หน้าที่ ๖ มนุษย์ในป่าหิมพานต์

 

 

                มนุษย์ในป่าหิมพานต์

                     อิสิสิงคดาบส

       

      ๐สมัยหนึ่งพระบรมโพธิสัตว์ทรงเกิดในสกุลพราหมณ์อยูํในเมืองพาราณสี  เมื่ออยู่ครอง เรือนได้ไม่นานก็พิจารณาเห็นโทษในการเป็นฆารวาส  จึงบริจาคทรัพย์สมบัติทั้งหมดแก่ชนทั้งหลายแล้วจึงออกบวชเป็นดาบสอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์
    ครั้งนั้นยังมีแม่กวางตัวหนึ่งเที่ยวกินหญ้าอยู่ในที่ใกล้อาศรมของดาบสนั้น  นางกวางนั้นก็ได้กินหญ้าที่เกิดตรงที่พระดาบสถ่ายปัสสาวะ  จำเดิมแต่นั้นมานางกวางตัวนั้นก็ ได้มากินหญ้าตรงที่ถ่ายปัสสาวะของท่านดาบสบ่อยๆ  ไม่นานนางกวางก็ได้ตั้งครรภ์ เมื่อถึงกาลกำหนดที่จะคลอด นางกวางก็ได้คลอดลูกออกมาเป็นคน  ดาบสก็รู้ว่าทารกนั้นเกิดจากสมภาวะของตนก็เป็นธุระเอาใจใส่ในการเลี้ยงดูทารกนั้น  ครั้นทารกนั้นเติบโตแล้วก็สั่งสอนศิลปะวิทยาและภาษาของมนุษย์ให้  ครั้นเรียนจบแล้วก็ให้บวชเป็นดาบส

    อยู่มาวันหนึ่งพระดาบสได้พาดาบสกุมารไปยังป่าต้นนารีผล  เมื่อไปถึงต้นนารีผลแล้วก็ ได้ชี้แนะว่า "ดูก่อนดาบสน้อยต้นไม้นี้คือต้นนารีผล เวลามันมีดอกเมื่อบานออกมาแล้วจะมี รูปร่างเหมือนผู้หญิงทุกประการต่างแต่ว่ามันพูดภาษามนุษย์ไม่ได้  เจ้าเกิดในป่าหิมพานต์ เจ้ายังไม่เคยเห็นผู้หญิง ขอให้เจ้าจงจำเอาไว้ว่าผู้หญิงจะมีรูปร่างอย่างนี้ ห้ามเจ้าไปคบค้าสมมาคมกับผู้หญิงโดยเด็ดขาด เพราะผู้หญิงเป็นศัตรูของพรหมจรรย์  ผู้หญิงจะเป็นผู้กักกุมอำนาจและย่ำยีศีลของนักบวชให้พินาศฉิบหาย  เมือพระดาบสชี้แนะเกี่ยวกับผู้หญิงแก่ ดาบสกุมารแล้วก็พากลับมาที่อาศรม

    ครั้นต่อมาไม่นานพระดาบสผู้บิดาก็สิ้นอายุขัยไปบังเกิดในพรหมโลก  ดาบสกุมารครั้น บิดาสิ้นอายุไปแล้วก็เอาฌานเป็นของเล่นจำเริญฌานวันละหลายครั้ง  จึงทำให้ดาบสกุมาร มีฌานอันแก่กล้ามากและมีตบะเดชะอันพิลึกกึกกือยิ่งจึงมีชื่อว่า "อิสิสิงคดาบส" 

    อยู่มาวันหนึ่งอิสิสิงคดาบสได้เหาะขึ้นไปเที่ยวบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อันเป็นสถานที่อยู่ ของท้าวสักกเทวราช  เมื่อท้าวสักกเทวราชทรงทราบก็เกิดความปริวิตกเป็นอย่างยิ่งว่า

"อิสิสิงคดาบสคนนี้มีตบะเดชะแก่กล้ามาก  ถ้าขึ้นมาบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ก็จะได้เป็นท้าวสักกเทวราชอย่างแน่นอน เราก็จะเคลื่อนย้ายออกจากความเป็นท้าวสักกเทวราชในทันที จำเราจะต้องทำลายตบะเดชะของดาบสคนนี้ให้พินาศเราจึงจะอยู่เป็นสุข" 

  พระอินทร์ใช้กลอุบายนารีพิฆาตกำจัดอิสิสิงคดาบส

    เมื่อทรงคิดได้เช่นนี้แล้วก็ทรงสรรหานางฟ้าที่เป็นบาทบริการิจาของพระองค์จำนวน ๒๕ ล้านองค์  คัดเอาองค์ที่สวยที่สุดเพียงองค์เดียว  เมื่อพระองค์มองดูนางฟ้าที่เป็นบาทบริการิจาทั้งหมดแล้วก็ทรงเห็นนางฟ้าที่มีชื่อว่า  "อลัมพุสา"  ซึ่งเป็นนางฟ้าที่สวยที่สุด  พระองค์จึงมีเทวบัญชาให้เรียกนางฟ้าอลัมพุสามาพบแล้วจึงตรัสว่า "ดูก่อนอลัมพุสา  ฉัน มีภารกิจให้เธอไปทำยังโลกมนุษย์"

    นางฟ้าอลัมพุสาทูลถามว่า "ภารกิจอะไรหรือ พระเจ้าข้า"

    พระอินทร์ตรัสว่า "ฉันอยากจะให้เธอลงไปทำลายศีลของอิสิสิงคดาบส"

    นางฟ้าอลัมพุสาทูลบ่ายเบี่ยงว่า "หม่อมฉันไม่เหมาะที่จะไปทำภารกิจนี้ ขอให้พระองค์สรรหานางฟ้าองค์อื่นเถิด  พระเจ้าข้า"

    พระอินทร์ตรัสว่า "นางฟ้าองค์อื่นที่จะมีความฉลาดในการบำเรอชายเหมือนกับเธอไม่มีอีกแล้ว  ทั้งรูปร่างของเธอก็สวยกว่าใครทั้งหมด  เจ้าอาจสามารโลมเล้าให้อิสิสิงคดาบสให้ อยู่ในอำนาจได้"

    นางฟ้าอลัมพุสาทูลว่า "อิสิสิงคดาบสมีศีลแก่กล้าถึงเพียงนี้ใครไปโลมเล้าผู้นั้นจะมีบาปกรรมหนัก  ข้าพระองค์คิดเห็นบาปที่จะได้รับแล้วก็เกิดขนพองสยองเกล้า สตรีผู้ทำลายศีล ของพระดาบสจะเวียนว่ายตายเกิดในสังสารทุกข์อิกนานอย่างหลีกเลี่ยงมิได้  พระเจ้าข้า"

    ถ้าพระองค์จะทรงใช้หม่อมฉันจริงๆ พระองค์จะต้องเอาใจใส่ดูแลหม่อมฉันอยู่เนื่องๆ อย่าปล่อยให้หม่อมฉันต้องทนทุกข์ทรมานอยู่แต่ผู้เดียว

    พระอินทร์ตรัสว่า "เอาเถอะอลัมพุสา ฉันจะคอยดูแลเธออยู่เนื่องๆ ตามที่เธอต้องการ"

    เมื่อได้ฟังคำยืนยันจากพระอินทร์  นางฟ้าอลัมพุสาคนสวยก็เข้าไปในห้องสิริไสยาศ ทำ การประดับตกแต่งร่างกายด้วยด้วยทิพยอลังการอันสวยงามยิ่งนัก  เสร็จแล้วก็เหาะลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์สู่สำนักของอิสิสิงคดาบสในเวลาเช้ารุ่งอรุณ

    ขณะนั้นอิสิสิงคดาบสกำลังจับไม้กวาดๆ ศาลาโรงไฟอยู่  นางอลัมพุสาเทพธิดาจึงไปยืน แสดงกายให้ปรากฏขึ้นต่อหน้า  พระดาบสเมื่อได้เห็นโฉมงามของนางอลัมพุสาเทพธิดาแล้วก็ยินดีปรีดาเป็นยิ่งนักจนตั้งสติเอาไว้มิได้ทั้งๆเข้าใจอยู่ว่านี้คือผู้หญิงที่บิดาเคยเตือนเอาไว้อย่าได้ลุ่มหลงเป็นเด็ดขาดสิ่งนี้คือตัวทำลายพรหมจรรย์ของนักบวช 

    พระดาบสไม่สามารถหักห้ามจิตไว้ได้ก็เกิดความรักใคร่ในตัวนางอลัมพุสาอย่างหมดหัวใจในทันที ลืมคำสั่งสอนของบิดาที่แนะนำสั่งสอนเอาไว้จนหมดสิ้น   ตกอยู่ใต้อำนาจของความรักอย่างมากเหลือจนยากที่จะหยุดยั้งเอาไว้ได้

    พระดาบสจึงได้โอภาปราศัยกับนางว่า "ท่านเป็นเทพธิดาหรือมนุษย์  ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิด มาข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นผู้หญิงคนใดเลอโฉสวยงามเช่นน้ี"

    นางอลัมพุสากล่าวว่า "ถ้าท่านมีจิตปฏิพัทธ์ในตัวของดิฉันแล้วก็มาเถิด อย่าพูดถึงเรื่องอื่นเลย เชิญท่านไปยังศาลาด้วยกันเถิด นางอลัมพุสาเทพธิดากล่าวดังนี้แล้วก็ทำทีเป็นเดินหนีไป"

    พระดาบสเมื่อเห็นนางเดินหนีไปก็นรีบเดินไปคว้าเอากลุ่มมวยผมของนางไว้  นางอลัมพุสาก็หันหน้ามาแล้วก็ไปสวมกอดพระดาบสเข้าไว้  ฌานและตบะเดชะของอิสิสิงคดาบสก็ดับสูญไปในขณะนั้น  ครั้นฌานและตบะเดชะเสื่อมสูญสิ้นไปแล้ว อิสิสิงคดาบสก็สิันสติสมปฤดีด้วยรสสัมผัสอันเป็นทิพย์จากร่างกายของนางอลัมพุสาเทพธิดา  อิสิสิงคดาบสก็ หมดสติหลับสลบสไหลไปด้วยอำนาจของกามราคะอย่างยาวนาน  นางอลัมพุสาก็ระลึกถึงพระอินทร์  สมเด็จอมรินทร์ก็ส่งบัลลังค์ทิพย์ลงมารับ นางอลัมพุสาก็อุ้มเอาพระดาบสที่สลบสไหลที่แอบแนบอยู่บนอกขึ้นสู่บัลลังค์ทีพย์ไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นานได้ ๓ ปี นี้เป็นเวลาในโลกมนุษย์  แต่ถ้าเป็นเวลาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น อิสิสิงคดาบสสลบสไหลอยู่นั้นนานได้ ๓ ปี ไม่ได้กินอาหารอะไรเลย  ก็อยู่ได้เพราะรสสัมผัสอันเป็นทิพย์คุ้มครองรักษาเอาไว้  เมื่อครบ ๓ ปีแล้วก็ได้สติกลับฟื้นคืนมา  นางอลัมพุสาเทพธิดาก็บันดาลด้วยอิทธิฤทธิ์ให้บัลลังค์ทิพย์และร่างกายของนางให้หายไป

