๒.บาลีไวยกรณ์

 

"

                                    บาลีไวยกรณ์

           

       :https://www.youtube.com/watch?v=Xz7U2gc5I1s 

                เรียนบาลีไวยกรณ์แผนใหม่    

   ๐บาลีไวยกรณ์ในทัศนะของข้าพเจ้า มันค่อนข้างจะสับสนเรียนเข้าใจได้ยากครูบาอารย์แทบจะทุกคนสอนให้ท่องจำอย่างเดียว ข้าพเจ้าขอยอมรับว่า ข้าพเจ้าสอบได้ตามที่ครูบาอารย์สั่งสอนมา แต่ข้าพเจ้าไม่เคยเข้าใจมันอย่างแจ่มแจ้งเลย ข้าพเจ้าเพียงทำให้มันสอบได้เท่านั้น  เมื่อข้าพเจ้าหยุดเรียนปล่อยทิ้งไว้หลายปีก็แทบจะลืมมันทั้งหมด นับเป็นเวลานานที่เดียวที่ข้าพเจ้าเคยคิดเอาไว้ในสมัยที่ข้าพเจ้าได้เรียนบาลีไวยกรณ์ว่า สักวันหนึ่งจะต้องนำมันมาศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ให้ได้  เมื่อข้าพเจ้าได้เรียนความรู้ทางโลกจบตามที่ตัวเองต้องการแล้ว  ข้าพเจ้าก็มีเวลาว่างพอจึงได้หยิบเอาบาลีไวยกรณ์มาเรียนใหม่ การเรียนครั้งนี้ข้าพเจ้าเรียนด้วยตนเอง แต่ถ้าข้าพเจ้าสงสัยอะไร  ข้าพเจ้าจะถามปรมา จารย์ กูเกิล                 

   คราวนี้ข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่าจะเรียนด้วยตัวเองและต้องเรียนแบบเข้าใจไม่ใช่เรียนแบบท่องจำเมื่คิดได้เข่นนี้ ข้าพเจ้าจึงเริ่มปรับปรุงหลักสูตรในการเรียนบาลีไวยกรณ์ใหม่ คือทำให้มันเรียนง่ายขึ้นและเข้าใจได้ง่ายโดยไม่ต้องท่องจำ  ข้าพเจ้าเห็นว่าการท่องจำนั้  ถ้าเราไม่มั่นทบทวนอยู่บ่อยๆมันก็จะลืมเลือนหายไปจากมันสมองของเราจนหมดสิ้น   เราจะมีวิธีอย่างไรจึงจะให้การเรียนบาลีไวยกรณ์จำติดอยู่ในมันสมองของเราตลอดไป  ข้าพเจ้าคิดหาวิธีอยู่เป็นเวลานานจึงได้มาค้นพบวิธีว่า "การเรียนแบบเข้าใจเท่านั้นจึงจะทำให้การเรียนบาลีไวยกรณ์จำติดอยู่ในสมองตลอดไป" การเรียนแบบเข้าใจนั้นคือการเรียนแบบรู้แจ้งในหลักบาลีไวยกรณ์ทั้งหมดแบบเข้าใจง่ายๆ ไม่ใช่เรียนแบบเพื่อสอบได้อย่างเดียวแต่ตัองให้เข้าใจหลักของบาลีไวยกรณ์อย่างแท้จริง  ต่อแต่นี้ไปข้าพเจ้าจะพาท่านไปศึกษาเล่าเรียนบาลีไวยกรณ์แบบเข้าใจต่อไป

             บทเรียนที่ ๑

     ๐บาลีไวยกรณ์แบ่งออกเป็น  ๔  ภาค   คือ:-

       ๑.อักขรวิธี               แปลว่า "แบบของตัวอักษร" 

       ๒.วจีวิภาค               แปลว่า "การแบ่งคำพูด"

       ๓.วากยสัมพันธ์        แปลว่า "การผูกคำพูดให้เป็นอันเดียวกัน"

       ๔.ฉันทลักษณะ        แปลว่า "วิธีการแต่งฉันท์"

