองหรือคนที่รวยกว่าชฎิลเศรษฐีนั้นมีอยู่จริงๆ ทั้งนี้เพราะสมบัติทั้งหลายสามารถเกิดขึ้นได้ตามกำลังบุญของผู้เป็นเจ้าของ โดยไม่จำกัดปริมาณและยุคสมัย

          นิทานเรื่องภูเขาทองคำกับเมล็ดข้าว

               
   ๐กาลครั้งหนึ่ง มีภูเขาใหญ่มหึมาลูกหนึ่ง ที่ปกคลุมไปด้วยทองคำและสิ่งมีค่ามากมาย ใครๆ ต่างก็เรียกภูเขาลูกนี้ว่าภูเขาทองคำ มันสามารถเคลื่อนที่ไปไหน ๆ ได้ ซึ่งหากภูเขาลูกนี้ไปหยุดนิ่งที่เมืองใด เมืองนั้นก็จะร่ำรวยมั่งคั่งขึ้นมาทันที แต่ภูเขาลูกนี้ยังเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ เพื่อจะหาสถานที่ที่ดี  และผู้คนมีคุณธรรมมากเพียงพอ  ภูเขาทองคำล่องไปตามท้องทะเล  จนเห็นหมู่บ้านเล็กๆ ริมน้ำแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนฝั่งด้านตะวันออกเฉียงใต้ ภูเขาทองคำได้เห็น ความมีชีวิตชีวาของผู้คนที่นี่ ผู้ชายทำงานอย่างหนัก และผู้หญิงที่เป็นแม่ก็ให้นมลูกน้อยอย่างดี ทุกคนดูเป็นคนดี มีคุณธรรม มันคิดว่าคนที่นี่สมควรจะได้เป็นเจ้าของ ทรัพย์สมบัติบนตัวมันยิ่งนัก จึงค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ ๆ
ขณะที่กำลังจะถึงฝั่ง ภูเขาทองคำก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังขึ้นมา มันมองลงไปก็เห็นเมล็ดข้าวเล็กๆ เมล็ดหนึ่ง ที่ลอยอยู่บนน้ำ กำลังร้องไห้อย่างหนักเมล็ดข้าวแสนเศร้าบอกกับภูเขาทองคำว่า “ฉันเกิดมาเพื่อให้คนกินฉัน  แต่คนที่นี่กลับทิ้งฉันลงน้ำ”
   เมื่อภูเขาทองคำได้ฟังเรื่องราวนั้น ก็โกรธมากและพูดว่า “เราควรให้เกียรติกัน  ใครก็ตามที่ไม่ให้เกียรติ  ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งเล็ก ๆ อย่างที่ชาวบ้านทำกับเธอ  ก็ไม่สมควรได้รับความมั่งคั่ง  ที่ฉันตั้งใจให้เช่นกัน!”
   ทันใดนั้น ลม ฝน และพายุแรงก็เกิดขึ้น พัดทุกสิ่งที่ขวางหน้า รวมถึงแผ่นดินริมน้ำ จนหายวับไป! ภูเขาทองคำรับเมล็ดข้าวมาเป็นส่วนหนึ่งของตน แล้วเคลื่อนตัวจากหมู่บ้านนั้นไป  จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ชาวบ้านริมน้ำที่นั่น ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ต้องสร้างหมู่บ้านกลางน้ำอาศัย นับตั้งแต่นั้นมาไม่มีใครได้พบเห็นภูเขาทองคำอีกเลย จริงๆ แล้ว Highlight ของนิทานเรื่องนี้อยู่ตรง....การให้เกียรติและการเห็นคุณค่า ของทุกสิ่ง แม้แต่ในสิ่งเล็กๆ ก็ตาม ซึ่งในนิทาน ภูเขาทองคำ ได้กล่าวไว้ว่า
“เราควรให้เกียรติกัน  ใครก็ตามที่ไม่ให้เกียรติ  ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งเล็ก ๆ  อย่างที่ชาวบ้านทำกับเธอ  ก็ไม่สมควรได้รับความมั่งคั่ง ที่ฉันตั้งใจให้เช่นกัน!”
   ป้าจึงขอสรุปว่า ยิ่งสามารถ "มองเห็นคุณค่า" ของสิ่งเล็กๆ ได้มากเท่าใด ชีวิตที่มั่งคั่งและมีความสุข จะมีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้นเท่านั้นเช่นกันค่ะ ยิ่งสามารถ "ให้เกียรติ" สิ่งเล็กๆ ได้มากเท่าใด ชีวิตที่มีเกียรติและมีความราบรื่น จะมีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้นเท่านั้นทั้งสองเรื่องนี้ล้วนเป็นความสุขของชีวิตค่ะ การมองเห็นคุณค่าและการให้เกียรติวันนี้ ป้ามองเห็น "คุณค่าที่ยิ่งใหญ่ แต่มีขนาดเล็กที่สุด  จนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น  นั่นก็คือ ลมหายใจ" ค่ะ
   เมื่อมองเห็นคุณค่าของลมหายใจได้แล้ว  ป้าสามารถมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ใหญ่กว่าอื่นๆ ได้มากมาย เริ่มตั้งแต่ร่างกายจิตใจของตัวเองออกไปรอบๆ ตัว ผู้อื่น และทุกสรรพสิ่ง ไกลออกไป ไกลออกไป ทำให้รู้สึกว่า โลกนี้ดีงาม มีความสุข และน่าอยู่เป็นที่สุด
และวันนี้ ป้าให้เกียรติ "คนเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ในความเป็นมนุษย์หลายคน ทั้งคนเก็บขยะ คนทำความสะอาด แท็กซี่ คนกวาดถนน พ่อค้าแม่ค้า และอีกมากมายค่ะ"
   คนเหล่านี้ ไม่ว่าภายนอกเขาจะสวมชุดอะไร แต่หัวใจเขาคือมนุษย์เท่าเทียมกับเรา หากเขาทำหน้าที่ของเขาด้วยความเคารพก็ควรได้รับเกียรติเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ คนเล็กๆ เหล่านี้ บางคนยังมีหัวใจยิ่งใหญ่ ยิ่งกว่าผู้มีชื่อเสียงบางคนเสียอีกสมควรที่เราจะให้เกียรติเขาเป็นอย่างยิ่งค่ะ เห็นคุณค่า และให้เกียรติ ทุกสิ่ง อยู่บนโลกร่วมกันอย่างมีความสุขค่ะ

 

 

เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ …

Visitors: 140,124