    ส่วนอิสิสิงคดาบสเมื่อหายจากการสลบสไหลได้สติกลับคืนมาแล้วก็เหลียวซ้ายแลขวาก็ เห็นต้นไม้อันเขียวชะอุ่มอยู่รอบศาลาโรงไฟที่ตนเคยอาศัยอยู่มาแต่ก่อน ก็เกิดมีจิตสังเวชรันทศสลดใจไม่สามารถอดกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้จึงร้องไห้ออกมาพร้อมกับพิไรรำรันพันว่า "ใครหนอ  มาโลมเล้าให้เราด้วยกิเลศจนทำให้เราสิ้นสติสมปฤดี"

    นางอลัมพุสาเทพธิดาที่หลบอยู่ตรงนั้นก็คิดว่า "ถ้าเราไม่พูดคุยกับดาบสๆก็จะแช่งชักหักกระดูกเรา  จำเราจะต้องแปลงกายให้ปรากฏแล้วก็แจ้งพฤติเหตุที่ได้มาทำเช่นนี้แก่ดาบสจึงจะถูกว่าแล้วนางอลัมพุสาเทพธิดาก็แสดงกายให้ปรากฏต่อหน้าอิสิสิงคดาบส

    นางอลัมพุสาเทพธิดาพูดกับพระดาบสว่า "ข้าแต่ท่านดาบส  ดิฉันเองที่มาโลมเล้าพระดาบสด้วยกิเลศกามทำให้ท่านต้องหลับสนิทไปนานถึง ๓ ปี"

    นางอลัมพุสาเทพธิดากล่าวว่า "ข้าแต่พระคุณเจ้า ดิฉันเป็นนางฟ้าอยู่เมืองสวรรค์  พระอินทร์ใช้ให้ดิฉันมาปรนนิบัติพระคุณเจ้า ตามที่พระคุณเจ้าจะพอใจ  พระคุณเจ้าเมื่อได้เห็นรูปร่างของดิฉันแล้วทำให้พระคุณเจ้าขาดสติไป ชมและหลงไหลในตัวดิฉันมากเกินไป จนทำให้พระคุณเจ้าตกอยู่ในอำนาจแห่งความประมาทจึงทำการล่วงเกินดิฉัน  จนตัวท่านศีลขาด"

    พระดาบสเมื่อได้ยินนางอลัมพุสาเทพธิดากล่าวออกมาเช่นนี้  ก็ระลึกถึงคำสั่งสอนที่บิดาบอกเตือนเอาไว้  ตัวข้าพเจ้านี้ชั่วช้านักหนาไม่ฟังคำสั่งสอนของบิดาที่ได้บอกสอนเอาไว้  บิดาอุส่าห์นำตัวข้าพเจ้าไปยังป่านารีผลเพื่อจะให้ไปดูรูปร่างของผู้หญิงที่เป็นตัวทำ ลายพรหมจรรย์ของนักบวช ถ้าเห็นแล้วต้องระวังอย่าไปลุ่มหลงโดยเด็ดขาด  แต่อาตมาเมื่อได้เห็นเรือนร่างอันสวยงามของคุณแล้ว ข้าพเจ้าก็ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง  คำสั่งสอนของบิดาที่สั่งสอนเอาไว้ก็ลบเลือนหายไปจากสมองและจิตใจของข้าพเจ้าจนหมดสิ้น มันมีแต่ คำว่า "รักและความลุ่มหลงเท่านั้น" ความรักเมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้คนตาบอดและหลงไหลอย่างลืมตัวจนทำให้คนทำชั่วได้ง่ายๆ  เหมือนตัวข้าพเจ้าที่ได้ฉิบหายไปจากศีลทำให้ขาดและเสื่อมจากองค์ฌานไปอย่างน่าเสียใจ  เอาเถอะโยมครั้งนี้ขอให้เป็นบทเรียนที่ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของอาตมาไปจนวันตาย ต่อไปอาตมาก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ อาตมาให้อภัยแก่โยม อาตมาขอยกโทษให้ ขอเราจงอย่าได้มีเวรมีภัยแก่กันและกันเลย

    นางอลัมพุสาเทพธิดาก็ได้ขอขมาโทษต่ออิสิสิงคดาบทด้วยความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เสร็จแล้วนางก็เหาะไปยังสถานที่อยู่ของตนในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

    ส่วนอิสิสิงคดาบสหลังจากเสื่อมจากองค์ฌานไปจนหมดสิ้นแล้วก็เริ่มจำเริญสมาธิใหม่พยายามเจริญจนทำให้ตัวเองกลับได้องค์ฌานมาเหมือนเดิม

                     จบเรื่องของอิสิสิงคดาบส

                        เรื่องของวิทยาธร

       

  ๐ วิทยาธร(วิชาธร,วิชชาธร),พิทยาธร,เพชรพญาธร(เป็นสำเนียงแปลงที่ปรากฏในนิทานร้อยกรองเรื่อง สิงหไกรภพ ของ สุนทรภู่) วิทยาธรและชื่ออื่นๆ สามารถแปลความหมายสรุปโดยรวมได้ว่า ผู้ทรงวิทยา คือความรู้  วิทยาธร คือ คำเรียกผู้มีความรู้ความสามารถด้าน วิทยาคม(วิชาอาคม) เล่นแร่แปรธาตุ ฯลฯ ความสามารถหลักของเหล่าวิทยาธรที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง คือ การเหาะเหินเดินอากาศ ซึ่งความสามารถของเหล่าวิทยาธร เรียกว่า ฤทธิ์ที่สำเร็จจากวิชา ดังนั้น วิทยาธร จึงสามารถแสดงฤทธิ์ได้หลากหลาย เช่น  เหาะไปในอากาศเหมือนนก  ล่องหนหายตัว แสดงภาพลวงตาเป็น พลช้างบ้าง พลม้าบ้าง พลรถบ้าง พลราบบ้าง คือเป็นกองทัพทั้ง ๔ เหล่า 

   แสดงภาพลวงตาเป็นกองทัพตั้งประชิดกันในรูปแบบต่างๆบ้าง ตั้งประชิดกันในอากาศกลางหาวบ้างฯลฯ เพิ่มเติมข้อมูลและคำอธิบายเรื่องฤทธิ์ชนิดต่างๆได้ที่ ว่าด้วยฤทธิ์ประเภทต่างๆ  ฤทธิ์ของเหล่าวิทยาธร ใช้ในการเหาะเป็นหลัก สามารถแสดงได้ ๓ วิธี คือ:-
    ๑.ของวิเศษ เช่น พระขรรค์ ตรีศูล ฯลฯ เป็นอาวุธที่ทำอย่างดี สามารถที่จะทิ่มแทง ย่ำยีและประหารสัตว์ได้ แล้วเหาะไปทางท้องฟ้าได้
    ๒.โอสถวิเศษ คือ
รากไม้ชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อใช้อำนาจเวทย์มนตร์ปลุกแล้วจะมีอานุภาพทำให้ผู้ที่ถือหายตัวได้

    ๓.เวทย์วิเศษ คือมนตราที่สามารถไปในอากาศได้ด้วยวิชาที่สำเร็จมาจากมนตร์ต่างๆ และรักษาวิชานั้นไว้ไม่ให้เสื่อมด้วยการประพฤติตนเสมอ ด้วยอำนาจการบริหารรักษาไว้ จึงได้เป็นวิทยาธร เพิ่มเติมเรื่องความเสื่อมจากวิชาได้ที่ ผู้ใดได้วิทยาอาคมขลังพึงระวัง!  แต่ถึงแม้วิทยาธรจะเป็นผู้มีฤทธิ์ แต่วิทยาธรนั้นก็ไม่ใช่สมณะ เพราะวิทยาธรส่วนมากมีนิสัยเจ้าสำราญและมักง่าย ชอบแอบลักลอบเข้าไปในสถานที่ต่างๆ ประพฤติตนเยี่ยงโจรและยังชอบลักลอบมีสัมพันธ์กับสตรีที่มีสามีแล้ว และบุตรสาวของผู้อื่น โดยมักลักลอบเหาะเข้าไปทางหน้าต่างห้องหอของหญิงที่ตนหมายตาไว้ในเวลากลางคืนแล้วใช้มนตร์สะกด และวิทยาธรมักจะมีความสัมพันธ์กับหญิงที่ตนหมายตาไว้บ่อยครั้งจนกว่าตนจะพอใจ ถ้าถูกจับได้ ก็จะสามารถใช้วิชาเหาะหนีไปได้ตลอด เพราะวิทยาธรจะใช้เวลาในช่วงกลางวันเพื่อฟื้นฟูวิชา เพราะมีข้อมูลระบุไว้ใน ปัพพชิตวิเหฐกชาดก ว่า วิทยาธรตนหนึ่ง เมื่อประพฤติล่วงเกินพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์หนึ่งในเวลากลางคืนแล้ว เมื่อถึงกลางวันวิทยาธรนั้นก็ยืนขาเดียวนมัสการพระอาทิตย์อยู่ที่สุสาน ราชบุรุษทั้งหลายเห็นวิทยาธรนั้นแล้วจึงพากันล้อมไว้ เมื่อวิทยาธรรู้ว่าการกระทำของตนมีคนรู้แล้ว จึงร่ายเวทย์เหาะไปทางอากาศ จากข้อมูลนี้ แสดงว่า วิทยาธรตนนี้เตรียมพร้อมหนีอยู่ตลอดเวลา จึงได้ทำการฟื้นวิชาอยู่ในป่าช้าอันเป็นที่สงัดเหมาะแก่การปลีกวิเวก เมื่อถูกล้อมจับจึงเหาะหนีได้ทันทีเพราะวิชาฟื้นแล้ว
    ส่วนรายละเอียดวิชาของวิทยาธรเท่าที่ค้นพบในตอนนี้มีเพียง การล่องหนหายตัวเท่านั้น ส่วนการเหาะไปในอากาศนั้นมีเพียงกรณีตัวอย่างอยู่หลายกรณี ซึ่งรายละเอียดของวิชาล่องหนหายตัวนั้น มีอยู่ใน อโยฆรชาดก และ ชัยทิศชาดก ประกอบรวมกันแล้ววิเคราะห์ได้ว่า วิทยาธรร่ายเวทย์ชื่อ โฆระ แล้วถือโอสถ(สมุนไพร) ข้าศึกทั้งหลายก็ไม่อาจแลเห็นได้ด้วยโอสถเหล่านั้น และโอสถที่ใช้ประกอบวิชาโฆระนี้ คือ รากไม้ชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อใช้อำนาจเวทย์มนตร์ปลุกแล้วจะมีอานุภาพทำให้ผู้ที่ถือหายตัวได้ 
   เนื่องจากวิทยาธรมีนิสียเจ้าสำราญเป็นอาจิณ แต่ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องแบ่งเวลาไว้สำหรับการบำเพ็ญตบะเพื่อฟื้นฟูวิชา ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา วิทยาธรทั้งหลายจึงเลือกอาศัยในสถานที่ที่มีทั้งความสงบและความสำราญรวมอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว คือ แดนหิมพานต์ เมื่อฟื้นวิชาได้แล้ว เหล่าวิทยาธรมักเหาะเหินเที่ยวชมไปตามสถานที่ต่างๆในแดนหิมพานต์ โดยมีสถานที่รวมตัวเหล่าวิทยาธร อันเป็นสถานที่ขึ้นชื่อ นามว่า ป่านารีวัน อันอุดมไปด้วยต้นไม้ที่มีดอกรูปร่างคล้ายสตรี เหล่าวิทยาธรจึงนิยมตัดดอกไม้เหล่านั้นกลับไปเชยชมในที่พำนักของตน เมื่อวิชาเสื่อมก็ทำสมาธิฟื้นวิชาใหม่ไปเรื่อยๆ เพราะวิทยาธรมีอายุยืนยาวเกินมนุษย์ทั่วไป
  แต่วิทยาธรเองก็มักจะมีกรณีพิพาทกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งส่วนมากก็เรื่องแย่งผู้หญิงหรือไม่ก็แย่งนารีผลกันนั่นแหละ บางทีก็ถึงขั้นฆ่ากันตายก็มี ทั้งนี้อาจเป็นเพราะวิทยาธรนั้นมีหลากหลายชนชาติ ซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันจึงมีปัญหากันบ่อยๆ
   วิททยาธรนั้นก็ไม่ใช่มนุษย์ไปซะหมด บางพวกอาจเป็นอมนุษย์แปลงกายเป็นรูปมนุษย์และบำเพ็ญตนเพื่อเพิ่มฤทธิ์ให้ตนเองจากการถือศีลเช่นวิทยาธร และบางส่วนก็เป็นกึ่งอมนุษย์ ซึ่งส่วนมากจะมีบิดาเป็นมนุษย์แต่มีมารดาเป็นเทวดาส่วนมากเป็นหญิงชาวจาตุมหาราชิกา เหล่าวิทยาธรเลือดผสมเหล่านี้จึงสามารถเรียนรู้วิชาอาคมต่างๆได้อย่างรวดเร็วเพราะมีความเป็นเทวดาอยู่ในตัวครึ่งหนึ่ง