                  อักขรวิธี

     ๐อักขรวิธี   คือวิธีที่ว่าด้วยเรื่องของอักษร  แบ่งออกเป็น  ๒  ชนิด  คือ:-

        ๑.สมัญญาภิธาน    คือการแสดงชื่อของอักษร ที่เป็นสระ   และพยัญชนะ   พร้อมทั้งฐานกรณ์ที่เกิด

        ๒.สนธิ   คือการต่ออักษรที่อยู่คนละคำ ให้ต่อเนื่องเป็นคำเดียวกัน   เช่น:-

             -จตฺตาโร   อิเม     ต่อกันเข้าเป็น    จตฺตาโรเม       =สี่เหล่านี้

             -กต    อุปกาโร      ,,              ,,      กโตปกาโร     =อุปการะที่กระทำแล้ว

             -อิทฺธิ    พล           ,,              ,,      อิทธิพล          =กำลังแห่งฤทธิ์

              เรื่องของสมัญญาภิธาน

                            อักขระ

    ๐เสียงก็ดี ตัวหนังสือก็ดี เรียกว่า "อักขระ"   อักขระ แปลว่า "ไม่รู้จักหมดจักสิ้นไป และ   ไม่เป็นของแข็ง"  แบ่งออกเป็น  ๒  ชนิด  คือ:-

       ๑.เสียง

       ๒.ตัวหนังสือ

                   เสียงในภาษาบาลี

    ๐เสียงในภาษาบาลี  แบ่งออกเป็น  ๓  ชนิด   คือ:-

       ๑.เป็นรัสสะสระ  คือสระที่มีเสียงสั้น มี  ๓  ตัว  คือ  อ   อิ   อุ     เช่น:-

           -อณฺณํ       แปลว่า "ข้าว"

           -อิตฺถี         แปลว่า "ผู้หญิง"

           -ครุ            แปลว่า "ครู" 

       ๒.เป็นฑีฆะสระ  คือสระที่มีเสียงยาว มี  ๕  ตัว   คือ  อา   อี   อู   เอ   โอ    เช่น

           -ทานํ         แปลว่า "การให้"

           -กีสา         แปลว่า "ผอม"

           -ภูต           แปลว่า "ปีศาจ"

           -เมตตา      แปลว่า "ความรักใคร่"

           -โภชนํ       แปลว่า "อาหาร"

       ๓.เสียงพยัญชนะสังโยค   คือพยัญชนะที่มีเสียงควบกล้ำกัน ๒ ตัว โดยตัวหนึ่งทำหน้าที่เป็นตัวสะกดและอีกตัวหนึ่งเป็นตัวตาม    เช่น

           -เสยโย         แปลว่า "ประเสริฐ"

           -โสตฺถิ          แปลว่า "ความสวัสดี"

           -เสฏฺฐํ           แปลว่า "ผู้เจริญกว่า"

      -สระที่เป็นทีฆะล้วน และสระที่เป็นพยัญชนะสังโยค และมีนิคคหิตอยู่เบื้องหลัง เป็นสระที่มีเสียงหนัก   เช่น

         -ภูปาโล             =ผู้รักษาแผ่นดิน

         -เอสี                  =ผู้แสวงหา

         -มนุสฺสินฺโท        =ผู้เป็นจอมแห่งมนุษย์ 

         -โกเสยฺยํ           =ผ้าไหม   ผ้าแพร

     -สระที่เป็นรัสสะล้วน  ไม่มีพยัญชนะสังโยคอยู่ด้วย และไม่มี อํ  นิคคหิตอยู่ในเบื้องหลัง เป็็นสระที่มีเสียงเบา   เช่น

         -ปติ                  =ผัว   นาย   เจ้าของ   เป็นหัวหน้า

         -มุนิ                  =ผู้รู้

         -อิติ                  =ด้วยประการฉะนี้

     -สระที่จัดเป็นคู่  แบ่งออกเป็น ๓ คู่   คือ:-

         ๑.อุ  กับ  อา      เรียกว่า "อุวณฺโณ"

         ๒.อิ  กับ  อี        เรียกว่า "อิวณฺโณ"

         ๓.อุ  กับ  อู         เรียกว่า "อุวณฺโณ"

