๔.ประวัติลาวครั่งในประเทศไทย

  

                 ประวะัติลาวครั่งในประเทศไทย

            
    ในปี พ.ศ. ๒๓๕๘ เจ้าเมืองเวียงจันทน์ได้ส่งครัวลาวเมืองภูครังมายังกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดฯ ให้ครัวลาวเมืองภูครังตั้งถิ่นฐานแถบเมืองนครชัยศรีพร้อมกับครัวลาวเมืองพุกรางที่ส่งเข้ามาพร้อมกัน และได้รับพระกรุณาธิคุณพระราชทานอุปกรณ์สำหรับปลูกสร้างบ้านเรือน เช่น ไม้ จากมุงหลังคา และผู้คนไปช่วยปลูกสร้างบ้านเรือนด้วย
    ด้วยเหตุที่กองทัพไทยเข้าไปตั้งมั่นชั่วคราวเมื่อครั้งทำสงครามกับเวียดนามและเขมร เมืองภูครังจึงน่าจะมีประชากรมากพอสมควรและมีความสำคัญในแง่ประโยชน์ต่อฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นชาวลาวเมืองภูครังจึงถูกกวาดต้อนลงมาหลายครั้ง โดยส่งลงมาพักไว้ที่เมืองพิษณุโลก เพื่อส่งต่อมายังกรุงเทพฯ ปรากฏว่าพวกนี้ได้หนีกลับไปยังเมืองเวียงจันทน์อีก
เจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงคุมตัวไปยังกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่ง เหลือผู้ที่เจ็บป่วยอีกเกือบ 700 คน จึงโปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์เมืองภูเขียว, เมืองขอนแก่น, เมืองชนบท ช่วยกับเมืองเวียงจันทน์ คุมคนและช้างขึ้นไปรับชาวลาวครังส่งมายังกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. ๒๓๖๐ และส่งไปอยู่กับพวกเดิมที่เมืองนครชัยศรี
                 อัตลักษณ์
    เอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวลาวครั่งที่สามารถแบ่งแยกได้ทันทีที่พบคือ ภาษาพูด ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีเสียงวรรณยุกต์เป็นเสียงสูง ชาวลาวครั่งมักเรียกตัวเองตามสำเนียงภาษาท้องถิ่นว่า “ลาวขี้คัง”หรือ“ลาวคัง” นอกจากนั้น ยังมีวัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ได้แก่ประเพณียกธง ที่ยังยึดถือและสืบต่อปฏิบัติกันมาโดยจัดขึ้นในเดือนเมษายนของทุกปี และประเพณีขึ้นศาลจ้าวนาย ชาวลาวครั่งจะมีความผูกพันทางเครือญาติสูงมาก ซึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่มีการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์และการธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับประเพณียกธงนั้น เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและร่วมมือร่วมใจของประชาชนในท้องถิ่น
              การแต่งกาย
    ในชีวิตประจำวันจะแต่งกายตามปกติ ยกเว้นในการจัดงานประเพณีหรืองานที่มีการรวมกลุ่มที่เป็นงานซึ่งแสดงออกถึงการรวมกลุ่มกัน ซึ่งแสดงออกถึงความสามัคคีของหมู่คณะหรือการรับแขกคนสำคัญของท้องถิ่น ผู้ชายจะมีผ้าขาวม้าคาดเอวเป็นลายตารางหมากรุก 5 สี ส่วนผู้หญิงจะมีการแต่งกายด้วยผ้าทอมัดหมี่ ต่อผ้าซิ่นตีนจก ซึ่งประกอบไปด้วย
ส่วนตัวผ้าซิ่น นิยมทอด้วยผ้ามัดหมี่ทอแซมสลับกับการ “ทอแบบขิด”เป็นลายทางเล็กๆสีเหลืองหรือสีขาวคั่นระหว่างผ้ามัดหมี่เพื่อแบ่งช่องลวดลายผ้าสลับเน้นลวดลาย วัตถุดิบที่ใช้ ได้แก่ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม หรือใยสังเคราะห์ ส่วนสีแดงนั้นใช้เป็นลายซิ่นหรือเรียกกันว่าตีนซิ่น