   ในสมุททะโฆสะชาดกกล่าวไว้ว่า ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นสมุททะโฆสะกุมารในเมืองพาราณสี วันหนึ่งพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังเพื่อประพาสพระราชอุทยาน  ในเวลาของวันนั้นยังมีวิทยาธรตนหนึ่งที่มีชื่อว่า "รณะปัตตะวิทยาธร" กำลังสโมสรเล่นอยู่กับภริยาของตนในอุทยานนั้น เพื่อเก็บเอาดอกไม้มาร้อยกรองเพื่อประดับภริยาของตน เสร็จแล้วก็พากันเหาะไปในอากาศ

   ในกาลครั้งนั้นยังมีวิทยาธรตนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า "รณาภิมุขะวิทยาธร" ที่อาศัยอยู่บนยอดภูเขาทองที่มีชื่อว่า "สุทัสสะนะบรรพต"  รณาภิมุขะวิทยาธรก็อยู่ในอุทยานนั้นด้วย แต่เขาอยู่ในอุทยานนั้นคนเดียวไม่มีเพื่อน เพื่อเก็บดอกไม้มาประดับตนเองและเขาก็ได้เหน็บเอาพระแสงขรรค์ที่มีฤทธานุภาพมากมาด้วย  ในวันนั้นรณะปัตตะวิทยาธรเหาะมาในอากาศ  ส่วนรณาภิมุขะวิทยาธรเหาะไปในอากาศก็เหาะไปปะทะกันเข้าในกลางอากาศ ณะที่ตรงกลางเบื้องบนพระราชอุทยานนั้น

   ระณาภิมุขะวิทยาธรพูดกับรณะปัตตะวิทยาธรว่า "เราเป็นผู้ใหญ่กว่าท่านเรามาจากยอดภูเขาทองสุทัสสะนะบรรพต ท่านจงหลีกเราไปเถิด"

   รณะปัตตะวิทยาธรพูดว่า "เราจะไม่หลีกท่านๆ ไม่รู้จักเราหรือ เราชื่อว่า "รณะปัตตะ" อาศัยอยู่ที่ไกรราชบรรพต เรามีศักดานุภาพมากเป็นใหญ่กว่าท่าน เราจะหลีกท่านทำไม ท่านจงหลีกเราไปเถิด"

   ระณาภิมุขะวิทยาธรพูดว่า "เราไม่หลีก ท่านจะมาอ้างว่าตนมีฤทธิ์เดชมากนั้นไม่บังควรเลย เราไม่ยอมท่าน  ถ้าท่านเชื่อว่าตนมีฤทธิ์มาก เราจงมาทำสงครามกันเถอะ ว่าใครจะมีฤทธิ์เดชมากกว่ากัน"

   รณะปัตตะวิทยาธรพูดว่า "ได้สิ เราไม่กลัว  เราจะทำสงครามกับท่าน ท่านจะเก่งสักแค่ไหนจงมาทำสงครามกันเถอะ เราไม่กลัวเลย"  เมื่อต่างคนต่างไม่ยอมกันเช่นนี้  วิทยาธรทั้งสองตนก็ ใช้พระแสงขรรค์เข้าห้ำหั่นฟันแทงซึ่งกันและกันจนโชกเลือดไปทั้งตัว  รณะปัตตะวิทยาธรมีกำลังน้อยกว่าจึงถูกระณาภิมุขะวิทยาธรทิ่มแทงจนเลือดท่วมตัวร่างกายจึงย่อยยับไปหมด  ระณาภิมุขะวิทยาธรเห็นได้ทีจึงตรงเข้าอุ้มเอาภริยาของรณะปัตตะวิทยาธรแล้วหลบหนีไป 

   รณะปัตตะวิชาธรมีตัวอันย่อยยับไปด้วยพระแสงขรรค์มีรอยฟันแทงเต็มไปหมดเลือดออกมาท่วมตัวหมดเรี่ยวแรงจึงพ่ายแพ้แล้วตกลงไปยังพระราชอุทยานแห่งพระบรมโพธิสัตว์ที่พร้อมด้วยพระแสงขรรค์อยู่ในมือ

   ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์และพระเทวีได้ทรงเสด็จประพาสพระราชอุทยานในวันนั้น พระ องค์ทรงอนุญาตให้พระนางวินทุมดีราชเทวีทรงรออยู่ที่ปราสาท ที่อยู่ในท่ามกลางพระราชอุทยานนั้น ส่วนพระองค์พร้อมด้วยสูกะปุโรหิตและสูกะอำมาตย์ จึงเดินเที่ยวชมต้นไม้ดอกไม้และสระโบกขรณีไป ในทันใดนั้นพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นรณะปัตตะวิทยาธรนอนจมกองเลือดอยู่แต่ไกลจึงรีบดำเนินเข้าไปดูไกล้ๆ เมื่อรู้ว่ายังไม่ตายจึงทรงไต่ถามว่า "ท่านเป็นใคร? มาจากไหน? ทำไมถึงมีรอยฟันแทงเต็มไปหมดทั้งตัวเช่นนี้เล่า?"

   รณะปัตตะวิทยาธรกราบทูลว่า "ข้าแต่พระมหาบพิตร ข้าพระองค์ชื่อรณะปัตตะวิทยาธรซึ่งมาจากภูเขาไกรราชพร้อมด้วยภรรยาเพื่อชมดอกไม้ที่สวยงามในอุทยานนี้ ในขณะกลับก็เหาะไปปะทะกับวิทยาธรตนหนึ่งชื่อว่า "รณาภิมุขะวิทยาธร" เมื่อได้เหาะไปปะทะกันเข้าก็เกิดโมโหจึงเกิดทะเลาะกันขึ้น  ต่างฝ่ายก็ไม่ยอมให้อภัยซึ่งกันและกันจึงเข้าฟันแทงซึ่งกันและกัน  ข้าพระองค์มีฤทธิ์น้อยกว่าจึงถูกรณาภิมุขะวิทยาธรฟันแทงย่อยยับไปทั้งตัว จนหมดแรงแล้วจึงตกลงมาที่อุทยานนี้

   เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ทรงทราบเช่นนั้นก็ทรงมีพระทัยกรุณาจึงเรียก สูกะปุโรหิตและสูกะอำมาตย์มาช่วยกันหามรณะปัตตะวิทยาธรไปยังปราสาทเพื่อช่วยเหลือพยาบาล แล้วจึงทรงมีรับสั่งให้หาแพทย์ที่เชี่ยวชาญมาทำการรักษา  รักษาอยู่ ๕ วัน แผลในร่างกายของวิทยาธรจึงแห้งหายไป  รณะวิทยาธรครั้นสบายร่างกายหายโรคแล้วก็มีความกตัญญูในพระบรมโพธิสัตว์ จึงเข้าไปเฝ้าพระบรมโพธิสัตว์แล้วกราบทูลว่า "ข้าพระองค์ได้รับการรักษาจากพระองค์จนหายเป็นปกติแล้ว วันนี้ข้าพระองค์มาทูลลาพระองค์กลับไปยังที่อยู่และ ข้าพระองค์ขอทูลเกล้าถวายพระแสงขรรค์เล่มนี้แด่พระองค์เพื่อพระองค์จะได้ใช้สอยมันในคราวที่จำเป็น  พระแสงขรรค์เล่มนี้ถ้าพระองค์มีความประสงค์จะเสด็จไปที่ไหน พระองค์จงเอาพระแสงขรรค์มาถือไว้มันก็จะพาพระองค์เหาะไปในที่ต่างๆตามที่พระองค์ต้องการ และพระองค์ก็สามารถนำผู้ติดตามไปด้วย ๑ คน ห้ามเกินหนึ่งโดยเด็ดขาด พระองค์มีพระคุณต่อข้าพระองค์เป็นอันมาก ข้าพระองค์ไม่มีอะไรตอบแทนพระคุณนอกเสียจากพระแสงขรรค์เล่มนี้ พระเจ้าข้า"  พระบรมโพธิสัตว์ก็ทรงรับไว้ด้วยความยินดี  รณะปัตตะวิทยาธรก็ กราบทูลลาเหาะกลับไปทีอยู่ของตนที่ภูเขาไกรราชบรรพต

   พระบรมโพธิสัตว์เมื่อได้รับการถวายพระแสงขรรค์จาก รณะปัตตะวิทยาธรแล้วจึงตรัส เรียกพระนางวินทุมดีราชเทวีให้เข้ามาไกล้และวจึงตรัสว่า "ดูกรน้องนางผู้เจริญ  พี่มีความปราถนาที่จะไปเที่ยวเล่นที่ป่าหิมพานต์ เพื่อไปเชยชมต้นไม้ดอกไม้และภูเขาที่สวยงาม ณ ที่ป่าหิมพานต์ พี่มีความปราถนานี้มานานแล้วแต่ยังไปไม่ได้ เพราะยังไม่มีสิ่งที่จะพาเราไปได้  ณ บัดนี้พี่มีแสงขรรค์อันวิเศษที่จะพาเราไปได้แล้ว น้องหญิงจงเข้ามาไกล้ๆพี่เถิด  เมื่อพระนางวินทุมดีเสด็จเข้าไปไกล้พระบรมโพธิสัตว์จึงเอามือข้างขวาทรงจับที่พระแสงขรรค์ ส่วนมือข้างซ้ายทรงจับที่แขนของพระนางวินทุมดีแล้วโอบอุ้มให้ขึ้นมานั่งบนตักทรงเหาะขึ้นไปบนอากาศและทรงเหาะตรงไปยังป่าหิมพานต์ ดินแดนที่พระองค์ทรงปราถนา 