     -เอ  กับ  โอ   เป็นสังยุตตสระ  คือสระ  ๒  คัว แต่ออกเป็นเสียงเดียวกัน   เช่น:-

         -ภาเสยฺโย             =ผู้กล่าว

         -อาหุเนยฺโย          =ผู้ควรบูชา

     -อ  กับ  อิ       ผสมกันเป็น    เอ      และ  อ  กับ  อุ     ผสมกันเป็น   โอ   เพราะฉะนั้นสระทั้ง ๒ ตัวนี้จึงใน  ๒  ฐาน

               ตัวหนังสือในภาษาบาลี

    ๐ตัวหนังสือในภาษาบาลี  แบ่งออกเป็น  ๒  ชนิด   คือ:-

         ๑.สระ              แปลว่า "เสียง หรือ สำเนียงที่บ่งถึงชื่อ"

         ๑.พยัญชนะ     แปลว่า "ทำเนื้อความให้ปรากฏ"

                ว่าด้วยเรื่องของสระ         

       -สระในภาษาบาลี มี  ๘  ตัว  คือ อ   อา   อิ   อี   อุ   อู   เอ   โอ

          -สระ  ๘  ตัว เหล่านี้ ชื่อว่า "นิสสัย"  เพราะเป็นที่อาศัยของพยัญชนะ           

          -สระจะออกเสียงได้ชัดเจนและรู้ความหมายจะต้องอาศัยพยัญชนะ   เช่น:-

              -อณฺณํ           แปลว่า "ข้าว"

              -นารี              แปลว่า "นางสาวน้อย"

              -กีสา              แปลว่า "ผอม"

              -สุวณฺณํ         แปลว่า "ทองคำ"

              -ภูตา             แปลว่า "ป๊ศาจ"

              -เมตฺตา          แปลว่า "ความรักใคร่"

              -โภคา           แปลว่า "ของกินของใช้"

             ว่าด้วยเรื่องของพยัญชนะ

      -พยัญชนะ มี  ๓๓  ตัว  คือ:-

             -ก   ข   ค   ฆ   ง

             -จ   ฉ   ช   ฌ   ญ

             -ฏ   ฐ   ฑ   ฒ   ณ

             -ต   ถ   ท   ธ   น

             -ป   ผ   พ   ภ   ม

             -ย   ร   ล   ว   ส   ห   ฬ   อํ

          -พยัญชนะ  ๓๓  ตัวเหล่านี้จะต้องอาศัยสระจึงจะรู้ความหมายได้ชัดเจน   เช่น:-

             -ถ้าถามว่า "ไปไหนมา"   ถ้าไม่อาศัยสระก็จะเป็น  "ปหนม"   ฟังดูแล้วไม่รู้ความหมายว่าหมายถึงอะไร?  ใช่ไหม๊?   เมื่อใส่สระเข้ามาแล้วจึงจะเป็น "ไปไหนมา"

               พยัญชนะ ๓๓ ตัว

    ๐พยัญชนะ ๓๓ ตัง แบ่งออกเป็น ๒ วรรค   คือ:-

       ๑.วรรค   แปลว่า "พวก"  คือพยัชนะที่เป็นพวกเดียวกันตามฐานกรณ์ที่เกิด   เช่่น:-

           -วรรคที่ ๑   คือ ก วรรค   มี  ตัว   คือ  ก   ข   ค   ฆ   ง

           -วรรคที่ ๒   คือ จ วรรค   มี ๕  ตัว   คือ  จ   ฉ   ช   ฌ   ญ

           -วรรคที่ ๓   คือ ฏ วรรค  มี ๕  ตัว   คือ  ฏ   ฐ   ฑ   ฒ   ณ

           -วรรคที่ ๔   คือ ต วรรค  มี ๕  ตัว   คือ  ต   ถ   ท   ธ   น

           -วรรคที่ ๕   คือ ป วรรค  มี ๕  ตัว   คือ  ป   ผ   พ   ภ   ม         

      ๒.อวรรค   แปลว่า "ไม่ใช่พวก"   คือพยัญชนะที่ไม่ใช่พวกเดียวกันตามฐานกรณ์ที่เกิด  มี ๘  ตัว   คือ  ย   ร   ล   ว   ส   ห   ฬ   อํ