        ลาวขี้คั่ง
  ๐ลาวขี้คั่งแบ่งออกเป็น  ๖  ชนิด   คือ:-
   ๑.ลาวขี้คั่ง นครปฐม
   ๒.ลาวขี้คั่ง ชัยนาท
   ๓.ลาวขี้คั่ง สุพรรณบุรี
   ๔.ลาวขี้คั่ง อุทัยธานี
   ๕.ลาวขี้คั่ง กำแพงเพชร
   ๖.ลาวขี้คั่ง ตำบลโพรงมะเดื่อ อ.บางเลน  จ.นครปฐม

   ประวัติชาวลาวเวียงในราชบุรี
ชาวไทยลาวเวียงหรือกลุ่มชนชาวลาวตี้ในจังหวัดราชบุรี คือ ชนชาติลาวกลุ่มหนึ่งที่มี เชื้อสายลาวจากเวียงจันทน์ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งถูกกวาดต้อนเข้ามาในประเทศไทยประมาณ ๒๐๐ ปีมาแล้ว เหตุที่เรียกว่า “ลาวตี้” เนื่องจากคนกลุ่มนี้มักลงท้ายคำพูดในเวลาพูดว่า “ตี้” การเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทสไทยของลาวเวียงเริ่มขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี แต่ไม่ปรากฏว่าเข้ามาใน พ.ศ. ใด ทราบแต่เพียงว่าเป็นช่วงที่พม่ามีอำนาจในการปกครองเวียนจันทน์ ชนเวียงจันทน์และหัวเมืองลาวใกล้เคียงต่างลี้ภัยอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ที่เมืองนครราชสีมา พระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราชทรงอนุญาตให้ชาวลาวอพยพดังกล่าวเข้าพักพิง ตั้งบ้านเรือนที่สระบุรี

    เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๓๒๑ ต่อปีกุน พ.ศ. ๒๓๒๒ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราชได้โปรดให้สมเด็จพระเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) พร้อมด้วยเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณวาธิราชยกทัพไปตีหัวเมืองล้านช้าง ได้แก่เวียงจันทน์ หลวงพระบางจำปาศักดิ์ และหัวเมืองฟากโขงตะวันออก ทั้งนี้เนื่องจากครั้งนั้นเจ้านายลาวเกิดความไม่ปรองดองกัน พระวอพระตา (เจ้านายลาว) จึงหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิามภารพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราชโดยอพยพครอบครัวมาอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี เมื่อเจ้าสิริบุญสารผู้ครองเมืองเวียงจันทน์ทราบข่าวก็โปรดให้ยกกองทัพเข้ามาในเขตไทยจับพระวอพระตาฆ่าเสีย พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงได้โปรดฯ ให้ยกกองทัพไปปราบและยกทัพไปยึดเวียงจันทน์ 

