หน้าที่ ๖ มนุษย์ในป่าหิมพานต์

 

 

                มนุษย์ในป่าหิมพานต์

                     อิสิสิงคดาบส

       

      ๐สมัยหนึ่งพระบรมโพธิสัตว์ทรงเกิดในสกุลพราหมณ์อยูํในเมืองพาราณสี  เมื่ออยู่ครอง เรือนได้ไม่นานก็พิจารณาเห็นโทษในการเป็นฆารวาส  จึงบริจาคทรัพย์สมบัติทั้งหมดแก่ชนทั้งหลายแล้วจึงออกบวชเป็นดาบสอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์
    ครั้งนั้นยังมีแม่กวางตัวหนึ่งเที่ยวกินหญ้าอยู่ในที่ใกล้อาศรมของดาบสนั้น  นางกวางนั้นก็ได้กินหญ้าที่เกิดตรงที่พระดาบสถ่ายปัสสาวะ  จำเดิมแต่นั้นมานางกวางตัวนั้นก็ ได้มากินหญ้าตรงที่ถ่ายปัสสาวะของท่านดาบสบ่อยๆ  ไม่นานนางกวางก็ได้ตั้งครรภ์ เมื่อถึงกาลกำหนดที่จะคลอด นางกวางก็ได้คลอดลูกออกมาเป็นคน  ดาบสก็รู้ว่าทารกนั้นเกิดจากสมภาวะของตนก็เป็นธุระเอาใจใส่ในการเลี้ยงดูทารกนั้น  ครั้นทารกนั้นเติบโตแล้วก็สั่งสอนศิลปะวิทยาและภาษาของมนุษย์ให้  ครั้นเรียนจบแล้วก็ให้บวชเป็นดาบส

    อยู่มาวันหนึ่งพระดาบสได้พาดาบสกุมารไปยังป่าต้นนารีผล  เมื่อไปถึงต้นนารีผลแล้วก็ ได้ชี้แนะว่า "ดูก่อนดาบสน้อยต้นไม้นี้คือต้นนารีผล เวลามันมีดอกเมื่อบานออกมาแล้วจะมี รูปร่างเหมือนผู้หญิงทุกประการต่างแต่ว่ามันพูดภาษามนุษย์ไม่ได้  เจ้าเกิดในป่าหิมพานต์ เจ้ายังไม่เคยเห็นผู้หญิง ขอให้เจ้าจงจำเอาไว้ว่าผู้หญิงจะมีรูปร่างอย่างนี้ ห้ามเจ้าไปคบค้าสมมาคมกับผู้หญิงโดยเด็ดขาด เพราะผู้หญิงเป็นศัตรูของพรหมจรรย์  ผู้หญิงจะเป็นผู้กักกุมอำนาจและย่ำยีศีลของนักบวชให้พินาศฉิบหาย  เมือพระดาบสชี้แนะเกี่ยวกับผู้หญิงแก่ ดาบสกุมารแล้วก็พากลับมาที่อาศรม

    ครั้นต่อมาไม่นานพระดาบสผู้บิดาก็สิ้นอายุขัยไปบังเกิดในพรหมโลก  ดาบสกุมารครั้น บิดาสิ้นอายุไปแล้วก็เอาฌานเป็นของเล่นจำเริญฌานวันละหลายครั้ง  จึงทำให้ดาบสกุมาร มีฌานอันแก่กล้ามากและมีตบะเดชะอันพิลึกกึกกือยิ่งจึงมีชื่อว่า "อิสิสิงคดาบส" 

    อยู่มาวันหนึ่งอิสิสิงคดาบสได้เหาะขึ้นไปเที่ยวบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อันเป็นสถานที่อยู่ ของท้าวสักกเทวราช  เมื่อท้าวสักกเทวราชทรงทราบก็เกิดความปริวิตกเป็นอย่างยิ่งว่า

"อิสิสิงคดาบสคนนี้มีตบะเดชะแก่กล้ามาก  ถ้าขึ้นมาบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ก็จะได้เป็นท้าวสักกเทวราชอย่างแน่นอน เราก็จะเคลื่อนย้ายออกจากความเป็นท้าวสักกเทวราชในทันที จำเราจะต้องทำลายตบะเดชะของดาบสคนนี้ให้พินาศเราจึงจะอยู่เป็นสุข" 

  พระอินทร์ใช้กลอุบายนารีพิฆาตกำจัดอิสิสิงคดาบส

    เมื่อทรงคิดได้เช่นนี้แล้วก็ทรงสรรหานางฟ้าที่เป็นบาทบริการิจาของพระองค์จำนวน ๒๕ ล้านองค์  คัดเอาองค์ที่สวยที่สุดเพียงองค์เดียว  เมื่อพระองค์มองดูนางฟ้าที่เป็นบาทบริการิจาทั้งหมดแล้วก็ทรงเห็นนางฟ้าที่มีชื่อว่า  "อลัมพุสา"  ซึ่งเป็นนางฟ้าที่สวยที่สุด  พระองค์จึงมีเทวบัญชาให้เรียกนางฟ้าอลัมพุสามาพบแล้วจึงตรัสว่า "ดูก่อนอลัมพุสา  ฉัน มีภารกิจให้เธอไปทำยังโลกมนุษย์"

    นางฟ้าอลัมพุสาทูลถามว่า "ภารกิจอะไรหรือ พระเจ้าข้า"

    พระอินทร์ตรัสว่า "ฉันอยากจะให้เธอลงไปทำลายศีลของอิสิสิงคดาบส"

    นางฟ้าอลัมพุสาทูลบ่ายเบี่ยงว่า "หม่อมฉันไม่เหมาะที่จะไปทำภารกิจนี้ ขอให้พระองค์สรรหานางฟ้าองค์อื่นเถิด  พระเจ้าข้า"

    พระอินทร์ตรัสว่า "นางฟ้าองค์อื่นที่จะมีความฉลาดในการบำเรอชายเหมือนกับเธอไม่มีอีกแล้ว  ทั้งรูปร่างของเธอก็สวยกว่าใครทั้งหมด  เจ้าอาจสามารโลมเล้าให้อิสิสิงคดาบสให้ อยู่ในอำนาจได้"

    นางฟ้าอลัมพุสาทูลว่า "อิสิสิงคดาบสมีศีลแก่กล้าถึงเพียงนี้ใครไปโลมเล้าผู้นั้นจะมีบาปกรรมหนัก  ข้าพระองค์คิดเห็นบาปที่จะได้รับแล้วก็เกิดขนพองสยองเกล้า สตรีผู้ทำลายศีล ของพระดาบสจะเวียนว่ายตายเกิดในสังสารทุกข์อิกนานอย่างหลีกเลี่ยงมิได้  พระเจ้าข้า"

    ถ้าพระองค์จะทรงใช้หม่อมฉันจริงๆ พระองค์จะต้องเอาใจใส่ดูแลหม่อมฉันอยู่เนื่องๆ อย่าปล่อยให้หม่อมฉันต้องทนทุกข์ทรมานอยู่แต่ผู้เดียว

    พระอินทร์ตรัสว่า "เอาเถอะอลัมพุสา ฉันจะคอยดูแลเธออยู่เนื่องๆ ตามที่เธอต้องการ"

    เมื่อได้ฟังคำยืนยันจากพระอินทร์  นางฟ้าอลัมพุสาคนสวยก็เข้าไปในห้องสิริไสยาศ ทำ การประดับตกแต่งร่างกายด้วยด้วยทิพยอลังการอันสวยงามยิ่งนัก  เสร็จแล้วก็เหาะลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์สู่สำนักของอิสิสิงคดาบสในเวลาเช้ารุ่งอรุณ

    ขณะนั้นอิสิสิงคดาบสกำลังจับไม้กวาดๆ ศาลาโรงไฟอยู่  นางอลัมพุสาเทพธิดาจึงไปยืน แสดงกายให้ปรากฏขึ้นต่อหน้า  พระดาบสเมื่อได้เห็นโฉมงามของนางอลัมพุสาเทพธิดาแล้วก็ยินดีปรีดาเป็นยิ่งนักจนตั้งสติเอาไว้มิได้ทั้งๆเข้าใจอยู่ว่านี้คือผู้หญิงที่บิดาเคยเตือนเอาไว้อย่าได้ลุ่มหลงเป็นเด็ดขาดสิ่งนี้คือตัวทำลายพรหมจรรย์ของนักบวช 

    พระดาบสไม่สามารถหักห้ามจิตไว้ได้ก็เกิดความรักใคร่ในตัวนางอลัมพุสาอย่างหมดหัวใจในทันที ลืมคำสั่งสอนของบิดาที่แนะนำสั่งสอนเอาไว้จนหมดสิ้น   ตกอยู่ใต้อำนาจของความรักอย่างมากเหลือจนยากที่จะหยุดยั้งเอาไว้ได้