           -พยัญชนะคือ  อํ  เรียกว่า "นิคคหิต"   ตามคัมภีร์ศัพทศาสตร์ เรียกว่า "อนุสาร"

           -นิคคหิต   แปลว่า "กดสระ หรือ กรณ์"  คืออวัยวะทำเสียง  เวลาจะว่าไม่ต้องอ้าปากมากเกินไป เหมือนว่า ทีฆะสระ   เช่น

             -ยุตตํ               = ประกอบ

             -วญญาณํ        = การรู้แจ้ง        

             -ทยฺหํ               = ของเรา

             -กิเลสํ              = เครื่องเศร้าหมองแห่งจิต

          -อนุสาร   แปลว่า "ไปตามสระะ"   คือพยัญชนะ อํ ตัวนี้ จะต้องไปตามหลังสระ  คือ:-  อ    อิ   อุ    เช่น:-

             -อหํ            = เรา 

             -อกาสิ        = ได้กระทำแล้ว

             -เสตุํ           = สพาน

             -สระ เปรียบเหมอนต้นไม้  อํ นิคคหิต เปรียบเหมือนนก ธรรมดาว่านกจะต้องอาศัยจับอยู่บนต้นไม้ จึงจะดำเนินชีวิตไปได้

              ว่าด้วยเรื่องฐานกรณ์ของอักขระ

     ๐ฐานกรณ์  คือที่ตั้งที่เกิดของอักขระมี  ๖  ชนิด   คือ

       ๑.กณฺโฐ    คือ  คอ

       ๒.ตาลุ       คือ  เพดาน

       ๓.มุทฺธา     คือ  ศีร์ษะ  หรือ  ปุ่มเหงือก

       ๔.ทนฺโต     คือ  ฟัน

       ๕.โอฏฺโฐ    คือ  ริมฝีปาก

       ๖.นาสิกา    คือ  จมูก

      -อกขระบางพวกเกิดฐานเดียว  อักระบางพวกเกิดสองฐาน

                  อักขระเกิดในฐานเดียว

     -อ   อา   ก   ข   ค   ฆ   ง   ห    อักขระ ๘ ตัวเหล่านี้ เกิดที่ คอ  เรียกว่า "กณฺฐชา  

     -อิ   อี   จ   ฉ   ช   ฌ   ญ   ย    อักขระ ๘ ตัวเหล่านี้ เกิดที่ เพดาน   เรียกว่า "ตาลุชา"

     -ฏ   ฐ   ฑ   ฒ   ณ   ร   ฬ    อักขระ ๗ ตัวเหล่านี้ เกิดที่  ศีรษะหรือปุ่มเงือก  เรียกว่า "มุทฺธชา"

     -ต   ถ   ท   ธ   น   ล   ส   อักขระ  ๗  ตัวนี้เหล่านี้  เกิดที่ฟัน  เรียกว่า "ทันตชา"

     -อุ   อู   ป   ผ   พ   ภ   ม   อักขระ  ๗  ตัวเหล่านี้   เกิดที่ริมฝีปาก  เรียกว่า "โอฏฐชา"

     -อํ  นิคคหิต  เกิดในจมูก   เรียกว่า "นาสิกฏฺฐานชา"

    -ตัวอักขระทั้งหลายเหล่านี้เกิดในหลายฐาน     แต่ตัวพยัญชนะสุดท้ายวรรค ๕ ตัว  คือ ง   ญ   ณ   น   ม  เกิดในฐานเดียว

    -เอ     เกิดในสองฐาน     คือ  คอและเพดาน      เรียกว่า "กัณฐตาลุโช"

    -โอ     เกิดในสองฐาน     คือ  คอและริมฝีปาก    เรียกว่า "คณฺโฐฏฺฐโช"

    -พยัญชนะที่สุดวรรค ๕ ตัว   คือ  ง   ญ   ณ   ฯ   ม   เกิดในสองฐาน   คือเกิดตามฐานของตน และเกิดในจมูกอีกเรียกว่า "สกฏฺฐานนาสิกฏฺฐานชา"