    เมื่อยึดเวียงจันทน์ได้แล้วจึงกวาดต้อนครอบครัวลาวเวียงจันทน์พร้อมด้วยอาวุธและทรัพย์สินลงมา ในบรรดาครอบครัวดังกล่าวมีโอรสของเจ้าสิริบุญสารรวมอยู่ด้วย ๓ องค์ ได้แก่เจ้านันทเสน เจ้าอินทวงศ์ และเจ้าอนุวงศ์ ได้โปรดฯ ได้พำนักอยู่ที่บางยี่ขันหรือบริเวณวัดดาวดึงส์ ปัจจุบันสำหรับครอบครัวลาวเวียงอื่นโปรดฯ ให้รวมไว้ที่เมืองสระบุรีบางส่วนส่งมาที่ราชบุรีไปเมืองจันทบุรีบ้าง พ.ศ. ๒๓๓๕ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้านันทเสนผู้ครองเมืองวียงจันทน์ ได้ยกกองทัพไปตีเมืองพวนและเมืองแดงกวาดต้อนครอบครัวลาวพรวนและลาวทรงดำ มาถวายเพื่อแลกเปลี่ยนกับลาวเวียงจันทน์ที่อยู่ในประเทศไทย ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธ-ยอดฟ้า ไม่ประทานให้และทรงปลดเจ้านันทเสนออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองวียงจันทน์พร้อมกับทรงยกกองทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์กวาดต้อนครับครัวเวียงจันทน์เข้ามาในหัวเมืองชั้นในอีกครั้งหนึ่ง พ.ศ. ๒๓๖๙ – ๒๓๗๑ เจ้าอนุวงศ์เจ้าเมืองเวียงจันทน์ได้ก่อกบฏไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นต่อกรุงเทพฯ ได้ยกกองทัพเมืองเวียงจันทน์และเมืองจำปาศักดิ์เข้ามายึดเมืองนครราชสีมา หัวเมืองลาวบริเวณที่ราบสูงแม่น้ำโขงพร้อมยกกองทัพมากวาดต้อนครอบครัวลาวสระบุรีกลับไปเวียงจันทน์ พระบาทสมเด็จ-พระนั่งเกล้าฯ จึงโปรดฯ ให้ยกกองทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์แล้วกวาดต้อนครอบครัวลาวเวียงจันทน์มาอยู่ในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง
    ชาวลาวเวียงจันทน์บางส่วนบางส่วนถูกกวาดต้อนมาอยู่ในราชบุรีอีก ชาวลาวเวียงหรือลาวตี้ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น จนกระทั่งในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จ -พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เลิกทาส บรรดาเชลยลาวทั้งหลายในจังหวัดราชบุรีจึงมีอิสระในการตั้งบ้านเรือนและทำมาหากินโดยแยกย้ายไปตามที่ต่างๆ แบ่งเป็นสายใหญ่ๆ ได้ ๒ สาย คือ
สายหนึ่งไปยังทิศตะวันตกจากบริเวณเขาแร้งไปอำเภอจอมบึง โดยตั้งฐานอยู่ในบริเวณต่างๆ เช่น หมู่บ้านนาสมอหมู่บ้านสูงเนิน หมู่บ้านทำเนียบ หมู่บ้านเกาะ หมู่บ้านหนองบ้านเก่า หมู่บ้าน วังมะเดื่อ เป็นต้น สายที่สองขยายมาทางทิศตะวันออก จากบริเวณวัดพญาไม้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณต่างๆ เช่น หมู่บ้านในตำบลนางแก้ว หมู่บ้านวัดบ้านฆ้อง หมู่บ้านตำบลบ้านเลือก ตำบล บ้านสิงห์ บ้านหนองรี ในอำเภอโพธารามปัจจุบันและหมู่บ้านดอนเสลา หมู่บ้านหนองปลาดุก ในเขตอำเภอบ้านโป่ง ปัจจุบันนี้ชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนหรืออพยพมาจากนครเวียงจันทน์ได้ตั้งรกรากถิ่นฐาน อยู่ในแผ่นดินไทย มีลูกหลานสืบสายเลือดกันมาหลายช่วงอายุคน จึงเรียกชนเผ่านี้ว่า “ไทยเวียง”

    ชาวไทยลาว ในเขตพื้นที่ อำเภอโพธาราม ดังกล่าวมาแล้วว่าชาวไทยเวียงที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณวัดพญาไม้ได้แยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในเขตอำเภอโพธาราม คือ ตำบลนางแก้ว วัดบ้านฆ้อง และตำบลบ้านเลือก ยังมีชาวไทยลาวเวียงอีกส่วนหนึ่งที่ถูกกวาดต้อนมาในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี และตอนต้นของสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ให้พวกชาวลาวเหล่านี้ ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลอง จากพื้นที่เหนือวัดเฉลิมอาสน์ถึงวัดสร้อยฟ้า ปัจจุบัน) ชาวลาวเวียงอพยพมาจากประเทศลาวซึ่งถูกต้านมาให้อยู่ในประเทศไทยทำให้ทุกวันนี้มีชาวลาวเวียงค่อนข้างมากเพราะชาวลาวเวียงตั้งถิ่นฐานอยู่ในไทยโดยเฉพาะตำบลบ้านสิงห์จะเยอะมากและปัจจุบันนี้คนลาวเวียงส่วนใหญ่ไม่ค่อยที่จะพูดภาษาของตนเอง เพราะรู้สึกอายในภาษาและสำเนียง    ลาวเคยเป็นกลุ่มที่อยู่ที่อยู่บริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำแม่กลองตั้งแต่อำเภอบ้านโป่ง ลงไปถึงอำเภอโพธารามมาก่อน เมื่อชาวมอญอพยพลงมาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำ และโดยเฉพาะในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