    พระดาบสจึงได้โอภาปราศัยกับนางว่า "ท่านเป็นเทพธิดาหรือมนุษย์  ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิด มาข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นผู้หญิงคนใดเลอโฉสวยงามเช่นน้ี"

    นางอลัมพุสากล่าวว่า "ถ้าท่านมีจิตปฏิพัทธ์ในตัวของดิฉันแล้วก็มาเถิด อย่าพูดถึงเรื่องอื่นเลย เชิญท่านไปยังศาลาด้วยกันเถิด นางอลัมพุสาเทพธิดากล่าวดังนี้แล้วก็ทำทีเป็นเดินหนีไป"

    พระดาบสเมื่อเห็นนางเดินหนีไปก็นรีบเดินไปคว้าเอากลุ่มมวยผมของนางไว้  นางอลัมพุสาก็หันหน้ามาแล้วก็ไปสวมกอดพระดาบสเข้าไว้  ฌานและตบะเดชะของอิสิสิงคดาบสก็ดับสูญไปในขณะนั้น  ครั้นฌานและตบะเดชะเสื่อมสูญสิ้นไปแล้ว อิสิสิงคดาบสก็สิันสติสมปฤดีด้วยรสสัมผัสอันเป็นทิพย์จากร่างกายของนางอลัมพุสาเทพธิดา  อิสิสิงคดาบสก็ หมดสติหลับสลบสไหลไปด้วยอำนาจของกามราคะอย่างยาวนาน  นางอลัมพุสาก็ระลึกถึงพระอินทร์  สมเด็จอมรินทร์ก็ส่งบัลลังค์ทิพย์ลงมารับ นางอลัมพุสาก็อุ้มเอาพระดาบสที่สลบสไหลที่แอบแนบอยู่บนอกขึ้นสู่บัลลังค์ทีพย์ไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นานได้ ๓ ปี นี้เป็นเวลาในโลกมนุษย์  แต่ถ้าเป็นเวลาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น อิสิสิงคดาบสสลบสไหลอยู่นั้นนานได้ ๓ ปี ไม่ได้กินอาหารอะไรเลย  ก็อยู่ได้เพราะรสสัมผัสอันเป็นทิพย์คุ้มครองรักษาเอาไว้  เมื่อครบ ๓ ปีแล้วก็ได้สติกลับฟื้นคืนมา  นางอลัมพุสาเทพธิดาก็บันดาลด้วยอิทธิฤทธิ์ให้บัลลังค์ทิพย์และร่างกายของนางให้หายไป

    ส่วนอิสิสิงคดาบสเมื่อหายจากการสลบสไหลได้สติกลับคืนมาแล้วก็เหลียวซ้ายแลขวาก็ เห็นต้นไม้อันเขียวชะอุ่มอยู่รอบศาลาโรงไฟที่ตนเคยอาศัยอยู่มาแต่ก่อน ก็เกิดมีจิตสังเวชรันทศสลดใจไม่สามารถอดกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้จึงร้องไห้ออกมาพร้อมกับพิไรรำรันพันว่า "ใครหนอ  มาโลมเล้าให้เราด้วยกิเลศจนทำให้เราสิ้นสติสมปฤดี"

    นางอลัมพุสาเทพธิดาที่หลบอยู่ตรงนั้นก็คิดว่า "ถ้าเราไม่พูดคุยกับดาบสๆก็จะแช่งชักหักกระดูกเรา  จำเราจะต้องแปลงกายให้ปรากฏแล้วก็แจ้งพฤติเหตุที่ได้มาทำเช่นนี้แก่ดาบสจึงจะถูกว่าแล้วนางอลัมพุสาเทพธิดาก็แสดงกายให้ปรากฏต่อหน้าอิสิสิงคดาบส

    นางอลัมพุสาเทพธิดาพูดกับพระดาบสว่า "ข้าแต่ท่านดาบส  ดิฉันเองที่มาโลมเล้าพระดาบสด้วยกิเลศกามทำให้ท่านต้องหลับสนิทไปนานถึง ๓ ปี"

    นางอลัมพุสาเทพธิดากล่าวว่า "ข้าแต่พระคุณเจ้า ดิฉันเป็นนางฟ้าอยู่เมืองสวรรค์  พระอินทร์ใช้ให้ดิฉันมาปรนนิบัติพระคุณเจ้า ตามที่พระคุณเจ้าจะพอใจ  พระคุณเจ้าเมื่อได้เห็นรูปร่างของดิฉันแล้วทำให้พระคุณเจ้าขาดสติไป ชมและหลงไหลในตัวดิฉันมากเกินไป จนทำให้พระคุณเจ้าตกอยู่ในอำนาจแห่งความประมาทจึงทำการล่วงเกินดิฉัน  จนตัวท่านศีลขาด"

    พระดาบสเมื่อได้ยินนางอลัมพุสาเทพธิดากล่าวออกมาเช่นนี้  ก็ระลึกถึงคำสั่งสอนที่บิดาบอกเตือนเอาไว้  ตัวข้าพเจ้านี้ชั่วช้านักหนาไม่ฟังคำสั่งสอนของบิดาที่ได้บอกสอนเอาไว้  บิดาอุส่าห์นำตัวข้าพเจ้าไปยังป่านารีผลเพื่อจะให้ไปดูรูปร่างของผู้หญิงที่เป็นตัวทำ ลายพรหมจรรย์ของนักบวช ถ้าเห็นแล้วต้องระวังอย่าไปลุ่มหลงโดยเด็ดขาด  แต่อาตมาเมื่อได้เห็นเรือนร่างอันสวยงามของคุณแล้ว ข้าพเจ้าก็ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง  คำสั่งสอนของบิดาที่สั่งสอนเอาไว้ก็ลบเลือนหายไปจากสมองและจิตใจของข้าพเจ้าจนหมดสิ้น มันมีแต่ คำว่า "รักและควาลุ่มหลงเท่านั้น" ความรักเมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้คนตาบอดและหลงไหลอย่างลืมตัวจนทำให้คนทำชั่วได้ง่ายๆ  เหมือนตัวข้าพเจ้าที่ได้ฉิบหายไปจากศีลทำให้ขาดและเสื่อมจากองค์ฌานไปอย่างน่าเสียใจ  เอาเถอะโยมครั้งนี้ขอให้เป็นบทเรียนที่ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของอาตมาไปจนวันตาย ต่อไปอาตมาก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ อาตมาให้อภัยแก่โยม อาตมาขอยกโทษให้ ขอเราจงอย่าได้มีเวรมีภัยแก่กันและกันเลย

    นางอลัมพุสาเทพธิดาก็ได้ขอขมาโทษต่ออิสิสิงคดาบทด้วยความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เสร็จแล้วนางก็เหาะไปยังสถานที่อยู่ของตนในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

    ส่วนอิสิสิงคดาบสหลังจากเสื่อมจากองค์ฌานไปจนหมดสิ้นแล้วก็เริ่มจำเริญสมาธิใหม่พยายามเจริญจนทำให้ตัวเองกลับได้องค์ฌานมาเหมือนเดิม

                     จบเรื่องของอิสิสิงคดาบส

 

                       เรื่องของวิทยาธร

       

  ๐ วิทยาธร(วิชาธร,วิชชาธร-Vijj?dhara],พิทยาธร,เพชรพญาธร[เป็นสำเนียงแปลงที่ปรากฏในนิทานร้อยกรองเรื่อง สิงหไกรภพ ของ สุนทรภู่) วิทยาธรและชื่ออื่นๆ สามารถแปลความหมายสรุปโดยรวมได้ว่า ผู้ทรงวิทยา(วิชา)  วิทยาธร คือ คำเรียกผู้มีความรู้ความสามารถด้าน วิทยาคม(วิชาอาคม) เล่นแร่แปรธาตุ ฯลฯ ความสามารถหลักของเหล่าวิทยาธรที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง คือ การเหาะเหินเดินอากาศ ซึ่งความสามารถของเหล่าวิทยาธร เรียกว่า ฤทธิ์ที่สำเร็จจากวิชา ดังนั้น วิทยาธร จึงสามารถแสดงฤทธิ์ได้หลากหลาย เช่น  เหาะไปในอากาศเหมือนนก  ล่องหนหายตัวแสดง(ภาพลวงตา)เป็น พลช้างบ้าง พลม้าบ้าง พลรถบ้าง พลราบบ้าง (จตุรงค์-กองทัพทั้ง ๔ เหล่า) 