    -ว     เกิดในสองฐาน    คือ  ฟันและริมฝีปาก    เรียกว่า "ทนฺโตฏฺฐโช"

    -ห     ที่ประกอบด้วยพยัญชนะ ๘ ตัว  คือ  ญ   ณ   ฯ   ม   ย   ล   ว   ฬ  เกิดแต่คอ   แต่ถ้าไม่ได้ประกอบด้วยพยัญชนะเหล่านี้  ก็จะเกิดในคอตามฐานเดิมของตน  

 

 

                วจีวิภาค

    ๐วจีวิภาค   คือการแบ่งคำหูดออกเป็น  ๖  ส่วน   คือ

       ๑.นาม                  แปลว่า "ชื่อ"

       ๒.อัพยยศัพท์       แปลว่า "ศัพท์ที่ไม่ได้แจกด้วยวิภ้ติทั้ง ๗"

       ๓.สมาส                แปลว่า "การนำเอาคำหลายคำมารวมเป็นคำเดียวกัน"

       ๔.ต้ทธิต               แปลว่า "ปัจจัยที่ใช้ลงท้ายนามศัพท์หรืออัพยยศัพท์เพื่อย่อศัพท์ให้สั้นลง"

       ๕.อาขยาต           แปลว่า "ศัพท์กิริยาที่แสดงการกระทำของนามนาม"             

       ๖.กิตก์                 แปลว่า " คำศัพท์ที่ประกอบด้วยปัจจัยที่เป็นเครื่องกำหนดเนื้อความได้ต่างๆ กัน จนสำเร็จเป็นนามบ้าง กิริยาบ้าง"                   

              เรื่องของสมัญญาภิธาน

                            อักขระ

    ๐อักขระ   แปลว่า "ไม่รู้จักหมดสิ้นไป ๑   ไม่เป็นของแข็ง ๑"  แบ่งออกเป็น  ๒  ชนิด  คือ:-

       ๑.เสียง

       ๒.ตัวหนังสือ

       -อักขระที่ใช้ในภาษาบาลีมี  ๔๑  ตัว  คือ:-

          -สระมี  ๘  ตัว  คือ: อ   อา   อิ   อี   อุ   อู   เอ   โอ

          -พยัญชนะมี  ๓๓  ตัว  คือ:-

             -ก   ข   ค   ฆ   ง

             -จ   ฉ   ช   ฌ   ญ

             -ฏ   ฐ   ฑ   ฒ   ณ

             -ต   ถ   ท   ธ   น

             -ป   ผ   พ   ภ   ม

             -ย   ร   ล   ว   ส   ห   ฬ   อํ

                ฐานแกรณ์ที่เกิดของอักขระ

    ๐ฐานกรณ์อันเป็นที่เกิดของอักขระแบ่งออกเป็น  ๔  ชนิด   คือ:-

       ๑.ชิวฺหามชฺฌํ        คือเกิดในท่ามกลางลิ้น

           -ชิวฺหามชฺฌํ    เป็นฐานกรณ์ของอักขระที่เป็น  ตาลุชะ

       ๒.ชิวฺโหปคฺคํ         คือเกิดจากถัดปลายลิ้นเข้ามา

          -ชิวฺโหปคฺคํ        เกิดถัดปลายลิ้นนเข้ามา เป็นฐานกรณ์ที่เกิดของอักขระที่เป็น มุทธชา

       ๓.ชิวฺหคฺคํ             คือเกิดที่ปลายลิ้น

          -ชิวฺหคฺคํ       เป็นฐานกรณ์ของอักขระที่เป็น ทันตชา           

       ๔.สกฏฺฐานํ           คือเกิดในฐานของตัวเอง

          -สกฏฺฐานํ     เป็นฐานกรณ์ของอักขระที่เป็น ทันตชา 

     

 

 