    ในรัชกาลที่ ๑  ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้มอญ ๗ เมือง พาผู้คนลงมาตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำแม่กลองบริเวณตั้งแต่บ้านโป่งถึงโพธารามได้ ลาวจึงอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ตอนในแผ่นดินเข้าไปทั้งสองฝั่ง เข้าไปอยู่ที่ดอน ซึ่งปกติลาวบางกลุ่มมักชอบอยู่ที่ดอนและใกล้หนองน้ำ  ลาวที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณบ้านโป่งถึงบ้านเจ็ดเสมียนนี้ส่วนใหญ่ อพยพเข้ามาในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนต้น ในฐานะเชลยที่ถูกกวาดต้อนมา ให้มาตั้งถิ่นฐานเพื่อเป็นกำลังในการทำสงครามกับพม่า ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแม่กลอง (ฝั่งซ้าย)  จากเหนือลงใต้ ย่านชุมชนลาวอยู่ถัดเข้าไปตอนใน ได้แก่บริเวณบ้านกำแพงใต้ (วัดกำแพงใต้ พ.ศ.๒๑๒๗ สมัยอยุธยา) บ้านเลือก (วัดบ้านเลือก พ.ศ.๒๓๔๓ รัชกาลที่ ๑) บ้านบางลาน (วัดบางลาน พ.ศ.๒๓๖๐ รัชกาลที่ ๒) บ้านดอนทราย (วัดดอนทราย พ.ศ.๒๓๗๗ รัชกาลที่ ๓) บ้านกำแพง  เหนือ (วัดกำแพงเหนือ พ.ศ.๒๔๐๐ รัชกาลที่ ๔) บ้านหนองอ้อ (วัดหนองอ้อ พ.ศ.๒๔๐๑ รัชกาลที่ ๔)

    บ้านหนองหูช้าง บ้านหนองหญ้าปล้อง บ้านมะขาม บ้านหุบมะกล่ำ (วัดหุบมะกล่ำ พ.ศ.๒๔๕๐ รัชกาลที่ ๕) บ้านวัดโบสถ์๕(วัดโบสถ์ พ.ศ.๒๔๓๔ รัชกาลที่ ๕) บ้านฆ้อง (วัดบ้านฆ้อง พ.ศ.๒๔๔๓ รัชกาลที่ ๕) และบ้านสิงห์ (วัดบ้านสิงห์ พ.ศ.๒๔๔๖ รัชกาลที่ ๕) เป็นต้น  ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง (ฝั่งขวา) จากเหนือลงใต้ ด้านนี้มีชุมชน
ลาวเก่าแห่งหนึ่ง และเป็นแห่งเดียวริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง คือ ชุมชนลาวบริเวณวัดสร้อยฟ้า (พ.ศ.๒๓๓๒ รัชกาลที่ ๑) ชุมชนลาวถัดเข้ามาตอนใน ได้แก่ บ้านหนองปลาหมอ (วัดหนองปลาหมอ พ.ศ.๒๔๖๓ รัชกาลที่ ๕)

    บ้านหนองคา บ้านหนองสองห้อง (วัดหนองสองห้อง) บ้านหนองกลางดง (วัดหนองกลางดง พ.ศ.๒๔๕๐ รัชกาลที่ ๕) บ้านอู่ตะเภา บ้านวังมะนาว เป็นต้น ชุมชนลาวนี้ส่วนใหญ่อยู่บริเวณฝั่งตะวันออกมากกว่าฝั่งตะวันตก เพราะฝั่งตะวันออกเป็นที่ราบลุ่ม
กว่า มีแหล่งน้ำเหมาะต่อการตั้งถิ่นฐาน ทำนา ทำไร่   ลาวเวียงสืบเชื้อสายมาจากชนชาติลาวกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกกวาดต้อนมาจากนครเวียงจันทร์ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาว ในปัจจุบัน เมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีมาแล้ว ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ประเพณีที่น่าสนใจ และเป็นแบบอย่างในเรื่องความรัก ความสามัคคีของหมู่คณะ ความกตัญญูกตเวที ต่อบรรพบุรุษ ได้แก่ ประเพณีสารทลาวเวียง ประเพณีนี้อยู่คู่กาบชุมชนลาวเวียงมาตั้งแต่ ก่อตั้งชุมชนได้เลยทีเดียว และยังนำมาปฏิบัติจนกระทั่งทุกวันนี้ประเพณีการแต่งงานของชาวลาวเวียง
   การแต่งงานหรือพิธีกินดองของคนลาวเวียงถือได้ว่าเป็นประเพณีเกี่ยวกับชีวิตประเพณีหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ของตน สมัยก่อนเมือหนุ่มสาวชาวลาวเวียงตกลงที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ฝ่ายชายจะจัดขันหมากมาสู่ขอหญิงเพื่อมาเป็นภรรยา เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้วทั้งสองฝ่ายจะเริ่มเตรียมจัดหาของสำหรับพิธีกินดอง ในวันพิธีกินดองฝ่ายชายจะเตรียมยกขันหมากไปที่บ้านของฝ่ายหญิง เมื่อไปถึงบ้านของหญิงก็จะมีตรวจนับเงินค่าดอง และมอบให้พ่อแม่ของเจ้าสาว จากนั้นคู่บ่าวสาวจึงมานั่งเพื่อทำการผูกข้อมือ และป้อนไข่ขวัญให้แก่กัน เสร็จแล้วบ่าวสาวจะนำดอกไม้ ธูป เทียน และผ้าไปไหว้ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย เสร็จแล้วเจ้าบ่างและญาติพี่น้องก็จะกลับไปบ้านของตน เมื่อได้เวลา ๒ – ๓ ทุ่ม ญาติพี่น้องเจ้าบ่าวจะนำเจ้าบ่าวไปส่งที่บ้านสาวเพื่อทำพิธีปูที่นอน และสั่งสอน อบรมคู่บ่าวสาวในเรื่องของการใช้ชีวิตคู่