   ในขณะที่เหาะขึ้นไปในอากาศนั้นก็ทรงมองเห็นป่าเขาและเมืองต่างๆ และทรงมองเห็น ภูเขาในป่าหิมพานต์ที่สูงได้ ๔๐๐ โยชน์  กว้างและยาวได้ ๓๐๐๐ โยชน์ ที่ประดับด้วยยอด เขา ๘๔๐๐๐ โยชน์ และภูเขาในป่าหิมพานต์นั้นมีต้นกัลปพฤกษ์เป็นจำนวนมาก ใครปราถนาจะได้ข้าวน้ำอาหารและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มและปราถนาสิ่งใดๆก็หาได้จากต้นกัลปพฤกษ์ทั้งหลายเหล่านั้น  พระบรมโพธิสัตว์และพระเทวีครั้นเที่ยวชมป่าเขาต้นไม้ดอกไม้ในป่าหิมพานต์แล้ว ก็ทรงยืนอยู่บนยอดเขาในป่าหิมวันต์  พระองค์ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นกินนรกินนรีทั้งหลายที่มีปลีกงดงาม และสัตว์ทั้งหลายน้อยใหญ่ในพื้นแผ่นดินนั้น  ครั้นแล้วพระองค์ก็เก็บดอกไม้ที่สวยงามนานาชนิดมาประดับพระเทวีและได้ทรงเก็บผลไม้นานาชนิดมาเสวยกับพระเทวีอย่างเอร็ดอร่อยจนเป็นที่เบิกบานพระราชหฤทัยแล้ว  พระองค์พาพระราชเทวีลงสรงน้ำอันสดใสที่มีรสอันอร่อยทั้งสรงและเสวยน้ำที่มีรสชาติอันอร่อย เสร็จแล้วก็พาพระเทวีเดินเที่ยวชมถ้ำและหุบเขาที่สวยงามในป่าหิมวันต์ประเทศนั้นแล้ว  พระองค์ก็พาพระเทวีเข้าบรรทมในถ้ำและภูเขาที่สวยงามจนลืมที่จะกลับสู่พระนครครั้นเที่ยวชมสถานที่ต่างจนพอพระทัยแล้ว พระองค์ก็ทรงพาพระเทวีเหาะขึ้นไปในอากาศตรงไปยังภูเขาไกรลาส

                 เรื่องของพญากินนรแห่งสุวรรณนคร

      

   ๐ภูเขาไกรลาส เป็นภูเขาที่ล้อมรอบสระอโนดาดในป่าหิมพานต์  บนภูเขาลูกนี้มีเมืองๆหนึ่งที่มีชื่อว่า "สุวรรณนคร" สุวรรณนครนี้เป็นเมืองของพวกกินนรที่มีความสนุกสนานและสุขสบายเปรียบดังเมืองสวรรค์  ในเมืองสุวรรณครนี้มีพระราชาทรงพระนามว่า "พระเจ้าทุมราช"  เมื่อพระบรมโพธิสัตว์พาพระเทวีเสด็จมาถึงพระนครนี้จึงได้เสด็จเข้าไปในพระนครนี้  เมื่อพญากินนรที่มีชื่อว่า "ทุมราช" ได้เห็นพระบรมโพธิสัตว์และพระเทวีเสด็จเข้าในพระนครแล้วก็ทรงเข้าพระทัยว่าผู้นี้คือพระสมุททะโฆสและพระเทวี  ทรงดำริว่า "พระองค์พาพระเทวีเสด็จมาเมืองของเรานี้เพื่อประโยชน์อันใดหนอ?"

   พระเจ้าทุมราชพญากินนรจึงให้เสนาอำมาตย์ไปทูลเชิญพระองค์และพระเทวีเสด็จเข้าไปสู่สวรรณนครเชิญให้ประทับในบนอาสนะอันเสมอกันแล้วทรงไต่ถามว่า "พระองค์เสด็จ มาถึงเมืองสุวรรณครของข้าพระองค์โดยวิธีใดและเสด็จมาเพื่อประสงค์สิ่งใดหรือ?"

   พระบรมโพธิสัตว์ตรัสปราศัยว่า "หม่อมฉันเสด็จมาถึงพระนครของพระองค์นี้ด้วยอำนาจของพระแสงขรรค์พามาและเสด็จมาเพื่อเที่ยวชมความงดงามของภูเขาไกรราช  พระเจ้าทุมราชพญากินนรจึงตรงเข้าไปสวมกอดพระบรมโพธิสัตว์เจ้าแล้วทรงจูบที่กระหม่อมและเกล้าของพระบรมโพธิสัตว์แล้วตรัสปราศัยว่า "หม่อมฉันมีความยินดีมากที่พระองค์และพระเทวีเสด็จมาถึงเมืองของหม่อมฉัน  หม่อมฉันขอต้อนรับด้วยความยินดี  ผิว์ดังนั้น หม่อมฉันขอเรียนเชฺิญพระองเสวยทิพยสมบัติในเมืองนี้ หม่อมฉันจะแบ่งสมบัติให้พระองค์ครึ่งหนึ่ง  ขอเรียนเชิญเสวยทิพยสมบัติที่สุวรรณนครกับพระเทวีด้วยความเป็นสุขเถิด

   พระบรมโพธิสัตว์ตรัสว่า "หม่อมฉันขอขอบพระทัยในไมตรีจิตที่พระองค์ทรงมอบให้แก่หม่อมฉัน  หม่อมฉันจะพักอาศัยอยู่ในสุวรรณครนี้เพียง ๑ เดือน หลังจากนั้นหม่อมฉันก็จะมอบคืนทิพยสมบัตินี้แก่พระองค์คืนแล้วหม่อมฉันก็จะลาไป"  พระบรมโพธิสัตว์เมื่อเสวยทิพยสมบัติที่สุวรรณนครที่ยอดภูเขาไกรราชเป็นเวลา ๑ เดือนแล้วก็ได้ทรงมอบคืนซึ่งทิพยสมบัติแก่พระเจ้าทุมราชพญากินนรแล้ว  พระองค์และเทวีก็ทรงลาพระเจ้าทุมราชพญากินนรแล้วก็ทรงเหาะเหิรไปในอากาศด้วยอำนาจของพระแสงขรรค์  ในขณะที่เหาะไปนั้นก็ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นสระอโนดาดก็ทรงปราถนาที่จะชำระร่างกาย  จึงพาพระเทวีลงสู่ท่าแห่งสระอโนดาดและพระองค์พร้อมด้วยพระเทวีก็ได้ลงชำระร่างกายในสระอโนดาดที่มีน้ำอันเย็นสบายพระวรกายกายยิ่งนัก  และพระองค์ก็ได้ทรงเที่ยวชมป่าไม้ภูเขาและแม่น้ำรอบสระอโนดาดประมาณ ๑ เดือน  ต่อจากนั้นพระองค์ก็พาพระเทวีเหาะไปยัง ฉัททันสระเพื่อชมความสวยงามของสระนี้  เมื่อทรงเห็นฉัททันสระพระองค์ก็บังเกิดชาติสรญาณคือระลึกชาติในหนหลังได้  แล้วทรงมีพระวาจาตรัสเล่าเรื่องราวในหนหลังให้พระเทวีฟังว่า "ดูก่อนน้องหญิงผู้เจริญ  ในปุพพชาติก่อนโน้นพี่ได้บังเกิดเป็นพญาช้างฉัททันต์ ตัวประเสริฐที่มีชื่อว่า "ฉัททันตะ" ที่อาศัยอยู่ในถ้ำทองคำที่ฉัททันต์สระนี้พร้อมด้วยนางช้างผู้เป็นบริวาร ๘๐๐๐ พันเชือก 

   เมื่อพระนางวินทุมดีราชเทวีได้ทรงฟังพระบรมโพธิสัตว์เล่าเรื่องแต่หนหลังให้ฟังก็ทรง บังเกิดระลึกชาติแต่หนหลังขึ้นมาได้ในทันใดจึงกราบทูลพระราชาว่ว "ข้าแต่มหาราช ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ  ในชาติปางก่อนโพ้นพระองค์ได้เสวยพระชาติเป็นพญาช้าง ฉัททันต์  หม่อมฉันก็ได้เสวยพระชาติเป็นนางช้างที่มีชื่อว่า "มหาสุภัททา" พระเจ้าข้า"  หม่อมฉันได้เป็นบาทบริจาริกาของพระองค์และได้อาศัยอยู่ในถ้ำทองคำร่วมกับพระองค์

   เมื่อทั้งสองพระองค์ได้ทรงเล่าเรื่องราวในอดีตแก่กันและกันก็ชวนกันเสด็จลงสู่ฉัททันต์สระเพื่อชมสัตว์ดอกไม้ต้นไม้และความสวยงามของสระ เมื่เที่ยวชมถ้ำและคูหาบริเวณฉัททันต์สระเป็นที่สำราญพระราชหฤทัยแล้วก็พาเอาพระเทวีเหาะขึ้นไปสู่อากาศก็ทรงมองเห็นเมืองสุวรรณภูมิอันสวยงามที่ตั้งอยู่ยอดเขาในป่าหิมพานต์แต่ไกล  เหตุที่มีชื่อว่าเมือง สุวรรณภูมิเพราะที่เมืองนี้มีบ่อทองคำอยู่ ๒ บ่อและภูเขาลูกนี้มีน้ำอันอุดมและยังเต็มไปด้วยเครื่องต่างๆอีกด้วย

   ในท่ามกลางแห่ภูเขาลูกนี้มีกระดานแก้วไพฑุรย์อันหนึ่งซึ่งสูงได้ ๔๐ ศอก  กว้างและยาว  ๓๐ ศอก  กระดานแก้วไพฑูรย์อันนี้เป็นที่นั่งของพวกวิทยาธรทั้งหลาย  วิทยาธรทั้งหลายถ้ามาตักน้ำในบ่อทองนั้นแล้วก็จะไปนั่งบนกระดานแก้วไพฑูรย์อันนี้ก่อนจึงจะกลับ

   พระบรมโพธิสัตว์เมื่อทรงมองเห็นแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์อันน่านั่งน่านอนยิ่งนัก จึงตรัสกับพระเทวีว่า "มาเถิดน้องนางผู้มีพักตรอันเจริญ  เราจะมานั่งนอนบนแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์อันน่ารื่นรมย์นี้ให้สบาย  ทั้งสองพระองค์ก็ได้บรรทมหลับอยู่บนแผ่นกระดาน แก้วไพฑูรย์