      สิ่งที่จะต้องเรียนในบาลีไวยกรณ์

    ๐บาลีไวยกรณ์แบ่งออกเป็น ๑๐ ชนิด  คือ:-

    ๑.นามศัพท์

    ๒.สมัญญาภิธาน

    ๓.สนธิ

    ๔.กติปยศัพท์

    ๕.สังขยา

    ๖.อัพพยศัพท์

    ๗.กิริยาอาขยาต

    ๘.กิริยากิตก์

    ๙.สมาส

    ๑๐.ตัทธิต

            บทที่หนึ่งว่าด้วยเรื่องนามศัพท์

   ๐นามศัพท์ แปลว่า "เสียงของชื่อ"  แบ่งออกเป็น  ๓  ชนิด  คือ:-

     ๑.นามนาม

     ๒.คุณนาม

     ๓.สรรพนาม

                  นามนาม

    ๐นามนาม  แปลว่า "ชื่อของชื่อ"    คือเป็นชื่อของ  คน  สัตว์  สิ่งของ  และสถานที่  แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท  คือ:-

       ๑.เป็นชื่อของคน   เช่น  มนุสฺโส   แปลว่า "มนุษย์"    ปุคฺคโล  แปลว่า "บุคคล"    ปุริโส  แปลว่า "บุรุษ"

       ๒.เป็นชื่อของสัตว์   เช่น   ติรจฺฉาโน  แปลว่า "สัตว์เดรัจฉาน"    อสฺโส  แปลว่า "้ม้า"   โคตโม  แปลว่า "โค"

       ๓.เป็นชื่อของสิ่งของ   เช่น   หตฺโถ  แปลว่า "มือ"   ปณฺณํ  แปลว่า "หนังสือ"   อณณํ  แปลว่า "ข้าว"

       ๔.เป็นชื่อของสถานที่   เช่น   นครํ   แปลว่า "เมือง"   ราชคหโก  แปลว่า "ชื่อเมืองราชคฤห์"   สาวตฺถี  แปลว่า "ชื่อเมืองสาวัตถี"   อุทยานํ  แปลว่า "ชื่ออุทยาน"

    ๐นามนาม   แบ่งออกเป็น  ๒  ชนิด  คือ:-

       ๑.สาธารณะนาม   แปลว่า "ชื่อทั่วไป"   เช่น   นครํ  แปลว่า "เมือง"    ภิกฺขุ  แปลว่า "ภิกษุ" อยฺโย  แปลว่า "ฤาษี"    มหิงฺสา  แปลว่า "ควาย"    ยกฺโข  แปลว่า "ยักษ์"

   **ข้อนี้ นักเรียนจะเห็นว่า "นครํก็ดี   ภิกขุก็ดี   อยฺโยก็ดี   มหิงฺสาก็ดี   และ ยกฺโขก็ดี   ล้วนแต่เป็นชื่อทั่วไปไม่ได้บ่งชัดว่าเป็นใครคือไม่ได้บอกว่า "เมืองชื่ออะไร   ภิกษุชื่อว่าอะไร   ฤาษีชื่อว่าอะไร   ควายชื่ออะไร   ยักษ์ชื่ออะไร"

       ๒.อสาธารณะนาม  แปลว่า "ชื่อที่ไม่ทั่วไป คือชื่อเฉพาะเจาะจง"    เช่น   มฆมาณพโว  แปลว่า "ชื่อมฆมาณพ"    พิมพิสาโร  แปลว่า "ชื่อพระเจ้าพิมพิสาร"  โคนนฺทวิสาโล  แปลว่า "ชื่อโคนันทวิศาล"   เชตวนมหาวิหาโร  แปลว่า "ชื่อมหาวิหารชื่อว่าเชตวัน"    ไพสาลี  แปลว่า "ชื่อเมืองไพสาลี" 

   **ข้อนี้ นักเรียนจะเห็นได้ว่า "มฆมาณพโวก็ดี  พิมพิสาโรก็ดี   โคนนฺทวิสาโลก็ดี   เชตวนมหาวิหาโรก็๋ดี  ล้วนเป็นชื่อเฉพาะเจาะจงทั้งนั้น"
                      คุณนาม

    ๐คุณนาม   แปลว่า "ชื่อที่แสดงลักษณะของนาม"  คือแสดงให้รู้ว่านามนั้นจะดีหรือชั่ว

จะดำหรือขาว    จะสูงหรือต่ำ    จะโง่หรือฉลาด    จะอ้วนหรือผอม   แบ่งออกเป็น  ๓  ขั้น   คือ:-