          วันสารทลาวเวียง
    เป็นประเพณีของชาวไทย เชื้อสายลาวเวียง จัดในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ของทุกปี เพื่อให้พี่น้อง ลูกหลานที่ไปทำมาหากินต่างถิ่นกลับมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ในวันนี้ชาวลาวเวียงจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวยงามแบบชาวลาวเวียง โดยเริ่มพิธีตั้งแต่ เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. จะนำสำรับอาหารคาว หวาน ที่เรียกว่า “พาเวน”
 โดยจะมีอาหารคาว ๒ – ๓ อย่าง อาหารหวานจำพวกขนมหม้อแกง ทองหยิบ ทองหยอดและผลไม้ต่าง ๆ และที่ขาดไม่ได้คือ กระยาสารท โดยนำอาหารมาถวายเพลที่วัด เจ้าของพาเวนจะต้องจุดเทียนไว้ที่พาเวนของตน เมื่อพระสงฆ์มาติกาบังสุกุล ผู้ที่มาทำบุญจะกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว เป็นอันเสร็จพิธีทางสงฆ์ ญาติโยมทั้งหลายจะนำห่อข้าวน้อย เป็นห่อข้าวที่ทำเป็นคู่ ๆ ข้างในจะมีข้าวปลาอาหาร นำไปแขวนไว้ตามต้น ไม้ โดยมีความเชื่อว่า เป็นการทำบุญให้กับผีที่ไม่มีญาติ
 
          ประเพณีใต้ดอกไม้
     เป็นประเพณีของชาวไทยเชื้อสายลาวเวียง ได้สูญหายไปเกือบ ๓๐ ปี แล้วได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยพระครูวิธาณปุญญาวัตนจิรปุญโญ เจ้าอาวาสวัดสระพัง คุณฉวี ใจภักดี ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลคนแรก และคณะกรรมการหมู่บ้านตามตำนานทางพุทธศาสนา กล่าวไว้ว่า ในระหว่างฤดูเข้าพรรษาพระพุทธเจ้าได้เสด็จขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อแสดงธรรมในให้พระมารดาฟัง เมื่อเสร็จกิจแล้ว ได้เสด็จกลับสู่โลกมนุษย์ และได้รับการต้อนรับจากพสกนิกรทั่วไป เพื่อเป็นการระลึกถึงวันนี้ในพุทธกาล ชาวลาวเวียงจึงได้จัดงานประเพณี “ไต้ดอกไม้” ในเวลากลางคืน มีกำหนด ๓ วัน คือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ และ แรม ๑ ,๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ในช่วงออกพรรษาเพื่อเฉลิมฉลอง