   ขณะนั้นมีวิทยาธรตนหนึ่งเหาะมาในอากาศครั้นเห็นพระบรมโพธิสัตว์และพระเทวีบรรทมหลับอยู่เหนือแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์ก็มีจิตริษยา ก็จึงเดินย่องเข้าไปจับเอาพระแสงขัน แล้วก็เหาะหลบหนีไป  เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ทรงตื่นจากบรรทมไม่เห็นพระแสงขรรค์ก็ตกใจจึงตรัสกับพระเทวีว่า "ดูก่อนพระน้องนางพระแสงขรรค์ของเราถูกขโมยไปแล้ว เราจะต้องเดินด้วยเท้ากลับบ้าน"  ทั้งสองพระองค์ก็จึงเสด็จดำเนินลงจากภูเขาด้วยพระบาทเปล่า เมื่อเเสด็จลงมาถึงอ่าวสมุทรทั้งสองพระองค์ก็ได้ทรงขี่ขอนไม้งิ้วข้ามอ่าวสมุทร พอตกเวลากลางคืนก็เกิดลมพายุใหญ่พัดจนขอนไม้งิ้วนั้นหักออกเป็นสองท่อน ท่อนหนึ่งพระบรมโพธิสัตว์ทรงขี่ไป  อีกท่อนพระเทวีทรงขี่ไป ทั้งสองพระองค์ก็ได้พลัดพรากจากกันไปคนละทิศละทาง  ทั้งสองพระองค์ร้องเรียกหากันได้คนละ ๔ - ๕ คำก็แยกกันไป  พระเทวีถูกกระแสคลื่นพัดเข้าไปถึงฝั่ง  ส่วนพระบรมโพธิสัตว์ก็ล่องลอยไปในสมุทรนานได้ ๗ วัน ก็ร้อนถึงท้าวสักกเทวราชๆ ก็ได้เสด็จไปคุกคามวิทยาธรที่ลักพระแสงขรรค์ด้วยพระสุรเสียงอันดัง ทำให้วิทยาธรหวาดกลัวจึงได้นำเอาพระขรรค์ไปคืนพระบรมโพธิสัตว์

   เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ทรงได้พระแสงขรรค์คืนแล้วก็ได้เหาะตามหาพระเทวี  พระองค์ก็ได้ไปพบพระเทวีบวชเป็นนางชีกำลังทำโรงทานเพื่อแจกทานให้แก่วณิพกยาจกคนยากคนจนเข็ญใจและคนกำพร้า  หลังจากให้ทานเสร็จแล้วพระบรมโพธิสัตว์จึงพาพระเทวีกลับคืนสู่พระนคร

                   เรื่องกินนรและกินรี

     

   ๐กินนรและกินรีสามารถสมสู่กับมนุษย์ได้  มีเรื่องเล่าไว้ในมโหสถชาดกว่า "ในป่าหิม พานต์ นั้นมีกินนรกินรีอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ในอดีตกาลนานมาแล้วมีพรหมณ์คนหนึ่ง เป็นคนมีปัญญาดีมองเห็นโทษของกามคุณจึงได้ออกบาชเป็นดาบสในป่าหิมพานต์ซึ่งอยู่ ใกล้กับถ้ำอันเป็นที่อยู่อาศัยของพวกกินนรและกินรีทั้งหลาย  ในปากถ้ำอันเป็นที่อยู่ของพวกกินนรและกินรีทั้งหลายเหล่านั้นมีแมลงมุมใหญ่อยู่ตัวหนึ่งจับอยู่ที่ปากถ้ำอันเป็นที่อยู่อาศัยของพวกกินนรและกินรี  เมื่อกินนรหรือกินรีตัวไหนเดินไปชนมันเข้ามันๆก็จับกัดคอกินเป็นอาหารทำให้พวกกินนรและกินรีทั้งหลายเกิดความทุกข์ใจเป็นอันมาก  พวกกินนรและกินนรีทั้งหลายจึงปรึกษากันว่าทำอย่างไรพวกเราจึงจะกำจัดแมลงมุมตัวนี้ได้  ในขณะนั้นมีกินรผู้หนึ่งพูดขึ้นว่า "ผู้ที่จะช่วยเหลือพวกเราได้ก็เห็นมีแต่ดาบสที่อาศัยอยู่ใกล้กับพวกเราเท่านั้น"

   เมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกันแล้วจึงได้พากันไปหาพระดาบส  เมื่อพระดาบสเห็นพวกกินนรและกินรีมาหาจึงได้ถามขึ้นว่า "พวกท่านมาหาเราด้วยจิตประสงค์สิ่งใดหรือ?"

   พวกข้าพเจ้าทั้งหลายมาพบท่านในวันนี้ด้วยจิตประสงค์อยากให้ท่านช่วยเหลือ"

   พระดาบสจึงถามว่า "พวกท่านมีทุกข์สิ่งใดหรือ?"

   พวกกินนรและกินรีทั้งหลายจึงพูดว่า "ในขณะนี้พวกข้าพเจ้ามีทุกข์ด้วยแมลงมุมใหญ่ที่จับอยู่บนปากถ้ำอันเป็นทางเข้าออกของพวกข้าพเจ้าทั้งหลาย"

   พระดาบสจึงถามว่า "พวกท่านจะให้เราทำอะไรกับแมลงมุมตัวนั้นหรือ?"

   พวกกินนรและกินรีทั้งหลายจึงพูดว่า "พวกข้าพเจ้าทั้งหลายอยากให้ท่านช่วยฆ่าแมลง มุมตัวนั้นให้หน่อย ขอรับ"

   พระดาบสพูดว่า "เราหนีจากถิ่นของมนุษย์เข้ามาอยู่ในป่าหิมพานต์นี้ก็เพื่อจะละจากการทำบาป การที่พวกท่านให้เราฆ่าแมลงมุมนั้นก็เป็นปานาติบาตผิดศีลข้อที่หนึ่ง พวกท่านทั้งหลายจะมาขอร้องให้เราทำบาปทำไม พวกท่านจงหนีไปโดยเร็วเถืด"  เมื่อพวกกินนรกินรี ทั้งหลายถูกดาบสขับไล่ก็ได้พากันหลีกหนีไป

   เมื่อกินนรและกินรีทั้งหลายถูกดาบสขับไล่ไปก็ได้ปรึกษาหารือกันว่า "พวกเราจะทำอย่างไรถึงจะให้ดาบสฆ่าแมลงมุมยักษ์ตัวนี้ได้"

   กินนรผู้หนึ่งได้พูดขึ้นว่า "เราจะต้องใช้อุบายนารีพิฆาตกับพระดาบสท่านจึงจะฆ่าแมลงมุมยักษ์ให้พวกเรา  ถ้าพวกเราใช้วิธีอย่างอื่นเช่น ให้ทรัพย์สินเงินทองคงไม่ได้เพราะท่านออกบวชท่านได้ละทื้งทรัพย์เงินทองบ้านเรือนมาแล้ว  ธรรมดาของผู้ชายหนุ่มอย่างท่านดาบสคนนี้จะตัดขาดจากความสวยงามของผู้หญิงย่อมไม่ได้โดยเด็ดขาด  พวกเรามีนางกินนรีที่มีชื่อว่า "ระตะนะวะดี" หล่อนมีรูปร่างที่สวยงามกว่าใครๆ ยังไม่มีสามีพวกเราควรยกนางกินรีผู้นี้ให้เป็นบาทบริการิจาของพระดาบสๆจึงจะฆ่าแมลงมุมยักษ์ตัวนี้ให้แก่พวกเรา เมื่อที่ประชุมได้ตกลงกันเช่นนี้แล้วจึงได้พาเอานางระตะนะวะดีกินรีไปถวายให้เป็นบาทบริการิจาของดาบส

   เมื่อพระดาบสเห็นพวกกินนรและกินรีทั้งหลายกลับมาหาอีกจึงถามขึ้นว่า "พวกท่านทั้ง หลายมาหาเราเพื่ออะไรอีกหรือ?"

   พวกกินนรและกินรีทั้งหลายจึงพูดขึ้นว่า "พวกข้าพเจ้าทั้งหลายได้ถูกแมลงมุมยักษ์ตัวนี้ ฆ่าตายเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ขอท่านพระดาบสช่วยพวกข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิด นี้คือนางกินรีผู้มีศิริโฉมอันงดงาม  พวกเราขอมอบนางให้เป็นบาทบริการิจาของท่าน ขอให้ท่านจงช่วยเหลือพวกเราด้วยเถิด ขอรับ"

   ส่วนพระดาบสเมื่อได้ยินข้อเสนอของพวกกินนรและกินรีทั้งหลายจึงได้ชำเรืองตาไปดู นางระตะนะวะดีกินรีผู้เลอโฉม พอได้เห็นรูปโฉมอันสวยงามของนางที่สวยประดุจดังนางฟ้าในเมืองสวรรค์ก็เกิดความรักอันเสียวซ่านแผ่เข้าไปจับขั้วแห่งหัวใจในทันที จึงไม่กล้าที่จะปฏิเสธไม่รับข้อเสนอนี้  จึงพูดว่า " เอาเถอะ เมื่อท่านทั้งหลายมีจุดประสงค์เช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็จะช่วยกำจัดทุกข์นี้ให้แก่พวกท่าน"

   เมื่อพระดาบสรับข้อเสนอของพวกกินนรและกินรีแล้วจึงถือไม้เท้าท่อนใหญ่ไปยืนรออยู่ ที่ปากถ้ำพอเห็นแมลงมุมยักษ์มาจึงตรงเข้าไปทุบแมลงมุมด้วยท่อนไม้  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาที่ปากถ้ำอันเป็นที่อยู่ของพวกกินนรและกินรีก็ไม่มีแมลงมุมมารบกวนอีกเลย

   ฝ่ายพระดาบสก็ได้อยู่กับนางกินรีระตะนะวะดีผู้มีเรือนร่างอันสวยงามในฐานะสามีภรรยากัน พระดาบสลุ่มหลงในเรือนร่างอันสวยของเธอมากจนทำให้มีลูกมีหลานแตกออกมาเป็นจำนวนมากและได้อาศัยอยู่ในป่าหิมวันต์นั้นจนสิ้นอายุขัย

                   เรื่องของพญาจันทกินนร

        

   ๐มีภูเขาลูกหนึ่งที่มีชื่อว่า "จันทบรรพต" อยู่ในป่าหิมพานต์  ภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาเงินทั้งหมด มันเป็นที่อยู่ของหมู่กินนรและกินรีจำนวนมาก  ครั้นถึงฤดูฝนพวกกินนรและกินรีทั้งหลายจะไม่อยู่บนยอดเขาจะลงไปยังพื้นแผ่นดิน

   เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพญากินนรที่มีชื่อว่า "จันทะ" พระนางยโสธราเสวยพระชาติเป็นนางจันทะกินรี  พญาจันทะกินนร ครั้นฤดูฝนมาถีงก็ได้พาเอานางจันทะกินรีผู้เป็นภรรยาลงจากยอดเขาจันทบรรพตสู่พื้นล่าง  เพื่อเก็บดอกไม้ร้อยกรองประดับประดาซึ่งกันและกันแล้วก็พากันผูกชิงช้าโลดเล่นตามอัธยาศัย  ครั้นเล่นจนร้อนแล้วก็พากันลงอาบน้ำในสระตื้นๆที่มีรสชาติอันจืดสนิท  ก่อนจะลงอาบน้ำก็ได้ทรงโปรยปรายดอก ไม้ที่มีกลิ่นหอมลงไปในน้ำทำให้น้ำมีกลิ่นหอมไปด้วย  เมื่อเสด็จขึ้นมาจากน้ำแล้วก็นุ่งห่ม ด้วยดอกไม้อันร้อยกรองไว้แล้วทรงนั่งเล่นบนอาสนะดอกไม้ที่ปูลาดไว้แล้วบนหาดทรายสีขาวประดุจดังเงิน  พญาจันทะกินนรทรงดีดพิณที่มีสีเหลืองประดุจดังผลมะตูมสุกและทรง ร้องเพลงประสานเสียงพิณไปด้วยอย่างไพเราะยิ่งนัก  ส่วนพระนางจันทะกินรีก็ทรงฟ้อน รำและขับร้องเพลงด้วยสำเนียงอันไพเราะเนาะโสตยิ่งนักบนหาดทรายนั้น