     ๑.คุณนามขั้นปกติ       เช่น:-  

         -ปณฺฑิโต  ปุคฺคโล   แปลว่า "บุคคลฉลาด"

         -พาโล   ปุริโส    แปลว่า "ชายโง่"

         -ถุโล   ปุคฺคโล    แปลว่า "คนอ้วน"

         -กีโส   ปุคฺคโล    แปลว่า "คนผอม"

         -ปณฺฑฺิโต   พาโล    ถูโล    กีโส  ทั้ง ๔ คำเหล่านี้เป็นคำคุณนามที่ใช้ขยายนามที่อยู่ข้างหลังมัน คือ ปุคฺคโล  และ ปุริโส  ให้เด่นชัดขึ้น

         -ยังใช้คำอุปสัคคือ อิติ  แปลว่า "ยิ่ง    เกิน    ล่วง"  นำหน้าคำคุณนามในขั้นปกตินี้ได้อีกด้วย   เช่น:-

            -อติปณฺฑิโต     แปลว่า "ฉลาดยิ่ง"

            -อติพาโล       แปลว่า "โง่ยิ่ง"

            -อติถูโล       แปลว่า "อ้วนยิ่ง"

            -อติกีโส       แปลว่า "ผอมยิ่ง"

         -และยังใช้คำอุปสัคและนิบาตบวกกันคือ อติวิยะ  แปลว่า "เกินเปรียบ"  นำหน้าคุณนามในขั้นปกตินี้แล้วกลายเป็นเครื่องหมายคุณนามในขั้นอติวิเศษนี้อีกด้วย   เช่น:-

            -อติวิยถูโล       แปลว่า "อ้วนเกินเปรียบ"

            -อติวิยกีโส       แปลว่า "ผอมเกินเปรียบ" 

     ๒.คุณนามขั้นวิเศษ    คุณนามในชั้นนี้มีปัจจัย ๓ ตัว  คือ ตะระ    อิยะ    อยิสฺสกะ ปัจจัยซึ่งแปลว่า "กว่า" เป็นเครื่องหมาย  ปัจจัยเหล่านี้เป็นเครื่องหมายของคุณนามทุกตัวในขั้นนี้ ปัจจัยเหล่านี้ตัวใดตัวหนึ่งจะต้องต่อท้ายคุณนามในขั้นนี้เสมอ   เช่น:-

       -ปณฺฑิตตโร       แปลว่า "ฉลาดกว่า"

       -พาลิโย       แปลว่า "โง่กว่า"

       -ปาปิยิสฺสโก       แปลว่า "บาปกว่า"

       -ถูลตโร       แปลว่า "อ้วนกว่า"

       -กีสิโย       แปลว่า "ผอมกว่า"

    ๓.คุณนามขั้นอติวิเศษ    คุณนามในขั้นนี้มีปัจจัย  ๒  ตัว คือ ตะมะ  และ  อิฏฐะ ปัจจัย ซึ่งแปลว่า "ที่สุด"  เป็นเครื่องหมายต่อท้ายของคุณนามในขั้นนี้เสมอ   เช่น:-

       -ปณฺฑิตตโม       แปลว่า "ฉลาดที่สุด"

       -พาลิฏฺโฐ       แปลว่า "โง่ที่สุด"

                      สรรพนาม

    ๐สรรพนาม   แปลว่า "ชื่อทั้งปวง"  คือคำที่นำมาใช้แทนคำนามนามเพื่อไม่ให้คำนามนามนั้นเกิดการซ้ำกันอันเป็การไม่เพาะหู  เช่น:- 

      -ปุริโส  สาวตฺถึ คนฺตฺวา  ตสฺมึ  วสติ. ปุริโส  กมฺมํ  กตฺวา  เตน  คมสิ.

      -คำว่า "ปุริโส"  ในประโยคที่ ๒ เป็นคำนามนามที่ซ้ำกับประโยคที่ ๑  อันเป็นการไม่เพาะหู  แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น โส คำสรรนามก็จะเป็นการเพาะหู   เช่น:-

      -ปุริโส  สาวตฺถึ  คนฺตฺวา  ตสฺมึ  วสติ. โส  กมฺมํ  กตฺวา  เตน  คมสิ.