         ลาวพวน
     คำว่าพวน หมาย ถึง คำที่คนในบริเวณพื้นราบทางตอนใต้ใช้เรียกคนเผ่าไต หรือคนเชื้อชาติไทยสาขาหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบสูงตรันนินห์ (Tranninh Plateau) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีและภาษาพูดอันเป็น เอกลักษณ์ หรือ แบบแผนของตนเอง ในอดีตกาลชนกลุ่มนี้ได้รวบรวมเมืองต่างๆเช่น เมืองบริขันธ์ เมืองธุรคม เมืองเชียงคำฯลฯ ก่อตั้งเป็นอาณาจักรอิสระปกครองตนเองมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ปก ครองอาณาจักร และเป็นประมุขเรียกว่า อาณาจักรพวน หรือ เมืองพวนโดยมีเมืองเชียงขวางเป็นเมืองหลวงไทยพวนจะอพยพมาจากเมืองเชียงขวาง เมืองหลวงพระบางเมืองเวียงจันทน์ เมืองกำแพงนครเวียงจันทน์ และย้ายถิ่นมาอยู่ในประเทศไทยรวม ๑๙ จังหวัด คือ ลพบุรีสุพรรณบุรี ราชบุรีชัยนาท นครสวรรค์ สุโขทัย อุตรดิตถ์พิจิตร เพชรบูรณ์ นครนายก ปราจีนบุรี หนองบัวลำภูอุดรธานี หนองคาย เลย นครพนม มุกดาหาร กำแพง เพชร และมีการรวมตัวกันตั้งเป็น ชมรมไทยพวน
        ประเทศไทย มีการจัดกิจกรรมร่วมกันตลอดมา
    การอพยพย้ายถิ่นฐานของคนพวนในอำเภอบ้านหมี่นั้น ยากที่จะกำหนดลงไปได้ว่าอพยพเข้ามาในสมัยใด เพราะประการแรกคนพวนในอำเภอบ้านหมี่อพยพลงมาไม่พร้อมกันประการต่อมา ยังขาดหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรสนับสนุน แต่เท่าที่มีการสอบถามคนเฒ่าคนแก่มักจะได้คำตอบคล้ายๆ กันว่า "เหตุ ที่อพยพมาเพราะหนีพวกฮ่อพวกแกว" เมื่อได้สำรวจท้องที่และหลักฐานที่เป็นถาวรวัตถุแล้ว พอจะสรุปประเด็นการอพยพย้ายถิ่นฐานของคนพวนในอำเภอบ้านหมี่เป็น ๓ กรณี คือ

    อพยพมาตั้งแต่ตอนปลายสมัยกรุงธนบุรี ต่อมาอพยพเป็นจำนวนมากที่สุดในสมัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามลำดับแรกเริ่มที่คนอพยพมาตั้งถิ่นฐานในอำเภอบ้านหมี่นั้น ชื่อเดิมของอำเภอบ้านหมี่ คือ"อำเภอบ้านเซ่า" หรือ "เซา" ในภาษาพวนแปลว่าหยุดพัก ซึ่งน่าจะหมายถึงการหยุดพัก ซึ่งน่าจะหมายถึง การหยุดพักเพื่อตั้งหลักฐานการทำมาหากิน ต่อมาทาง
ราชการได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น"อำเภอบ้านหมี่" คำว่า "หมี่"

    ในภาษาพวนหมายถึง การมัดหมี่ ซึ่งเป็นการมัดเส้นด้ายให้เป็นเปลาะ ๆ หลากสีสัน แล้วนำไปทอเป็นลวดลายต่าง ๆ มากมาย เช่น ผ้าขาวม้า ผ้ามุ้ง เป็นต้นส่วนผ้าที่นิยมกันมาก คือ ผ้ายกดอก ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า " ผ้าซิ่นหมี่ " คนพวนมีความสามารถในการทอผ้าชนิดนี้เป็นพิเศษ จึงได้ชื่อว่า อำเภอใหม่ตามลักษณะการประกอบอาชีพชาวตำบลบ้านทราย อำเภอบ้านหมี่จังหวัดลพบุรี สืบเชื้อสายมาจากชาวพวน ซึ่งมีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ที่เมืองพวน แขวงเชียงขวางประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวต่อมาได้อพยพเข้ามาตั้ง ถิ่นฐานทำมาหากินอยู่ในประเทศไทย