   แสดง(ภาพลวงตา)เป็นกองทัพตั้งประชิดกัน(ในรูปแบบ)ต่างๆบ้าง ตั้งประชิดกันในอากาศกลางหาวบ้างฯลฯ เพิ่มเติมข้อมูลและคำอธิบายเรื่องฤทธิ์ชนิดต่างๆได้ที่ ว่าด้วยฤทธิ์ประเภทต่างๆ  ฤทธิ์ของเหล่าวิทยาธร(ใช้ในการเหาะเป็นหลัก) สามารถแสดงได้ ๓ วิธี คือ:-
    ๑.ของวิเศษ(บ้างก็เป็นอาวุธวิเศษ เช่น พระขรรค์ ตรีศูล ฯลฯ เป็นอาวุธที่ทำอย่างดี สามารถที่จะทิ่มแทง ย่ำยีและประหารสัตว์ได้ แล้วเหาะไปทางท้องฟ้าได้)
    ๒.โอสถวิเศษ(สมุนไพรต่างๆ)

    ๓.เวทย์วิเศษ(สารพัดเวทย์มนตร์คาถา)  ผู้สามารถไปในอากาศได้ด้วยวิชาที่สำเร็จมาจากมนตร์ต่างๆ และรักษาวิชานั้นไม่ให้เสื่อมด้วยการประพฤติตนเสมอ ด้วยอำนาจการบริหารรักษาไว้ จึงได้เป็นวิทยาธร เพิ่มเติมเรื่องความเสื่อมจากวิชาได้ที่ ผู้ใดได้วิทยาอาคมขลังพึงระวัง!  แต่ถึงแม้วิทยาธรจะเป็นผู้มีฤทธิ์ แต่วิทยาธรนั้นก็ไม่ใช่สมณะ เพราะวิทยาธรส่วนมากมีนิสัยเจ้าสำราญและมักง่าย ชอบแอบลักลอบเข้าไปในสถานที่ต่างๆ ประพฤติตนเยี่ยงโจร(โจรวิชาธร) และยังชอบลักลอบมีสัมพันธ์กับสตรีที่มีสามีแล้ว และบุตรสาวของผู้อื่น โดยมักลักลอบเหาะเข้าไปทางหน้าต่างห้องของหญิงที่ตนหมายตาไว้ในเวลากลางคืนแล้วใช้มนตร์สะกด(แต่บางตนใช้แค่หน้าตาก็ได้แล้ว) และวิทยาธรมักจะมีความสัมพันธ์กับหญิงที่ตนหมายตาไว้บ่อยครั้งจนกว่าตนจะพอใจรึถูกจับได้(ทำลูกสาวชาวบ้านท้องก็ไม่รับผิดชอบ) ดังนั้น วิชาของวิทยาธรจึงไม่น่าจะเสื่อมเพราะพฤติกรรมเชิงชู้สาว เพราะเวลาถูกจับได้ทีไรก็ยังสามารถใช้วิชาเหาะหนีไปได้ตลอด ทางเราคาดว่าวิทยาธรจะใช้เวลาในช่วงกลางวันเพื่อฟื้นวิชา เพราะมีข้อมูลระบุไว้ใน ปัพพชิตวิเหฐกชาดก ว่า วิทยาธรตนหนึ่ง เมื่อประพฤติล่วงเกินพระอัครมเหสีมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์หนึ่งในเวลากลางคืนแล้ว เมื่อถึงกลางวันวิทยาธรนั้นก็ยืนขาเดียวนมัสการพระอาทิตย์อยู่ที่สุสาน ราชบุรุษทั้งหลายเห็นวิทยาธรนั้นแล้วจึงพากันล้อมไว้ วิทยาธรนั้นรู้ว่าการกระทำของตนปรากฏแล้ว จึงร่ายเวทย์เหาะไปทางอากาศ จากข้อมูลนี้ แสดงว่า วิทยาธรตนนี้เตรียมพร้อมหนีอยู่ตลอดเวลา จึงได้ทำการฟื้นวิชาอยู่ในป่าช้าอันเป็นที่สงัดเหมาะแก่การปลีกวิเวก เมื่อถูกล้อมจับจึงเหาะหนีได้ทันทีเพราะวิชาฟื้นแล้ว
    ส่วนรายละเอียดวิชาของวิทยาธรเท่าที่ค้นพบในตอนนี้มีเพียง การล่องหนหายตัวเท่านั้น ส่วนการเหาะไปในอากาศนั้นมีเพียงกรณีตัวอย่างอยู่หลายกรณี ซึ่งรายละเอียดของวิชาล่องหนหายตัวนั้น มีอยู่ใน อโยฆรชาดก และ ชัยทิศชาดก ประกอบรวมกันแล้ววิเคราะห์ได้ว่า วิทยาธรร่ายเวทย์ชื่อ โฆระ แล้วถือโอสถ(สมุนไพร) ข้าศึกทั้งหลายก็ไม่อาจแลเห็นได้ด้วยโอสถเหล่านั้น และโอสถที่ใช้ประกอบวิชาโฆระนี้ คือ รากไม้ชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อใช้อำนาจเวทย์มนตร์ปลุกแล้วจะมีอานุภาพทำให้ผู้ที่ถือหายตัวได้   ดังนั้น วิทยาธรส่วนใหญ่ในงานจิตรกรรมโบราณจึงนิยมพนมมือถือต้นไม้ไว้ด้วยนั่นเอง
   เนื่องจากวิทยาธรมีนิสียเจ้าสำราญเป็นอาจิณ แต่ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องแบ่งเวลาไว้สำหรับการบำเพ็ญตบะเพื่อฟื้นวิชา ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา วิทยาธรทั้งหลายจึงเลือกอาศัยในสถานที่ที่มีทั้งความสงบและความสำราญรวมอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว คือ แดนหิมพานต์ เมื่อฟื้นวิชาได้แล้ว เหล่าวิทยาธรมังเหาะเหินเที่ยวชมไปตามสถานที่ต่างๆในแดนหิมพานต์ โดยมีสถานที่รวมตัวเหล่าวิทยาธร อันเป็นสถานที่ขึ้นชื่อ นามว่า ป่านารีวัน อันอุดมไปด้วยต้นไม้ที่มีดอกรูปร่างคล้ายสตรี เหล่าวิทยาธรจึงนิยมตัดดอกไม้เหล่านั้นกลับไปเชยชมในที่พำนักของตน เมื่อวิชาเสื่อมก็ทำสมาธิฟื้นวิชาใหม่ไปเรื่อยๆ เพราะวิทยาธรมีอายุยืนยาวเกินมนุษย์ทั่วไป(แต่เหมือนๆจะไร้แก่นสารยังไงก็ไม่รู้นะชีวิตนี้)
แต่วิทยาธรเองก็มักจะมีกรณีพิพาทกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งส่วนมากก็เรื่องแย่งผู้หญิงไม่ก็แย่งนารีผลกันนี่ละ บางทีก็ถึงขั้นฆ่ากันตายเลยด้วย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะวิทยาธรนั้นมีหลากหลายชนชาติ ซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันจึงมีปัญหากันบ่อยๆ
   อนึ่ง หากพบเห็นภาพชายแต่งกายคล้ายฤาษีมีหน้าตาล่อกแล่กอุ้มนารีผลเหาะไปในอากาศอยู่ในภาพจิตรกรรม นั่นละ พวกวิทยาธร(วิชาธร,พิทยาธร,เพชรพญาธร) ไม่ใช่นักบวช,สมณะ,ดาบส,ฤาษี แต่อย่างใดเพิ่มเติมเรื่องลักษณะที่ถูกต้องของนารีผลได้ที่ นารีผล(กมลาสริสิตฺถิโย-kamal?sarisitthiyo)พันธุ์ไม้พิสดารแห่งหิมพานต์
   ทว่า วิททยาธรนั้นก็ไม่ใช่มนุษย์ไปซะหมด บางพวกอาจเป็นอมนุษย์แปลงกายเป็นรูปมนุษย์และบำเพ็ญตนเพื่อเพิ่มฤทธิ์ให้ตนเองจากการถือศีลเช่นวิทยาธร และบางส่วนก็เป็นกึ่งอมนุษย์ ซึ่งส่วนมากจะมีบิดาเป็นมนุษย์แต่มีมารดาเป็นเทวดา(ส่วนมากเป็นหญิงชาวจาตุมหาราชิกา) เหล่าวิทยาธรเลือดผสมเหล่านี้จึงสามารถเรียนรู้วิชาอาคมต่างๆได้อย่างรวดเร็วเพราะมีความเป็นเทวดาอยู่ในตัว(ครึ่งเทพ)