      **ข้อนี้ ให้นักเรียนจงสังเกตุดูคำว่า "โส"  ในประโยคข้างหลังให้ดี นี่คือการนำเอามาใช้แทนคำว่า "ปุริโส" ในประโยคข้างหน้า เพื่อเป็นการไม่ให้กล่าวคำว่า "ปุริโส" ซ้ำอีกนั่นเอง

     -อาจริโย  มํ  นิจจเมว  โอวทติ, โส  หิ  มยฺหํ  วุฑฺฒึ  อาสึสติ.

      =อาจารย์  ย่อมกล่าวสอน  ข้าพเจ้า  อยู่เป็นนิตย์เทียว, ก็อาจารย์นั้น 

         ย่อมหวัง  ซึ่งความเจริญ  แก่ข้าพเจ้า.

     **ข้อควรจำ: ในประโยคนี้นักเรียนทั้งหลายจะเห็นคำว่า "โส" ซึ่งอยู่หน้า "หิ"

โส ในประโยคนี้เขานำเอามาใช้แทน "อาจริโย"  เพื่อเป็นการไม่ให้กล่าว อาจริโย ซ้ำอีกนั่นเอง

     ข้อแนะนำในตอนนี้ ขอให้นักเรียนทั้งหลายจงอ่านข้อความในตอนนี้ให้จบ ๓ รอบ

        -อ่านรอบที่ ๑ ให้นักเรียนอ่านออกเสียงซึ่งบทความนี้ดังๆ ๓ จบ ให้อ่านแบบมีสติไม่ใช่อ่านแบบใจลอยหรืออ่านแบบส่งเดชคืออ่านแบบไม่สนใจ ก่อนเข้านอนให้อ่านอีกครั้งหนึ่ง และตื่นนอนตอนเช้าขึ้นมาให้อ่านอีกครั้งหนึ่ง  อ่านได้บ่อยเท่าไหร่ยิ่งดี การอ่านบ่อยๆมันจะทำให้บทเรียนนี้เข้าไปฝังแน่นอยู่ในสมองของเรา

        -อ่านรอบที่ ๒ ให้อ่านดูแบบสังเกตุว่าตัวไหนนำเอาไปใช้ทำประโยชน์อะไรได้บ้างในประโยคและเมื่อเข้าไปอยู่ในประโยคแล้วมันวางไว้ตรงไหนของประโยค

        -อ่านรอบที่ ๓ ให้อ่านแบบจดจำว่า คำนามนาม   คำคุณนาม   และ คำสรรพนาม มันทำหน้าที่อะไรได้บ้างในประโยค  แต่ถ้าจำไม่ได้ให้อ่านทบทวนอีกจนกว่าจะจำได้  แต่ห้ามท่องจำโดยเด็ดขาดมันจะเป็นนิสัยเคยตัว  และก่อนจะขึ้นไปเรียนบทเรียนใหม่ขอให้อ่านบทเรียนนี้ทบทวนก่อนเสมอ

    **ข้อย้ำเตือน: ให้หาเวลาว่างนั่งหลับตานึกทบทวนบทเรียนดู ถ้าลืมตรงไหน  ตรงไหนไม่เข้าใจ ให้รีบไปอ่านดูตรงนั้นให้จำได้และเข้าใจในทันที

                     สัพพนาม

    ๐สัพพนามแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด  คือ:-

       ๑.ปุริสสัพพนาม         คือ

       ๒.วิเสสนสัพพนาม

                    ปุริสสัพพนาม

    ๐ปุริสสัพพนาม   แปลว่า "ชื่อทั้งปวงของบุรุษ"   คือเป็นคำที่ใช้แทนชื่อคำนามที่กล่าวมาแล้วเพื่อไม่ให้ซ้ำกัน   เช่น:-

      -ปณฺฑิโต  เตน  อุปาเยน  ธุรกมฺมํ  วิเนติ. โส  ธุรกมฺมํ  วิเทตฺวา  อคจฺฉาหิ.

      - 

 

         

     

 

 

 

 

 

   

 

 

เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ …

Visitors: 73,995