   ในกาลครั้งนั้นพระเจ้าพรหมทัตต์แห่งเมืองพาราณสีได้เสด็จประพาสเล่นในป่าหิม พานต์ พระองค์เดียวก็ทรงเสด็จไปถึงที่หาดทรายนั้น เมื่อพระองค์เสด็จไปถึงหาดทรายนั้น  พระองค์ก็ทรงได้ยินเสียงเพลงที่ร้องประสานกันอย่างไพเราะเพาะพริ้งยิ่งนักซึ่งพระ องค์ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลย พระองค์จึงเดินย่องเข้าไปใกล้ๆเพื่อจะรู้ว่ามันเป็นเสียงร้องของใครกันแน่  เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปใกล้แล้วก็ทรงแอบยืนดูอยู่ก็ทรงแลเห็นพระนางจันทะกินรีช่างมีรูปร่างอันสวยงามยิ่งนัก  เมื่อพระองค์ทรงแลเห็นพระนางจันทะกินรี ก็เกิดความรักในเรือนร่างอันสวยงามของพระนางจันทะกินรีอย่างแรงกล้า  พระองค์ทรงคิดว่า"เราจะต้องฆ่ากินนรเสียก่อนจึงจะจับเอานางกินนรีในภายหลัง" เมื่อทรงคิดดังนี้แล้วจึงเอาธนูยิงไปที่ตัวกินนร

   ส่วนพญาจันทะกินนรเมื่อถูกพรพะเจ้าพรหมทัตต์ยิงด้วยธนูก็ได้เรียกพระนางจันทกินรี เข้ามาใกล้แล้วทรงพูดกับภรรยาว่า "ดูก่อนน้องหญิงพี่ถูกยิงด้วยธนูเห็นจะไม่รอดพี่จะต้องตายพลักพรากจากน้องหญิงในเร็วๆนี้ ขอให้น้องหญิงกลับไปยังที่อยู่แห่งเราที่ภูเขาจันทบรรพตเถิด"  เมื่อนางจันทกินรีได้ยินสามีพูดเช่นนั้นก็ร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนายิ่งนัก พลางพูดว่า "น้องจะไม่ยอมกลับถึงพี่ตายไปแล้วน้องก็จะยอมตายไปด้วยเราจะไม่พลัด พรากจากกัน" 

   พญาจันทกินนรเมื่อได้ยินศรีภรรยาพูดออกมาเช่นนั้นจึงพูดปลอบประโลมว่า "ดูก่อนน้องหญิงเธอจะตายไม่ได้เธอต้องกลับไปดูแลลูกและญาติพี่น้องของเรา เธอมีภาระที่จะต้องทำอยู่ ถ้าเธอมาตายไปอีกคนใครจะเลี้ยงดูพ่อแม่และลูกของเรา" 

   ในขณะที่สองสามีภรรยากำลังปรับทุกข์กันอยู่  พระเจ้าพรหมทัตต์ที่แอบอยู่ในพุ่มไม้  ก็รีบออกมาพูดอาสาที่จะนำนางจันทะกินรีไปเลี้ยงดูเป็นพระมเหสี ณ ที่เมืองพาราณสี  นางจันทกินรีจึงได้บินขึ้นไปจับบนยอดเขาสูงแล้วพูดประกาศออกมาว่า "ดูก่อนพระราชาผู้ลามก ท่านได้ฆ่าสามีของเราด้วยธนู  ท่านเป็นพระราชาที่โหดร้าย ท่านอย่าได้หวังเลยที่จะได้เราไปเป็นภรรยา  เรายอมตายดีกว่าที่จะไปเป็นภรรยาของพระราชาผู้ชั่วช้าลามกเช่นกับท่านเราขอตายดีกว่า"

   พระเจ้าพรหมทัตต์เมื่อเห็นว่าจะไม่ได้นางจันทกินรีผู้เลอโฉมไปเป็นภรรยาแล้วก็ได้เดินเสด็จหนีไปจากที่นั้นเสีย  นางจันทกินรีเมื่อเห็นพระเจ้าพรหมทัตต์เดินหนีไปแล้วคิดว่าคงปลอดภัยแล้วจึงได้บินลงมาหาพญาจันทกินนรผู้สามีแล้วพูดว่า "พี่อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ น้องจะพาพี่กลับสู่บ้านของเรา" 

   ครั้นนางจันทกินรีนำสามีผู้บาดเจ็บกลับมาสู่บ้านเมืองแล้ว จึงได้นำเอาร่างไปนอนไว้บนเตียงแล้วเอาศีรษะมาพาดไว้บนตักแล้วใช้มือลูบครำไปที่ร่างและตรงหน้าอกของสามี รู้ว่าสามียกมีชีวิตจึงได้ประนมมือขึ้นแล้วพูดประกาศว่า "ข้าแต่เทพพระเจ้าที่อยู่ในป่าหิม พานต์และเทพเจ้าผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ที่ออยู่ในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น ตลอดไปทั้งเจ้าป่าและเจ้าเขาทั้งหลาย ด้วยอำนาจคุณงามความดีและด้วยอำนาจที่ข้าพเจ้าที่มีใจจงรักภักดีต่อสามีมาตลอดชีวิต ขอให้ท่านจงประทานชีวิตสามีให้กลับมาต่อชีวิตให้แก่ตัวข้าพเจ้าด้วยเถิด"

   เมื่อนางจันทกินรีกล่าวอธิษฐานจบก็ทำให้ร้อนไปถึงพระแท่นบัณฑุกัมพลศืลาอาสน์  อันเป็นที่ประทับนั่งของท้าวสักกเทวราชผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เกิดอาการแข็งกระด้าง ท้าวสักกเทวราชจึงทรงเล็งทิพยเนตรส่องตรวจดูก็ทรงทราบว่านางจันทกินนรีกำลังเดือดร้อนเรื่องชีวิตของสามี  เมื่อทรงทราบเช่นนี้แล้วพระองค์ก็เนรมิตเป็นพราหมณ์ถือน้ำเต้าเหาะลงมายังสำนักของนางจันทกินรีพระองค์ก็ทรงรินน้ำทิพย์ลงบนร่างของพระบรมโพธิสัตว์ บัดเดี๋ยวพระบรมโพธิสัตว์ก็ทรงหายจากการบาดเจ็บไปจนหมดสิ้น  พญาจันทกินนรบรมโพธิสัต์ก็ทรงลุกขึ้นยืนได้  เมื่อนางจันทกินรีเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นนางก็ดีใจยิ่งนักก้มลงกราบที่พระบาทของเท้าสักกเทวราช

   ส่วนท้าวสักกเทวราชก็ทรงให้พระโอวาทว่า "ตั้งแต่นี้ต่อไปเจ้าทั้งสองอย่าได้ลงไปเล่นในถิ่นของพวกมนุษย์ เพราะพวกมนุษย์ส่วนมากมีใจโหดร้าย เจ้าจงพากันเล่นอยู่แต่ในบริเวณภูเขาจันทบรรพตนี้เถิด" เสร็จแล้วพระองค์ก็เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

          

                       เรื่องของดาบส

     

  

     ๐ในป่าหิมพานต์ทางด้านทิศเหนือ  มีภูเขาทองคำอันเป็นที่อยู่อาศัยของพวกดาบสเป็นจำนวนมาก  มีแม่น้ำสายหนึ่งที่มีชื่อว่า "สีทานะที"  แม่น้ำสายนี้ไหลไประหว่างทั้งสองข้างของภูเขาทองนี้  แม่น้ำสายนี้มีความละเอียดเหมือนแม่น้ำสีทันดร คือบุคคลไม่สามารถจะข้ามไปด้วยเรือหรือแพได้โดยที่สุดแม้แววหางนกยูงที่ตกลงไปในแม่น้ำนี้ก็ไม่สามารถจะลอยอยู่เหนือน้ำได้  ภูเขาทองคำนั้นมีอยู่ทั้งสองฝากฝั่งของแม่น้่ำสีทานะที มันมีรัศมีรุ่ง โรจน์โชติช่วงประดุจดังเปลวเพลิงที่ไหม้อยู่ซึ่งต้นอ้อ  และริมฝั่งทั้งสองฝากของแม่น้ำสีทานะทีนั้นยังเต็มไปด้วยดอกกฤษณาที่ส่งกลิ่นหอมอบอวนไปทั่วหมด  และในที่ทั้งสองฝากฝั่งของแม่น้ำสายนี้ยังมีหมู่ฤาษีประมาณหมื่นองค์อาศัยอยู่ตรงนี้ด้วย  ฤาษีดาบสแต่ละองค์ล้วนได้อภิญญา ๕  และสมาบัติ ๘  ทั้งนั้น พอถึงเวลาเช้าก็ออกภิกขาจารทั้งนั้น  พระดาบสบางจำพวกก็เหาะไปภิกขาจารในอุตตรกุรุทวีปอันเป็นที่อยู่ของมนุษย์ที่มีอายุขัย ๑๐๐๐ ปี ที่อยู่ทางด้านทิศเหนือของภูเขาสิเนรุราช 

    พระดาบสบางจำพวกก็เหาะไปนำเอาผลไม้หว้าซึ่งเป็น ไม้ประจำของชมพูทวีปมาฉันแทนข้าว  พระดาบสบางพวกก็ได้เหาะไปนำเอาผลไม้ในป่าหิมพานต์ที่มีรสชาติอันอร่อยมาฉัน   และพระดาบสบางจำพวกก็ได้เหาะไปภิกขาจารในหมู่ บ้านน้อยใหญ่และเมืองใหญ่เมืองน้อยในชมพูทวีป  พระดาบสทั้งหมื่นองค์เหล่านั้นล้วนแล้วแต่ได้อภิญญา ๕ ทุกองค์มีความเป็นอยู่ในฌานสมาบัติอย่างปราศจากตัณหาราคะ

    ในครั้งนั้นมีพระดาบสองค์หนึ่งเมื่อนุ่งห่มเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เหาะไปสู่เมืองพาราณสี  ตรงไปยังประตูบ้านของปุโรหิตพราหมณ์  ส่วนปุโรหิตพราหมณ์พิจารณาดูอากัปกิริยา ของพระดาบสแล้วก็เกิดความเลื่อมใส  ก็อาราธนาพระดาบสเข้าไปฉันในเรือนของตน ๓ วัน เมื่อได้วิสาสะกันก็เกิดความคุ้นเคยต่อกันและกันแล้วจึงได้เรียนถามว่า "พระคุณเจ้ามาจากไหนและได้อาศัยอยู่ที่ไหน?"

    พระดาบสตอบว่า "อาตมะ  มาจากประเทศที่อยู่ไกลโพ้น"

    ปุโรหิตพราหมณ์ถามว่า "ประเทศนั้นมีท่านอยู่องค์เดียวหรือ?"