   ในสมุททะโฆสะชาดกกล่าวไว้ว่า ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นสมุททะโฆสะกุมารในเมืองพาราณสี วันหนึ่งพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังเพื่อประพาสพระราชอุทยาน  ในเวลาของวันนั้นยังมีวิทยาธรตนหนึ่งที่มีชื่อว่า "รณะปัตตะวิทยาธร" กำลังสโมสรเล่นอยู่กับภริยาของตนในอุทยานนั้น เพื่อเก็บเอาดอกไม้มาร้อยกรองเพื่อประดับภริยาของตน เสร็จแล้วก็พากันเหาะไปในอากาศ

   ในกาลครั้งนั้นยังมีวิทยาธรตนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า "รณาภิมุขะวิทยาธร" ที่อาศัยอยู่บนยอดภูเขาทองที่มีชื่อว่า "สุทัสสะนะบรรพต"  รณาภิมุขะวิทยาธรก็อยู่ในอุทยานนั้นด้วย แต่เขาอยู่ในอุทยานนั้นคนเดียวไม่มีเพื่อน เพื่อเก็บดอกไม้มาประดับตนเองและเขาก็ได้เหน็บเอาพระแสงขรรค์ที่มีฤทธานุภาพมากมาด้วย  ในวันนั้นรณะปัตตะวิทยาธรเหาะมาในอากาศ  ส่วน รณาภิมุขะวิทยาธรเหาะไปในอากาศก็เหาะไปปะทะกันเข้าในกลางอากาศ ณะที่ตรงกลางเบื้องบนพระราชอุทยานนั้น

   ระณาภิมุขะวิทยาธรพูดกับรณะปัตตะวิทยาธรว่า "เราเป็นผู้ใหญ่กว่าท่านเรามาจากยอดภูเขาทองสุทัสสะนะบรรพต ท่านจงหลีกเราไปเถิด"

   รณะปัตตะวิทยาธรพูดว่า "เราจะไม่หลีกท่านๆ ไม่รู้จักเราหรือ เราชื่อว่า "รณะปัตตะ" อาศัยอยู่ที่ไกรราชบรรพต เรามีศักดานุภาพมากเป็นใหญ่กว่าท่าน เราจะหลีกท่านทำไม ท่านจงหลีกเราไปเถิด

   ระณาภิมุขะวิทยาธรพูดว่า "เราไม่หลีก ท่านจะมาอ้างว่าตนมีฤทธิ์เดชมากนั้นไม่บังควรเลย เราไม่ยอมท่าน  ถ้าท่านเชื่อว่าตนมีฤทธิ์มาก เราจงมาทำสงครามกันเถอะ ว่าใครจะมีฤทธิ์เดชมากกว่ากัน"

   รณะปัตตะวิทยาธรพูดว่า "ได้สิ เราไม่กลัว  เราจะทำสงครามกับท่าน ท่านจะเก่งสักแค่ไหนจงมาทำสงครามกันเถอะ เราไม่กลัวเลย"  เมื่อต่างคนต่างไม่ยอมกันเช่นนี้  วิทยาธรทั้งสองตนก็ ใช้พระแสงขรรค์เข้าห้ำหั่นฟันแทงซึ่งกันและกันจนโชกเลือดไปทั้งตัว  รณะปัตตะวิทยาธรมีกำลังน้อยกว่าจึงถูกระณาภิมุขะวิทยาธรทิ่มแทงจนเลือดท่วมตัวร่างกายจึงย่อยยับไปหมด  ระณาภิมุขะวิทยาธรเห็นได้ทีจึงตรงเข้าอุ้มเอาภริยาของรณะปัตตะวิทยาธรแล้วหลบหนีไป 

   รณะปัตตะวิชาธรมีตัวอันย่อยยับไปด้วยพนระแสงขรรค์มีรอยฟันแทงเต็มไปหมดเลือดออกมาท่วมตัวหมดเรี่ยวแรงจึงพ่ายแพ้แล้วตกลงไปยังพระราชอุทยานแห่งพระบรมโพธิสัตว์ที่พร้อมด้วยพระแสงขรรค์อยู่ในมือ

   ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์และพระเทวีได้ทรงเสด็จประพาสพระราชอุทยานในวันนั้น พระ องค์ทรงอนุญาตให้พระนางวินทุมดีราชเทวีทรงรออยู่ที่ปราสาท ที่อยู่ในท่ามกลางพระราชอุทยานนั้น ส่วนพระองค์พร้อมด้วยสูกะปุโรหิตและสูกะอำมาตย์ จึงเดินเที่ยวชมต้นไม้ดอกไม้และสระโบกขรณีไป ในทันใดนั้นพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นรณะปัตตะวิทยาธรนอนจมกองเลือดอยู่แต่ไกลจึงรีบดำเนินเข้าไปดูไกล้ๆ เมื่อรู้ว่ายังไม่ตายจึงทรงไต่ถามว่า "ท่านเป็นใคร? มาจากไหน? ทำไมถึงมีรอยฟันแทงเต็มไปหมดทั้งตัวเช่นนี้เล่า?"

   รณะปัตตะวิทยาธรกราบทูลว่า "ข้าแต่พระมหาบพิตร ข้าพระองค์ชื่อรณะปัตตะวิทยาธรซึ่งมาจากภูเขาไกรลาสพร้อมด้วยภรรยาเพื่อชมดอกไม้ที่สวยงามในอุทยานนี้ ในขณะกลับก็เหาะไปปะทะกับวิทยาธรตนหนึ่งชื่อว่า "รณาภิมุขะวิทยาธร" เมื่อได้เหาะไปปะทะกันเข้าก็เกิดโมโหจึงเกิดทะเลาะกันขึ้น  ต่างฝ่ายก็ไม่ยอมให้อภัยซึ่งกันและกันจึงเข้าฟันแทงซึ่งกันและกัน  ข้าพระองค์มีฤทธิ์น้อยกว่าจึงถูกรณาภิมุขะวิทยาธรฟันแทงย่อยยับไปทั้งตัว จนหมดแรงแล้วจึงตกลงมาที่อุทยานนี้

   เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ทรงทราบเช่นนั้นก็ทรงมีพระทัยกรุณาจึงเรียก สูกะปุโรหิตและสูกะอำมาตย์มาช่วยกันหามรณะปัตตะวิทยาธรไปยังปราสาทเพื่อช่วยเหลือพยาบาล แล้วจึงทรงมีรับสั่งให้หาแพทย์ที่เชี่ยวชาญมาทำการรักษา  รักษาอยู่ ๕ วัน แผลในร่างกายของวิทยาธรจึงแห้งหายไป  รณะวิทยาธรครั้นสบายร่างกายหายโรคแล้วก็มีความกตัญญูในพระบรมโพธิสัตว์ จึงเข้าไปเฝ้าพระบรมโพธิสัตว์แล้วกราบทูลว่า "ข้าพระองค์ได้รับการรัก ษาจากพระองค์จนหายเป็นปกติแล้ว วันนี้ข้าพระองค์มาทูลลาพระองค์กลับไปยังที่อยู่และ ข้าพระองค์ขอทูลเกล้าถวายพระแสงขรรค์เล่มนี้แด่พระองค์เพื่อพระองค์จะได้ใช้สอยมันในคราวที่จำเป็น  พระแสงขรรค์เล่มนี้ถ้าพระองค์มีความประสงค์จะเสด็จไปที่ไหน พระองค์จงเอาพระแสงขรรค์มาถือไว้มันก็จะพาพระองค์เหาะไปในที่ต่างๆตามที่พระองค์ต้องการ และพระองค์ก็สามารถนำผู้ติดตามไปด้วย ๑ คน ห้ามเกินหนึ่งโดยเด็ดขาด พระองค์มีพระคุณต่อข้าพระองค์เป็นอันมาก ข้าพระองค์ไม่มีอะไรตอบแทนพระคุณนอกเสียจากพระแสงขรรค์เล่มนี้ พระเจ้าข้า"  พระบรมโพธิสัตว์ก็ทรงรับไว้ด้วยความยินดี  รณะปัตตะวิทยาธรก็ กราบทูลลาเหาะกลับไปทีอยู่ของตนที่ภูเขาไกรลาสบรรพต