    เมื่อประมาณ ๒๐๐ กว่าปีมาแล้ว  ตามหลักฐานที่สืบทอดกันมาว่า เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๓๖๙ มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อพระภิกษุหล้า หรือชาวบ้านเรียกว่า ครูบานาวาเป็นพระธุดงค์ มาจากเมืองพวนเชียงขวาง เพื่อติดตามหาญาติพี่น้องที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยก่อนแล้ว ครูบานาวา ได้พบกับพี่สาวของท่านชื่อถอ ที่หมู่บ้านทราย อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ท่านได้ชักชวนพี่น้องชาวบ้านทราย ซึ่งได้นำเอาชื่อเดิมว่าบ้านทราย มาจากเมืองพวนเชียงขวาง สร้างวัดบ้านทรายเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๙ และช่วยกันขุดบ่อน้ำสร้างขึ้นไว้ใช้ที่นั่นปัจจุบันนี้ยังมีหลักฐานอยู่ ชาวบ้านทรายอาศัยทำมาหากินอยู่ที่นั่นประมาณ ๒๐ ปีที่ทำมาหากินคับแคบ จึงได้หาที่ทำมาหากินใหม่ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๙ ครูบานาวา ได้ออกธุดงค์ต่อไปทางทิศเหนือได้พบแหล่งน้ำขนาดใหญ่ดินแดนอุดมสมบูรณ์ อยู่ห่างจากที่เดิมประมาณ ๒๘ กิโลเมตร แหล่งน้ำขนาดใหญ่นี้มีน้ำตลอดปีแม้ในฤดูแล้ง เดือน ๔ เดือน ๕ น้ำก็ไม่แห้ง ชาวบ้านเรียกว่า วังเดือนห้า ท่านจึงได้กลับไปชักชวนญาติพี่น้องชาวบ้านทรายให้อพยพมาทำมาหากินในที่แห่งใหม่ และได้สร้าง วัดบ้านทรายขึ้นใหม่ ส่วนวัดบ้านทรายเดิมและบ่อน้ำที่สร้างไว้เดิมนั้นยกให้ ชาวบ้านถนนแค ปัจจุบัน ยังมีหลักฐานปรากฏอยู่ครูบานาวา จึงเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านทรายองค์แรก และเป็นผู้สร้างชุมชนบ้านทราย ปัจจุบันวัดบ้านทราย ตั้งอยู่เลขที่ ๑ หมู่ ๒ ตำบลบ้านทราย อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี มีพื้นที่ ๑๙ ไร่  ๘๙ ตารางวา อยู่ห่างจากลพบุรีมาทางด้านทิศเหนือ ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ห่างจากอำเภอบ้านหมี่ทางทิศตะวันออก ๓ กิโลเมตร ตามถนนหมายเลข ๒๐๕ สายบ้านหมี่

           วัดใหญ่ทักขิณาราม (วัดใหญ่ลาว)
    ชื่อเพราะพริ้งว่าวัดใหญ่ทักขิณาราม แต่ถ้าถามชาวบ้านเรียกสั้นๆ แค่วัดใหญ่ลาวก็เพียงพอ ชื่อบอกอยู่แล้วว่าวัดเก่าแก่แห่งนี้สร้างขึ้นโดยชาวลาว พวกเขาเหล่านี้มาตั้งรกรากในพื้นที่นครนายกหลังเกิดสงครามชิงเมืองระหว่างหลวงพระบางกับเวียงจันทน์ ในสมัยกรุงธนบุรี กระทั่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ ๑ ในเวลาต่อมา) ต้องยกพลไปปราบปราม และนำผู้คนชาวลาวซึ่งตกทุกข์ได้ยากจากพิษสงครามอพยพมาอยู่ที่นี่นั่นเอง ปีที่สร้างวัดระบุเป็นเลขสวยเก๋คือ พ.ศ. ๒๓๒๓ นานขนาดนั้นจึงต้องถือว่าเป็นวัดแห่งแรกของจังหวัดนครนายกเลยทีเดียว
    วัดใหญ่ลาวตั้งอยู่ริมแม่น้ำนครนายก บรรยากาศร่มรื่น โดดเด่นด้วยพระอุโบสถเก่าแก่ซึ่งเป็นศิลปะชาวลาวผสมศิลปะทางยุโรป มีซุ้มประตูโค้ง ทหารทวารบาลลักษณะตะวันตก สวยงามแปลกตา
    ปัจจุบันทางวัดมีการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นมาทดแทนอุโบสถเก่าซึ่งมีขนาดเล็กไม่พอใช้ทำกิจของสงฆ์ แต่เรายังสามารถเที่ยวชมไหว้พระภายในพระอุโบสถหลังเก่าและพระประธานคือพระพคภาญาณ
    จากทางหลวงหมายเลข ๓๐๔๙ ใกล้กับร้านศรีสุนีย์ ให้เลี้ยวเข้าไปตามป้ายบ้านท่าข่อย จากนั้นจะพบป้ายเลี้ยวขวาเข้าซอยวัด

 

 

เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ …

Visitors: 77,149