    พระดาบสตอบว่า "อยู่ด้วยกัน ๑๐๐๐๐ องค์ พระดาบสทุกองค์ล้วนแล้วแต่ได้อภิญญา ๕ ทุกองค์ ท่านพราหมณ์"

    เมื่อปุโรหิตพราหมณ์ได้ฟังเรื่องราวของพระดาบสทั้งหมดแล้วก็เกิดความเลื่อมใส ก็มีใจ น้อมไปในการบรรพชา จึงอ้อนวอนพระดาบสว่า "พระผู้เป็นเจ้า ขอจงนำข้าพเจ้าไปบวช ในประเทศนั้นด้วยเถิด"

    พระดาบสตอบว่า "ดูก่อนปุโรหิต  ตัวท่านเป็นราชบุรุษ ไมสามารถจะไปบวชในประเทศนั้นได้"

    ปุโรหิตพราหมณ์กล่าวว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ  ข้าพเจ้าจะทูลลาออกจากราช การของพระราชาในวันพรุ่งนี้  นืมนต์พระผู้เป็นเจ้ามาที่นี่อีกในวันพรุ่งนี้"  พระดาบสก็รับคำ

    ส่วนปุโรหิตพราหมณ์ในวันรุ่งขึ้นรีบรับประทานอาหารแต่เช้าจึงรีบเข้าไปเฝ้าพระราชา ตั้งแต่เช้าตรู่แล้วกราบทูลพระราชาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระบาทมาทูลลาพระองค์เพื่อออกบวช  พระเจ้าข้า"

    พระราชาตรัสว่า "ดูก่อนท่านอาจารย์ เหตุใดท่านจึงจะมาละทิ้งข้าพเจ้าเพื่อจะหนีออกบวชเสียเล่า? ข้าพเจ้ากระทำผิดสิ่งใดหรือ? จึงทำให้ท่านต้องมาหนีจากข้าพเจ้าไป"

    ปุโรหิตพราหมณ์กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ไม่ได้ทำผิดสิ่งใด แต่ข้าพระองค์มองเห็นโทษของกามคุณ เห็นอานิสงส์ในการบวช  เพราะฉะนั้น  ข้าพระองค์จึงอยากจะบวชเพื่อหนีจากกามคุณ  พระเจ้าข้า"

    พระราชาจึงตรัสว่า "เมื่อท่านมีจุดประสงค์เช่นนี้  ข้าพเจ้าก็ไม่อาจที่จะขัดได้  เชิญท่าน ตามสบายเถิดนะ"

    ปุโรหิตพราหมณ์ ทูลรับพระโองการแล้วก็รีบกลับไปยังบ้านเรือนบอกแจ้งทรัพย์สมบัติ แก่ภรรยาและบุตรแล้ว  ถือเอาเพศบรรพชิตออกมานั่งคอยพระดาบสอยู่

    ส่วนพระดาบสก็เหาะมาจากป่าหิมพานต์แล้ว  ก็เหาะตรงไปยังเรือนของปุโรหิตพราหมณ์  ปุโรหิตพราหมณ์ก็อังคาสพระดาบส ถวายบิณฑบาตด้วยความเคารพ  ครั้นฉันข้าวเสร็จแล้วก็พาปุโรหิตพราหมณ์ออกไปนอกเมืองแล้วก็ตรงไปแม่น้ำสีทานทีแล้วก็บวชปุโรหตพราหมณ์ให้เป็นดาบส แล้วก็บอกวิธีเจริญกสิน  ปุโรหิตดาบสเจริญ ๒ - ๓ วัน ก็ได้ อภิญญา ๕ ก็เที่ยวบิณฑบาตด้วยลำพังตนเอง

    ปุโรหิตดาบสครั้นได้อภิญญา ๕ แล้ว มีจุดประสงค์จะเปลืองสัญญาที่ให้ไว้แก่พระราชา ก็อำลาพระดาบสทั้งหลายไปสู่เมืองพาราณสีแล้วก็เที่ยวบิณฑบาตไปจนถึงประตูพระราชวัง  พระราชาทรงจำได้ว่าพระดาบสองค์นี้เป็นปุโรหิตพราหมณ์จึงให้นิมนต์เข้าไปสู่พระราชนิเวสน์ เมื่อกระทำสักการะแล้วจึงเรียนถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าไปอยู่ที่ไหนหรือ"

    ปุโรหิตดาบสถวายพระพร "อาตมะ ไปอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำสีทานะทีระหว่างภูเขาทองคำทั้ง สองลูก ทางด้านข้างทิศเหนือ ในป่าหิมพานต์  มหาบพิตร"

    พระราชาตรัสถามว่า "ณ ที่แม่น้ำสีทานะทีนั่น มีพระดาบสอยู่ด้วยกันกี่องค์"

    ปุโรหิตดาบสทูลว่า "ขอถวายพระพร  ณ ที่นั่นมีพระดาบสอยู่ด้วยกัน ๑๐๐๐๐  องค์ พระดาบสแต่ละองค์ล้วนแล้วแต่ได้อภิญญา ๕ ด้วยกันทั้งนั้น  มหาบพิตร"

    พระราชาเมื่อทรงได้ฟังดังนั้นก็เกิดความเลื่อมใสเป็นอันมากจึงตรัสว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าปราถนาจะถวายทานแก่พระดาบสทั้ง ๑๐๐๐๐ องค์  พระผู้เป็นจะรับเป็นธุระนิมนต์พระดาบสทั้ง ๑๐๐๐๐ องค์ให้มาฉันที่พระราชมนเทียรของข้าพเจ้าจะได้หรือไม่"

    ปุโรหิตดาบสทูลว่า "ขอถวายพระพร  พระดาบสทั้งหลายหามีความยินดีด้วยรสแห่งอาหารไม่"

    พระราชาตรัสว่า "ผิว์ฉะนั้น  ขอพระผู้เป็นเจ้าจงบอกอุบายในการนิมนต์ให้แก่โยมด้วย"

    ปุโรหิตดาบสทูลว่า "ขอถวายพระพร  ถ้าพระองค์มีพระประสงค์เช่นนั้นจริงๆ  พระองค์จะต้องไปถวายทานที่ริมฝั่งแม่น้ำสีทานะที ในป่าหิมพานต์"

    พระราชาตรัสถามว่า "ได้ยินว่าคนที่จะไปถึงที่นั่นได้จะต้องได้อภิญญา ประกอบด้วยเครื่องไทยทานก็มีเป็นจำนวนมากจะขนเอาไปได้อย่างไร  พระผู้เป็นเจ้า"

    ปุโรหิตดาบสทูลว่า "เรื่องนั้นมหาบพิตรไม่ต้องห่วง อาตมะจะพาพระองค์ไปถึงที่นั่นเอง  ขอให้พระองค์จงจัดเตรียมเครื่องไทยทานให้พร้อมเถิด"  พอถึงเวลาพระราชาและข้าราชบริพารเป็นจำนวนมากก็เสด็จออกจากพระนครไปยังริมฝั่งแม่น้ำสีทานะที ในป่าหิมพานต์ด้วยอำนาจ อภิญญาของพระดาบส เมื่อไปถึงแล้วก็ให้ตั้งพลับพลาชัยที่ริมฝั่งแม่น้ำสีทานะที  ส่วนพระดาบสก็ไปยังสถานที่อยู่แห่ตน

    พอถึงวันรุ่งเช้าปุโรหิตดาบสก็ได้มาพบพระราชาที่พลับพลาชัย  พระราชาก็ได้ถวายภัตราหารเช้า แล้วตรัสว่า "พรุ่งนี้เช้า ขอให้พระผู้เป็นเจ้านิมนต์พระดาบสทุกองค์มาฉันที่พลับพลาชัยนี้เถิด"

    ปุโรหิตดาบสทูลว่า "ขอถวายพระพร  มหาบพิตร"

    พอถึงเวลาฉันภัตราหารเช้า พระดาบสทั้ง ๑๐๐๐๐ องค์ ก็ถูกนิมนต์มาฉันที่พลับพลาชัย ของพระราชาๆก็ได้ถวายภัตราหารอันประณีตแก่พระดาบสทั้ง ๑๐๐๐๐ องค์ ด้วยความเลื่อมใส  พระราชาก็ได้ถวายภัตราหารเช้าแก่พระดาบส ๑๐๐๐๐ องค์ ทุกวันเป็นเวลา ๑ ปี และนิมนต์ให้ฉันต่อไปเรื่อยๆเป็นเวลา ๑๐๐๐๐ ปี  พระราชาจึงให้สร้างพระนครขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำสีทานะทีแล้วทรงประกาศให้ข้าราชบริพารออกทำไร่ไถนาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริตตามอัธยาศัยของตนเอง นับตั้งแต่นั้นมาจึงได้มีมนุษย์อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์เป็นต้นมา

                   เรื่องของหงส์

   

   ๐หงส์ในป่าหิมพานต์มี  ๕  ชนิด  คือ:-

     ๑.หงส์ที่มีสีเขียวเหมือนสีหญ้าคา

     ๒.หงส์มีสีเหลืองเหมือนใบไม้แห้ง

     ๓.หงส์ที่มีสีแดงเหมือนมโนศิลา

     ๔.หงส์ที่มีสีขาว

     ๕.หงส์ที่มีสีทอง

    หงส์ทองบางขนปีกจะเป็นทองคำ เอามาหลอมทำเป็นเครื่องรูปประพรรณได้  หงส์ทองส่วนมากมักจะอศัยอยู่ที่ภูเขาจิตตกูฏ ซึ่งเป็นภูเขาแก้วทั้งลูก  พระพุทธองค์เคยเสวยพระ ชาติเป็นพญาหงส์ทองที่อาศัยอยู่ในถ้ำแก้วนี้

    สมัยหนึ่งพระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นหงส์ทองที่ระลึกชาติหนหลังได้รู้ว่าภรรยาและธิดาทั้ง ๓ คนตายแล้วไปเกิดในเมืองพาราณสีตอนนี้เกิดเป็นคนยากจนหากินลำบากเฝือดเคืองมากก็เกิดความสงสาร พญาหงส์ทองก็บินไปจับบนราวระเบียงเรือนแล้วพูดออกมา เป็นภาษามนุษย์ว่า "ดูก่อน แม่นางพราหมณี เราคือพราหมณ์ที่เป็นสามีของท่านที่อาศัยอยู่ในเมืองพาราณสี เราตายจากพราหมณ์แล้วไปเกิดเป็นพญาหงส์ทองที่ภูเขจิตตกูฏในป่าหิมพาต์ เราสงสารหล่อนและลูกสาวทั้ง ๓ คนที่ตกระกำลำบาก เราจะให้ขนแก่ท่าน ๑ ขน แล้วจงเอาขนทองที่เราสลัดให้นี้ไปเป็นทุนเลี้ยงชีวิต พระโพธิสัตว์มาเยี่ยมภรรยา แต่ละครั้งก็สลัดขนทองให้ทุกครั้งจนนางพราหมณ์และธิดาทั้ง ๓ มีฐานะดีขึ้น ไม่ลำบาก เหมือนแต่ก่อน

    อยู่มาวันหนึ่งนางพราหมณีเกิดความโลภขึ้นในใจ เมื่อเห็นพญาหงส์ทองบินมาจับที่ราวระเบียงก็จับพญาหงส์ทองถอนขนทองออกจนหมดทั้งตัว หว้งจะเอาทองคำไปขายให้ได้เงินมากๆ แต่ปรากฏว่าขนที่ถอนออกมาทั้งหมดกลับกลายเป็นขนนกสีขาวธรรมดา