   พระบรมโพธิสัตว์เมื่อได้รับการถวายพระแสงขรรค์จาก รณะปัตตะวิทยาธรแล้วจึงตรัส เรียกพระนางวินทุมดีราชเทวีให้เข้ามาไกล้และวจึงตรัสว่า "ดูกรน้องนางผู้เจริญ  พี่มีความปราถนาที่จะไปเที่ยวเล่นที่ป่าหิมพานต์ เพื่อไปเชยชมต้นไม้ดอกไม้และภูเขาที่สวยงาม ณะที่ป่าหิมพานต์ พี่มีความปราถนานี้มานานแล้วแต่ยังไปไม่ได้ เพราะยังไม่มีสิ่งที่จะพาเราไปได้  ณ บัดนี้พี่มีแสงขรรค์อันวิเศษที่จะพาเราไปได้แล้ว น้องหญิงจงเข้ามาไกล้ๆพี่เถิด  เมื่อพระนางวินทุมดีเสด็จเข้าไปไกล้พระบรมโพธิสัตว์จึงเอามือข้างขวาทรงจับที่พระแสงขรรค์ ส่วนมือข้างซ้ายทรงจับที่แขนของพระนางวินทุมดีแล้วโอบอุ้มให้ขึ้นมานั่งบนตักทรงเหาะขึ้นไปบนอากาศและทรงเหาะตรงไปยังป่าหิมพานต์ ดินแดนที่พระองค์ทรงปราถนา 

   ในขณะที่เหาะขึ้นไปในอากาศนั้นก็ทรงมองเห็นป่าเขาและเมืองต่างๆ และทรงมองเห็น ภูเขาในป่าหิมพานต์ที่สูงได้ ๔๐๐ โยชน์  กว้างและยาวได้ ๓๐๐๐ โยชน์ ที่ประดับด้วยยอด เขา ๘๔๐๐๐ โยชน์ และภูเขาในป่าหิมพานต์นั้นมีต้นกัลปพฤกษ์เป็นจำนวนมาก ใครปราถนาจะได้ข้าวน้ำอาหารและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มและปราถนาสิ่งใดๆก็หาได้จากต้นกัลป     พฤกษ์ทั้งหลายเหล่านั้น  พระบรมโพธิสัตว์และพระเทวีครั้นเที่ยวชมป่าเขาต้นไม้ดอกไม้ในป่าหิมพานต์แล้ว ก็ทรงยืนอยู่บนยอดเขาในป่าหิมวันต์  พระองค์ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นกินนรกินนรีทั้งหลายที่มีปลีกงดงาม และสัตว์ทั้งหลายน้อยใหญ่ในพื้นแผ่นดินนั้น  ครั้นแล้วพระองค์ก็เก็บดอกไม้ที่สวยงามนานาชนิดมาประดับพระเทวีและได้ทรงเก็บผลไม้นานาชนิดมาเสวยกับพระเทวีอย่างเอร็ดอร่อยจนเป็นที่เบิกบานพระราชหฤทัยแล้ว  พระ องค์พาพระราชเทวีลงสรงน้ำอันสดใสที่รสอันอร่อยทั้งสรงและเสวยน้ำที่รสชาติอันอร่อย เสร็จแล้วก็พาพระเทวีเดินเที่ยวชมถ้ำและหุบเขาที่สวยงามในป่าหิมวันตประเทศนั้นแล้ว  พระองค์ก็พาพระเทวีเข้าบรรทมในถ้ำและภูเขาที่สวยงามจนลืมที่จะกลับสู่พระนครครั้นเที่ยวชมสถานที่ต่างจนพอพระทัยแล้ว พระองค์ก็ทรงพาพระเทวีเหาะขึ้นไปในอากาศตรง ไปยังภูเขาไกรลาส

                 เรื่องของพญากินนรแห่งสุวรรณนคร

      

   ๐ภูเขาไกรลาส เป็นภูเขาที่ล้อมรอบสระอโนดาดในป่าหิมพานต์  บนภูเขาลูกนี้มีเมืองๆหนึ่งที่มีชื่อว่า "สุวรรณนคร" สุวรรณนครนี้เป็นเมืองของพวกกินนรที่มีความสนุกสนานและสุขสบายเปรียบดังเมืองสวรรค์  ในเมืองสุวรรณครนี้มีพระราชาทรงพระนามว่า "พระเจ้าทุมราช"  เมื่อพระบรมโพธิสัตว์พาพระเทวีเสด็จมาถึงพระนครนี้จึงได้เสด็จเข้าไปในพระนครนี้  เมื่อพญากินนรที่มีชื่อว่า "ทุมราช" ได้เห็นพระบรมโพธิสัตว์และพระเทวีเสด็จเข้าในพระนครแก็ทรงในพระทัยว่าผู้นี้คือพระสมุททะโฆสและพระเทวี  ทรงดำริว่า "พระองค์พาพระเทวีเสด็จมาเมืองของเรานี้เพื่อประโยชน์อันใดหนอ?"

   พระเจ้าทุมราชพญากินนรจึงให้เสนาอำมาตย์ไปทูลเชิญพระองค์และพระเทวีเสด็จเข้าไปสู่สวรรณนครเชิญให้ประทับในบนอาสนะอันเสมอกันแล้วทรงไต่ถามว่า "พระองค์เสด็จ มาถึงเมืองสุวรรณครของข้าพระองค์โดยวิธีใดและเสด็จมาเพื่อประสงค์สิ่งใดหรือ?"

   พระบรมโพธิสัตว์ตรัสปราศัยว่า "หม่อมฉันเสด็จมาถึงพระนครของพระองค์นี้ด้วยอำนาจของพระแสงขรรค์พามาและเสด็จมาเพื่อเที่ยวชมความงดงามของภูเขาไกรลาส  พระเจ้าทุมราชพญากินนรจึงตรงเข้าไปสวมกอดพระบรมโพธิสัตว์เจ้าแล้วทรงจูบที่กระหม่อมและเกล้าของพระบรมโพธิสัตว์แล้วตรัสปราศัยว่า "หม่อมฉันมีความยินดีมากที่พระองค์และพระเทวีเสด็จมาถึงเมืองของหม่อมฉัน  หม่อมฉันขอต้อนรับด้วยความยินดี  ผิว์ดังนั้น หม่อมฉันขอเรียนเชฺิญพระองเสวยทิพยสมบัติในเมืองนี้ หม่อมฉันจะแบ่งสมบัติให้พระองค์ครึ่งหนึ่ง  ขอเรียนเชิญเสวยทิพยสมบัติที่สุวรรณนครกับพระเทวีด้วยความเป็นสุขเถิด

   พระบรมโพธิสัตว์ตรัสว่า "หม่อมฉันขอขอบพระทัยในไมไมตรีจิตที่พระองค์ทรงมอบให้แก่หม่อมฉัน  หม่อมฉันจะพักอาศัยอยู่ในสุวรรณครนี้เพียง ๑ เดือน หลังจากนั้นหม่อมฉันก็จะมอบคืนทิพยสมบัตินี้แก่พระองค์คืนแล้วหม่อมฉันก็จะลาไป"  พระบรมโพธิสัตว์เมื่อเสวยทิพยสมบัติที่สุวรรณนครที่ยอดภูเขาไกรลาสเป็นเวลา ๑ เดือนแล้วก็ได้ทรงมอบคืนซึ่งทิพยสมบัติแก่พระเจ้าทุมราชพญากินนรแล้ว  พระองค์และเทวีก็ทรงลาพระเจ้าทุมราชพญากินนรแล้วก็ทรงเหาะเหิรไปในอากาศด้วยอำนาจของพระแสงขรรค์  ในขณะที่เหาะไปนั้นก็ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นสระอโนดาดก็ทรงปราถนาที่จะชำระร่างกาย  จึงพาพระเทวีลงสู่ท่าแห่งสระอโนดาดและพระองค์พร้อมด้วยพระเทวีก็ได้ลงชำระร่างกายในสระอโนดาดที่มีน้ำอันเย็นสบายพระวรกายกายยิ่งนัก  และพระองค์ก็ได้ทรงเที่ยวชมป่าไม้ภูเขาและแม่น้ำรอบสระอโนดาดประมาณ ๑ เดือน  ต่อจากนั้นพระองค์ก็พาพระเทวีเหาะไปยัง ฉัททันสระเพื่อชมความสวยงามของสระนี้  เมื่อทรงเห็นฉัททันสระพระองค์ก็บังเกิดชาติสรญาณคือระลึกชาติในหนหลังได้  แล้วทรงมีพระวาจาตรัสเล่าเรื่องราวในหนหลังให้พระเทวีฟังว่า "ดูก่อนน้องหญิงผู้เจริญ  ในปุพพชาติก่อนโน้นพี่ได้บังเกิดเป็นพญาช้างฉัททันต์ ตัวประเสริฐที่มีชื่อว่า "ฉัททันตะ" ที่อาศัยอยู่ในถ้ำทองคำที่ฉัททันต์สระนี้พร้อมด้วยนางช้างผู้เป็นบริวาร ๘๐๐๐ พันเชือก 

   เมื่อพระนางวินทุมดีราชเทวีได้ทรงฟังพระบรมโพธิสัตว์เล่าเรื่องแต่หนหลังให้ฟังก็ทรง บังเกิดระลึกชาติแต่หนหลังขึ้นมาได้ในทันใดจึงกราบทูลพระราชาว่ว "ข้าแต่มหาราช ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ  ในชาติปางก่อนโพ้นพระองค์ได้เสวยพระชาติเป็นพญาช้าง ฉัททันต์  หม่อมฉันก็ได้เสวยพระชาติเป็นนางช้างที่มีชื่อว่า "มหาสุภัททา" พระเจ้าข้า"  หม่อมฉันได้เป็นบาทบริจาริกาของพระองค์และได้อาศัยอยู่ในถ้ำทองคำร่วมกับพระองค์

   เมื่อทั้งสองพระองค์ได้ทรงเล่าเรื่องราวในอดีตแก่กันและกันก็ชวนกันเสด็จลงสู่ฉัททันต์สระเพื่อชมสัตว์ดอกไม้ต้นไม้และความสวยงามของสระ เมื่เที่ยวชมถ้ำและคูหาบริเวณฉัท ทันต์สระเป็นที่สำราญพระราชหฤทัยแล้วก็พาเอาพระเทวีเหาะขึ้นไปสู่อากาศก็ทรงมองเห็นเมืองสุวรรณภูมิอันสวยงามที่ตั้งอยู่ยอดเขาในป่าหิมพานต์แต่ไกล  เหตุที่มีชื่อว่าเมือง สุวรรณภูมิเพราะที่เมืองนี้มีบ่อทองคำอยู่ ๒ บ่อและภูเขาลูกนี้มีน้ำอันอุดมและยังเต็มไปด้วยเครื่องต่างอีกด้วย

   ในท่ามกลางแห่ภูเขาลูกนี้มีกระดานแก้วไพฑุรย์อันหนึ่งซึ่งสูงได้ ๔๐ ศอก  กว้างและยาว  ๓๐ ศอก  กระดานแก้วไพฑูรย์อันนี้เป็นที่นั่งของพวกวิทยาธรทั้งหลาย  วิทยาธรทั้งหลายถ้ามาตักน้ำในบ่อทองนั้นแล้วก็จะไปนั่งบนกระดานแก้วไพฑูรย์อันนี้ก่อนจึงจะกลับ

   พระบรมโพธิสัตว์เมื่อทรงมองเห็นแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์อันน่านั่งน่านอนยิ่งนัก จึงตรัสกับพระเทวีว่า "มาเถิดน้องนางผู้มีพักตรอันเจริญ  เราจะมานั่งนอนบนแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์อันน่ารื่นรมย์นี้ให้สบาย  ทั้งสองพระองค์ก็ได้บรรทมหลับอยู่บนแผ่นกระดาน แก้วไพฑูรย์

   ขณะนั้นมีวิทยาธรตนหนึ่งเหาะมาในอากาศครั้รเห็นพระบรมโพธิสัตว์และพระเทวีบรรทมหลับอยู่เหนือแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์ก็มีจิตริษยา ก็จึงเดินย่องเข้าไปจับเอาพระแสงขัน แล้วก็เหาะหลบหนีไป  เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ทรงตื่นจากบรรทมไม่เห็นพระแสงขรรค์ก็ตก ใจจึงตรัสกับพระเทวีว่า "ดูก่อนพระน้องนางพระแสงขรรค์ของเราถูกขโมยไปแล้ว เราจะต้องเดินด้วยเท้ากลับบ้าน"  ทั้งสองพระองค์ก็จึงเสด็จดำเนินลงจากภูเขาด้วยพระบาทเปล่า เมื่อเเสด็จลงมาถึงอ่าวสมุทรทั้งสองพระองค์ก็ได้ทรงขี่ขอนไม้งิ้วข้ามอ่าวสมุทร พอตกเวลากลางคืนก็เกิดลมพายุใหญ่พัดจนขอนไม้งิ้วนั้นหักออกเป็นสองท่อน ท่อนหนึ่งพระบรมโพธิสัตว์ทรงขี่ไป  อีกท่อนพระเทวีทรงขี่ไป ทั้งสองพระองค์ก็ได้พลัดพรากจากกันไปคนละทิศละทาง  ทั้งสองพระองค์ร้องเรียกหากันได้คนละ ๔ - ๕ คำก็แยกกันไป  พระเทวีถูกกระแสคลื่นพัดเข้าไปถึงฝั่ง  ส่วนพระบรมโพธิสัตว์ก็ล่องลอยไปในสมุทรนานได้ ๗ วัน ก็ร้อนถึงท้าวสักกเทวราชๆ ก็ได้เสด็จไปคุกคามวิทยาธรที่ลักพระแสงขรรค์ด้วยพระสุรเสียงอันดัง ทำให้วิทยาธรหวาดกลัวจึงได้นำเอาพระขรรค์ไปคืนพระบรมโพธิสัตว์

   เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ทรงได้พระแสงขรรค์คืนแล้วก็ได้เหาะตามหาพระเทวี  พระองค์ก็ได้ไปพบพระเทวีบวชเป็นนางชีกำลังทำโรงทานเพื่อแจกทานให้แก่วณิพกยาจกคนยากคนจนเข็ญใจและคนกำพร้า  หลังจากให้ทานเสร็จแล้วพระบรมโพธิสัตว์จึงพาพระเทวีกลับคืนสู่พระนคร

                   เรื่องกินนรและกินรี

     

   ๐กินนรและกินรีสามารถสมสู่กับมนุษย์ได้  มีเรื่องเล่าไว้ในมโหสถชาดกว่า "ในป่าหิม พานต์ นั้นมีกินนรกินรีอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ในอดีตกาลนานมาแล้วมีพรหมณ์คนหนึ่ง เป็นคนมีปัญญาดีมองเห็นโทษของกามคุณจึงได้ออกบาชเป็นดาบสในป่าหิมพานต์ซึ่งอยู่ ใกล้กับถ้ำอันเป็นที่อยู่อาศัยของพวกกินนรและกินรีทั้งหลาย  ในปากถ้ำอันเป็นที่อยู่ของพวกกินนรและกินรีทั้งหลายเหล่านั้นมีแมลงมุมใหญ่อยู่ตัวหนึ่งจับอยู่ที่ปากถ้ำอันเป็นที่อยู่อาศัยของพวกกินนรและกินรี  เมื่อกินนรหรือกินรีตัวไหนเดินไปชนมันเข้ามันๆก็จับกัดคอกินเป็นอาหารทำให้พวกกินนรและกินรีทั้งหลายเกิดความทุกข์ใจเป็นอันมาก  พวกกินนรและกินนรีทั้งหลายจึงปรึกษากันว่าทำอย่างไรพวกเราจึงจะกำจัดแมลงมุมตัวนี้ได้  ในขณะนั้นมีกินรผู้หนึ่งพูดขึ้นว่า "ผู้ที่จะช่วยเหลือพวกเราได้ก็เห็นมีแต่ดาบสที่อาศัยอยู่ใกล้กับพวกเราเท่านั้น"

   เมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกันแล้วจึงได้พากันไปหาพระดาบส  เมื่อพระดาบสเห็นพวกกินนรและกินรีมาหาจึงได้ถามขึ้นว่า "พวกท่านมาหาเราด้วยจิตประสงค์สิ่งใดหรือ?"

   พวกข้าพเจ้าทั้งหลายมาพบท่านในวันนี้ด้วยจิตประสงค์อยากให้ท่านช่วยเหลือ"

   พระดาบสจึงถามว่า "พวกท่านมีทุกข์สิ่งใดหรือ?"

   พวกกินนรและกินรีทั้งหลายจึงพูดว่า "ในขณะนี้พวกข้าพเจ้ามีทุกข์ด้วยแมลงมุมใหญ่ที่จับอยู่บนปากถ้ำอันเป็นทางเข้าออกของพวกข้าพเจ้าทั้งหลาย"

   พระดาบสจึงถามว่า "พวกท่านจะให้เราทำอะไรกับแมลงมุมตัวนั้นหรือ?"