    ส่วนหญิงผู้เป็นธิดาของพญาหงส์ทองก็เอาพญาหงส์ทองไปเลี้ยงเอาไว้  และขนที่งอกขึ้นมาใหม่ก็เป็นสีทองเหมือนเดิม  เมื่อเห็นขนขึ้นดีแล้วพญาหงส์ก็บินกลับไปสู่ภูเขาจิตตกูฏในป่าหิมพานต์ต่อไป  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพญาหงส์ทองก็ไม่มาอีกเลย

    เรื่องนี้ตรงกับสุภาษิตว่า "โลภมากลาภหาย" อย่างไม่ต้องสงสัย

    พระพุทธองค์เคยเสวยพระชาติเป็นพญาหงส์อีกชาติหนึ่งคือ "ชวนะหงส์"  ชวนะหงส์เป็นสัตว์ที่มีกำลังบินเร็วมากสามารถบินแข่งกับพระอาทิตย์ได้ อาศัยอยู่ที่ภูเขาจิตตกูฏใน ป่าหิมพานต์ มีบริวาร  ๙๐๐๐๐  ตัว

         เรื่องของเนื้อทองและปูทอง

     

  ๐ในป่าหิมพานต์ไม่ใช่มีแต่นกยูงทองและหงส์ทองก็หามิได้  ในป่าหิมพานต์นั้นยังมีเนื้อทองและปูทองเป็นจำนวนมาก  พระพุทธองค์เคยเสวยพระชาติเป็นเนื้อทองและปูทองที่อาศัยอยู่ในสระที่มีชื่อว่า "กุลีระสระ"  ในป่าหืมพานต์  ในสระนี้มีปูตัวใหญ่เท่ากับลานข้าว มันสามารถกินช้างได้ทั้งตัว  ถ้าช้างได้ลงไปกินและอาบน้ำในสระนี้จะถูกปูยักษ์หนีบเท้า ช้างก็ไม่สามารถจะสลัดให้หลุดได้ต้องกลายเป็นอาหารของปูยักษ์ไป

                   เรื่องของรามบัณฑิต

    

   ๐พระพุทธองค์ทรงเสวยพระชาติเป็นรามบัณฑิตโพธิสัตว์  ในป่าหิมพานต์  อนึ่งในป่าหิมพานต์นั้นเป็นที่อยู่อาศัยของกษัตริย์และพราหมณ์ที่ออกบวชเป็นดาบสเพื่อบำพรต พรหมจรรย์  ในตอนที่พระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นรามบัณฑิต พระสารึบุตรเสวยพระชาติเป็นพระลักษณ์  พระนางพิมพา ยโสธราเสวยพระชาติเป็นนางสีดา  พระอานนท์เสวยพระชาติเป็นพระภรต  ในพระชาตินี้พระองค์ก็ได้เสด็จออกบวชเป็นดาบสในป่าหิมวันต์ เป็นเวลา ๑๒ ปี

    ในครั้งนั้นพระเจ้าสุทโธทนะเสวยพระชาติเป็นพระราชาแห่งกรุงพาราณสีทรงพระนามว่า "พระเจ้าทศรถมหาราช"  พระนางสิริมหามายาได้เสวยพระชาติเป็นพระอัครมเหษีของพระเจ้ากรุงพาราณสี เป็นใหญ่กว่าพระสนมทั้งปวงหนึ่งหมื่นหกพันนาง  พระอัครมเหษีมี พระราชโอรส ๒ พระองค์ คือพระรามบัณฑิตและพระลักษณ์ พระราชธิดาหนึ่งองค์รวมเป็น ๓ องค์ อยู่มาไม่นานพระมเหษีก็เสด็จสวรรคต       

         เรื่องกัฏฐวาหนะนครในสมัยพระพทธเจ้า

   

    ๐กัฏฐวาหนะนคร  คือเมืองอันเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ในป่าหิมพานต์   มีเรื่องเล่ามาว่า พระราชกุมารทรงพระนามว่า "โพธิสาร" อันเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร  ให้สร้างปราสาทขึ้นหลังหนึ่งมีศิริวิลาสงดงามยิ่งนัก หาปราสาทอื่นมาเปรียบเทีบบได้ยาก  พระราชกุมารจึงทรงดำริว่านายช่างคนนี้มีศิลปะในการก่อสร้างเป็นเยี่ยมหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก  วันหนึ่งพระราชกุมารไปตรวจดูการก่อสร้างจึงได้ถามนายช่างว่า "ดูก่อนนายช่าง ท่านเคยสร้างปราสาทที่สวยงามเช่นนี้แก่ใครบ้างไหม๊?"

    นายช่างตอบว่า "ยังไม่เคยสร้างที่ไหนมาก่อนเลย  ข้าพเจ้าพึ่งสร้างหลังนี้เป็นหลังแรก พระเจ้าข้า"

    พระราชกุมารทรงปราถนาที่จะให้ปราสาทหลังนี้เป็นหลังแรกและหลังสุดท้ายจะไม่ให้ใครสร้างเหมือนปราสาทหลังนี้ได้อีก  ทรงดำริว่า "เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะต้องตัดมือตัดเท้า ของนายช่างคนนี้เสีย  หรือมิฉะนั้นเราจะควักลูกตาทั้งสองข้างของนายช่างคนนี้เสีย นายช่างคนนี้จึงจะไม่ไปสร้างให้คนอื่นอีก"  ครั้นพระราชกุมารทรงคิดเช่นนี้แล้วจึงบอกเรื่องนี้แก่ สัญชิกามานพผู้เป็นสหาย

    ครั้นสัญชิกามานพได้ฟังเช่นนั้นจึงคิดว่า "นายช่างผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมเช่นนี้จะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เราจะปล่อยให้นายช่างผู้มีฝีมือชั้นเช่นนี้ตายไม่ได้  ถ้าเราปล่อยให้พระราชกุมารทำเช่นนี้เราก็จะพลอยเป็นบาปไปด้วย อย่างไม่น่าให้อภัยต่อไปอีกเลย"

    เมื่อสัญชิกามานพคิดได้เช่นนี้จึงเอาเรื่องนี้ไปบอกให้นายช่างทราบ นายช่างเมื่อได้ทารบเรื่องราวเช่นนี้จึงขอบคุณสัญชิกามานพเป็นอย่างมาก  และก็บอกแก่สัญชิกามานพว่า เรื่องนี้ข้าพเจ้าจะคิดหาวิธีเอาตัวรอดเองเมื่อสร้างปราสาทเสร็จแล้ว

    อยู่มาวันหนึ่งพระราชกุมารตรัสถามนายช่างว่า "การสร้างปราสาทเสร็จแล้วหรือยัง"

    นายทูลตอบว่า "ยังไม่เสร็จ"

    พระราชกุมารตรัสถามว่า "ยังเหลือส่วนไหนที่ยังไม่ได้สร้างหรือ?"

    นายช่างทูลว่า "หม่อมฉันจะกราบทูลให้ทรงทราบในเร็วๆนี้แหละ  พระเจ้าข้า" ตอนนี้ขอให้พระองค์ทรงให้คนนำไม้แห้งที่ไม่มีแก่นมาให้หม่อมฉันด้วยเถิด  พระเจ้าข้า

พระราชกุมารก็ทรงให้คนนำเอาไม้แห้งที่ไม่มีแก่นไปให้แก่นายช่าง  นายช่างได้บอกแก่พระราชกุมารว่า "ในช่วงนี้หม่อมจะทำงานอันละเอียดมากขอให้พระองค์อย่าให้ใครเข้ามารบกวนหม่อมฉันเลยนะ  ถ้ามีคนเข้ามารบกวนหม่อมฉันอาจจะทำงานเสียหายได้  พระราชกุมารก็ทรงรับสั่งไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งโดยเด็ดขาด  ส่วนเรื่องอาหารนั้นหม่อมฉันขอให้ภรรยาของหม่อมฉันเอาเข้ามาส่งแต่เพียงผู้เดียว  พระราชกุมารก็ทรงอนุญาตตามนั้น  พระราชกุมารก็ทรงรับสั่งให้ทหารองครักษ์ แวดล้อมรักษาปราสาทอย่างแน่นหนาอย่าให้นายช่างหนีไปได้

    เมื่อนายช่างอยู่ในห้องงานแต่ผู้เดียวก็เริมลงมือถากไม้แล้วสร้างครุฑไม้ตัวหนึ่งเป็นหุ่นยนต์ขึ้นมามีปีกสามารถขยับปีกบินได้ในเวลาที่ชักยนต์  เมื่อภริยาเอาอาหารมาส่งก็บอกแก่ภรรยาว่า "ทรัพย์สินที่มีอยู่ให้ขายเสียให้หมด เอาไว้แต่เงินและทองเท่านั้น  ครั้นได้เงินและทองก็ ทยอยเอามาไว้ที่สามีจนหมด  พอถึงเวลาเอาอาหารมาส่งภรรยาของนายช่างก็นำเอาลูกทั้งหมดมาด้วย  เมื่อมาพร้อมกันแล้วก็รับประทานอาหาร ครั้นรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย นายช่างก็ให้ลูกและเมียเข้าไปนั่งในท้องครุฑ แก้วแหวนเงินทองทุกอย่างก็ใส่ลงในท้องครุฑเสร็จแล้วนายช่างก็เข้าไปนั่งในท้องครุฑแล้วจึงชักสายยนต์ให้ขยับปีกบินขึ้นไป ในอากาศแล้วก็ล่องลอยบินหนีไปทางหน้าต่างของปราสาท  ปล่อยให้พระราชกุมารโพธิราชและทหารองครักษ์มองดูด้วยความเสียใจ

    นายช่างปล่อยให้ครุฑยนต์บินไปสู่ป่าหิมพานต์  เมื่อไปถึงแล้วก็บังคับให้มันบินลงไปสู่พื้นดินแล้วก็ตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ที่นั่นตลอดมา ต่อมา ณ ที่ตรงนั้นก็ได้ขยายใหญ่โตเป็นบ้านเป็นเมืองมีผู้คนมากและมีพระเจ้าแผ่นดินปกครองประเทศ  ในกาลต่อมานายช่างก็ถูกยกย่องแต่งตั้งให้เป็นพระราขาทรงพระนามว่า "พระเจ้ากัฏฐวาหนะ"  และเมืองนั้นก็ถูกตั้งชื่อว่า "กัฏฐวาหนะนคร" ตามชื่อของพระมหากษัตริย์ 

    หมายเหตุ:- บางคนอาจจะสงสัยว่าในสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องยนต์กลไก แต่ทำไมนายช่าง เอาไม้มาทำครุฑยนต์จึงบินหนีไปได้  ช่างน่าสงสัยจริงๆ

    ถ้านท่านผู้อ่านคนไหนสงสัยก็จงไปศึกษาเรื่องของบอลลูนดูว่าทำไมลูกบอลลูนมันจึงลอยขึ้นไปในอากาศได้ และบังคับให้มันลอยไปที่ไหนก็ได้ด้วย เรื่องของครุฑยนต์ก็คงทำนองเดียวกัน ข้าพเจ้าคิดวา่ครุฑยนต์ตัวนี้คงจะต้องมีใบพัดคล้ายๆกังหันลมคือสามารถพัดปั่นลมจนทำให้ครุฑยนต์บินไปได้

     

                    นี่คือลักษณะของใบพัดของครุฑยนต์

             จบเรื่องป่าพิมพานต์

 

  

 

   

  

    

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   

   

   

 

               

        

      

 

 

 

 

 

 

 

เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ

Visitors: 121,227