   พวกกินนรและกินรีทั้งหลายจึงพูดว่า "พวกข้าพเจ้าทั้งหลายอยากให้ท่านช่วยฆ่าแมลง มุมตัวนั้นให้หน่อย ขอรับ"

   พระดาบสพูดว่า "เราหนีจากถิ่นของมนุษย์เข้ามาอยู่ในป่าหิมพานต์นี้ก็เพื่อจะละจากการทำบาป การที่พวกท่านให้เราฆ่าแมลงมุมนั้นก็เป็นปานาติบาตผิดศีลข้อที่หนึ่ง พวกท่านทั้งหลายจะมาขอร้องให้เราทำบาปทำไม พวกท่านจงหนีไปโดยเร็วเถืด"  เมื่อพวกกินนรกินรี ทั้งหลายถูกดาบสขับไล่ก็ได้พากันหลีกหนีไป

   เมื่อกินนรและกินรีทั้งหลายถูกดาบสขับไล่ไปก็ได้ปรึกษาหารือกันว่า "พวกเราจะทำอย่างไรถึงจะให้ดาบสฆ่าแมลงมุมยักษ์ตัวนี้ได้"

   กินนรผู้หนึ่งได้พูดขึ้นว่า "เราจะต้องใช้อุบายนารีพิฆาตกับพระดาบสท่านจึงจะฆ่าแมลงมุมยักษ์ให้พวกเรา  ถ้าพวกเราใช้วิธีอย่างอื่นเช่น ให้ทรัพย์สินเงินทองคงไม่ได้เพราะท่านออกบวชท่านได้ละทื้งทรัพย์เงินทองบ้านเรือนมาแล้ว  ธรรมดาของผู้ชายหนุ่มอย่างท่านดาบสคนนี้จะตัดขาดจากความสวยงามของผู้หญิงย่อมไม่ได้โดยเด็ดขาด  พวกเรามีนางกินนรีที่มีชื่อว่า "ระตะนะวะดี" หล่อนมีรูปร่างที่สวยงามกว่าใครๆ ยังไม่มีสามีพวกเราควรยกนางกินรีผู้นี้ให้เป็นบาทบริการิจาของพระดาบสๆจึงจะฆ่าแมลงมุมยักษ์ตัวนี้ให้แก่พวกเรา เมื่อที่ประชุมได้ตกลงกันเช่นนี้แล้วจึงได้พาเอานางระตะนะวะดีกินรีไปถวายให้เป็นบาทบริการิจาของดาบส

   เมื่อพระดาบสเห็นพวกกินนรและกินรีทั้งหลายกลับมาหาอีกจึงถามขึ้นว่า "พวกท่านทั้ง หลายมาหาเราเพื่ออะไรอีกหรือ?"

   พวกกินนรและกินรีทั้งหลายจึงพูดขึ้นว่า "พวกข้าพเจ้าทั้งหลายได้ถูกแมลงมุมยักษ์ตัวนี้ ฆ่าตายเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ขอท่านพระดาบสช่วยพวกข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิด นี้คือนางกินรีผู้มีศิริโฉมอันงดงาม  พวกเราขอมอบนางให้เป็นบาทบริการิจาของท่าน ขอให้ท่านจงช่วยเหลือพวกเราด้วยเถิด ขอรับ"

   ส่วนพระดาบสเมื่อได้ยินข้อเสนอของพวกกินนรและกินรีทั้งหลายจึงได้ชำเรืองตาไปดู นางระตะนะวะดีกินรีผู้เลอโฉม พอได้เห็นรูปโฉมอันสวยงามของนางที่สวยประดุจดังนางฟ้าในเมืองสวรรค์ก็เกิดความรักอันเสียวซ่านแผ่เข้าไปจับขั้วแห่งหัวใจในทันที จึงไม่กล้าที่จะปฏิเสธไม่รับข้อเสนอนี้  จึงพูดว่า " เอาเถอะ เมื่อท่านทั้งหลายมีจุดประสงค์เช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็จะช่วยกำจัดทุกข์นี้ให้แก่พวกท่าน"

   เมื่อพระดาบสรับข้อเสนอของพวกกินนรและกินรีแล้วจึงถือไม้เท้าท่อนใหญ่ไปยืนรออยู่ ที่ปากถ้ำพอเห็นแมลงมุมยักษ์มาจึงตรงเข้าไปทุบแมลงมุมด้วยท่อนไม้  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาที่ปากถ้ำอันเป็นที่อยู่ของพวกกินนรและกินรีก็ไม่มีแมลงมุมมารบกวนอีกเลย

   ฝ่ายพระดาบสก็ได้อยู่กับนางกินรีระตะนะวะดีผู้มีเรือนร่างอันสวยงามในฐานะสามีภรรยากัน พระดาบสลุ่มหลงในเรือนร่างอันสวยของเธอมากจนทำให้มีลูกมีหลานแตกออกมาเป็นจำนวนมากและได้อาศัยอยู่ในป่าหิมวันต์นั้นจนสิ้นอายุขัย

                   เรื่องของพญาจันทกินนร

        

   ๐มีภูเขาลูกหนึ่งที่มีชื่อว่า "จันทบรรพต" อยู่ในป่าหิมพานต์  ภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาเงินทั้งหมด มันเป็นที่อยู่ของหมู่กินนรและกินรีจำนวนมาก  ครั้นถึงฤดูฝนพวกกินนรและกินรีทั้งหลายจะไม่อยู่บนยอดเขาจะลงไปยังพื้นแผ่นดิน

   เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพญากินนรที่มีชื่อว่า "จันทะ" พระนางยโสธราเสวยพระชาติเป็นนางจันทะกินรี  พญาจันทะกินนร ครั้นฤดูฝนมาถีงก็ได้พาเอานางจันทะกินรีผู้เป็นภรรยาลงจากยอดเขาจันทบรรพตสู่พื้นล่าง  เพื่อเก็บดอกไม้ร้อยกรองประดับประดาซึ่งกันและกันแล้วก็พากันผูกชิงช้าโลดเล่นตามอัธยาศัย  ครั้นเล่นจนร้อนแล้วก็พากันลงอาบน้ำในสระตื้นๆที่มีรสชาติอันจืดสนิท  ก่อนจะลงอาบน้ำก็ได้ทรงโปรยปรายดอก ไม้ที่มีกลิ่นหอมลงไปในน้ำทำให้น้ำมีกลิ่นหอมไปด้วย  เมื่อเสด็จขึ้นมาจากน้ำแล้วก็นุ่งห่ม ด้วยดอกไม้อันร้อยกรองไว้แล้วทรงนั่งเล่นบนอาสนะดอกไม้ที่ปูลาดไว้แล้วบนหาดทรายสีขาวประดุจดังเงิน  พญาจันทะกินนรทรงดีดพิณที่มีสีเหลืองประดุจดังผลมะตูมสุกและทรง ร้องเพลงประสานเสียงพิณไปด้วยอย่างไพเราะยิ่งนัก  ส่วนพระนางจันทะกินรีก็ทรงฟ้อน รำและขับร้องเพลงด้วยสำเนียงอันไพเราะเนาะโสตยิ่งนักบนหาดทรายนั้น

   ในกาลครนั้งนั้นพระเจ้าพรหมทัตต์แห่งเมืองพาราณสีได้เสด็จประพาสเล่นในป่าหิม พานต์ พระองค์เดียวก็ทรงเสด็จไปถึงที่หาดทรายนั้น เมื่อพระองค์เสด็จไปถึงหาดทรายนั้น  พระองค์ก็ทรงได้ยินเสียงเพลงที่ร้องประสานกันอย่างไพเราะเพาะพิ้งยิ่งนักซึ่งพระ องค์ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลย พระองค์จึงเดินย่องเข้าไปใกล้ๆเพื่อจะรู้ว่ามันเป็นเสียงร้องของใครกันแน่  เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปใกล้แล้วก็ทรงแอบยืนดูอยู่ก็ทรงแลเห็นพระนางจันทะกินรีช่างมีรูปร่างอันสวยงามยิ่งนัก  เมื่อพระองค์ทรงแลเห็นพระนางจันทะกินรี ก็เกิดความรักในเรือนร่างอันสวยงามของพระนางจันทะกินรีอย่างแรงกล้า

   ส่วนพญาจันทะกินนรเมื่อถูกพรพะเจ้าพรหมทัตต์ยิงด้วยธนูก็ได้เรียกพระนางจันทกินรี เข้ามาใกล้แล้วทรงพูดกับภรรยาว่า "ดูก่อนน้องหญิงพี่ถูกยิงด้วยธนูเห็นจะไม่รอดพี่จะต้องตายพลักพรากจากน้องหญิงในเร็วๆนี้ ขอให้น้องหญิงกลับไปยังที่อยู่แห่งเราที่ภูเขาจันทบรรพตเถิด"  เมื่อนางจันทกินรีได้ยินสามีพูดเช่นนั้นก็ร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนายิ่งนัก พลางพูดว่า "น้องจะไม่ยอมกลับถึงพี่ตายไปแล้วน้องก็จะยอมตายไปด้วยเราจะไม่พลัด พรากจากกัน" 

   พญาจันทกินนรเมื่อได้ยินศรีภรรยาพูดออกมาเช่นนั้นจึงพูดปลอบประโลมว่า "ดูก่อนน้องหญิงเธอจะตายไม่ได้เธอต้องกลับไปดูแลลูกและญาติพี่น้องของเรา เธอมีภาระที่จะต้องทำอยู่ ถ้าเธอมาตายไปอีกคนใครจะเลี้ยงดูพ่อแม่และลูกของเรา" 

   ในขณะที่สองสามีภรรยากำลังปรับทุกข์กันอยู่  พระเจ้าพรหมทัตต์ที่แอบอยู่ในพุ่มไม้  ก็รีบออกมาพูดอาสาที่จะนำนางจันทะกินรีไปเลี้ยงดูเป็นพระมเหสี ณ ที่เมืองพาราณสี  นาง จันทกินรีจึงได้บินขึ้นไปจับบนยอดเขาสูงแล้วพูดประกาศออกมาว่า "ดูก่อนพระราชาผู้ลามก ท่านได้ฆ่าสามีของเราด้วยธนู  ท่านเป็นพระราชาที่โหดร้าย ท่านอย่าได้หวังเลยที่จะได้เราไปเป็นภรรยา  เรายอมตายดีกว่าที่จะไปเป็นภรรยาของพระราชาผู้ชั่วช้าลามกเช่น กับด้วยท่านเราขอตายดีกว่า"

   พระเจ้าพรหมทัตต์เมื่อเห็นว่าจะไม่ได้นางจันทกินรีผู้เลอโฉมไปเป็นภรรยาแล้วก็ได้เดินเสด็จหนีไปจากที่นั้นเสีย  นางจันทกินรีเมื่อเห็นพระเจ้าพรหมทัตต์เดินหนีไปแล้วคิดว่าคงปลอดภัยแล้วจึงได้บินลงมาหาพญาจันทกินนรผู้สามีแล้วพูดว่า "พี่อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ น้องจะพาพี่กลับสู่บ้านของเรา" 

   ครั้นนางจันทกินรีนำสามีผู้บาดเจ็บสู่บ้านเมืองแล้ว จึงได้นำเอาร่างไปนอนไว้บนเตียงแล้วเอาศีรษะมาพาดไว้บนตักแล้วใช้มือไปลูบครำไปที่ร่างและตรงหน้าอกของสามี รู้ว่าสามียกมีชีวิตจึงได้ประนมมือขึ้นแล้วพูดประกาศว่า "ข้าแต่เทพพระเจ้าที่อยู่ในป่าหิม พานต์และเทพเจ้าผู้มีบุญหนักศักดิ์ที่ออยู่ในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น ตลอดไปทั้งเจ้าป่าและเจ้าเขาทั้งหลาย ด้วยอำนาจคุณงามความดีและด้วยอำนาจที่ข้าพเจ้าที่มีใจจงรักภักดีต่อสามีมาตลอดชีวิต ขอให้ท่านจงประทานชีวิตสามีให้กลับมาต่อชีวิตให้แก่ตัวข้าพเจ้าด้วยเถิด"

   เมื่อนางจันทกินรีกล่าวอธิษฐานจบก็ทำให้ร้อนไปถึงพระแท่นบัณฑุกัมพลศืลาอาสน์  อันเป็นที่ประทับนั่งของท้าวสักกเทวราชผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เกิดการแข็งกระด้าง ท้าวสักกเทวราชจึงทรงเล็งทิพยเนตรลงมาตรวจดูก็ทรงทราบว่านางจันทกินนรีกำลังเดือดร้อนเรื่องชีวิตของสามี  เมื่อทรงทรนาบเช่นนี้พระองค์ก็เนรมิตเป็นพราหมณ์ถือน้ำเต้าเหาะลงมายังสำนักของนางจันทกินรีพรนะองค์ก็ทรงรินน้ำทิพย์ลงบนร่างของพระบรมโพธิสัตว์ บัดเดี๋ยวพระบรมโพธิสัตว์ก็ทรงหายจากการบาดเจ็บไปจนหมดสิ้น  พญาจันทกินนรบรมโพธิสัต์ก็ทรงลุกขึ้นยืนได้  เมื่อนางจันทกินรีเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นนางก็ดีใจยิ่งนักก้มลง กราบที่พระบาทของเท้าสักกเทวราช

   ส่วนท้าวสักกเทวราชก็ทรงให้พระโอวาทว่า "ตั้งแต่นี้ต่อไปเจ้าทั้งสองอย่าได้ลงไปเล่นในถิ่นของพวกมนุษย์ เพราะพวกมนุษย์ส่วนมากมีใจโหดร้าย เจ้าจงพากันเล่นอยู่แต่ในบริเวณภูเขาจันทบรรพตนี้เถิด" เสร็จแล้วพระองค์ก็เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

          

                       เรื่องของดาบส

     

  

     ๐ในป่าหิมพานต์ทางด้านทิศเหนือ  มีภูเขาทองคำอันเป็นที่อยู่อาศัยของพวกดาบสเป็นจำนวนมาก  มีแม่น้ำสายหนึ่งที่มีชื่อว่า "สีทานะที"  แม่น้ำสายนี้ไหลไประหว่างทั้งสองข้างของภูเขาทองนี้  แม่น้ำสายนี้มีความละเอียดเหมือนแม่น้ำสีทันดร คือบุคคลไม่สามารถจะข้ามไปด้วยเรือหรือแพได้โดยที่สุดแม้แววหางนกยูงที่ตกลงไปในแม่น้ำนี้ก็ไม่สามารถจะลอยอยู่เหนือน้ำได้  ภูเขาทองคำนั้นมีอยู่ทั้งสองฝากฝั่งของแม่น้่ำสีทานะที มันมีรัศมีรุ่ง โรจน์โชติช่วงประดุจดังเปลวเพลิงที่ไหม้อยู่ซึ่งต้นอ้อ  และริมฝั่งทั้งสองฝากของแม่น้ำสีทานะทีนั้นยังเต็มไปด้วยดอกกฤษณาที่ส่งกลิ่นหอมอบอวนไปทั่วหมด  และในที่ทั้งสองฝากฝั่งของแม่น้ำสายนี้ยังมีหมู่ฤาษีประมาณหมื่นองค์อาศัยอยู่ตรงนี้ด้วย  ฤาษีดาบสแต่ละองค์ล้วนได้อภิญญา ๕  และสมาบัติ ๘  ทั้งนั้น พอถึงเวลาเช้าก็ออกภิกขารทั้งนั้น  พระดาบสบางจำพวกก็เหาะไปภิกขาจารในอุตตรกุรุทวีปอันเป็นที่อยู่ของมนุษย์ที่มีอายุขัย ๑๐๐๐ ปี ที่อยู่ทางด้านทิศเหนือของจักรวาล 

    พระดาบสบางจำพวกก็เหาะไปนำเอาผลไม้หว้าซึ่งเป็น ไม้ประจำของชมพูทวีปมาฉันแทนข้าว  พระดาบสบางพวกก็ได้เหาะไปนำเอาผลไม้ในป่าหิมพานต์ที่มีรสชาติอันอร่อยมาฉัน   และพระดาบสบางจำพวกก็ได้เหาะไปภิกขาจารในหมู่ บ้านน้อยใหญ่และเมืองใหญ่เมืองน้อยในชมพูทวีป  พระดาบสทั้งหมื่นองค์เหล่านั้นล้วนแล้วแต่ได้อภิญญา ๕ ทุกองค์มีความเป็นอยู่ในฌานสมาบัติอย่างปราศจากตัณหาราคะ

    ในครั้งนั้นมีพระดาบสองค์หนึ่งเมื่อนุ่งห่มเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เหาะไปสู่เมืองพาราณสี  ตรงไปยังประตูบ้านของปุโรหิตพราหมณ์  ส่วนปุโรหิตพราหมณ์พิจารณาดูอากัปกิริยา ของพระดาบสแล้วก็เกิดความเลื่อมใส  ก็อาราธนาพระดาบสเข้าไปฉันในเรือนของตน ๓ วัน เมื่อได้เกิดวิสาสะความคุ้นเคยต่อกันแล้วจึงได้เรียนถามว่า "พระคุณเจ้ามาจากไหนและได้อาศัยอยู่ที่ไหน?"

    พระดาบสตอบว่า "

   

 

               

        

      

 

 

 

 

 

 

 

เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ

Visitors: 63,483